รางวัลวิจัย

Filter

จากแฟ้มงานวิจัย มก.

รายการวิทยุ

  • รายการวิทยุ เรื่อง “ถั่วเหลืองพืชที่น่าสนใจ”

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 5  เดือน เมษายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง  ถั่วเหลืองพืชที่น่าสนใจ

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     ……………………………………………………………….…………………………

     

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกม่านครับ  พบกับรายการ  “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ” ทางวิทยุ มก. แห่งนี้เป็นประจำทุกวันเสาร์ รายการนี้ผลิตโดย  ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย  สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา  เป็นผู้ดำเนินรายการครับ  และสำหรับวันนี้กระผมขอเสนอ เรื่อง  “ ถั่วเหลืองพืชที่น่าสนใจ”คุณผู้ฟังครับถั่วเหลืองเป็นพืชเศรษฐกิจตระกูลถั่วที่สำคัญของประเทศไทย  โดยใช้บริโภคภายในประเทศ  ในรูปของอุตสาหกรรมน้ำมันพืช อุตสาหกรรมอาหารสัตว์  และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองรวมทั้งบริโภคโดยตรง   โดยการแปรรูปเป็นอาหาร  เช่น เต้าหู้  เต้าเจี้ยว   ประเทศไทยต้องการใช้ถั่วเหลืองสำหรับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ  แต่ในปัจจุบันการผลิตถั่วเหลืองยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศ   และถั่วเหลืองนี้มีแหล่งปลูกที่สำคัญ  ได้แก่  จังหวัดสุโขทัย  เลย  เชียงใหม่  อุตรดิตถ์   กำแพงเพชร   ตาก   พิษณุโลก และขอนแก่น

    คุณผู้ฟังครับโดยทั่วไปถั่วเหลืองเติบโตในดินเกือบทุกชนิดตั้งแต่ดินร่วนปนทรายจนถึงดินเหนียว   แต่เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน    ดินร่วนปนทรายและดินร่วนปนดินเหนียว   ดินที่มีความเป็นกรดและด่าง    ระหว่าง  6.0 – 7.0     มีแร่ธาตุอาหารปานกลางและไม่ขาดธาตุรองที่จำเป็น  เช่น  เหล็ก  แมงกานิส           โคบอล   ซัลเฟอร์   โบรอน   สังกะสี   และโมลิบดินัม    อย่างไรก็ตามถั่วเหลืองไม่ทนต่อสภาพดินเค็มหรือดินกรดจัดมากนัก    ถั่วเหลืองสามารถงอกได้ระหว่างอุณหภูมิ   5  ถึง  40  องศาเซลเซียส     แต่ที่อุณหภูมิประมาณ   30   องศาเซลเซียส    ถั่วเหลืองจะงอกได้เร็วที่สุดประมาณ  3 – 5   วัน   ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า   15  องศาเซลเซียส   การงอกของเมล็ดจะช้าลงอย่างมาก   ประมาณ  8 – 10   วันครับ   ในช่วงระยะการเจริญเติบโต   อุณหภูมิที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตที่สุดนั่นได้แก่   30  องศาเซลเซียส     ถั่วเหลืองจะหยุดการเจริญเติบโต  ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า  10  องศาเซลเซียสและถ้าอุณหภูมิสูงกว่า  40  องศาเซลเซียสจะทำให้เกิดการแคระแกรน    และมีผลเสียกับการออกดอกติดฝัก   ผลเสียที่เกิดจากอุณหภูมิสูงจะยิ่งร้ายแรงถ้าเกิดการขาดน้ำด้วย       โดยธรรมชาติ   ถั่วเหลืองจัดเป็นพืชวันสั้นและพันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้าส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อช่วงแสง   โดยต้องการช่วงแสงสั้นเพื่อการออกดอก   ดังนั้น  ถ้ามีการนำพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีในเขตใกล้เส้นศูนย์สูตร  ไปปลูกในเขตที่ห่างเส้นศูนย์สูตรจะออกดอกช้ากว่าปกติ   และถ้านำพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีในเขตที่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรไปปลูกในเขตใกล้ศูนย์สูตรก็จะทำให้การออกดอกเร็วขึ้น   คุณผู้ฟังครับ อย่างไรก็ตาม   การตอบสนองต่อช่วงแสง    ในแต่ละพันธุ์จะแตกต่างกัน   ซึ่งเป็นลักษณะประจำพันธุ์และมีผลโดยตรงต่อระยะเวลาการออกดอก   การสะสมน้ำหนักแห้งของเมล็ดและผลผลิต     สำหรับพันธุ์ที่ส่งเสริมในประเทศไทยจะไม่มีอิทธิพลของแสงมากนัก   เพราะได้คัดเลือกให้เหมาะกับสภาพการปลูกได้ตลอดทั้งปี    

    ถั่วเหลืองต้องการปริมาณน้ำฝนประมาณ   300 – 400  มิลลิเมตร   ตลอดฤดูปลูกแต่ต้องมีการกระจายตัวดีโดยเฉพาะในช่วงระยะการงอก   ออกดอกและติดฝักและสะสมน้ำหนักแห้งของเมล็ดจะต้องไม่ขาดน้ำ    โดยทั่วไปถั่วเหลืองทนต่อสภาพน้ำขังในระยะสั้น ๆ  ได้ดีกว่าพืชไร่ชนิดอื่น ๆ   แต่การเจริญเติบโตและผลผลิตอาจจะลดลง   ในช่วงการเก็บเกี่ยวไม่ควรมีฝนตก    เพราะจะทำให้ฝักและเมล็ดเน่าหรือเกิดเชื้อรา   ดังนั้น   ควรเลือกพันธุ์ที่เริ่มสุกแก่ในช่วง  2 – 3   สัปดาห์  หลังจากหมดฝนแต่ไม่ควรเกิน  4  สัปดาห์  เพราะอาจขาดน้ำในช่วงสะสมน้ำหนักแห้งในเมล็ดซึ่งอาจทำให้เมล็ดลีบและผลผลิตต่ำได้ครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ ปัจุบันการปลูกถั่วเหลืองมีทั้งการเตรียมดิน และไม่เตรียมดินในฤดูฝน  การเตรียมดินควรมีการไถพรวนให้ลึกประมาณ   15 – 20  เซนติเมตร   ทำการตากดินไว้  1 – 2 สัปดาห์  เพื่อให้แสงแดดเผาทำลายวัชพืชและศัตรูพืชหลังจากนั้นจึงพรวนให้ดินร่วนซุย   1 – 2  ครั้ง  สำหรับการปลูกในช่วงฤดูแล้งในดินนาที่มีการระบายน้ำไม่ดี   หรือในพื้นที่ที่จำเป็นต้องมีการให้น้ำ  ควรยกร่องปลูกหรือทำร่องระบายน้ำโดยรอบ  สำหรับการปลูกโดยไม่เตรียมดินสามารถกระทำได้   โดยจะเป็นการรักษาสภาพโครงสร้างของดินไม่ให้ถูกทำลาย และรักษาปริมาณความชื้นในดิน   แต่จะมีปัญหาเรื่องวัชพืชบ้าง

    ในการปลูกถั่วเหลืองควรทำการคลุกไรโซเบียมทุกครั้ง  ถึงแม้จะเป็นพื้นที่ที่เคยปลูกถั่วเหลืองมาก่อน    เพราะปริมาณเชื้อที่อยู่รอดในสภาพธรรมชาติอาจมีไม่เพียงพอ   ไรโซเบียมที่ใช้จะต้องเป็นชนิดที่แนะนำให้ใช้กับถั่วเหลือง      ไรโซเบียมจะช่วยตรึงไนโตเจนจากอากาศมาไว้ที่ปมราก ซึ่งถั่วเหลืองจะให้พลังงานและธาตุคาร์บอนแก่ไรโซเบียม     ในขณะที่ไรโซเบียมจะให้สารประกอบไนโตรเจนแก่ถั่วเหลือง  เป็นการอาศัยอยู่ร่วมกันแบบให้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน  อย่างไรก็ตามปริมาณไนโตรเจนที่จะตรึงได้จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม       ชนิดของเชื้อไรโซเบียม  ชนิดพันธุ์และอายุของพืช   นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วควรคำนึงถึงวิธีที่จะทำให้ไรโซเบียมที่คลุกเมล็ดถั่วเหลือง   มีความสามารถตรึงไนโตเจนได้สูงขึ้นด้วย  โดยจะต้องดำเนินการเป็นขั้นตอนดังนี้  คือ เตรียมน้ำเชื่อมเจือจางโดยใช้น้ำตาลทราย   ประมาณ  5   ช้อนแกง   ผสมน้ำให้น้ำตาลละลายได้น้ำเชื่อม   ประมาณ  300   มิลิลิตร   เทน้ำเชื่อมลงเคล้าเมล็ดถั่วเหลืองได้   15  กิโลกรัม   ถ้าใช้เมล็ดน้อยให้ลดน้ำเชื่อมลงตามส่วน   เคล้าเบา ๆ  ให้น้ำเชื่อมเคลือบผิวเมล็ด   เทผงไรโซเบียมลงบนเมล็ดในอัตราไรโซเบียม   1 ถุง    คลุกถั่วเหลืองได้  10 – 15  กิโลกรัม    แล้วคลุกเคล้าเบา ๆ  ให้ทั่ว     ผงไรโซเบียมจะเคลือบติดเมล็ดแล้วตากลมไว้ประมาณ   15   นาที    ผงไรโซเบียมจะแห้งยึดติดกับเมล็ดไม่หลุดร่วงง่าย     เมล็ดพันธุ์ที่คลุกไรโซเบียมแล้วสามารถนำไปปลูกอย่างได้ผลดีมากไม่ว่าจะหยอดด้วยมือ  หรือด้วยเครื่องหยอด      ถั่วเหลืองจะได้รับไรโซเบียมที่มีประสิทธิภาพสูงเข้าสร้างปมรากทำให้ผลิตปุ๋ยไนโตรเจนได้มาก   และเป็นปุ๋ยไนโตรเจนที่วัชพืชไม่สามารถแย่งไปใช้ได้ครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ การปลูกและระยะการปลูกถั่วเหลืองสามารถแบ่งออกได้เป็น  2  วิธี  ตามฤดูปลูก   คือ  ฤดูฝน   หลังเตรียมดินแล้ว  การปลูกได้แก่  หว่านหรือเปิดร่องแล้วโรยเป็นแถว   หรือหยอดเป็นหลุม    แต่วิธีที่ได้ผลดีคือการปลูกเป็นแถวครับ   ใช้ระยะระหว่างแถว  50  เซนติเมตร   ระยะระหว่างหลุม    20   เซนติเมตร    หลุมละ   4 – 5   ต้น  หรือการโรยเป็นแถวให้มีจำนวน  20  ต้นต่อแถวยาว   1    เมตร    จะมีจำนวนต้นประมาณ   64,000   ต้นต่อไร่     การปลูกถั่วเหลืองในฤดูแล้งหรือหลังการทำนา  ถ้ามีการไถพรวนดิน  ควรปฏิบัติการปลูกเช่นเดียวกับการปลูกในฤดูฝน    แต่ถ้าไม่มีการไถพรวนดินควรเริ่มต้นด้วยการตัดตอซังข้าว    แล้วขุดร่องเพื่อใช้เป็นร่องให้น้ำและร่องระบายน้ำโดยไม่มีการไถพรวน    การขุดร่องระบายน้ำดังกล่าวทำให้เกิดเป็นแปลงปลูกถั่วเหลืองกว้างประมาณ  3 – 4  เมตร   มีร่องน้ำเป็นเขตแบ่งแปลง    สร้างความชื้นในดินโดยให้น้ำเข้าท่วมแปลงประมาณครึ่งวันจึงระบายน้ำออกแล้วตากดินนาน  1 – 2  วัน   ให้หน้าดินไม่แฉะ    แล้วหยอดเมล็ดถั่วเหลืองที่คลุกไรโซเบียมแล้วหลุมละ  4 – 5  เมล็ด    ห่างกันหลุมละประมาณ   25 – 30  เซนติเมตร  จะทำให้ได้ต้นถั่วเหลืองเจริญเติบโตประมาณไร่ละ   70,000 – 100,000   ต้น    หลังหยอดเมล็ดเสร็จแล้ว   ถ้าจะใส่ปุ๋ยควรใส่ในช่วงนี้     เสร็จแล้วใช้ฟางที่ได้จากการนวดข้าวมาเกลี่ยคลุมพื้นดินอย่างสม่ำเสมอบนพื้นที่ปลูกถั่วเหลือง ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง   มีปริมาณอินทรีย์วัตถุสูง  ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยแต่หากเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางหรือต่ำ   ควรมีการใส่ปุ๋ย   โดยเฉพาะปุ๋ยฟอสฟอรัสมีความต้องการมากที่สุด    รองลงมาคือปุ๋ยโปตัสเซียม   สำหรับปุ๋ยไนโตเจนในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำก็ควรมีการใส่ด้วย   เพื่อช่วยทำให้ถั่วเหลืองสามารถตั้งตัวได้ในระยะแรก   แต่หลังจากงอกประมาณ  3   สัปดาห์   ไรโซเบียมที่ไปเกะอาศัยที่รากถั่วจะเริ่มกิจกรรมการตรึงไนโตรเจนจากบรรยากาศมาใช้     ปุ๋ยไนโตรเจนก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป   ดังนั้นการใส่ปุ๋ยจึงต้องคำนึงถึงปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินเป็นหลักแต่โดยทั่ว ๆ ไป   ในดินที่ปลูกถั่วเหลืองในฤดูฝนมักจะมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำจึงนิยมใส่ปุ๋ยสูตร   12 – 24 – 12  ประมาณ   20 – 30   กิโลกรัมต่อไร่ ช่วงนี้พักกันก่อนยสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ ถั่วเหลืองมีโรคที่สำคัญได้แก่  โรคราสนิม   โรคแอนแทรคโนส   โรคใบจุดนูน    โรคราน้ำค้าง  โรคใบด่าง และแมลงศัตรูที่สำคัญ  ได้แก่   หนอนแมลงวันเจาะลำต้น   หนอนเจาะฝักถั่วเหลือง   หนอนม้วนใบ   หนอนเจาะสมอฝ้ายและเพลี้ยอ่อน ถ้าถั่วเหลืองเริ่มสุกแก่ในช่วงที่มีสภาพอากาศแห้งจะเป็นช่วงที่เหมาะที่สุด   เมล็ดที่ได้จะมีคุณภาพสูงเพราะเมล็ดไม่เน่าเสียหาย   อันเนื่องมาจากเชื้อรา     อายุการสุกแก่ของถั่วเหลืองแต่ละพันธุ์จะแตกต่างกัน   ดังนั้นควรเก็บเกี่ยวทันทีเมื่อใบร่วงและฝักแก่เปลี่ยนสี   95 %  ของจำนวนฝักทั้งหมดเมื่อเก็บเกี่ยวแล้ววางเรียงเป็นแถว     มัดเป็นฟ่อนตากไว้ในแปลง   ถ้ามีฝนตกอาจนำเข้ามาเก็บไว้ในโรงเรือนยกพื้น    มีการถ่ายเทอากาศดี     แล้วนำออกตากแดดจนแห้งพอดีขณะที่ความชื้นของเมล็ดประมาณ   14 %  นวดด้วยเครื่องนวดถั่วเหลือง    นำเมล็ดไปลดความชื้นด้วยการตากแดดและคอยหมั่นกลับเพื่อให้เมล็ดแห้งโดยสม่ำเสมอทั่วถึงกัน  หรือลดความชื้นด้วยการอบไอร้อน  อุณหภูมิไม่เกิน   40 องศาเซลเซียส    นกระทั่งความชื้นของเมล็ดลดลงเหลือประมาณ   12  %  เมล็ดที่จะเก็บไว้ใช้ขยายพันธุ์นั้น  เมื่อเก็บเกี่ยวและนวดตามวิธีข้างต้นอย่างถูกต้องแล้ว  ให้ลดความชื้นของเมล็ดลงอีกให้เหลือประมาณ  8 %   แล้วคัดเมล็ดเสีย   เช่น  เมล็ดเขียว   เมล็ดย่น    เมล็ดเป็นโรค   ออกทิ้งให้หมด     ตรวจสอบการงอกของเมล็ด   ซึ่งควรสูงกว่า   85 %   จากนั้นนำมาบรรจุในภาชนะปิดสนิท  ไม่ให้ความชื้นจากอากาศภายนอกเข้ามาได้  วางภาชนะในที่แห้งและเย็น   ถ้าปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้อย่างถูกต้องแล้วก็สามารถจะเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกในฤดูต่อไปได้

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับเนื่องจากถั่วเหลือง  เป็นพืชที่มีโปรตีนสูง และสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์    ได้มีการนำถั่วเหลืองมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนสูงจากถั่วเหลือง  หลายชนิดด้วยกันคือ  นมถั่วเหลือง  เป็นนมถั่วเหลืองที่ผลิตขึ้นโดยใช้อัตราส่วนถั่วเหลืองต่อน้ำ   เท่ากับ  1 ต่อ  5   โดยน้ำหนัก  ได้มีการปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการให้เท่าเทียมกับปริมาณโปรตีนและไขมัน   ของน้ำนมวัวหรือน้ำนมมารดา   โดยมีปริมาณโปรตีนและไขมันร้อยละ  4.3  และ  6.0  ตามลำดับ   เวลารับประทานให้เติมน้ำเย็นที่ต้มสุกหรือน้ำร้อนต่อนมถั่วเหลืองเข้มข้นในอัตราส่วนเท่ากับ  1 ต่อ 1     อาหารเสริมเด็กอ่อนเกษตร   เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอายุตั้งแต่  3  เดือนขึ้นไป    ทำจากแป้งถั่วเหลืองชนิดไขมันเต็ม    แป้งข้าวเจ้า  และน้ำตาลทราย   เป็นส่วนประกอบเสริมวิตามิน  และเกลือแร่    แล้วผ่านกระบวนการอัดพอง   อบแห้ง   และบดเป็นผง   ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีปริมาณโปรตีนและไขมันร้อยละ  11.0  และ  3.0  ตามลำดับ   ก่อนบริโภคให้เติมน้ำร้อนลงไป 3  เท่า   แล้วกวนให้เข้ากัน    มีคุณค่าทางโภชนาการเท่าเทียมกับนมผง   ราคาถูกกว่านมผงและอาหารเสริม    จากท้องตลาดประมาณ   3 – 9  เท่า  ดังนั้น   อาหารเสริมเด็กอ่อนเกษตร    จึงเหมาะที่จะใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับเด็กที่มีอายุ    3   เดือนขึ้นไป   โดยใช้ทดแทนนมผงและอาหารเสริมต่าง ๆ  ที่มีราคาแพงได้เป็นอย่างดี       โปรตีนเกษตร  เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทดแทนเนื้อสัตว์ต่าง ๆ  ในการประกอบอาหารได้เป็นอย่างดี     ซึ่งมีราคาถูกกว่าเนื้อสัตว์ประมาณ  3  เท่า   ทำจากแป้งถั่วเหลืองพร่องไขมัน   เสริมด้วยแอลเมทไธโอนินร้อยละ  1   แล้วผ่านขบวนการอัดพอง  และอบแห้ง   ผลิตภัณฑ์ที่ได้   มีปริมาณโปรตีนและไขมันร้อยละ  49.7  และ  0.3  ตามลำดับ    มีคุณค่าทางโภชนาการเท่าเทียมกับเนื้อสัตว์   ก่อนการบริโภคให้นำมาแช่น้ำเย็นหรือน้ำร้อน  ประมาณ  5  นาที    หรือจนกระทั่งนิ่มหลังจากนั้นก็นำเอาไปประกอบอาหารทดแทนเนื้อสัตว์ได้ทันที    ประชาชนให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์นี้มาก  โดนมีสถิติในการจำหน่ายเพิ่มขึ้นทุกปี โปรตีนเกษตร   นอกจากจะทำจากแป้งถั่วเหลืองพร่องไขมัน   ดังกล่าวแล้วยังสามารถทำได้จากแป้งถั่วเหลืองชนิดไขมันเต็ม   เสริมด้วยแอลเมทไธโอนินร้อยละ  1  และผ่านเครื่องวิลเลจเทคเจอร์ไรเซอร์ แล้วอบแห้ง    ได้โปรตีนเกษตรมีลักษณะเป็นแผ่นกลม  พอง  ฟู   มีสีเหลืองนวล   ก่อนบริโภคนำไปแช่น้ำจนกระทั่งนิ่ม    ซึ่งถ้าเป็นน้ำร้อนใช้เวลาประมาณ   2  นาที  และ  5  นาที  สำหรับน้ำเย็น   นำมาหั่นเป็นชิ้น ๆ  หรือเป็นเส้น   เพื่อประกอบเป็นอาหารต่าง ๆ  แทนเนื้อสัตว์   มีคุณค่าทางโภชนาการเท่าเทียมกับเนื้อสัตว์  โปรตีนเกษตร  ที่ได้มีปริมาณโปรตีนร้อยละ  47.4  ไขมันร้อยละ   17.9  และความชื้นร้อยละ  5.2    นอกจากนี้แล้ว  ยังมีผลิตภัณฑ์อีกมาก เช่น  ขนมผิงเกษตร หรือคุกกี้เกษตร  ,  บะหมี่เกษตร  หรือบะหมี่โปรตีน  ,  กรอบ  กรอบ  เกษตร  หรือ  อาหารขบเคี้ยวโปรตีนสูง   ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่วนมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น  นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากพืชผลทางการเกษตรอีกมาก   ถ้าท่านผู้ฟังสนใจสามารถหาซื้อได้ที่ห้องขายของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ”  ในวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้ว  พบกับรายการนี้ได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า  ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

     

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง “การเลี้ยงไก่พื้นเมืองเพื่อเพิ่มรายได้และปลอดภัยจากไข้หวัดนก”

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 8 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การเลี้ยงไก่พื้นเมืองเพื่อเพิ่มรายได้และปลอดภัยจากไข้หวัดนก

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    ……………………………………………………………………………………………………..

     

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศให้ผู้ฟังได้ฟังกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการ วันนี้กระผมขอเสนอเรื่อง “การเลี้ยงไก่พื้นเมืองเพื่อเพิ่มรายได้และปลอดภัยจากไข้หวัดนก”

    ในช่วงหน้าหนาวซึ่งมีสภาพอากาศที่หนาวเย็น ทำให้คุณผู้ฟังหลายๆ ท่านมีอาการเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากระบบทางเดินหายใจ อย่างเช่น ไข้หวัด แพ้อากาศ หรือภูมิแพ้ ได้ง่ายกว่าในฤดูอื่นๆ เนื่องจากเชื้อไวรัสบางชนิดนั้นสามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ และมีความชื้นอยู่ในอากาศสูง ซึ่งนับวันเชื้อโรคเหล่านี้เริ่มที่จะกลายพันธุ์ให้ตัวเองแข็งแรง และต่อต้านต่อยาหรือวัคซีนที่นำมารักษาได้มากขึ้น ผิดกับมนุษย์เราที่นับวันภูมิคุ้มกันในร่างกายเริ่มอ่อนแอลง ทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าไปในร่างกายจนทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานี้ โรคไข้หวัดนก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เชื้อโรคชนิดนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะใช้เวลาเพียงไม่นานที่จะทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย และส่งผลให้ผู้ที่ได้รับเชื้อเสียชีวิตในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งพาหะของโรคนี้มาจากสัตว์ปีกทุกชนิด ทั้งที่เรานำมารับประทานและนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงครับ หากเราสัมผัสหรือรับประทานสัตว์ปีกที่ติดเชื้อไข้หวัดนกไปแล้ว โอกาสที่เราจะติดเชื้อไข้หวัดนกนั้นมีสูงมาก ซึ่งในปีแรกๆ ที่โรคไข้หวัดนกได้เกิดขึ้น ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกหลายๆ ฟาร์มต้องฆ่าสัตว์ปีกที่เลี้ยงไว้ เนื่องจากติดเชื้อไข้หวัดนกหมดทั้งฟาร์ม ประชาชนต่างกลัวโรคนี้กันมาก ส่งผลให้การบริโภคสัตว์ปีกโดยเฉพาะเนื้อไก่หยุดชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง เกษตรกรที่เลี้ยงไก่หลายรายต้องขาดทุนกันเป็นจำนวนมากครับ

    คุณผู้ฟังครับ เราจะมีวิธีการป้องกันและแก้ไขอย่างไรให้เกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ปีกสามารถเลี้ยงสัตว์ปีกได้อย่างปลอดภัยปราศจากไข้หวัดนก  คุณผู้ฟังสามารถหาคำตอบได้ในช่วงหน้าครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ เมื่อประมาณหลายปีก่อนโรคไข้หวัดนกกลายเป็นปัญหาระดับชาติที่ทุกประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ และจากปัญหาโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกที่ระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา นับว่าสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิต ตลอดจนการส่งออกสัตว์ปีกของประเทศมากมายมหาศาลนับเป็นหมื่นล้าน กระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม รัฐบาลจึงออกกฎหมายและมีผลบังคับใช้โดยให้ผู้ประกอบการผลิตสัตว์ปีกต้องขึ้นทะเบียนมาตรฐานฟาร์มตามที่กำหนดจึงจะสามารถเลี้ยงสัตว์ปีกได้ครับ

    แต่คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า สำหรับการเลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบหลังบ้านนั้น รัฐบาลยังไม่มีการกำหนดมาตรการหรือแนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจน จึงทำให้ชาวบ้านไม่กล้าหรือขาดความมั่นใจในการเลี้ยงไก่พื้นเมืองเป็นจำนวนมาก หากพิจารณาถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังชะลอตัวในปัจจุบัน  ประกอบกับไก่พื้นเมืองมีราคาดีมาโดยตลอด จะเห็นได้ว่าการเลี้ยงไก่พื้นเมือง เป็นโอกาส และทางเลือกที่น่าสนใจของชาวบ้านในการที่จะเพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพการเกษตรแบบผสมผสานได้เป็นอย่างดี เนื่องจากโดยธรรมชาติไก่พื้นเมืองจะมีความแข็งแรง ทนต่อโรค หากินเองได้ และประกอบกับสภาพภูมิประเทศของไทยที่เป็นพื้นที่ราบลุ่ม อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารธรรมชาติที่เหมาะแก่การนำมาเลี้ยงไก่พื้นเมือง สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนที่ธรรมชาติช่วยเอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ทำให้ผู้เลี้ยงไม่ต้องใช้ต้นทุนสูง อีกทั้งยังเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องของการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติอีกด้วยครับ

    ด้วยเหตุนี้เอง  คุณสุชาติ สงวนพันธุ์ นักวิชาการเกษตร จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตสัตว์ปีก สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาหลักการเพื่อการเลี้ยงไก่พื้นเมืองระบบปิด เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดนกตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น เพื่อเป็นแนวทางให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบหลังบ้าน เพื่อเพิ่มรายได้และปลอดภัยจากไข้หวัดนกครับ

    คุณผู้ฟังครับ จากผลการศึกษาดังกล่าวทำให้ทราบว่า การที่จะเลี้ยงไก่พื้นเมือง เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประสบความสำเร็จและปลอดจากโรคไข้หวัดนกนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากเกินกว่าความสามารถของชาวบ้านที่เคยเลี้ยงมา เพียงแต่ผู้เลี้ยงต้องมีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องของรูปแบบการเลี้ยงไก่และเทคนิควิธีการเลี้ยงและพยายามปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้ผลผลิตไก่ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพตามที่ต้องการ และประการสำคัญคือเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หวัดนกกับไก่พื้นเมืองและตัวผู้เลี้ยงเองด้วยครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ รูปแบบการเลี้ยงไก่พื้นเมือง เพื่อเพิ่มรายได้ปลอดภัยจากโรคไข้หวัดนก เป็นรูปแบบที่อาศัยหลักการของระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ที่รัฐบาลได้กำหนดเป็นมาตรการให้ผู้เลี้ยงสัตว์ปีก เพื่อการค้าต้องปฏิบัติตาม เพื่อควบคุมป้องกันโรคไข้หวัดนก แต่ได้นำมาทำการประยุกต์ใช้ให้เป็นรูปแบบวิธีการปฏิบัติที่ง่าย เหมาะกับศักยภาพความพร้อมของผู้เลี้ยงและสภาพความเป็นอยู่ของไก่พื้นเมืองแบบเดิมตามธรรมชาติ  ซึ่งประกอบด้วยหลักสำคัญ 3 ประการ ด้วยกันคือ การเลี้ยงไก่ในบริเวณที่กำหนด  การปฏิบัติตามระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ  และการจัดการเลี้ยงดูไก่ที่ถูกต้องและเหมาะสมครับ

    สำหรับการที่จะเลี้ยงไก่พื้นเมืองในบริเวณที่กำหนดโดยให้ไก่อยู่ได้อย่างเป็นปกติสุขนั้นต้องมีการกำหนดรูปแบบลักษณะโรงเรือนที่เหมาะสม เนื่องจากธรรมชาติของไก่พื้นเมืองมีนิสัยชอบคุ้ยเขี่ยหาอาหารกินเอง ซึ่งทำให้ไก่มีความแข็งแรงและมีความทนทานต่อโรค ดังนั้นรูปแบบโรงเรือนที่เหมาะสมต่อไก่พื้นเมืองจึงควรเป็นโรงเรือนแบบกึ่งเปิด กึ่งปิด คือ มีโรงเรือนเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยและที่นอนของไก่ในตอนกลางคืน และมีบริเวณพื้นดินรอบนอกโรงเรือนด้วยครับ

    ลักษณะโรงเรือนเลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบกึ่งเปิดกึ่งปิดนั้นขนาดโรงเรือนควรมีความกว้าง คูณยาว อย่างน้อย 4×8 ม. ซึ่งสามารถเลี้ยงไก่พื้นเมืองได้ประมาณ 80-100 ตัว มีการปิดกั้นด้วยลวดตาข่ายหรืออวนเพื่อป้องกันสัตว์อื่นๆ ที่เป็นพาหะของโรคไข้หวัดนก เช่น นก และสัตว์อื่นๆ ที่เป็นศัตรูเข้าไปภายในโรงเรือน เช่น หนู หรืองู หลังคาโรงเรือนอาจมุงด้วยจาก  หญ้าแฝก หรือกระเบื้องก็ได้ ซึ่งต้องคำนึงถึงการระบายถ่ายเทอากาศที่ดี หน้าโรงเรือนควรมีประตูเข้า – ออก และมีอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อโรคหน้าโรงเรือน ในสภาวะปกติอาจจะไม่ต้องปิดประตู แต่ในสภาวะที่เกิดโรคไข้หวัดนกควรจะปิดประตูให้ไก่อยู่แต่ในโรงเรือน พื้นภายในโรงเรือนควรเป็นพื้นปูนและใช้แกลบเป็นวัสดุรองพื้น เพื่อสะดวกในการทำความสะอาดมูลไก่ ส่วนภายในโรงเรือนควรทำคานนอน เพื่อให้ไก่นอนสูงจากพื้นประมาณ 50-70 ซม. และควรกั้นห้อง เพื่อเลี้ยงลูกไก่ระยะแรกเกิดด้วย สำหรับรอบๆ โรงเรือนควรมีบริเวณหรือพื้นที่เพื่อให้ไก่คุ้ยเขี่ยหาอาหารอย่างน้อย 150 ตารางเมตร มีการกั้นบริเวณพื้นที่ด้วยลวดตาข่ายหรืออวนที่มีตาถี่ ความสูงประมาณ 2 เมตร และควรมีพื้นที่ร่มเงาเพื่อให้ไก่ได้พักอาศัย และปลูกสมุนไพรบางชนิด เช่น ฟ้าทะลายโจร หญ้า และพืชสมุนไพรอื่นๆ เพื่อให้ไก่ได้จิกกินเป็นอาหารได้ครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    หลักสำคัญในการเลี้ยงไก่พื้นเมืองเพื่อป้องกันไข้หวัดนกข้อต่อไป นั่นก็คือการปฏิบัติตามระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งเป็นวิธีการปฏิบัติเบื้องต้นที่ไม่ยุ่งยาก ลงทุนต่ำ แต่ให้ผลคุ้มค่าต่อการป้องกัน หรือลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไข้หวัดนกต่อไก่ และที่สำคัญ คือปลอดภัยต่อผู้เลี้ยงและสมาชิกในครอบครัว ผู้เลี้ยงไก่พื้นเมืองควรให้ความสำคัญด้วยการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดดัง ต่อไปนี้

    ผู้เลี้ยงต้องมีรองเท้าประจำสำหรับเปลี่ยนเข้าไปในพื้นที่เลี้ยงไก่ อาจเป็นรองเท้าบูท หรือรองเท้าแตะก็ได้ ก่อนใส่รองเท้าควรจุ่มเท้าในอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกครั้งก่อนเข้าบริเวณเลี้ยงไก่และโรงเรือน ไม่ควรให้อ่างน้ำยาฆ่าเชื้อโรคถูกแสงแดด เพราะจะทำให้น้ำยาเสื่อมประสิทธิภาพ และควรเปลี่ยนน้ำยาฆ่าเชื้อโรคอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งหรือเมื่อพบว่าน้ำยาสกปรก ในเรื่องของเครื่องแต่งกายก็สำคัญเช่นกันครับ ผู้เลี้ยงควรเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือสวมเสื้อคลุมก่อนเข้าบริเวณพื้นที่เลี้ยงไก่ทุกครั้ง จากนั้นทำการฉีดพ่นร่างกาย แขน ขา ให้ทั่วด้วยแอลกอฮอล์ 70% ที่ใส่ในกระบอกฉีดพ่นฝอยก่อนเข้าพื้นที่เลี้ยงไก่ นอกจากนี้ควรฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อทั้งภายในโรงเรือน และบริเวณพื้นที่เลี้ยงไก่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ในกรณีที่เกิดโรคระบาดในพื้นที่ใกล้เคียงควรมีการฉีดพ่นทุกวัน ที่สำคัญไม่ควรให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องในการเลี้ยงไก่เข้าไปในบริเวณพื้นที่เลี้ยงไก่เด็ดขาด ถ้าจำเป็นต้องเข้าบริเวณพื้นที่เลี้ยงไก่ให้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนครับ

    คุณผู้ฟังครับ การที่จะเลี้ยงไก่พื้นเมืองให้ปลอดภัยจากโรคไข้หวัดนก ให้ประสบความสำเร็จและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน นอกจากการปฏิบัติตามที่กล่าวในหัวข้อข้างต้นแล้ว ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องเพิ่มความสนใจ เอาใจใส่ต่อการเลี้ยง มีการจัดการดูแลไก่ให้ถูกต้องและเหมาะสมตามหลักวิชาการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตตามธรรมชาติของไก่พื้นเมืองให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ไก่ที่เลี้ยงมีการเจริญเติบโต สมบูรณ์แข็งแรง และมีคุณภาพตามปกติ พร้อมทั้งมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นซึ่งต้องอาศัยเทคนิคในการจัดการดูแลไก่ที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยผู้เลี้ยงควรมีการเปลี่ยนน้ำสะอาดให้ไก่กินอย่างเพียงพอและทำความสะอาดภาชนะใส่น้ำทุกวัน เพื่อลดปัญหาการเกิดเชื้อแบคทีเรีย อันเนื่องจากการบูดเน่าของเศษอาหารที่ตกหล่นในน้ำกิน ซึ่งถ้าไก่กินน้ำนี้เข้าไปอาจทำให้เกิดโรคทางเดินอาหารได้ และควรแขวนภาชนะใส่น้ำให้สูงจากพื้นในระดับที่เหมาะสมกับการกินของไก่ 

    ภายในโรงเรือนควรมีการปูวัสดุรองพื้นบริเวณที่ไก่นอนด้วยแกลบหรือฟางข้าว เพื่อให้ดูดซับความชื้นของของเสียและกลิ่นจากมูลไก่ ซึ่งจะช่วยให้โรงเรือนมีความสะอาดปราศจากกลิ่นเหม็น และควรเปลี่ยนเมื่อพบว่าสกปรก ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยแก่พืชได้ครับ

    อีกประการหนึ่ง นั่นก็คือผู้เลี้ยงควรจัดให้มีภาชนะใส่อาหารให้ไก่กินอย่างเพียงพอและมีการเสริมอาหารสำเร็จรูปเพิ่มเติม นอกเหนือจากการเลี้ยงด้วยข้าวโพด ข้าวเปลือก และปลายข้าว นอกจากนี้ควรหาเศษพืชผักที่มีในท้องถิ่นให้เป็นอาหารเสริมเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ เช่น เศษพืชผัก ผลไม้ แหน หยวกกล้วยสับ หญ้าสด ใบกระถิน เป็นต้น  ภายในโรงเรือนควรติดไฟแสงสว่าง เพื่อล่อแมลงให้เป็นอาหารประเภทโปรตีนสำหรับไก่อีกทางหนึ่ง และจัดหาเปลือกหอยบดหยาบใส่ภาชนะวางไว้ให้ไก่ได้เลือกกิน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก โดยเฉพาะแม่ไก่ที่กำลังให้ไข่จะช่วยทำให้เปลือกไข่แข็งแรง นอกจากนี้ควรฉีดวัคซีนชนิดที่จำเป็น เช่น นิวคาสเซิล ฝีดาษ หลอดลมอักเสบทุกๆ 6 เดือน และหมั่นดูแลตรวจสุขภาพไก่เป็นประจำทุกๆวัน ถ้าพบว่าไก่มีอาการผิดปกติต้องรีบแก้ไขทันทีครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ  การปฏิบัติต่อไก่อายุต่างๆ ตามหลักวิชาการที่ถูกต้องเหมาะสมนั้น ถือว่ามีความสำคัญเช่นกันครับ โดยผู้เลี้ยงควรแยกแม่ไก่ที่เลี้ยงลูกออกจากฝูงไก่ใหญ่ เพื่อให้ลูกไก่ได้กินน้ำ อาหาร และอยู่ในความดูแลของแม่อย่างเต็มที่ ลูกไก่ก็จะแข็งแรงสมบูรณ์ภายในระยะเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ครับ  ผู้เลี้ยงควรจัดเตรียมรังสำหรับวางไข่ให้เหมาะสม และพอเพียงให้กับแม่ไก่ที่กำลังให้ไข่ และควรรองพื้นรังฟักไข่ด้วยพืชสมุนไพรที่ช่วยกำจัด หรือขับไล่ตัวไรหรือแมลง เช่น ใบกะเพรา ตะไคร้ มาปูรองพื้น และก่อนที่จะให้แม่ไก่ฟักไข่ ควรฆ่าไรและเหาบนตัวแม่ไก่ก่อนโดยจับแม่ไก่จุ่มน้ำยาฆ่าไรเหา ทั้งนี้เพื่อป้องกันไรและเหารบกวนแม่ไก่ในขณะฟักไข่

    คุณผู้ฟังครับ การแยกขังแม่ไก่ไว้ต่างหาก ไม่ให้แม่ไก่และลูกไก่ได้ยินเสียงกัน พร้อมกับจัดน้ำและอาหารให้แม่ไก่กินอย่างพอเพียง ประมาณ 1 สัปดาห์เท่านั้น ก็สามารถนำแม่ไก่ไปปล่อยเข้าฝูงพ่อพันธุ์ได้แล้ว  วิธีการดังกล่าวจะทำให้แม่ไก่วางไข่ชุดต่อไปได้เร็วขึ้นครับ

    เมื่อเปรียบเทียบการเลี้ยงไก่พื้นเมืองโดยให้แม่ไก่เลี้ยงลูกเองตามธรรมชาติกับใช้วิธีการแยกแม่ไก่และลูกไก่ออกจากกันนั้น สรุปได้ว่า แม่ไก่ที่เลี้ยงลูกเองจะใช้เวลา 4- 4.5 เดือน ในการผลิตลูก 1 ครอก  ใน 1 ปีจึงจะได้ลูกไก่เพียง 2.5 ครอกเท่านั้น ขณะเดียวกันถ้าผู้เลี้ยงแยกลูกไก่มาเลี้ยงดูแทนแม่ไก่จะใช้เวลา 1.5-2 เดือนต่อการผลิตลูกไก่ 1 ครอก ดังนั้นใน 1 ปีจึงได้ลูกไก่ประมาณ 5-6 ครอก ซึ่งโดยทั่วไปไก่พื้นเมืองจะให้ลูกครอกละประมาณ 8-10 ตัว ดังนั้น ถ้าเกษตรกรเลี้ยงโดยการแยกแม่ไก่และลูกไก่ออกจากกัน แม่ไก่ 10 ตัว จะผลิตลูกไก่หมุนเวียนเพื่อให้เกิดรายได้ 500- 600 ตัวต่อปี แต่ถ้าเกษตรกรเลี้ยงแม่ไก่ที่เลี้ยงลูกเองตามธรรมชาติ 10 ตัวเช่นกัน จะมีไก่หมุนเวียนเพื่อให้เกิดรายได้ 200-300 ตัวต่อปีเท่านั้นครับ

    คุณผู้ฟังครับ ข้อดีจากการเลี้ยงไก่ตามรูปแบบ หรือวิธีการที่แนะนำคือผู้เลี้ยงสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไข้หวัดนก และโรคอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นกับไก่ และผู้เลี้ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งจำนวนไก่ที่เลี้ยงจะเพิ่มมากกว่าการเลี้ยงแบบเดิม เนื่องจากโอกาสที่ไก่จะสูญเสียจากการที่ถูกสัตว์อื่นมากัดกินหรือทำร้ายลดลง ไก่มีสุขภาพแข็งแรง มีการเจริญเติบโตที่ดี เพราะผู้เลี้ยงดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด และด้วยการเลี้ยงในโรงเรือนนี้เอง ทำให้ไก่มีที่อยู่เป็นสัดส่วนไม่ไปรบกวนหรือสร้างความรำคาญแก่เพื่อนบ้าน ทำให้ผู้เลี้ยงไก่และเพื่อนบ้านมีความสุข สบายใจเพิ่มขึ้น จากข้อดีข้างต้น จะเห็นได้ว่านอกจากจะทำให้ผู้เลี้ยงมีรายได้เสริมเพิ่มมากขึ้นจากการขายไก่พื้นเมืองแล้ว ยังก่อให้เกิดความสุขสบายใจเพิ่มขึ้นด้วย และถ้าผู้เลี้ยงให้ความสนใจเลี้ยงดูไก่อย่างจริงจังต่อเนื่องแล้ว การเลี้ยงไก่พื้นเมืองสามารถจะพัฒนาให้เป็นอาชีพหลักได้ครับ

    เป็นอย่างไรบ้างครับคุณผู้ฟัง กับสาระดีๆ ที่ทางรายการของเราได้นำมาให้คุณผู้ฟังได้ฟังกันในวันนี้ กระผมหวังว่า สาระในวันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ คุณผู้ฟังสามารถติชมรายการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยการเขียนจดหมายและจ่าหน้าซองมายัง  “สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วงเล็บมุมซองว่า “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903” หรือ โทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 ในวันและเวลาราชการครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

    สุชาติ สงวนพันธุ์

    สุชาติ สงวนพันธุ์ นักวิชาการเกษตร จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตสัตว์ปีก สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

     

    …………………………………………………………………………………….

  • รายการวิทยุ เรื่อง “การรมยาด้วยสารฟอสฟีน เพื่อการเก็บรักษาข้าวเปลือก”

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 1 เดือนพฤศิจกายน พ.. 2557

    เรื่อง  การรมยาด้วยสารฟอสฟีน เพื่อการเก็บรักษาข้าวเปลือก

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    …………………………………………………………………………………………………………….

     

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่านคครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้รับทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

     สวัสดีครับคุณผู้ฟังครับ วันนี้กระผมมีผลงานวิจัยที่น่าสนใจในเรื่องการเก็บรักษาข้าวเปลือก ด้วยวิธีการรมยาด้วยสารฟอสฟีน ทั้งการเก็บในไซโลและที่เก็บในกระสอบป่าน เป็นผลงานวิจัยของอาจารย์วัชรพล ชยประเสริฐ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน  

    คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า ประเทศไทยเรานี้มีการผลิตข้าวได้มากกว่าปีละ30ล้านตัน และเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก เพื่อป้องกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นระหว่างการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยว  ผู้ประกอบการ เช่นโรงสีและโกดังเก็บสินค้าต่างๆ จะต้องวางแผนจัดการกับสต็อกข้าวที่ตนเองมีอยู่ เพื่อป้องกันการเข้ามาทำลายของแมลง อย่างเช่น ด้วงงวงข้าว

    คุณผู้ฟังครับ เรามาฟังการเก็บรักษาข้าวโดยทั่วๆไปกันก่อนนะครับ จะแบ่งออกเป็น 4 วิธีด้วยกัน ได้แก่

    1. การเก็บในสภาพปกติไม่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ หมายถึง การเก็บข้าวไว้ในโรงเก็บปกติที่ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเก็บ เป็นวิธีที่นิยมใช้อยู่เป็นส่วนใหญ่ เพราะมีการลงทุนน้อย และเสียค่าใช้จ่ายต่ำ แต่โอกาสที่จะเกิดความเสียหายในระหว่างการเก็บรักษามีสูง เช่น การเก็บในโรงเก็บหรือยุ้งฉางของเกษตรกร โรงสีหรือโกดังส่งออกข้าวขนาดใหญ่ๆ
    2. การเก็บในสภาพที่มีการควบคุมอุณหภูมิเพียงอย่างเดียวเช่น การเก็บข้าวไว้ในตู้แช่ ตู้เย็น หรือในไซโลเก็บข้าวที่มีการเป่าลมเย็น เป็นต้นครับ บางคนอาจยังจะไม่รู้จักไซโล ไซโลเก็บข้าวนั้นก็คือ สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ทำจากวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน ภายในมีระบบกันชื้นและระบายอากาศ สำหรับเก็บผลผลิตการเกษตรไว้ชั่วคราวก่อนส่งออก รูปแบบของไซโล มี 2 แบบ นั่นก็ คือไซโลแบบกรวย (hopper silo) และไซโลแบบก้นเรียบ (flat silo) ไซโลทั้งสองแบบมีหลักในการทำงานที่คล้ายกัน คือ ในถังไซโลจะมีสายพาน ลำเลียงวัตถุดิบออกจากถังไซโลไปยังโรงเรือน โดยไซโลแบบกรวย มีลักษณะเป็นถังก้นกรวย วางยกสูงจากพื้นดิน เพื่อสะดวกในการลำเลียงวัตถุดิบ ไซโลก้นเรียบ มีลักษณะเป็นถังก้นเรียบ มีสายพานเพื่อลำเลียงวัตถุดิบออกจากก้นถัง นอกจากนี้ในถังไซโลก้นเรียบยังมีใบกวาด เพื่อกวาดวัตถุดิบไม่ให้ติดค้างที่ก้นถัง ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คือ หลักการทำงานเบื้องต้นของไซโลนั่นเองครับ
    3. การเก็บในสภาพที่มีการควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศได้แก่ การเก็บข้าวไว้ในภาชนะเก็บที่มิดชิด สามารถป้องกันการเคลื่อนที่ผ่านเข้าออกของอากาศได้ เช่น การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ในปีปสังกะสี การเก็บข้าวในสภาพปิดเช่นนี้ ความชื้นของข้าวจะเป็นตัวกำหนดความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศภายในภาชนะที่เก็บ ถ้าความชื้นของข้าวต่ำ ความชื้นสัมพัทธ์ภายในภาชนะบรรจุก็จะต่ำด้วย ข้าวที่เก็บจะเกิดความเสียหายน้อย ถ้าความชื้นสัมพัทธ์ของข้าวสูง ความชื้นสัมพัทธ์ภายในภาชนะบรรจุก็จะสูงตามไปด้วย ข้าวที่เก็บก็จะเกิดความเสียหายสูง ดังนั้นการเก็บรักษาข้าวด้วยวิธีนี้ ข้าวควรมีความชื้นก่อนเก็บต่ำ ทั้งนี้ขึ้นกับระยะเวลาที่ต้องการเก็บรักษา อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปความชื้นไม่ควรเกิน 10% วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลดี และมีค่าใช้จ่ายต่ำครับ
    4. การเก็บในสภาพที่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศวิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด สามารถป้องกันและลดความเสียหายของข้าวได้ดี เก็บรักษาข้าวให้คงคุณภาพดี ได้เป็นเวลานาน แต่มีการลงทุน และเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง เช่นการเก็บอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ข้าวในธนาคารเชื้อพันธุ์

    ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้ากระผมมีวิธีปฏิบัติในการเก็บรักษาข้าวให้ฟังครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ วิธีปฏิบัติในการเก็บรักษาข้าว

    สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการเก็บรักษาข้าว นั่นก็คือการรักษาปริมาณและคุณภาพข้าวที่เก็บให้คงที่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาข้าวได้แก่

    1. ความชื้นของข้าวที่จะเก็บโดยทั่วไปความชื้นของข้าวไม่ควรสูงเกิน 14% ถ้าเป็นเมล็ดพันธุ์ความชื้นไม่ควรเกิน 12%
    2. ความสะอาดข้าวที่จะเก็บต้องสะอาดไม่มีสิ่งเจือปน อย่างเช่น เศษฟาง ตอซัง วัชพืช กรวด หิน ดิน ทราย เพราะสิ่งเหล่านี้ดูดความชื้นได้ดี ทำให้ข้าวมีความชื้นเพิ่มขึ้นในขณะเก็บรักษานั่นเอง
    3. การปลอดจากโรค แมลง ศัตรูต่างๆข้าวที่จะนำเข้าเก็บต้องปลอดจากโรค แมลง และศัตรูต่างๆ หากพบควรหาวิธีป้องกันกำจัดที่ถูกต้องและเหมาะสม
    4. การควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเก็บให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม
    5. ลักษณะและสถานที่ตั้งของโรงเก็บโรงเก็บที่ดีควรตั้งอยู่บนที่ดอนและแห้ง มีการระบายน้ำดี เพื่อป้องกันน้ำท่วม รอบๆบริเวณโรงเก็บต้องสะอาด โปร่ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม สภาพโรงเก็บต้องมีผนังปิดมิดชิด แน่นหนา มีหลังคากันแดด กันฝน น้ำค้าง ควรยกพื้นสูง เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศด้านล่างตามช่องเปิดต่างๆ ควรมีตาข่ายป้องกัน นก หนู และสัตว์ศัตรูต่างๆด้วยครับ
    6. การจัดการในขณะเก็บรักษาควรมีการตรวจสอบข้าวที่เก็บและโรงเก็บเป็นระยะๆครับ

    ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้ารู้จักกับอีกวิธีหนึ่งในการเก็บรักษาข้าวกันครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อครับ วิธีการเก็บรักษาข้าวอีกวิธีหนึ่ง ที่จะทำการทดสอบในผลงานวิจัยในครั้งนี้ นั่นก็คือ การรมยา (fumigation) เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการกำจัดศัตรูในผลผลิตการเกษตร เพื่อให้สามารถเก็บรักษาผลผลิตให้คงคุณภาพอยู่ได้เป็นระยะเวลานานๆ ถึงแม้ว่ากระบวนการรมยาหากดูอย่างผิวเผินจะเป็นกระบวนการที่ทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะและความรู้มากนักแต่ในความเป็นจริง เพื่อให้การรมยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยผู้ปฏิบัติงานรมยาจะต้องมีความชำนาญเข้าใจถึงหลักการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรมยา และสามารถประเมิณความสำคัญของปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อผลสำเร็จของการรมยาได้

    คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า สารรมที่นิยมใช้กับการรมยาเพื่อการเก็บรักษาธัญพืช เช่นข้าวและข้าวโพดคือ ฟอสฟีน (phosphine) แต่การรมยาด้วยฟอสฟีนจำเป็นต้องใช้เวลานาน (ประมาณ 7-14 วัน) และฟอสฟีนยังเป็นก๊าซที่ทำปฏิกริยากัดกร่อนโลหะ นอกจากนี้งานวิจัยหลายชิ้นได้ยืนยันถึงความต้านทานของแมลงต่อฟอสฟีนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการใช้ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการรมยาเท่าเดิม ความต้านทานของแมลงต่อฟอสฟีนที่เพิ่มมากขึ้นนี้ เกิดจากการรมยาที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้มีแมลงบางส่วน ได้รับสารรมนี้เข้าไปแต่ไม่ได้ถูกกำจัดแมลงที่มีชีวิตรอดเหล่านี้ก็จะส่งผ่านคุณลักษณะทางพันธุกรรมที่ทำให้แมลงมีความต้านทานต่อฟอสฟีนให้กับแมลงรุ่นต่อๆไป ดังนั้นผู้ใช้งานฟอสฟีนต้องมีความรู้ความเข้าใจและใช้งานสารรมนี้อย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการเกิดขึ้นของปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นครับ

    คุณผู้ฟังครับ รูปแบบการเก็บรักษาข้าวเปลือกในปริมาณมากในปัจจุบันจะเป็นในลักษณะของการทำเป็นกองเปิดในโรงเก็บการบรรจุในกระสอบแล้วกองไว้เป็นชั้นๆหรือเก็บในโซโล เป็นที่ทราบกันดีว่าความเข้มข้นของสารรมจะมีค่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างการรมยาข้าวเปลือกไม่ว่าข้าวเปลือกนั้นจะมีลักษณะการจัดเก็บอย่างไรก็ตาม การสูญเสียความเข้มข้นของสารรมนี้เกิดจากสองปัจจัยหลัก นั่นก็คือการรั่วไหล ของสารรมจากภายในปริมาตรการรมออกสู่ภายนอกและการดูดซับสารรมโดยข้าวเปลือก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสามารถในการทำนายอัตราการสูญเสียความเข้มข้นเมื่อเทียบกับปัจจัยที่ผลกระทบอื่นๆ จะช่วยให้การรมยาประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองละครับ

    โครงการวิจัยนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการลดลงของความเข้มข้นของสารรมฟอสฟีนในระหว่างการรมในไซโล และในผ้าคลุมรมยาขนาดเล็กกับตัวแปรอื่นๆ เช่น ความหนาของผ้าคลุมรมยา สภาวะอากาศโดยรอบ และความมิดชิดของปริมาตรการรม เป็นต้น ความสัมพันธ์ที่ได้จะสามารถนำไปใช้ทำนายประสิทธิภาพการรมยาด้วยสารรมฟอสฟีนได้ครับ

    วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยนี้ เพื่อเปรียบเทียบการรั่วไหลของสารรมฟอสฟีนระหว่างการรมยาในไซโลและในผ้าคลุมรมยา และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการลดลงของความเข้มข้นของสารรมฟอสฟีนในระหว่างการรมยาทั้งสองแบบข้างต้นกับตัวแปรอื่นๆ เช่น ความหนาของผ้าคลุมรมยา สภาวะอากาศโดยรอบ และความมิดชิดของโครงสร้างการรม ช่วงหน้ามาดูผลการทดลองกันนะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    การทดสอบด้วยความดันมีความสำคัญต่อผลสำเร็จของการรมยาแต่ความเที่ยงตรงของผลการทดสอบสามารถได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกหลายปัจจัย เช่น ขนาดของโครงสร้างและสภาวะอากาศโดยรอบครับ อัตราการเปลี่ยนแปลงของความดันในระหว่างการทดสอบความดัน สามารถอธิบายได้ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์  คือ ความสามารถในการอธิบายอัตราการลดลงของความดันในไซโลด้วยสมการ  เมื่อไม่เปิดวาล์วปรับแต่งความหนาแน่นของอากาศ ไซโลที่ทดลองหมายเลข 2 สามารถรักษาความดันไว้ในระดับสูงกว่า 500 Pa (ปาสกาล) เป็นหน่วยวัดความดันนะครับ ได้เป็นเวลานานกว่า 30 นาที เป็นอย่างน้อย ถึงแม้ว่าโดยรวมค่าความดันจะมีแนวโน้มลดลงตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น การทดสอบซ้ำแต่ละครั้งให้ผลที่มีความแต่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ในบางช่วงเวลาค่าความดันมีค่าเพิ่มขึ้น และบางช่วงเวลาค่าความดันลดลงถึงเกือบ  -400 Pa (ปาสกาล) จากการสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้น และลดลงอย่างไม่แน่นอนนี้ เกิดจากการที่แสงแดดส่องกระทบลงบนไซโลโดยตรงในระหว่างการทดสอบทำให้อากาศภายในไซโลมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น เมื่อแสงแดดไม่สามารถส่องกระทบไซโลได้โดยตรง เนื่องจากการบดบังของเมฆ อุณหภูมิของอากาศภายในไซโลจึงลดลง ผลกระทบของแสงแดดนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของความดันภายในไซโลถึงแม้ว่ามวลโดยรวมของอากาศภายในไซโลจะมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากการรั่วไหลก็ตาม ทำให้เห็นว่าสมการ สามารถอธิบายอัตราการเปลี่ยนแปลงของความดันเทียบกับเวลาได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้สูตรคำนวนทางคณิตศาสตร์ ในการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการทดสอบความดันหรือคาดการณ์ผลที่จะได้จากการทดสอบได้ก่อนการทดสอบจริง ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    อัตราการสูญเสียก๊าซฟอสฟีนออกจากโครงสร้างการรมยาที่เป็นไซโล หรือโครงสร้างผ้าคลุมสามารถคำนวนได้ในรูปของค่า HLT คือ ค่าที่ใช้วัดระดับความมิดชิดของระยะเวลาที่ระดับความดันลดลงจากค่าเริ่มต้นค่าหนึ่งถึงครึ่งหนึ่งของค่าเริ่มต้นนั้น

    ส่วนผ้าคลุมรมยาที่มีความหนา 0.05, 0.1 และ 0.2 mm มีความสามารถในการเก็บกักก๊าซฟอสฟีนได้ใกล้เคียงกันและปัจจัยสำคัญที่มีกระทบต่ออัตราการรั่วไหลของก๊าซฟอสฟีนระหว่างการรมยา คือคุณภาพการซีลของโครงสร้างการรมในโครงสร้างการรมยาที่สร้างจากผ้าคลุมรมยา 

    การสูญเสียก๊าซฟอสฟีนเนื่องจากการรั่วไหลออกจากโครงสร้างการรมสู่ภายนอกเกิดจากกลไกหลัก 2 กลไก คือ การรั่วไหลผ่านช่องเปิดต่างๆ ซึ่งเกิดจากการซีลที่ไม่สนิท และ การซึมของก๊าซทะลุผ่านผ้าคลุมรมยา ผ้าคลุมรมยาที่เป็นที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันจะเป็นผ้าคลุม PVC ซึ่งมีความหนาแตกต่างกันตั้งแต่ประมาณ 0.05 ถึง 0.2 mm ทำการทดลองวัดความสามารถในการให้ฟอสฟีนซึมผ่าน ของแผ่นวัสดุต่างๆ โดยใช้อุปกรณ์ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ  มีลักษณะเป็นกล่องทรงกระบอกขนาด 216 ml สร้างจากสเตนเลส คณะผู้วิจัยจึงทำการทดลองรมยาในโครงสร้างผ้าคลุมเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการเก็บกักก๊าซฟอสฟีนของผ้าคลุมรมยาPVC ที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันภายใต้เงื่อนไขการทดลองที่คล้ายกับการรมยาในทางปฏิบัติโดยเน้นให้ผลการทดลองง่ายต่อการเข้าใจคือ ใช้ค่า HLT ซึ่งสามารถคำนวนได้จากสมการ ในการเปรียบเทียบอัตราการสูญเสียก๊าซ

    การทดลองรมยาทำโดยการใส่เม็ดยาaluminium phosphideจำนวน 1 เม็ด ลงในถ้วยน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ภายในโครงสร้างผ้าคลุมแต่ละโครงสร้าง  เนื่องจากก๊าซฟอสฟีนสามารถลุกติดไฟได้ที่ความเข้มข้นประมาณ 18,000 ppm(explosive limit) การใส่เม็ดยาจึงทำด้วยความระมัดระวังนะครับ  โดยทำการวัดครั้งแรกหลังจากใส่เม็ดยาเป็นเวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมง และวัดครั้งต่อๆ ไปทุกๆ 8 –12 ชั่วโมง ต่อเนื่องกันเป็นเวลาอย่างน้อย 120 ชั่วโมง

    ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีผลต่ออัตราการสูญเสียก๊าซในระหว่างการรมยา คือ สภาวะอากาศในบริเวณโดยรอบโครงสร้างการรมยา  ดังนั้นผลการทดลองที่ไปเป็นไปตามที่คาดหมายนี้อาจมีสาเหตุมาจากความแตกต่างของสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกๆ การทดลองรมยาครับ หากคุณผู้ฟังอยากทราบรายละเอียดสามารถติดต่อสอบถามไปทาง อ.วัชรพล ชยประเสริฐ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน  โทรศัพท์ 0-3435-1896  คุณผู้ฟังสามารถติชมรายการ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 ในวันและเวลาราชการครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

     

     

     วัชรพล ชยประเสริฐ

    อาจารย์วัชรพล ชยประเสริฐ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

  • รายการวิทยุ เรื่อง “กล้วย” พืชที่ยังมีประโยชน์อีกมาก

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ที่ 25 เดือนตุลาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง “กล้วย” พืชที่ยังมีประโยชน์อีกมาก

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง  โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับกล้วยนั้นเป็นพืชเมืองร้อนที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายสิบชนิดและกล้วยที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายในบ้านเรา ได้แก่ กล้วยน้ำว้า  กล้วยหอมและกล้วยไข่ ส่วนกล้วยที่ได้รับความนิยมจากต่างประเทศ ได้แก่  กล้วยหอมทอง  กล้วยหอมเขียว และกล้วยไข่ หากจะพูดถึงประโยชน์ของกล้วยแล้วสามารถพูดได้ว่า กล้วยนั้นมีประโยชน์มากมาย และสามารถใช้ประโยชน์ได้ดีเกือบทุกส่วน เช่น กาบกล้วย  สามารถนำมาใช้ควั่นเชือก  ใบตองสดและแห้งนำมาใช้ห่อของ  มวนบุหรี่  ห่อหุ้มกิ่งตอน หรือห่อหุ้มผลไม้บางชนิด  เพื่อบ่มผิวและป้องกันแมลงได้เป็นอย่างดี  ส่วนปลีกล้วยก็นำมาเป็นอาหารหมูได้อีกด้วย  และที่แน่ๆนั้นก็คือ กล้วยนั้นรับประทานได้และอร่อย เป็นแหล่งวิตามิน เด็กและผู้ใหญ่ทานได้ทานดี นอกจากกล้วยจะเป็นผลไม้สำหรับทานสดๆแล้วเรายังสามารถนำกล้วยไปทำเป็นอาหารแปรรูปได้อีกมากมาย เช่น  นำมาตากแห้ง เป็นกล้วยตาก ทำของหวาน  กลั่นเป็นสุราหรือเครื่องดื่ม  รวมถึงสามารถนำมาทำน้ำส้มสายชูได้อีกด้วย

    คุณผู้ฟังคครับ กล้วยที่พบเห็นทั่วไปในท้องตลาดนั้น  พัฒนามาจากกล้วยป่าโดยมีการเปลี่ยนแปลงจากกล้วยที่มีเมล็ดจำนวนมาก  เป็นกล้วยที่ไม่มีเมล็ดและเกิดการเป็นหมันด้วย  จึงทำให้กล้วยมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น   เพราะสะดวกในการรับประทานจึงได้มีการนำไปปลูกต่อ  ๆ  กันไป   เมื่อเห็นว่าต้นไหนดีมีรสชาติอร่อย   ไม่มีเมล็ด  ทนต่อโรค  แมลง  มีความแข็งแรง   จะทำการขยายพันธุ์กล้วยต้นนั้นต่อ ๆ กันไป   เพราะว่ากล้วยขยายพันธุ์ง่ายโดยการแยกหน่อ   จึงทำให้มีการกระจายพันธุ์ของกล้วยไปได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นกล้วยยังสามารถผสมพันธุ์ได้เองเตามธรรรมชาติ  ทำให้ได้ลูกผสมหลายชนิดเกิดขึ้นและได้ลูกผสมที่ไม่มีเมล็ดเกิดขึ้นด้วยครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ- 

    คุณผู้ฟังครับ กล้วยเป็นพืชยืนต้นที่มีอายุหลายฤดู  ซึ่งโดยปกติการขยายพันธุ์กล้วยนั้นสามารถทำได้หลายวิธี คือ  การขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด  การขยายพันธุ์โดยการใช้หน่อ   และการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ   ส่วนการขยายพันธุ์โดยการใช้หน่อนั้นหน่อที่เหมาะสมในการขยายพันธุ์  คือ  หน่อใบแคบ  วิธีนี้เป็นที่นิยมทำกันอยู่โดยทั่วไป  การขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการขยายพันธุ์ เพื่อให้ได้จำนวนต้นมากและแข็งแรงปราศจากโรค   วิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะในการทำการค้าเพราะต้นที่ได้จะมีขนาดสม่ำเสมอ  และให้ผลผลิตพร้อมกันหรือในเวลาใกล้เคียงกัน

                   โดยทั่วไปแล้วกล้วยมักจะออกปลีเมื่ออายุราว  8  เดือน  ถึง  1  ปีนับแต่วันปลูก  ส่วนกล้วยไข่กล้วยน้ำว้า  และกล้วยหอมนั้น  จะออกปลีในระยะใกล้เคียงกันหากปลูกในท้องที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินที่เหมือน ๆ กัน  และหน่อที่ปลูกมีขนาดเท่า ๆ กัน กล้วยไข่มักจะออกเครือก่อน   ตามด้วยกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมจะออกล่าสุด  ซึ่งก่อนที่กล้วยจะแทงปลีจะสังเกตเห็นว่ากล้วยจะแทงใบซึ่งมีลักษณะต่างกับใบปกติของกล้วย คือ  มีขนาดเล็กกว่าและมักจะชี้ตรงขึ้นท้องฟ้าเรียกว่า “ ใบธง”  ซึ่งจะเป็นสัญญาณบอกว่ากล้วยกำลังจะออกปลี  พอปลีโผล่พ้นตายอดแล้วก็จะเริ่มทะยอยบานให้เห็นดอกกล้วยไล่เวียนลงมา  และจะเจริญเติบโตเป็นหวีกล้วยต่อไป   กล้วยเครือหนึ่ง ๆ จะมีหวีสมบูรณ์ประมาณ  4 – 6  หวี ๆ ละ 10 – 16  ผล  เฉลี่ยแล้วในเครือหนึ่ง ๆ จะมี  70  ผล   ดังนั้นในเนื้อที่  1  ไร่ถ้าปลูก  64  ต้นจะได้กล้วยประมาณ  4,480  ผล 

                   สำหรับการปลูกกล้วยหอมนั้น  หลังจากเก็บเครือแล้วชาวสวนมักจะรื้อสวนทิ้ง  และนำหน่อย้ายไปปลูกในพื้นที่ใหม่มากกว่าจะปลูกซ้ำในพื้นที่เดิม  เพราะถ้าปลูกในที่เดิมผลผลิตจะลดลงไม่ดีเหมือนกับปลูกในพื้นที่ใหม่  พื้นที่เดิมอาจจะใช้ปลูกพืชล้มลุกชนิดอื่นหมุนเวียนไป   พอในปีต่อมาจึงค่อยกลับมาปลูกกล้วยหอมใหม่   แต่สำหรับกล้วยน้ำว้านั้นหากเป็นส่วนที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีก็จะมีอายุยืนนานพอหลังจากเก็บเครือจากต้นแม่แล้วเกษตรกรก็สามารถเลี้ยงหน่อที่แข็งแรงขึ้นทดแทนจนกว่าจะเห็นว่ากอกล้วยเริ่มโทรม  และผลผลิตไม่คุ้มค่าการดูแลรักษาแล้วจึงค่อยรื้อสวนปลูกใหม่

    -เพลงคั่นรายการ-

                   คุณผู้ฟังครับ ในการปลูกกล้วยนั้นควรจะต้องดูแลรักษาในเรื่องการคลุมดิน การปลูกพืชคลุมดินจะช่วยป้องกันวัชพืชได้เป็นอย่างดี   ช่วยรักษาความชื้นในดินและป้องกันการชะล้างหน้าดิน  พืชที่จะนำมาปลูกเพื่อคลุมดินควรจะเป็นพืชที่ปลูกได้ดีในที่ร่ม  นอกจากการใช้พืชคลุมดินแล้วอาจใช้วัสดุคลุมดิน  เช่น  ใช้ใบที่แห้งหรือลำกล้วยที่ตัดเป็นท่อน ๆ ซึ่งลอกเป็นกาบ ๆ แล้วใช้กาบคลุมดิน   แต่วิธีนี้ควรระวังโรคที่อยู่ที่ใบหรือกาบด้วย  ปัจจุบันได้มีการนำพลาสติกสีดำมาใช้ซึ่งก็ใช้ได้  แต่ควรใช้ร่วมกับการให้น้ำระบบน้ำหยด

                   โดยธรรมชาติแล้วกล้วย  จะมีระบบรากที่ตื้นและแผ่กระจายด้านข้างดังนั้นจึงไม่ควรพรวนดินอาจทำให้ระบบรากกระทบกระเทือนได้    การกำจัดวัชพืชจึงควรใช้วิธีถางและป้องกันโดยใช้พืชคลุมดินหรือวัสดุคลุมดินมากกว่า   สำหรับการตัดแต่งหน่อนั้น  การปลูกกล้วยให้ได้ผลดีมีคุณภาพ   ควรบังคับการเกิดหน่อไม่ให้มีหน่อมาก การคัดเลือกหน่อที่ดีสำหรับฤดูกาลต่อไป นอกจากนี้การดูแลสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ก็จะทำให้ได้ผลผลิตสูงให้มีคุณภาพดีจะเป็นความสำเร็จอย่างมากในการปลูกกล้วย

                      คุณผู้ฟังครับ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกกล้วยควรจะมีสภาพอากาศที่อบอุ่นชุ่มชื้น  คือ  มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า  15  องศาเซลเซียส  หรือสูงกว่า  33  องศาเซลเซียส  และความชื้นสัมพัทธ์อย่างน้อย  60  %  ปริมาณฝนตกเฉลี่ย  20 – 22  เซนติเมตรต่อเดือน อย่างไรก็ตามไม่ควรปลูกกล้วยในพื้นที่ที่มีมรสุมบ่อย ๆ สำหรับที่ที่เหมาะสมคือ  มีความเป็นกรดเป็นด่างตั้งแต่  4.5 – 7  ควรมีการปรับปรุงดินให้ร่วน  ถ้าพื้นที่นั้นไม่ใช่ดินทราย  ระยะปลูกกล้วยที่เหมาะสมประมาณ  1 X  3 เมตร  หรือ  1  เมตรครึ่ง  X 3  หรือ 2X  4  เมตร  และ 4X4  เมตร  ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับชนิด  ของกล้วยและระยะเวลาในการปลูก  ซึ่งหากต้องการทิ้งไว้นานปีก็ควรใช้ระยะห่างเพื่อให้หน่อเจริญด้วย สำหรับกล้วยที่มีต้นสูงก็ควรทำค้ำยัน   โดยใช้ไม้ไผ่ทำรูปกากบาท  โดยให้มุมเป็นที่รองรับน้ำหนักของต้นและเครือ   ในการปลูกเพื่อเป็นการค้าอาจใช้ลวดสลิงผูกโดยรอบเครือ เพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยว    และควรคลุมเครือกล้วยด้วยถุงพลาสติก  เมื่อผลกล้วยเติบโตแล้วก่อนคลุมควรฉีดยากันโรคแมลงและตัดแต่งเครือเสียก่อน   สำหรับถุงที่คลุมนั้นต้องมีขนาดใหญ่กว่าเครือกล้วยและต้องเจาะรูระบายอากาศและเปิดปลายถุงเอาไว้  การคลุมถุงนั้นจะทำให้คุณภาพของกล้วยดีและผิวสวยขึ้นครับ

                   คุณผู้ฟังครับ กล้วยต้องการปุ๋ยเช่นเดียวกัน การให้ปุ๋ยกับต้นกล้วยนั้น  ควรคำนึงถึงปริมาณธาตุอาหารที่อยู่ในดินและปริมาณธาตุอาหารที่ต้นกล้วยดูดขึ้นมาใช้  ซึ่งส่วนใหญ่ปริมาณธาตุอาหารที่พืชดูดขึ้นมาใช้จะสะสมไว้ที่ผลถึง  32 – 56  %  และธาตุอาหารที่สะสมอยู่ในผลกล้วยที่มากที่สุด คือ  โปแตสเซียม  รองลงมาคือ  ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสเล็กน้อย   ดังนั้นการใช้ปุ๋ยกับต้นกล้วยนั้นควรให้โปแตสเซียมที่สูงกว่าไนโตรเจนได้  สำหรับฟอสฟอรัสควรให้ในปริมาณไม่มากนัก  แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้ถูกต้องก็ควรนำดินไปวิเคราะห์ก่อนว่าควรจะให้ปุ๋ยชนิดใด  ในปริมาณเท่าใด  เพราะความอุดมสมบูรณ์ของดินแต่ละแหล่งปลูกไม่เหมือนกัน  อีกสักครู่มาติดตามเรื่องกล้วยกับผลการวิจัยและประโยชน์ใช้สอยด้านต่างๆของกล้วยกันต่อนะครับ 

    -เพลงคั่นรายการ- 

                   คุณผู้ฟังครับ ในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิจัยสาขาต่าง ๆ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยในประเทศไทย     การผลิตกล้วยเพื่อการส่งออกต่างประเทศ  รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าของกล้วยด้วยการแปรรูป  และการนำส่วนต่าง ๆ ของต้นกล้วยมาใช้ประโยชน์  เช่น  ปลี  ใบกล้วย  และกาบกล้วย  และในด้านการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยนั้นคณะนักวิจัยด้านพืชสวนได้สำรวจ  รวบรวมและจำแนกพันธุ์กล้วยในประเทศไทยตั้งแต่  พ.ศ.2522  ได้พันธุ์กล้วยถึง  56  พันธุ์  และได้เก็บรักษาพันธุ์ไว้ในแปลงรวบรวมพันธุ์ที่สถานีวิจัยปากช่อง  จังหวัดนครราชสีมา  และที่ภาควิชาพืชสวน  คณะเกษตร  วิทยาเขตกำแพงแสน

                   สำหรับพันธุ์กล้วยที่ปลูกในประเทศไทยนั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายหลายชนิด  และถ้าจะดูการใช้ประโยชน์แล้ว  สามารถแบ่งออกได้ดังนี้  คือ  หากเป็นการปลูกเพื่อใช้ใบ  มักจะปลูกกล้วยตานี  เพราะว่าใบจะเหนียวกว่า  ใบมีสีเขียวเข้มเป็นเงาและสวยกว่าใบกล้วยชนิดอื่น  นอกจากใบจะเหนียวกว่ากล้วยชนิดอื่นแล้ว กาบกล้วยยังเหนียวกว่ากล้วยชนิดอื่น ด้วย  หากเป็นการปลูกเพื่อรับประทานผลสดมักจะปลูกกล้วยไข่  กล้วยหอมชนิดต่าง ๆ  และกล้วยน้ำว้า  หากเป็นการปลูกเพื่อใช้ผลทำอาหารหรือแปรรูปมักจะปลูกกล้วยน้ำว้า  กล้วยหักมุก  กล้วยหิน  กล้วยงาช้าง  กล้วยนางพญา  ซึ่งเนื้อกล้วยเหล่านี้จะมีแป้งมาก   เมื่อทำให้สุกด้วยความร้อนจะทำให้มีรสหวาน   อร่อยกว่ารับประทานผลสด   ถ้าผลสดที่สุกจะมีรสหวานอมเปรี้ยว   ส่วนใหญ่กล้วยเหล่านี้จะมีต้นสูงใหญ่และมีความแข็งแรง  ทนทานต่อโรคมากกว่ากล้วยไข่และกล้วยหอม

                   นอกจากนี้เรายังปลูกกล้วยเพื่อใช้เส้นใย  เส้นใยของกล้วยส่วนใหญ่ที่ได้จากกาบกล้วย เมื่อรีดเอาน้ำออกแล้วจะให้เส้นใยที่เหนียว  สามารถใช้ทำเชือก  กระเป๋า  และยังนำไปทำเส้นใยกระดาษได้ดีอีกด้วย  ซึ่งเส้นใยของกล้วยตานีจะมีความเหนียวมาก  จึงนิยมนำมาทำกระเป๋าถือสตรี  โดยมีแหล่งทำอยู่ที่จังหวัดสงขลา  สำหรับเส้นใยที่ทำกระดาษได้ดีคือ  เส้นใยของกล้วยหอมคาเวนดิช

                   คุณผู้ฟังครับ  นอกจากการใช้ผลกล้วยแล้วยังมีการใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆ ของกล้วยเพื่อทำผลิตภัณฑ์อื่น ๆ  เช่น  การใช้ใบและลำต้นเทียมของกล้วย  การใช้ใบตอง  เพื่อนำมาทดแทนภาชนะพลาสติกและโฟมในการใส่อาหารชั่วคราว เพื่อลดปัญหาขยะและมลภาวะทางอากาศ   ซึ่งก็พบว่าการใช้ใบตองของกล้วยตานีและกล้วยหอมเขียว  จะได้คุณสมบัติใกล้เคียงกัน  มีความแข็งแรงดีกว่าใบตองของกล้วยน้ำว้าและใบที่ใช้ควรเป็นใบอ่อนจะมีสีสวยกว่าใบแก่    ในการวิจัยได้ทำการขึ้นรูปภาชนะ     รูปร่างเป็นวงกลม   สี่เหลี่ยมผืนผ้า  และสี่เหลี่ยมจัสตุรัส   ในการขึ้นรูปต้องใช้แม่พิมพ์อัดโดยใช้ความร้อน  แรงดัน  จากการศึกษาพบว่าการขึ้นรูปต้องใช้แม่พิมพ์ที่ประกบติดกันได้สนิทและระยะห่างของแม่พิมพ์ทั้ง   2ชั้น   ต้องสม่ำเสมอและควรใช้ใบตอง  7  ชั้นอัดที่อุณหภูมิ  80  องศาเซลเซียส  เป็นเวลา  1  นาที  30  วินาทีถึง  3  นาที   ส่วนภาชนะควรเป็นทรงกลมและตื้นประมาณ  3  เซนติเมตร  ก็จะได้ภาชนะที่แข็งแรงกว่าทรงเหลี่ยมและลึก  อย่างไรก็ตามความแข็งแรงทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับชนิดใบตองที่ใช้ด้วย

     ส่วนการผลิตกระดาษจากลำต้นเทียมของกล้วยนั้น   ได้มีการทำวิจัยพบว่ามวลของต้นกล้วยส่วนใหญ่จะเป็นน้ำจึงมีแรงต้านทานต่อแรงหักที่สูงกว่าไม้หลายชนิด   เหมาะที่จะทำเป็นกระดาษเพื่อความสวยงาม 

                   นอกจากการวิจัยในด้านการผลิตและแปรรูปแล้ว  นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ของการผลิตและการใช้ประโยชน์ต่าง ๆ จากกล้วย จากงานวิจัยพบว่า  เกษตรกรเห็นว่าต้นกล้วยพันธุ์แกรนด์เนนที่ผลิตจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อดีนั้น  เหมาะสมที่จะผลิตเป็นการค้า   จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดังกล่าวนี้จะเห็นได้ว่า  เราสามารถที่จะปลูกกล้วยได้ดีในประเทศไทย   และยังสามารถปลูกได้ในเชิงพาณิชย์ได้ด้วย  ส่วนต่าง ๆ ของกล้วย  รวมทั้งผล  และยังสามารถนำมาแปรรูปได้ซึ่งล้วนเป็นการเพิ่มมูลค่าของกล้วยให้มากยิ่งขึ้น 

    -เพลงคั่นรายการ- 

               คุณผู้ฟังครับ ลองทายสิว่ากล้วยอะไรบ้างที่ปลูกเป็นการค้าในประเทศไทยเรา ใช่แล้วครับ กล้วยไข่ กล้วยหอม  กล้วยน้ำว้าและกล้วยหักมุก ส่วนกล้วยตานีก็ปลูกเพื่อตัดใบขาย

    สำหรับพื้นที่ที่ปลูกกล้วยไข่มากที่สุด  ได้แก่  ที่จังหวัดกำแพงเพชรและเพชรบุรี  ส่วนกล้วยหอม  มีปลูกในแถบภาคกลาง  คือ  ที่จังหวัด  นนทบุรี  ปทุมธานีและกรุงเทพมหานคร  ส่วนกล้วยน้ำว้านั้นพบว่ามีการปลูกอยู่ทั่วไป  และกล้วยหักมุกก็มีการปลูกมากที่จังหวัดเพชรบุรี เช่นเดียวกัน

                   การปลูกกล้วยของประเทศไทยนั้นอยู่ในอันดับ  3  ของทวีปเอเซีย   โดยมีประเทศฟิลิปปินส์ปลูกมากเป็นอันดับหนึ่ง    ซึ่งมีปริมาณการส่งออกจากประเทศจนติดอันดับของโลก     สำหรับปริมาณการส่งออกกล้วยของประเทศไทยในสมัยก่อนเคยมีปริมาณมากแต่ก็ลดลงทุกปี  จนปัจจุบันหากเทียบปริมาณการส่งออกแล้วมีเพียงไม่ถึง1% ของการส่งออกของประเทศฟิลิปปินส์เท่านั้น เป็นที่น่าเสียดายนะครับ สำหรับการส่งออกกล้วยไปขายยังต่างประเทศนั้น  ประเทศไทยเคยส่งกล้วยหอมทองไปยังประเทศญี่ปุ่น  ฮ่องกง  สิงคโปร์และประเทศในทวีปยุโรปเป็นจำนวนมาก  แต่ว่าในปัจจุบันการส่งออกกล้วยหอมทองตกต่ำมาก  ทั้งนี้เพราะว่ากล้วยหอมมีเปลือกบาง  ช้ำง่าย  และผลผลิตต่ำทำให้ต้นทุนการผลิตสูง  น่าจะมีการพยายามผลักดันให้มีการส่งออกกล้วยไข่ให้มากขึ้นซึ่งก็มีแนวโน้มในการส่งออกที่ดี

    คุณผู้ฟังครับ เรื่องของกล้วยนั้น ไม่ใช่กล้วยๆอย่างที่คิดนะครับ สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

      

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง “การใช้ประโยชน์จากผักตบชวา”/ชาติชาย ยมะคุปต์

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ”

    ออกอากาศวันเสาร์ที่ 18  ที่  เดือน ตุลาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง การใช้ประโยชน์จากผักตบชวา

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    -เพลงประจำรายการ-

    ………………………………………………………………………………………………….

     

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟัง พบกับรายการ  “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ”  ทางวิทยุ มก. แห่งนี้เป็นประจำทุกวันเสาร์ รายการนี้ผลิตโดย  ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย  สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  และสำหรับวันนี้ขอเสนอ เรื่อง  “ การใช้ประโยชน์จากผักตบชวา”  ครับ                 

    คุณผู้ฟังครับ เมื่อพูดถึงผักตบชวาคุณผู้ฟังคงจะรู้ถึงอันตรายของมันพอสมควรนะครับเพราะถ้าหากเราไม่มีการกำจัดและป้องกันอย่างดีแล้วผักตบชวาอาจจะส่งผลร้ายต่อเราอย่างมากที่เดียวโดยเฉพาะเกษตรกรที่ยังต้องอาศัยน้ำในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตกันอยู่  ผักตบชวาก็ยังมีประโยช์อย่างมากถ้าหากมนุษย์เรารู้จักนำมันมาใช้อย่างถูกวิธี

    คุณผู้ฟังครับ ก่อนที่เราจะได้รู้ถึงวิธีการนำเอาผักตบชวาไปใช้ให้เกิดประโยชน์นั้น  เราลองมาพูดถึงวิธีการกำจัดผักตบชวาก่อนนะครับ  วิธีการกำจัดผักตบชวามีด้วยกันหลายวิธี  เช่น  การกำจัดด้วยสารเคมีวัชพืช   วิธีนี้เป็นที่นิยมมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว   เพราะเป็นวิธีที่ง่าย  ประหยัด   รวดเร็ว  และมีประสิทธิภาพมากที่สุด   แต่การใช้สารเคมีอาจทำให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์  สัตว์  และสิ่งแวดล้อม เช่น อาจจะทำให้เกิดการขาดออกซิเจนในน้ำทำให้ปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ  ตายได้ ทั้ง ๆ ที่สารเคมีไม่ได้เป็นพิษต่อชีวิตสัตว์น้ำเลย ก่อนใช้จึงควรศึกษาปัญหาที่แท้จริง  และผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม  ตลอดจนประสิทธิภาพของสารเคมีกำจัดวัชพืช  อัตราการใช้วิธีการผสม   วิธีการฉีดพ่น   ความคงทนของสารเคมีตลอดจนความเป็นพิษต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม   ควรพิจารณาในด้านค่าใช้จ่าย    เพราะต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ     ดังนั้น จึงควรอบรมผู้ทีมีหน้าที่กำจัดผักตบชวา

    การกำจัดผักตบชวา  โดยการใช้แรงงานคน  ได้แก่  การใช้แรงงานคนหรือสัตว์  ดึง ผักตบชวาขึ้นจากลำน้ำไปทำลาย  เป็นวิธีที่ประหยัด  ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ เครื่องจักรและเชื้อเพลิง  แต่อาจจะไม่เหมาะสมในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วน เพราะวิธีนี้ต้องใช้เวลานานครับ

    การกำจัดโดยการใช้เครื่องจักรกล   อาจใช้เครื่องจักรกลง่าย ๆ  ราคาถูก  ทำงานร่วมกับวิธีแรก  จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้เป็นอย่างมาก    แต่การใช้เครื่องจักรกลที่ราคาแพงจะให้ผลไม่คุ้มค่า

    การกำจัดโดยวิธีชีววิธี    โดยการใช้สิ่งมีชีวิต  เช่น  แมลง หรือโรคพืช  การกำจัดวัชพืชโดยวิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก    แต่วิธีนี้ต้องใช้เวลาในการศึกษาวิจัยและในปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดค้นพบวิธีการกำจัดผักตบชวาโดยชีววิธีที่ได้ผลแต่อย่างใด  ซึ่งสิ่งที่มีชีวิตที่ช่วยควบคุมปริมาณของผักตบชวาคือ ปลาเฉาฮื้อแม้ว่าจะกินผักตบชวาบ้างแต่ส่วนมากจะกินวัชพืชใต้น้ำมากกว่าอีกสักครู่ เราจะมารู้จักกับผักตบชวากันต่อ 

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ ผักตบชวานั้นเป็นวัชพืชน้ำที่ทำให้เกิดปัญหามากมาย  การกำจัดทำได้ยาก  แต่ถ้าเราพิจารณาอีกแง่มุมหนึ่งเราก็จะพบว่าผักตบชวานั้นก็มีประโยชน์เหมือนกัน  ส่วนดีของผักตบชวานั้นก็ คือ ช่วยทำให้น้ำสะอาดขึ้น โดยผักตบชวาที่อยู่ในน้ำค่อยดูดธาตุอาหารจากสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ที่อยู่ในน้ำ  จากสิ่งสกปรกต่างๆ  ซึ่งผักตบชวานั้นจะมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม   ในการดำรงอยู่ในน้ำที่มีธาตุอาหารมาก  และเปลี่ยนธาตุอาหารเหล่านี้เป็นโครงสร้างของมันอย่างรวดเร็ว   จึงช่วยลดการสูญเสียธาตุอาหาร น้ำก็จะมีสิ่งสกปรกน้อยลง และสามารถนำกลับมาใช้แล้วใช้อีกได้    นอกจากนั้นเรายังนำผักตบชวาที่ได้กำจัด แล้วกลับมาใช้เป็นประโยชน์ต่อไป    ผักตบชวามีคุณสมบัติช่วยสะสมพลังงานจากดวงอาทิตย์ เพราะมันมีโครงสร้างที่เหมาะสม   อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำและอาหารบริบูรณ์     พลังงานที่ผักตบชวาสะสมไว้ในโครงสร้างของมันถ้าสามารถหาวิธีนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จะคุ้มค่าอย่างมากครับ ยิ่งไปกว่านั้นผักตบชวายังมีประโยชน์ในการช่วยให้อากาศบริสุทธิ์เย็นสบาย   เพราะผักตบชวาก็เหมือนพืชทั่วไปที่จะคายออกซิเจน   ซึ่งเป็นผลผลิตของการสังเคราะห์แสง  และช่วยลดอุณหภูมิของอากาศจากการคายน้ำ    ช่วยลดปัญหาที่เกิดจากวัชพืชใต้น้ำ   และช่วยลดปริมาณของวัชพืชใต้น้ำได้เป็นอย่างมาก   เพราะผักตบชวาลอยอยู่เหนือน้ำจึงบังแสงแดด    และดูดธาตุอาหารส่วนใหญ่ไปช่วยลดโลหะหนักด้วย นอกจากนี้ผักตบชวายังเป็นที่อยู่อาศัยของปลาและสัตว์น้ำ เพราะสภาพใต้แพผักตบชวาเหมาะสำหรับการดำรงชีวิตของปลาและสัตว์อื่น ๆ     ช่วยทำให้เกิดทัศนียภาพที่เจริญตา  แม้ว่าผักตบจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนในการสัญจรไปมาทางน้ำ  แต่ถ้าแหล่งน้ำที่ไม่ได้มีการใช้ประโยชน์แล้ว  เมื่อได้สีเขียวจากผักตบชวาก็จะทำให้ได้ทัศนียภาพที่สวยงามได้เช่นกัน อีกสักครู่เราจะพูดถึงการนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์กัน 

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ นอกจากผักตบชวาจะทำให้น้ำใสสะอาดโดยการดูดสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ในน้ำออก ช่วยกำจัดสาหร่ายและแบคทีเรียที่อยู่ในน้ำโสโครก   ช่วยลดปริมาณของสารที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ   และช่วยขจัดกลิ่นต่าง ๆ  ให้หมดไปจากแหล่งน้ำ เราสามารถนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์ด้วยวิธีการต่าง ๆ  หลายวิธีด้วยกัน  เช่น  ใช้เป็นอาหารสัตว์   โดยปกติการปศุสัตว์หลายชนิดก็ใช้ผักตบชวาเป็นอาหารอยู่แล้ว   ปัจจุบันมีการนำผักตบชวาไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์    โดยการบดเอาน้ำออกและอบให้แห้ง   แล้วอัดเป็นเมล็ดแบบเดียวกับมันสำปะหลัง   เม็ดผักตบชวาแห้งมีโปรตีน  11.15  %  ซึ่งสูงพอสมควร และนอกจากนั้นผักตบชวา ยังใช้ทำปุ๋ยได้เนื่องจาก  ผักตบชวามีธาตุโปรแตชเซียมอยู่มากเป็นพิเศษ ส่วนธาตุไนโตเจนและฟอสฟอรัสก็มีพอสมควร และขึ้นอยู่กับสภาพของน้ำที่มันขึ้นอยู่    เราสามารถนำผักตบชวาไปทำเป็นปุ๋ยได้   3  วิธีด้วยกันคือ

    1. ปล่อยให้แห้งแล้วเผาเพื่อเก็บขี้เถ้า ซึ่งจะมีโปแตชเซียมอยู่สูงถึง  20  %  
    2. ทำเป็นปุ๋ยหมักโดยกองสลับชั้นกับดินซึ่งจะเน่าเปี่อยเป็นปุ๋ยหมัก    ใช้ได้ภายใน  2  เดือน  
    3. ทำวัสดุคลุมดิน   โดยการนำผักตบชวาไปคลุมพืชปลูก    เพื่อรักษาความชื้นไว้นอกจากนั้นผักตบชวาที่ตากแดดจนแห้งดีแล้วยัง    สามารถนำมาเพาะเห็ดฟางได้ดีอีกด้วย

    โดยใช้ผักตบชวาแห้ง  1  ส่วน กับฟางข้าว  1  ส่วน ก็สามารถจะเพาะเห็ดฟางได้แล้ว     ก้านใบผักตบชวาสามารถนำมาใช้ทำเครื่องถักสานได้ดี  เช่น   กระบุง  ตะกร้า   กระเป๋า  ซึ่งจะทำให้เกิดรายได้เลี้ยงครอบครัวและยังเป็นการกำจัดผักตบชวาไปได้ในตัว    

                                 ผักตบชวายังมีพลังงานสะสมอยู่ในรูปของสารอินทรีย์ที่มี ธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบจึงนำไปผลิตก๊าซหุงต้มได้

                      คุณผู้ฟังครับ นอกจากประโยชน์จากผักตบชวาที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น  ผักตบชวายังมีประโยชน์อีกหลายด้าน และหากเราสามารถที่จะคิดค้น ดัดแปลงผักตบชวาให้สามารถนำไปใช้ได้แล้ว ก็สามารถจะทำรายได้ให้เราได้   เช่น  ก้านใบผักตบชวามีเยื่อที่สามารถนำมาทำเยื่อกระดาษได้ ซึ่งมีวิธีการทำดังนี้  การเตรียมวัตถุดิบ    นำเอาต้นผักตบชวามาตัดส่วนใบ และส่วนรากทิ้ง เหลือไว้แค่ลำต้นนำไปล้างน้ำและตากแดดให้แห้ง การต้มเยื่อ นำต้นผักตบชวาที่ตากแดดให้แห้งไป  ชั่งหาน้ำหนักเพื่อคำนวนจำนวนน้ำ  ต่อโซดาไฟที่จะใช้ในการต้ม     โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผักตบชวา   8 – 10  เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผักตบชวาแห้ง   โดยต้มน้ำให้เดือดก่อนแล้วจึงใส่โซดาไฟลงไป   แล้วค่อยใส่ผักตบชวาลงไป จะใช้เวลาในการต้มประมาณ  2 ชั่วโมง จะได้ผักตบชวาที่เปื่อยยุ่ย        การเตรียมเยื่อ   นำเยื่อผักตบชวาที่เปื่อยยุ่ยดีแล้วไปล้างน้ำให้สะอาด     แล้วไปใส่เครื่องตีเยื่อหรือใช้ครกตำจนเป็นเยื่อ   กรองด้วยตะแกรงมุ้งลวดชนิดตาถี่     ล้างเอาน้ำดำออกอีกที    จะได้เยื่อกระดาษที่มีสีดำคล้ำ   ก่อนที่จะทำเป็นแผ่นจะต้องนำไปฟอกกับแคลเซียมไฮโปคลอไรด์     ในอัตราส่วนความเข้มข้นของน้ำยา  10  กรัม / ลิตร   โดยแช่ทิ้งไว้ประมาณ  2 – 3  ชั่วโมง    โดยตากแดดไว้  จากนั้นนำเยื่อไปล้างน้ำให้หมดกลิ่น และจะได้เยื่อชนิดเส้นใยสั้น   การทำแผ่นกระดาษ  นำเยื่อชนิดเส้นยาว  เช่น  เยื่อจากปอสาผสมลงไปด้วยในอัตราส่วน  20  เปอร์เซ็นต์ของเยื่อผักตบชวา   ผสมกันในเครื่องตีเยื่อ   และช้อนด้วยตะแกรงช้อนแผ่นกระดาษขอบทำด้วยไม้กรุด้วยไม้กรุด้วยตาข่ายไนล่อนชนิดตาถี่ แล้วนำไปตาก  ก็จะได้แผ่นกระดาษที่มีความสวยงาม และเป็นธรรมชาตินำไปใช้ประโยชน์และนำไปประดิษฐ์เป็นของใช้หรือของขวัญได้  

                   อีกสักครู่ เราจะมาพูดถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผักตบชวากันครับ 

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ อาจารย์ชาติชาย  ยมะคุปต์ และคณะ จากภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน  คณะวิศวกรรมศาสตร์   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการศึกษาวิจัยการใช้ประโยชน์จากผักตบชวาในรูปบรรจุภัณฑ์  โดยเล็งเห็นว่า  ผักตบชวาที่เกิดขึ้นตามลำคลองหนองบึง  โดยทั่วไปสร้างความรำคาญและเป็นวัชพืชที่เจริญงอกงามและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว   เป็นอุปสรรคในการคมนาคมทางน้ำ   หากสามารถนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ก็จะสามารถกำจัดวัชพืชทางน้ำได้อีกวิธีหนึ่ง

    คณะผู้วิจัยได้พยายามนำผักตบชวามาทำเป็นบรรจุภัณฑ์   เพื่อใช้ทดแทนบรรจุภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม   ซึ่งส่วนมากทำด้วยพลาสติกซึ่งย่อยสลายไม่ได้  ซึ่งเป็นมลพิษต่อชาวโลก   หากเราได้นำเอาวัสดุที่ย่อยสลายได้มาทำบรรจุภัณฑ์   อย่างเช่น  ผักตบชวาก็จะทำให้ลดมลพิษไปได้อีกวิธีหนึ่ง

    โครงการนี้เป็นการนำเยื่อผักตบชวามาขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์เพื่อใช้แทนวัสดุสังเคราะห์รูปถาดผลไม้ ผลที่ได้คือ  เยื่อผักตบชวาที่มีการผสมตัวประสานจะเกิดการหดตัวน้อยกว่าเยื่อผักตบชวาที่ไม่มีตัวประสาน    เนื่องจากตัวผสานจะเป็นตัวที่ช่วยทำให้การกระจายตัวและความหนาแน่นของเยื่อในแต่ละจุดมีความสม่ำเสมอมากขึ้น

    สาเหตุที่เยื่อผักตบชวาที่นำไปขึ้นรูปมีการหดตัวและบิดงอเกิดขึ้น อาจมีสาเหตุมาจาก    การกระจายตัวของเยื่อและตัวประสาน  ณ ตำแหน่งต่าง ๆ  ในแม่พิมพ์มีขนาดไม่สม่ำเสมอเท่ากันทุกจุด    ซึ่งมีผลต่อการอัดตัวกันของเยื่อหลังจากขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์   เพราะว่าการหดตัวของบรรจุภัณฑ์หลังจากอบจนแห้งจะขึ้นอยู่กับปริมาณของรูพรุนที่มีตั้งแต่เริ่มขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์   ดังนั้นบริเวณที่มีการกระจายตัวของเยื่อน้อย    ก็จะมีโอกาสเกิดการหดตัวได้มากกว่าบริเวณที่มีการกระจายตัวของเยื่อมาก     ความไม่สม่ำเสมอของแรงอัดในการขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์   ซึ่งผลที่เกิดจากความแตกต่างของแรงอัดในส่วนผสมของเยื่อผักตบชวา  คือ  ทำให้ภายในส่วนผสมของเยื่อผักตบชวามีความหนาแน่นไม่สม่ำเสมอ    จึงทำให้หดตัวภายในส่วนผสมของเยื่อเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ    และจะเป็นต้นเหตุทำให้ผลิตภัณฑ์บิดเบี้ยวและโค้งงอได้   ดังนั้นถ้าเราใช้แรงอัดที่เหมาะสมและสม่ำเสมอในการขึ้นรูปเยื่อผักตบชวา     ก็จะทำให้ส่วนผสมของเยื่อผักตบชวามีความหนาแน่นมากขึ้น    การหดตัวก็จะลดลงมากขึ้นด้วยเช่นกัน     ปริมาณน้ำที่อยู่ในส่วนผสมของเยื่อ   เมื่อนำไปอบแห้ง   น้ำที่อยู่ในส่วนผสมของเยื่อก็จะระเหยออกไป    ทำให้เกิดรูพรุนขึ้นในส่วนผสมของเยื่อ   ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดการหดตัวจะเห็นได้ว่าเยื่อผักตบชวาที่ปั่นจะมีความสามารถในการอุ้มน้ำได้มากกว่าเยื่อผักตบชวาที่ไม่ได้ปั่น    ดังนั้นเมื่อนำไปอบแห้งเยื่อผักตบชวาที่ปั่นก็จะมีรูพรุนเกิดขึ้นมากกว่าเยื่อที่ไม่ได้ปั่น   จึงเกิดการหดตัวมากกว่าเยื่อที่ไม่ได้ปั่น     การอบแห้งที่ไม่สม่ำเสมอ    เนื่องจากแม่พิมพ์ที่ใช้ในการทดลอง    ไม่สามารถระบายความร้อน   และนำความร้อนได้ไม่ดี   ทำให้ในระหว่างการอบแห้งเยื่อผักตบชวาบริเวณรอบ ๆ  ของแม่พิมพ์แห้งเร็วกว่าบริเวณด้านในของแม่พิมพ์ ทำให้เยื่อผักตบชวาเกิดการโค้งงอขึ้นในด้านที่แห้งเร็วกว่า   เนื่องจากเกิดความแตกต่างของความชื้นในเนื้อเยื่อผักตบชวา  

                                 อัตราส่วนของตัวประสานที่เหมาะสมในการขึ้นรูปเยื่อผักตบชวา  คือ  30 %  ของน้ำหนักเยื่อ  ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ทำให้เกิดการขึ้นรูปถาดผลไม้เกิดการหดตัวน้อยที่สุด

                   อีกสักครู่ เราจะมาเพิ่มเติมกันถึงเรื่องของตัวประสาน 

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับเนื่องจากตัวประสานที่ทำจากแป้งมันสำปะหลังนั้น  มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทนต่อน้ำและความชื้นได้ดี   ถ้าหากจะมีการใส่น้ำต้องมีการเคลือบพาราฟินที่ผิวก่อน    และมีอัตราการหดตัวค่อนข้างสูง   ถ้าเป็นไปได้ควรจะลองศึกษาหาตัวผสานชนิดใหม่ที่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องในส่วนนี้ได้

    ลักษณะเนื้อเยื่อผักตบชวาจะมีสีน้ำตาลแก่  เมื่อนำไปทำเป็นวัสดุภัณฑ์จะไม่ค่อยน่าดูเท่าไรนัก   ควรจะมีการฟอกสีก่อนนำมาทำ   ที่จะขอแนะนำควรใช้สารแคลเซียมไฮโปรคลอไรด์   ในอัตราส่วน   10   กรัมต่อลิตร

    วิธีที่ใช้ในการขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์รูปถาดจากเยื่อผักตบชวาในการ เป็นการอบเยื่อผักตบชวาให้แห้งภายในตู้อบ   ซึ่งใช้เวลานาน   และถาดผลไม้ที่ได้จะเกิดการหดตัวและบิดงอ  ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนวิธีที่ใช้ในการขึ้นรูป   วิธีที่จะขอแนะนำคือ  การขึ้นรูปโดยการอัดพร้อมกับใช้ความร้อนช่วย   ซึ่งต้องใช้ความดันและอุณหภูมิสูง   ทำให้เยื่อผักตบชวามีเนื้อแน่น  และสามารถแก้ปัญหาการหดตัวและบิดงอของเยื่อผักตบชวาได้

    แม่พิมพ์พลาสติกที่ใช้ในการขึ้นรูปถาดผลไม้จากเยื่อผักตบชวา  มีน้ำหนักมาก  ไม่ระบายความร้อน   นำความร้อนได้ไม่ดี   และเกิดการโก่งงอในระหว่างการอบเนื่องจากการเกิดการขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน   ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ทำแม่พิมพ์   ที่จะขอแนะนำคือ   แม่พิมพ์ที่ทำจากเหล็ก    ซึ่งจะเป็นตัวนำความร้อนที่ดี  มีน้ำหนักมาก  และไม่เกิดการโก่งงอในอุณหภูมิที่ใช้ในการขึ้นรูป  และเหมาะสมสำหรับการนำไปใช้ขึ้นรูปโดยการอัดพร้อมกับใช้ความร้อนช่วย เท่านี้เราก็จะได้แม่พิมพ์ที่เหมาะแก่การขึ้นรูปสิ่งของเครื่องใช้จากเยื่อผักตบชวาได้

    คุณผู้ฟังครับ ผักตบชวาถือได้ว่าเป็นพืชที่มีการแพร่ขยายพันธุ์ได้เร็วมาก และถ้าเกิดไม่มีการป้องกันหรือควบคุมให้มีอยู่ในจำนวนจำกัดแล้ว ผักตบชวาก็จะก่อปัญหาอย่างมากให้กับเราในอนาคตข้างหน้า   แต่ถ้าหากเรารู้จักนำผักตบชวามาใช้ให้เกิดประโยชน์แล้ว การกำจัดผักตบชวาก็ไม่ใช้ปัญหาสำหรับเราอีกต่อไป   แล้วยังสามารถสร้างรายได้ให้กับเราได้อีกด้วยครับ  หากผู้ฟังสนใจรายละเอียดเขียนคำถามส่งไปทางไปรษนียบัตรถึง รายการ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.   ตู้ ปณ.1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือส่ง e-mail ไปที่ rdiwwy@ku.ac.th เวลาสำหรับรายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”  ในวันนี้ได้หมดเวลาลงแล้ว  พบกับรายการนี้ได้ใหม่   ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุ เรื่อง “บทบาทแทนนินในการป้องกันตัวของไม้ป่าชายเลน” /พันธุ์ทิพย์ วิเศษพงษ์พันธ์/ฤทธิ์รงค์ พรหมมาศ/อรรถวุฒิ กันทะวงศ์

     YouTube Preview Image

         บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 11 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง บทบาทแทนนินในการป้องกันตัวของไม้ป่าชายเลน

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    ………………………………………………………………………………………………………………..

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศให้ผู้ฟังได้ฟังกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราก็เป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวงานวิจัยดีดีที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการ และเรื่องที่จะนำเสนอในวันนี้เป็นเรื่อง “บทบาทแทนนินในการป้องกันตัวของไม้ป่าชายเลน” ครับ

    คุณผู้ฟังครับ  แทนนินเป็นสารที่มีโมเลกุลใหญ่และโครงสร้างซับซ้อน มีสถานะเป็นกรดอ่อนรสฝาด เป็นสารให้ความฝาดในพืช พบได้ในพืชหลายชนิดครับ คุณสมบัติตกตะกอนโปรตีน ทำให้หนังสัตว์ไม่เน่าเปื่อย จึงมีการใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนังด้วย แทนนินมีฤทธิ์ฝาดสมาน จึงใช้เป็นยารักษาได้ แทนนินมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียได้ด้วยนะครับ

    จากการศึกษาบทบาททางนิเวศวิทยาของแทนนินในพืชทะเลยังมีน้อยมากครับ เมื่อเทียบกับพืชบนแผ่นดิน รวมทั้งการศึกษาบทบาททางนิเวศวิทยาของแทนนินในพรรณไม้ชายเลนที่พบในประเทศไทยซึ่งมีความหลากชนิดมากกว่า 74 ชนิดก็ยังมีการศึกษาไม่มากนัก การศึกษาในครั้งนี้เป็นผลงานของ ผศ.พันธุ์ทิพย์ วิเศษพงษ์พันธ์ นายฤทธิ์รงค์ พรหมมาศ นายอรรถวุฒิ กันทะวงศ์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะทำการศึกษาปริมาณแทนนินในพรรณไม้ป่าชายเลนในประเทศไทยครับ โดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างชนิดของพรรณไม้ในป่าชายเลนที่ขึ้นอยู่ในบริเวณเขตน้ำขึ้นน้ำลงแตกต่างกันและเปรียบเทียบในส่วนต่างๆ ของพืช รวมทั้งในใบที่ย่อยสลายในระยะเวลาต่างๆ และศึกษาบทบาทของแทนนินในทางนิเวศวิทยา  เพื่อใช้ในการป้องกันตัว ได้แก่ การสร้างสารยับยั้งจุลชีพการสร้างสารยับยั้งการถูกกินเป็นอาหาร การสร้างสารที่เป็นพิษ และการสร้างสารยับยั้งสิ่งมีชีวิตที่ลงเกาะ ซึ่งการศึกษานี้จะทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ทางนิเวศวิทยาที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของแทนนินที่พรรณไม้ชายเลนสร้างขึ้นมา เพื่อป้องกันตัวซึ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในป่าชายเลน และยังส่งผลต่อการแพร่กระจายและโครงสร้างประชาคมในป่าชายเลน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการทรัพยากรป่าชายเลนให้ใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดและยั่งยืน นอกจากนั้นข้อมูลปริมาณแทนนินและสารที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ได้จากไม้ป่าชายเลนยังสามารถพัฒนาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และเกษตรอุตสาหกรรมได้อีกด้วย ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ- 

    วัตถุประสงค์ในการศึกษาแทนนินในครั้งนี้ เพื่อ เปรียบเทียบความแตกต่างของปริมาณแทนนินในพรรณไม้ชายเลนชนิดต่างๆ และจากส่วนที่แตกต่างของต้น ศึกษาบทบาทของแทนนินในไม้ป่าชายเลนที่ใช้ในการป้องกันตัวจากจุลชีพที่ทำให้เกิดโรค สิ่งมีชีวิตที่ลงเกาะ และสัตว์กินพืช ศึกษาความเป็นพิษของแทนนินต่อลูกน้ำยุงและอาร์ทีเมียเพื่อใช้ในการป้องกันตัว

    คุณผู้ฟังครับ ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศทางทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยมีต้นไม้ป่าชายเลนเป็นผู้สร้างระบบนิเวศนี้ขึ้นมา และมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดเข้ามาอาศัยอยู่ภายในระบบนิเวศนี้ครับ ป่าชายเลนพบแพร่กระจายตามชายฝั่งทะเลบริเวณปากแม่น้ำ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เศรษฐกิจจำนวนมาก เป็นแหล่งวางไข่และอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน และก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่สลับซับซ้อน   ในด้านการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ป่าชายเลนเป็นแหล่งหมุนเวียนธาตุอาหาร ป้องกันพายุและน้ำท่วมได้  เป็นแหล่งกักเก็บสารพิษ เป็นที่ดักกรองตะกอนทำให้เกิดแผ่นดินใหม่และยังเป็นประโยชน์อื่น ๆ ต่อชุมชนท้องถิ่น เช่น การก่อสร้างบ้านเรือน การทำเครื่องมือประมง ถ่าน สมุนไพร ย้อมผ้า และอวน และการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมฟอกหนังและการทำเฟอร์นิเจอร์ไม้  เป็นต้นครับ

    คุณผู้ฟังครับแทนนินเป็นสารที่พบได้ในพืชทะเลทุกชนิด ได้แก่ ไม้ชายเลน หญ้าทะเล หญ้าในบึงน้ำเค็ม และสาหร่ายทะเล แทนนินเป็นสารประกอบฟีนอลที่มีคุณสมบัติสำคัญ คือการทำให้โปรตีนตกตะกอน และแทนนินยังเป็นสารที่มีคุณสมบัติสามารถเข้าไปสอดแทรกกระบวนการย่อยสลายของเอนไซม์ได้ จึงทำให้เชื่อว่าแทนนินน่าจะเป็นสารที่มีบทบาททางนิเวศวิทยา มีรายงานการศึกษาว่าไม้ชายเลนมีปริมาณแทนนินสูงได้ถึง 40% ของน้ำหนักแห้ง และเนื่องจากพรรณไม้ในป่าชายเลนมีความสามารถในการเจริญในที่เค็มแตกต่างจากพืชที่มีท่อลำเลียงทั่วไปที่พบอยู่บนบก และยังต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ ตลอดเวลา การปรับปรุงกระบวนการชีวสังเคราะห์ในไม้ป่าชายเลนจะทำให้เกิดสารทุติยภูมิที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีรายงานว่าพรรณไม้ชายเลนแต่ละชนิดมีปริมาณและองค์ประกอบแทนนินที่แตกต่างกัน รวมทั้งมีความผันแปรของแทนนินตามฤดูกาล ตามระยะเวลาที่ใบร่วงหล่นจากลำต้น และปริมาณธาตุอาหาร ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เชื่อว่าทำให้แทนนินที่พบในไม้ป่าชายเลนแต่ละชนิดมีบทบาททางนิเวศวิทยาที่แตกต่างกันด้วยครับ 

    คุณผู้ฟังครับ สิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดเข้ามาอาศัยอยู่ในป่าชายเลน และก่อให้เกิดความสัมพันธ์กับพรรณไม้ในป่าชายเลนหลากหลายรูปแบบ ในกรณีที่สิ่งมีชีวิตมากัดกินต้นไม้เป็นอาหาร มาลงเกาะบริเวณผิวหน้าของส่วนต่างๆ ของลำต้นทำให้ไม้สังเคราะห์แสงได้น้อย หรือกลุ่มจุลชีพที่ทำให้เกิดโรค  ทำให้พรรณไม้ในป่าชายเลนจะต้องมีวิวัฒนาการ เพื่อให้อยู่รอดได้ ซึ่งวิธีการหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือการสร้างสารทุติยภูมิ เพื่อใช้ในการป้องกันตัว ซึ่งมีรายงานการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าพรรณไม้ชายเลนสร้างแทนนินขึ้นมา เพื่อใช้ในการป้องกันตัว เช่น สร้างสารยับยั้งการถูกกินโดยสัตว์กินพืช ทำให้อัตราการย่อยของสัตว์ที่กินพืชเหล่านี้ไปลดลง แทนนินยังมีคุณสมบัติต้านจุลชีพ โดยช่วยเพิ่มความต้านทานต่อจุลชีพที่ทำให้เกิดโรคและที่ทำให้เกิดผุกร่อนของลำต้นของไม้ป่าชายเลน และยับยั้งการย่อยสลายใบไม้โดยจุลชีพ สร้างสารยับยั้งการลงเกาะโดยจุลชีพและสาหร่ายเซลล์เดียว และป้องกันรังสี UV สารที่ใช้ในการป้องกันตัวยังเป็นสื่อกลางในความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในรูปแบบที่หลากหลาย จึงส่งผลต่อการแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งทำให้เกิดโครงสร้างของประชาคมสิ่งมีชีวิตที่มีความแตกต่างกันด้วย เช่น มีผลต่อสัตว์หน้าดินขนาดใหญ่  และสัตว์หน้าดินขนาดเล็กเช่นไส้เดือนทะแลครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ 

    -เพลงคั่นรายการ- 

    เรามาสรุปผลการทดลองจากการศึกษาบทบาทของแทนนินในการป้องกันตัวของต้นไม้ในป่าชายเลนกันนะครับ โดยได้ทำการวิเคราะห์หาปริมาณแทนนินในพรรณไม้ชายเลน โดยแยกเป็นส่วนต่างๆ คือ ใบ 22 ชนิด เปลือก 17 ชนิด ราก 7 ชนิด และผล 9 ชนิด รวมทั้งเปรียบเทียบปริมาณแทนนินในใบสีเขียว ใบสีเหลือง และใบสีน้ำตาลรวมทั้งใบที่ผ่านการย่อยสลายเป็นเวลา 4 สัปดาห์ แล้วนำไปทดสอบทางชีวภาพ เพื่อศึกษาบทบาทของแทนนินในการป้องกันตัว โดยศึกษาบทบาทการป้องกันตัวจากจุลชีพ ผู้ล่า และสิ่งมีชีวิตที่ลงเกาะ ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ครับ

    1. ปริมาณแทนนินในใบ เปลือก ราก และผลของพรรณไม้ชายเลนชนิดต่างๆ มีค่าแตกต่างกันครับ โดยปริมาณแทนนินสูงสุดที่พบในส่วนต่างๆ ของพืช คือ ใบของตาตุ่ม เปลือกของโกงกางใบเล็ก รากของโกงกางใบใหญ่ และผลของโกงกางใบใหญ่ ทั้งนี้ส่วนของใบและผลเป็นส่วนที่มีปริมาณ แทนนินสูงกว่าส่วนของเปลือกและราก เนื่องจากใบและผลมีความบอบบางและเป็นส่วนที่ถูกกินเป็นอาหารมากกว่าเปลือกและรากครับ

    2.พรรณไม้ 5 ชนิดได้แก่ โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ ลำพู ลำแพน และถอบแถบน้ำ มีการสร้างสารแทนนินในส่วนของใบ เปลือก ราก และผลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพืชแต่ละชนิดมีปริมาณแทนนินสูงสุดในส่วนต่างๆ ที่แตกต่างกัน โดยโกงกางใบเล็กและลำแพนมีปริมาณแทนนินสูงสุดในเปลือก ในขณะที่ลำพูและถอบแถบน้ำมีปริมาณแทนนินสูงสุดในส่วนใบ และโกงกางใบใหญ่มีปริมาณ      แทนนินสูงสุดในรากครับ

    1. ใบที่มีอายุแตกต่างกันของโกงกางใบเล็กและโกงกางใบใหญ่ ได้แก่ ใบเขียว ใบเหลือง และใบ น้ำตาล มีปริมาณแทนนินแตกต่างกันครับ โดยจะมีค่าสูงขึ้นเมื่อใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและจะลดต่ำลงเมื่อใบผ่านการย่อยสลายกลายเป็นสีน้ำตาลครับ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เอื้ออำนวยให้ใบไม้ที่มีปริมาณแทนนินลดลงสามารถเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตที่กินซากสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลนได้นั่นเองครับ นี้แหละครับที่เป็นกลไกของธรรมชาติ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ 

    -เพลงคั่นรายการ- 

    คุณผู้ฟังครับมาต่อผลสรุปการทดลองจากการศึกษาบทบาทของแทนนินในการป้องกันตัวของต้นไม้ในป่าชายเลนกันนะครับ

    1. พรรณไม้ชายเลนแต่ละวงศ์มีการสร้างแทนนินในปริมาณแตกต่างกันครับ แม้แต่พรรณไม้ที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน เช่น โกงกางใบใหญ่ โกงกางใบเล็ก ถั่วขาว และพังกาหัวสุม ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกัน ก็มีปริมาณแทนนินที่แตกต่างกัน และยังพบว่าต้นไม้ที่ขึ้นในเขตน้ำขึ้นน้ำลงที่แตกต่างกัน ได้แก่ เขตเหนือน้ำขึ้นสูงสุด เขตน้ำขึ้นน้ำลง และเขตน้ำลงต่ำสุด ก็มีการสร้างสารแทนนินในปริมาณที่แตกต่างกัน และไม่มีความสัมพันธ์กับบริเวณที่ต้นไม้ขึ้นอยู่ครับ
    2. สารสกัดแทนนินในพรรณไม้ชายเลนแต่ละชนิดมีบทบาทในการป้องกันตัวจากจุลชีพ ผู้ล่า และสิ่งมีชีวิตที่ลงเกาะได้แตกต่างกัน ทั้งนี้ไม่มีความสัมพันธ์กับปริมาณแทนนิน ทั้งนี้น่าจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมีของแทนนินที่แตกต่างกันในพรรณไม้แต่ละชนิดรวมทั้งในส่วนต่างๆ ที่แตกต่างกัน
    3. พรรณไม้ชายเลนมีการสร้างสารสกัดแทนนินเพื่อป้องกันตัวจากจุลชีพที่ทำให้เกิดโรค โดยสารสกัดแทนนินที่สามารถต้านจุลชีพได้ดีที่สุดและในวงกว้างที่สุดมาจากลำพู และสารสกัดแทนนินที่สามารถต้านจุลชีพเฉพาะชนิดได้ เช่น สารสกัดแทนนินจากใบของแสมดำที่สามารถต้านเชื้อรา M. gypyseum สารสกัดจากใบของพังกาหัวสุมที่ออกฤทธิ์ต้านเชื้อ B. subtilis และสารสกัดแทนนินจากแสมขาวสามารถออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรียทะเลได้ดีที่สุดครับ
    4. พรรณไม้ชายเลนมีการสร้างสารแทนนิน เพื่อป้องกันตัวจากผู้ล่า โดยการสร้างสารยับยั้งการถูกกินโดยปลาได้ 12 สาร และสารที่เป็นพิษต่ออาร์ทีเมีย และลูกน้ำยุง โดยสารสกัดที่สามารถยับยั้งการถูกกินเป็นอาหาร ได้แก่ สารสกัดจากใบโกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ พังกาหัวสุม แสมขาว ลำพู ลำแพน ตะบูนขาว ตาตุ่ม ฝาด จาก ขลู่ และเหงือกปลาหมอ ส่วนสารสกัดแทนนินที่แสดงความเป็นพิษสูงสุดต่ออาร์ทีเมีย ได้แก่ ได้แก่ สารสกัดจากใบเบญจมาศน้ำเค็ม ผลโกงกางใบเล็ก ใบปรงทะเล และผลถอบแถบน้ำ ส่วนสารสกัดแทนนินที่ทำให้ลูกน้ำยุงมีอัตราการตายสูงมีเพียงสารสกัดจากรากของเถาถอบแถบและลำแพน  ทั้งนี้สารสกัดแทนนินมีความเป็นพิษต่อลูกน้ำยุงน้อยกว่าที่เป็นพิษต่ออาร์ทีเมีย ทั้งนี้จะพบว่าสารที่ยับยั้งการถูกกินเป็นอาหารไม่จำเป็นต้องเป็นพิษ และสารที่เป็นพิษก็ไม่จำเป็นต้องยับยั้งการถูกกินเป็นอาหารครับคุณผู้ฟัง
    5. พรรณไม้ชายเลนมีการสร้างสารแทนนินเพื่อป้องกันการลงเกาะ โดยการสร้างสารยับยั้งสาหร่ายเซลล์เดียว และยับยั้งการลงเกาะของตัวอ่อนของหอยและเพรียง โดยสารสกัดที่ยับยั้งสาหร่ายเซลล์เดียวได้ดีที่สุดคือ สารสกัดจากใบและเปลือกของแสมขาวและผักบุ้งทะเล และสารสกัดจากรากและผลของถอบแถบน้ำ ส่วนสารสกัดที่สามารถยับยั้งการลงเกาะของตัวอ่อนและเพรียงในภาคสนามได้มี 9 ชนิดคือ สารสกัดจากใบและเปลือกของโกงกางใบเล็ก ใบโกงกางใบใหญ่ ใบลำพู ใบเบญจมาศน้ำเค็ม ใบผักเบี้ยทะเล ใบผักบุ้งทะเล และเปลือกและผลของถอบแถบน้ำ
    6. สารสกัดแทนนินที่สามารถสร้างสารป้องกันตัวต่อสิ่งมีชีวิตทั้ง 4 กลุ่ม คือ ยับยั้งจุลชีพ ยับยั้งการถูกกินโดยปลา เป็นพิษต่ออาร์ทีเมียและลูกน้ำยุง ยับยั้งสาหร่ายเซลล์เดียว และยับยั้งการลงเกาะของเพรียงและหอยในภาคสนาม คือ สารสกัดแทนนินจากใบลำพู ซึ่งใบลำพูมีการสร้างแทนนินในปริมาณสูงถึง 34.21±0.34 % ต่อน้ำหนักแห้ง
    7. ความสามารถในการยับยั้งจุลชีพ ความเป็นพิษต่อลูกน้ำยุง และการยับยั้งการลงเกาะในภาคสนาม สามารถพัฒนาไปใช้ประโยชน์แทนนินในอุตสาหกรรมยาสำหรับรักษาโรค ยากำจัดแมลง สารป้องกันการลงเกาะ และข้อมูลปริมาณแทนนินในพรรณไม้อื่นๆ ยกเว้นโกงกาง ยังมีประโยชน์ในการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ทดแทนการใช้ประโยชน์แทนนินจากโกงกางเท่านั้น ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ 

    -เพลงคั่นรายการ- 

    จากผลการศึกษาที่สรุปมาจะพบว่าต้นไม้ป่าชายเลนแต่ละชนิดสร้างสารแทนนินได้แตกต่างกัน และสะสมไว้ในส่วนต่างๆ ของลำต้นที่แตกต่างกัน สารสกัดแทนนินในพรรณไม้ชายเลนแต่ละชนิดในแต่ละส่วนมีบทบาทในการป้องกันตัวจากจุลชีพ ผู้ล่า และสิ่งมีชีวิตที่ลงเกาะได้แตกต่างกัน  ซึ่งการที่พรรณไม้ชายเลนแต่ละชนิดใช้แทนนินในการป้องกันตัวได้แตกต่างกันนั้น จึงน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลักษณะโครงสร้างประชากรและชุมชนของพรรณไม้ชายเลนแต่ละชนิดแตกต่างกัน ซึ่งผลการศึกษานี้ก่อเกิดองค์ความรู้ใหม่ครับ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจในบทบาทการอยู่รอดของพรรณไม้ชายเลนแต่ละชนิด รวมทั้งลักษณะโครงสร้างประชากร และชุมชนของพรรณไม้ชายเลน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการทรัพยากรป่าชายเลน รวมทั้งการประยุกต์นำแทนนินจากไม้ป่าชายเลนไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมได้ในภายภาคหน้าต่อไปครับคุณผู้ฟัง

    ท้ายรายการนี้หากคุณผู้ฟังท่านใดสนใจ หรือมีข้อสงสัยอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม หรือจะติชมรายการ คุณผู้ฟังสามารถเขียนจดหมายมายังรายการของเราและจ่าหน้าซองมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 ครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้าในวันและเวลาเดียวกันนี้ วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุ เรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อย” /สมิต ยิ้มมงคล

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 4 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อย

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    ………………………………………………………………………………………………………………..

    -เพลงประจำรายการ- 

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศให้ผู้ฟังได้ฟังกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย        ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราก็เป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวงานวิจัยดีดีที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการ และเรื่องที่จะนำเสนอในวันนี้เป็นเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อย” ครับ

    คุณผู้ฟังครับ การเลี้ยงโคเนื้อของประเทศไทยในปัจจุบันได้ขยายตัวไปเร็วมาก แต่อย่างไรก็ตามปริมาณเนื้อโคก็ยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ การพัฒนาประเทศไปสู่ระบบอุตสาหกรรมใหม่ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากร ตลอดจนการขยายตัวและความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ต่างมีส่วนผลักดันให้ความต้องการอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศมีปริมาณที่สูงขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นแรงจูงใจและผลักดันให้มีการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อให้มีมาตรฐานสูงขึ้น จากระบบการเลี้ยงที่เป็นอาชีพเสริมหรือแบบรายย่อยที่มีการลงทุนต่ำ มาสู่ระบบการเลี้ยงที่อาศัยวิชาการและมีการลงทุนมากขึ้น แต่จากจำนวนโคเนื้อทั้งหมดภายในประเทศพบว่าร้อยละ 90 ยังคงอยู่ในมือของเกษตรกรรายย่อย การพัฒนาวิธีการเลี้ยงไปสู่ระบบฟาร์มขนาดใหญ่ จึงทำได้ยากเพราะต้องลงทุนสูงมาก โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องที่ดินมีราคาแพง การเพิ่มผลผลิตของเนื้อโคให้เพียงพอสำหรับการบริโภคในอนาคต จะต้องเพ่งเล็งหรือเน้นหนักไปที่เกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก เพราะการเพิ่มจำนวนโคเนื้อในระบบฟาร์มขนาดใหญ่ทำได้ยากและในวงจำกัด  ดังนั้นรูปแบบของการเลี้ยงแบบรายย่อยจะเหมาะสมมากที่สุด เพราะจะกระจายได้ในวงกว้าง อาศัยพื้นที่น้อย สอดคล้องกับสภาพสังคมและระบบการเกษตรซึ่งสามารถใช้แรงงานในครัวเรือน ผลพลอยได้หรือเศษเหลือทิ้งจากการเกษตรบางชนิดก็สามารถนำมาเป็นอาหารเลี้ยงโคได้ ดังนั้นการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจสู่เกษตรกรรายย่อยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงโคเนื้อจะมีวิธีการอย่างไรบ้างนั้น อีกสักครู่มาติดตามกันครับ

    -เพลงคั่นรายการ- 

    คุณผู้ฟังครับ การเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อยนี้ ผู้ที่ทำการศึกษาวิจัยจนได้ผลสำเร็จที่สามารถนำมาปฏิบัติจนได้ผลนั้น ผู้นั้นก็คือ รศ.สมิต ยิ้มมงคล อาจารย์จากภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งสิ่งที่เกษตรกรจะต้องปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงโคเนื้อ ประการแรกที่ต้องคำนึงก็คือ การตรวจโรคแท้งติดต่อของโคครับ ซึ่งโรคแท้งติดต่อเป็นโรคที่มีมานานแล้ว และก่อให้เกิดผลเสียอย่างมากมายมหาศาล เช่น การแท้งลูก ผสมไม่ติด เป็นสัดไม่สม่ำเสมอ และอาจทำให้แม่โคเป็นหมันได้ ในโคเพศผู้จะมีอาการข้อขาและอัณฑะบวม การติดต่อของโรคนี้ส่วนใหญ่ติดต่อทางระบบสืบพันธุ์และการสัมผัส โดยเฉพาะการดม การเลียรกหรือน้ำเมือกของแม่โคหลังคลอดลูก ในสมัยก่อนนั้นเกษตรกรยังไม่ให้ความสำคัญกับโรคนี้เท่าที่ควร อาจเป็นเพราะยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง กล่าวคือ แม่โคที่เป็นโรคแท้งติดต่อบางตัวอาจจะให้ลูกปกติ และบางตัวอาจจะแท้งลูก ในกรณีของแม่โคที่ให้ลูกปกติจะเป็นตัวที่แพร่โรคไปให้ตัวอื่นๆ ได้ง่ายโดยที่เกษตรกรไม่รู้ตัว โรคแท้งติดต่อเป็นโรคที่รักษาได้ยากและไม่คุ้มค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นเกษตรกรจะต้องกำจัดออกจากฝูง โดยการจำหน่ายเข้าโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งเนื้อสามารถนำมาบริโภคได้แต่ต้องนำมาทำให้สุกก่อน แต่ไม่ควรนำมาจำหน่ายเป็นพ่อแม่พันธุ์ให้เกษตรกรรายอื่นๆ เพราะจะเป็นการกระจายโรคไปสู่ที่อื่นได้ และยากต่อการกำจัดโรคนี้ให้หมดไป เกษตรกรไม่สามารถที่จะพิจารณาได้จากลักษณะภายนอกได้เลยว่า โคตัวใดเป็นโรคแท้งติดต่อ ยกเว้นว่าอาจจะสันนิษฐานได้เฉพาะในกรณีของโคบางตัวที่กำลังแท้งลูก หรือโคเพศผู้ที่มีลักษณะของอัณฑะและข้อขาบวม แต่นั่นยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้องและชัดเจนนอกเสียจากการเจาะเลือดเพื่อนำมาตรวจให้แน่ใจ  เกษตรกรอาจจะขอคำปรึกษาและขอความช่วยเหลือได้จากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะปศุสัตว์อำเภอ หรือสัตวแพทย์ ในกรณีที่โคของเกษตรกรจำเป็นต้องเลี้ยงปนกันกับของเกษตรกรรายอื่น ก็สามารถเจาะเลือดตรวจเพียงครั้งเดียวก็พอ แล้วคัดทิ้งตัวที่เป็นโรคออกจากฝูง และคอยระวังอย่าให้โคของตนได้ใกล้ชิดกับโคฝูงอื่นๆ ต่อไป การป้องกันโรคแท้งติดต่อในโคเนื้อทำได้โดย การทำวัคซีนป้องกันโรคแท้งติดต่อ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า วัคซีนสเตรน 19 วัคซีนชนิดนี้ทำได้เฉพาะลูกโคเพศเมียที่มีอายุในช่วง 3-8 เดือน วัคซีนมีผลคุ้มกันโรคได้นาน 7-8 ปี เกษตรกรสามารถหาซื้อวัคซีนชนิดนี้ได้ที่กรมปศุสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์เขตหรือจังหวัด หรืออาจจะติดต่อโดยตรงกับปศุสัตว์อำเภอก็ได้

    คุณผู้ฟังครับ สิ่งที่ควรปฏิบัติลำดับถัดไปคือการคัดเลือกลักษณะที่ดีเอาไว้ และคัดทิ้งลักษณะที่ไม่ดีออกไป ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถปรับปรุงคุณภาพของโคในฝูงให้ดีขึ้น โดยที่เกษตรกรไม่ต้องลงทุนอะไรเลย มีเกษตรกรอีกมาก ที่ยังขาดความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง และไม่เห็นความสำคัญของการคัดเลือก เกษตรกรมักจะเก็บโคเพศเมียทุกตัวในฝูงไว้ใช้เป็นแม่พันธุ์ต่อไป เพราะเห็นว่าให้ลูกได้ ผลเสียก็คือ ในกรณีที่โคตัวใดที่มีพันธุกรรมที่ไม่ดี เช่น อัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารต่ำ แคระแกรน แม่โคพวกนี้มีโอกาสที่จะกระจายลักษณะพันธุกรรมที่ไม่ดีไปสู่ลูกหลานได้อีก สรุปได้ว่า คุณภาพของโคในฝูงก็จะค่อยๆ ต่ำลงๆ นอกจากนี้แล้ว ลูกโคเพศผู้ในฝูงก็ไม่ควรเก็บไว้ใช้เป็นพ่อพันธุ์ แม้ว่าจะมีลักษณะก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์แบบเลือดชิด อันจะก่อให้เกิดผลเสียหายทางด้านพันธุกรรม และคุณภาพของโคในช่วงต่อๆ ไป ในทางตรงกันข้ามลักษณะที่ดีๆ เช่น มีอัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารสูง เชื่อง เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพอากาศร้อน  หรือปรับตัวได้ดี เป็นต้น พวกนี้ควรคัดเอาไว้ นานๆ เข้าคุณภาพของโคในฝูงก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ตัวอย่างลักษณะที่ควรคัดทิ้งออกจากฝูง เช่น แคระแกรน โตช้า รูปร่างหรือโครงร่างเล็ก โคเพศเมียที่เป็นสัดไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ค่อยแสดงอาการเป็นสัด ทั้งๆ ที่สภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ และได้รับอาหารอย่างเพียงพอ ส่วนโคเพศผู้ที่สังเกตได้จะมีอัณฑะเพียงข้างเดียวหรืออัณฑะทองแดง หรือ โคเพศเมียที่มีลักษณะเหมือนโคเพศผู้ เช่น ขนาดใหญ่โตมากเกินไป ไหล่ใหญ่และหนา คอสั้นและหนา มีเหนียงคอยานมาก มีขนหยาบกร้าน ลักษณะเช่นนี้จะเป็นโคที่มีความสมบูรณ์พันธุ์ต่ำ ลักษณะโคเนื้อที่ดีจึงต้องเป็นโคที่มีลำตัวยาว และไม่ลึกมากจนเกินไป หลังตรง แนวท้องตรงและขนานกับพื้น โครงร่างใหญ่ สะโพกกว้างกลมและยาว โครงสร้างกีบและขาแข็งแรงครับ

    -เพลงคั่นรายการ- 

    คุณผู้ฟังครับ การดูแลและเอาใจใส่ต่อสุขภาพของโคเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากครับ เกษตรกรส่วนใหญ่ละเลยหรือไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องนี้ เว้นเสียแต่ว่าโคของตนเกิดเจ็บไข้ขึ้นมา ส่วนหนึ่งยังเข้าใจผิดเพราะคิดว่าการทำโปรแกรมการป้องกันโรคต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ต้นทุนสูง บางส่วนเห็นความสำคัญแต่ยังขาดความรู้ที่จะปฏิบัติให้ถูกต้อง บางส่วนเคยปฏิบัติมาแล้วแต่ไม่ได้ผล เพราะยังขาดความเข้าใจในบางจุด และบางส่วนเห็นว่าไม่มีความจำเป็น เพราะบางครั้งโคของตนเป็นโรคแต่ก็สามารถหายเองได้ โดยไม่ต้องไปช่วยเหลืออะไรมากนัก หรือว่าถ้าตายก็ยังขายเนื้อได้ ดังนั้นการเผยแพร่ให้ความรู้และความเข้าใจถูกต้องต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อรายย่อย จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งผลให้ปริมาณการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโคและกระบือให้สูงกว่าที่แล้วมา และถ้าหากทุกฝ่ายเห็นความสำคัญและให้ความร่วมมือกันอย่างจริงจัง โรคระบาดบางโรคก็จะสามารถกำจัดให้หมดไปจากประเทศไทยได้ การส่งออกเนื้อสัตว์ไปยังตลาดต่างประเทศคงจะมีอนาคตที่สดใสขึ้น ซึ่งการป้องกันกำจัดโรคในโคเนื้อที่เกษตรกรควรปฏิบัติคือ

    1. การถ่ายพยาธิ ระบบการเลี้ยงดูโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อยเป็นการเลี้ยงแบบปล่อยทุ่ง เป็นการประหยัดไม่ต้องลงทุนทำแปลงหญ้า แต่ผลเสียที่ได้รับก็คือ หญ้าธรรมชาติมีผลผลิตและคุณค่าทางอาหารต่ำ ตลอดจนผันแปรไปตามฤดูกาล  อีกทั้งโคมักจะได้รับตัวอ่อนหรือไข่พยาธิอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำหรือที่มีน้ำท่วมขัง เพราะจะมีพยาธิหลายชนิดที่มีหอยน้ำจืดเป็นตัวกลาง และผลเสียที่เกิดขึ้นต่อโคก็คือ ซูบผอม การเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารต่ำ สุขภาพอ่อนแอ และถ้าเป็นมากๆ อาจถึงตายได้

    2. การทำวัคซีนป้องกันโรคระบาด ที่สำคัญในโคเนื้อ คือ โรคปากและเท้าเปื่อย และโรคคอบวม โรคทั้งสองชนิดนี้ระบาดไปได้รวดเร็วมาก การป้องกันสามารถทำได้ง่ายๆ คือ การทำวัคซีนป้องกันโรคอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

    3. จัดโปรแกรมการจัดการสุขภาพโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อยโดย

    อายุ 1เดือน    ทำการถ่ายพยาธิลูกโค

    อายุ 3-8 เดือน          ทำวัคซีนป้องกันโรคแท้งติดต่อให้กับลูกโคเพศเมีย

    อายุ 6 เดือน และทุก 6 เดือน หรือ 2 ครั้งต่อปีให้ถ่ายพยาธิครั้งที่ 2 และอีก 2 ครั้งต่อปี ทำวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย ทั้ง 3 ชนิดและโรคคอบวม 

    -เพลงคั่นรายการ- 

    คุณผู้ฟังครับ สิ่งที่เกษตรกรควรปฏิบัติในการเลี้ยงโคเนื้อวิธีการที่ 4 ก็คือ ให้ใช้วิธีการผสมเทียมครับ เพราะวิธีการผสมเทียมเป็นวิธีที่ได้ผลดี ประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งเกษตรกรไม่จำเป็นต้องซื้อพ่อโคมาเลี้ยงดูอีกทั้งลูกโคที่ได้ก็จะมีคุณภาพดี เนื่องมาจากพ่อโคที่ใช้ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งสำหรับการผสมเทียมเป็นพ่อโคที่มีคุณภาพ ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และปลอดจากโรคต่างๆ ที่สามารถติดต่อกันทางระบบสืบพันธุ์ นอกจากนี้เกษตรกรยังสามารถเลือกได้ว่าต้องการน้ำเชื้อของโคพันธุ์ใด โคเนื้อหรือโคนม เป็นต้น เกษตรกรสามารถขอรับบริการผสมเทียมได้จากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ  หรือสถานีผสมเทียมในพื้นที่  ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วแทบทุกอำเภอ ซึ่งวิธีการผสมเทียมจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อ เกษตรกรสามารถเช็คการเป็นสัดได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ นั่นหมายความว่าเกษตรกรต้องเอาใจใส่ดูแลแม่โคของตนโดยสม่ำเสมอ จนสามารถสังเกตสิ่งผิดปกติ หรืออาการเป็นสัดของแม่โคได้อย่างถูกต้อง วิธีการผสมเทียมที่ได้ผลก็คือการฉีดน้ำเชื้อเข้าไปในมดลูกของแม่โคในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อการผสมติดโดยอาศัยช่วงเวลาของการเป็นสัด เป็นตัวกำหนดที่เหมาะสมในการผสมเทียม ซึ่งแม่โคต้องไม่มีความผิดปกติทางระบบสืบพันธุ์ เช่น คอมดลูกไม่คด รังไข่สมบูรณ์ปกติ และมีอายุไม่มากเกิน 10 ปี ไม่ควรใช้วิธีการผสมเทียมกับแม่โคสาว โดยเฉพาะในแม่โคพื้นเมือง เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหาการคลอดยาก เนื่องจากช่องเชิงกรานยังขยายไม่เต็มที่ ซึ่งแม่โคที่เกษตรกรจะใช้เป็นแม่พันธุ์นั้นต้องได้รับอาหารอย่างเพียงพอ มีสุขภาพดี ปลอดจากโรคแท้งติดต่อ ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป มีการถ่ายพยาธิและทำวัคซีนป้องกันโรคระบาดอย่างสม่ำเสมอตามโปรแกรม

    วิธีการต่อไปคือ การให้พ่อพันธุ์คุมฝูง เพื่อช่วยแก้ปัญหาการผสมเทียมที่ไม่ได้ผล เนื่องจากเกษตรกรเช็คการเป็นสัดของแม่โคได้ไม่ทั่วถึง อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจำเป็นต้องซื้อพ่อพันธุ์มาเลี้ยงซึ่งเป็นการลงทุนที่สูงพอสมควร และถ้าจะให้ผลดียิ่งขึ้น อายุของพ่อพันธุ์และอัตราส่วนระหว่างพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ก็มีความสำคัญอย่างมากครับ ถ้าพ่อพันธุ์อายุ 2-3 ปี ควรมีจำนวนแม่พันธุ์ 20-30 ตัว พ่อพันธุ์อายุ 3-4 ปี ควรมีแม่พันธุ์ 30-40 ตัว พ่อพันธุ์ 4-5 ปี ควรมีแม่พันธุ์ 40-50 ตัว และถ้าพ่อพันธุ์อายุ 5-8 ปี ควรมีแม่พันธุ์ไม่เกิน 50 ตัวครับ

    นอกจากนี้แล้วเกษตรกรจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนพ่อพันธุ์ทุกๆ 2 ปี ทั้งนี้เนื่องจากในปีที่ 2 ลูกเพศเมียที่เกิดในปีแรกจะเริ่มแสดงอาการเป็นสัด ดังนั้นอาจเกิดปัญหาเรื่องการผสมแบบเลือดชิด ซึ่งจะทำให้คุณภาพของโคในฝูงด้อยลงไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อครบสองปีแล้ว โคพ่อพันธุ์ตัวนั้นจะใช้งานไม่ได้ พ่อพันธุ์ยังคงใช้งานได้ แต่เกษตรกรควรจำหน่ายออกไป แล้วซื้อพ่อพันธุ์ตัวใหม่แทน ที่สำคัญที่สุดคือ พ่อพันธุ์ที่ซื้อมาใหม่นั้นต้องแน่ใจว่าปลอดจากโรคแท้งติดต่อ และห้ามนำเพศผู้ที่เป็นลูกในฝูงมาใช้เป็นพ่อพันธุ์โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดการผสมแบบเลือดชิดครับ

    -เพลงคั่นรายการ- 

    คุณผู้ฟังครับ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ ร่างกายมีความต้องการให้ได้สารอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ แร่ธาตุครับ แม้ว่าร่างกายจะต้องการแร่ธาตุน้อยมาก แต่ว่าก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้ครับ เพราะแร่ธาตุเป็นตัวที่ทำให้เกิดความสมดุลของการทำงานในระบบต่างๆ ในร่างกายของคนและสัตว์ให้เป็นไปตามปกติ สำหรับโคปกติแล้วได้รับอาหารประเภทเกลือแร่หรือแร่ธาตุจากดิน โดยผ่านทางพืชอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นอาหารหลักของโค หรือจากน้ำและอาหารเสริม อย่างไรก็ตามนะครับเกษตรกรควรเสริมแร่ธาตุเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการขาดแร่ธาตุ โดยมีการเสริมในรูปของแร่ธาตุก้อน ซึ่งมีราคาไม่แพง

    และสารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั้นก็คือ ไวตามินครับคุณผู้ฟัง ไวตามินเป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกายของสัตว์อย่างมาก แม้ว่าจะต้องการในปริมาณน้อยก็ตาม แต่ก็ช่วยทำให้เกิดความสมดุลและการทำงานระบบต่างๆ ในร่างกายของสัตว์ให้เป็นปกติ ถ้าเกษตรกรดูแลโคของตนให้ได้รับสารอาหารอย่างพอเพียง มีสุขภาพดี ปัญหาเรื่องการขาดไวตามินก็จะมีน้อย เพราะส่วนใหญ่จะได้รับจากอาหารที่กินเข้าไป และอีกส่วนหนึ่งจุลินทรีย์ในกระเพาะผ้าขี้ริ้วของโคสามารถสังเคราะห์ไวตามินได้เองบางตัว เช่น ไวตามินบี ซี และเค ซึ่งทำให้โคได้รับไวตามินเหล่านี้ตามไปด้วย ไวตามินที่โคต้องการมากและมักจะขาด คือ ไวตามินเอ ดี และอี ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ผลิตไวตามินเหล่านี้จำหน่ายกันอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะที่ให้ในรูปของการฉีด อย่างน้อยที่สุดเกษตรกรควรเสริมให้กับโคพ่อแม่พันธุ์ที่อยู่ในช่วงผสมพันธุ์ หรือเสริมให้แม่โค 1 เดือน ก่อนและหลังคลอด เพื่อช่วยให้ร่างกายของแม่โคมีความสมบูรณ์ เต้านมมีการพัฒนาเพื่อกลั่นสร้างน้ำนมได้มาก มดลูกของแม่โคกลับสู่สภาพปกติได้เร็วหลังคลอด การทำงานของระบบสืบพันธุ์เป็นปกติ แต่นั่นต้องหมายความว่าแม่โคต้องมีสุขภาพดีและได้รับอาหารอย่างเพียงพอ และอาจมีการให้อาหารเสริมในบางระยะด้วยครับ

    คุณผู้ฟังครับ โดยปกติแล้วการเลี้ยงดูโคของเกษตรกรรายย่อยมักใช้แรงงานในครัวเรือนของตน ความใกล้ชิดของโคจึงค่อนข้างมีมาก ซึ่งในบางระยะควรมีการดูแลเอาใจใส่กันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อใกล้คลอด ควรขังแม่โคไว้ในคอดไม่ควรปล่อยทุ่ง เพราะถ้าหากเกิดการคลอดยาก หรือคลอดผิดท่าจะได้ทำการช่วยเหลือได้ทันท่วงทีก่อนที่ลูกโคจะตาย หรือกรณีที่ลูกโคอ่อนแอก็จะได้ดูแลอย่างใกล้ชิด ควรขังแม่โคและลูกโคไว้ด้วยกันจนแน่ใจแล้วว่าลูกโคแข็งแรงดีจึงปล่อยทุ่งได้ การเช็คการเป็นสัดของแม่โคก็เช่นกัน ต้องหมั่นสังเกตและเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดจึงจะไม่พลาด และในกรณีที่โคมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาผู้รู้ เพื่อจะได้ทำการช่วยเหลือหรือแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที

    คุณผู้ฟังครับ เนื่องจากการเลี้ยงโคเนื้อในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยวิชาการใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยที่ได้ผลคุ้มค่ากับการลงทุน อันเป็นผลเนื่องมาจากความต้องการและราคาเนื้อโคที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้การเลี้ยงโคของเกษตรกรประสบผลสำเร็จ เกษตรกรเองก็ควรจะขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ จากแหล่งต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย นอกจากนี้เกษตรกรควรให้ความสนใจกับการจดบันทึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับโคของตนหรือที่เรียกว่าพันธุ์ประวัติ ข้อมูลที่ต้องบันทึกได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย บันทึกการผสมพันธุ์ การให้ลูก การจัดการด้านสุขภาพต่างๆ เช่น การทำวัคซีน ถ่ายพยาธิ รวมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับโคตัวนั้นๆ เพื่อเป็นข้อมูลที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป นอกจากนี้แล้วในอนาคต ถ้าหากว่าโคของเกษตรกรปรับปรุงสายพันธุ์มาเป็นอย่างดี ข้อมูลต่างๆ ที่บันทึกไว้รวมไปถึงสำเนาบันทึกการผสมเทียมที่ได้จากเจ้าหน้าที่ผสมเทียม สามารถใช้เป็นหลักฐานเพื่อขอรับการจดทะเบียนรับรองพันธุ์จากสมาคมโคเนื้อพันธุ์ต่างๆ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรอย่างมากเพราะโคพ่อแม่พันธุ์ที่มีเอกสารรับรองพันธุ์จะจำหน่ายได้ราคาดีกับโคทั่วๆ ไป

    คุณผู้ฟังครับ และสิ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถที่จะเลี้ยงโคเนื้อให้มีประสิทธิภาพนั้น สิ่งหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมการเลี้ยงได้ดีนั้นก็คือ การรวมกลุ่มกันของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อครับ เพราะจะทำให้การติดต่อกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรับบริการต่างๆ ทำได้ง่ายยิ่งกว่าครับ อย่างเช่น การขอรับบริการการผสมเทียม หรือการทำวัคซีนหรือถ่ายพยาธิ เหล่านี้เป็นต้น ในส่วนของการจำหน่าย ก็สามารถทำได้ง่ายกว่าต่างคนต่างขายครับ มีการกดราคาของพ่อค้าคนกลางน้อยลง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการจัดการดูแลสุขภาพ การให้อาหาร หรืออื่นๆ สามารถเฉลี่ยกันไปได้ทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเลี้ยงดูไม่สูงจนเกินไป การเลี้ยงดูโดยการปล่อยเลี้ยงอาจจะเลี้ยงรวมกันโดยมีการผลัดเวรกันดูแล ก็จะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ประหยัดแรงงานคนเลี้ยง เท่าที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคมักจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมากกว่าเกษตรกรโดยทั่วๆ ไป ซึ่งอาจเป็นเพราะงบประมาณมีน้อย เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ จึงทำให้การส่งเสริมและช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรทำได้ง่ายและทั่วถึงกว่าครับ

    ท้ายรายการนี้หากคุณผู้ฟังท่านใดสนใจหรือมีข้อสงสัยอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม หรือจะติชมรายการ คุณผู้ฟังสามารถเขียนจดหมายมายังรายการของเราและจ่าหน้าซองมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 ครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้าในวันและเวลาเดียวกันนี้ วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

  • รายการวิทยุเรื่อง “ระบบเฝ้าติดตามสัตว์ป่า”

    YouTube Preview Image

     

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 29 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง ระบบเฝ้าติดตามสัตว์ป่า

     

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ เคยคิดอยากเห็นสัตว์ป่าที่อยู่ในป่าจริงๆ ไม่ใช่ในสวนสัตว์ไหมครับ ว่าสัตว์ป่าจะมีลักษณะอย่างไร พฤติกรรมการหากินเป็นอย่างไร และมีจำนวนมากแค่ไหน วันนี้กระผมมีผลงานที่น่าสนใจมาฝากคุณผู้ฟังครับ เป็นผลงานของ รศ.อนันต์ ผลเพิ่ม ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ บางเขน ผลงานเรื่อง ระบบเฝ้าติดตามสัตว์ป่า ก่อนอื่นเรามาฟังความเป็นมาของโครงการกันก่อนนะครับ

    คุณผู้ฟังครับ สัตว์ป่าเป็นปัจจัยที่มีผลอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่ของระบบนิเวศ สัตว์แต่ละชนิดจะมีบทบาทและหน้าที่เฉพาะซึ่งแตกต่างออกไป การเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่อาศัย อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ล้วนเป็นปัจจัยต่อการลดจำนวนของสัตว์แต่ละประเภท ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อาหาร และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น สิ่งที่คุณผู้ฟังเห็นจากข่าวบ่อยๆก็คือ การเข้าโจมตีของโขลงช้าง ซึ่งจะมาทำลายพืชไร่ของชาวบ้านที่ทำการเกษตรบริเวณชายป่า นอกจากนี้การบุกรุกเขตป่า โดยมนุษย์เราเพื่อสร้างแหล่งทำมาหากินและที่อยู่อาศัย ล่าสัตว์ ก็เป็นปัจจัยต่อการทำลายความสมดุล และส่งผลต่อการโจมตีของสัตว์ป่าได้เช่นกันครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ ความพยายามในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า หรือการอนุรักษ์ผืนป่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ จะต้องอาศัยกฎหมาย วงเงินจำนวนมาก การทุ่มเทเอาใจใส่ของภาครัฐ การป้องกันการบุกรุกของนายทุน และการทำความเข้าใจกับชาวบ้านถึงประโยชน์ที่ได้รับเมื่อป่าและสัตว์ป่ายังคงสภาพเหมือนเดิมอยู่ เพื่อการอยู่ร่วมกันและเอื้อประโยชน์ของคนและสัตว์ป่า โดยการมีชาวบ้านเป็นเสมือนผู้ช่วยปกป้องดูแลธรรมชาติครับ

    คุณผู้ฟังครับ สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าประเทศไทย มีวัตถุประสงค์มุ่งนำความรู้ เพื่องานอนุรักษ์สัตว์ป่า และพื้นที่ธรรมชาติ บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ การให้การศึกษา และความรวบมือระดับนานาชาติ การดำเนินงานลักษณะนี้มุ่งเน้นเปลี่ยนแปลงทัศนคติของมนุษย์เรากับธรรมชาติ ทำให้มนุษย์กับสัตว์ป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยังยืน ทั้งในระดับสังคมท้องถิ่นและสังคมโลก และสมาคมอนุรักษ์สัตว์ได้ยึดมั่นแนวทางนี้มาโดยตลอดครับ เพราะเชื่อว่าเป็นภาวะที่จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องรักษาให้ทุกชีวิตในโลก คงอยู่ตลอดไป

    หลังจากได้ทำงานประสานงานกับเจ้าหน้าที่วิจัยของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า ประเทศไทยพบว่าหนึ่งในโครงการอนุรักษ์ของทางสมาคม คือ การติดตามประชากรเสือโคร่งในประเทศไทย ตามโครงการ Tiger Forever ซึ่งเสือโคร่งเป็นทั้งสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ และเป็นผู้ควบคุมของประชากรสัตว์บางประเภท เช่น กวางที่ถูกล่าเป็นอาหาร ถ้าเสือโครงมีปริมาณลดลงมาก ก็จะทำให้สมดุลของระบบนิเวศเสียไปครับ

    คุณผู้ฟังครับ ส่วนการทำงานตามโครงการ เจ้าหน้าที่ต้องออกเดินป่า และตั้งค่ายพักแรมในบริเวณที่เป็นเส้นทางสัญจรของเสือ โดยต้องตั้งค่ายพักแรมออกจากจุดเฝ้าสังเกตประมาณ 2-3 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่จะทำการเดินทางเท้าจากค่ายพักแรมเข้าไปยังบริเวณเฝ้าสังเกต และติดตั้งชุดถ่ายภาพซึ่งจะต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ และยังมีราคาที่แพง อันได้แก่ กล้องถ่ายภาพแบบฟิล์ม แฟลช พร้อมอุปกรณ์ตรวจจับการมาของเสือ ซึ่งจะทำการดักถ่ายภาพนิ่ง เมื่อมีวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตเคลื่อนที่ผ่าน หลังจากนั้นก็เดินเท้ากลับที่พักเพื่อเฝ้าคอย ต่อมาอีกประมาณ 2 – 3 วัน ก็จะทำการเดินเท้าเข้าไปกู้ชุดถ่ายภาพเพื่อนำฟิล์มมาล้าง ในตัวเมืองเมื่อออกจากป่าหลังจากนั้นก็เริ่มย้ายค่ายไปยังจุดเฝ้าสังเกตจุดอื่นต่อไปครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับ เราจะเห็นได้ว่าลักษณะการติดตั้งชุดอุปกรณ์แต่ละจุดเฝ้าสังเกต ต้องใช้การเดินเท้าไปกลับไม่ต่ำกว่า 6 กิโลเมตร ใช้เวลาเฝ้าอีก 2-3 วัน ต่อจุดสังเกต แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ข้อมูลภาพถ่ายที่ได้นั้นต้องรอจนกว่าจะออกจากป่าจึงจะได้เห็นภาพ นอกจากนั้นภาพถ่ายที่ได้อาจจะเป็นภาพที่ไม่สมบูรณ์ บางครั้งอาจเป็นภาพถ่ายที่เกิดจากกิ่งไม้ ลมพัด ถ้าเป็นภาพถ่ายเสือก็อาจจะได้เพียงด้านหลังของเสือ บางส่วนของลำตัว ทำให้ไม่สามารถทำการยืนยันตัวตนของเสือในภาพที่ถ่ายตอนเช้า เป็นตัวเดียวกับภาพที่ถ่ายได้ในตอนค่ำหรือไม่ครับ

    คุณผู้ฟังครับ ทางคณะวิจัยร่วมกับนักวิจัยของสมาคมยังมีความคิดร่วมมือกันในการสร้างระบบการเฝ้าติดตามสัตว์ป่าขึ้นมา โดยจะใช้ชุดถ่ายภาพต่อเนื่อง และทำการส่งข้อมูลภาพจากจุดเฝ้าระวัง กลับมาค่ายพักแรมที่ห่างไป 2-3 กิโลเมตร โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารแบบเครือข่ายไร้สาย เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเฝ้าติดตามแบบเวลาจริงได้ โดยข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์ที่สามารถบันทึกและนำมาวิเคราะห์ในภายหลังได้ครับ อีกทั้งได้เห็นภาพในทันทีในพื้นที่ ทำให้สามารถเข้าไปปรับปรุงแต่งจุดติดตั้งอุปกรณ์ และลดเวลาในการเฝ้าติดตามได้เป็นอย่างมากครับ

    คุณผู้ฟังครับ การวิจัยเป็นการออกแบบ และสร้างชุดอุปกรณ์การถ่ายภาพนิ่งแบบต่อเนื่อง รวมถึงระบบการส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สาย โดยทำการออกแบบและทดลองในขั้นต้นที่ห้องปฏิบัติการวิจัยเครือข่ายไร้สาย ของภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้นจึงนำระบบไปทดสอบการใช้งานในพื้นที่ป่าที่ต้องการเฝ้าติดตามสัตว์ครับ

    และฐานในการปฏิบัติการบริเวณที่ตั้งค่าย ซึ่งอยู่คนละพื้นที่กับบริเวณเฝ้าติดตาม และสถานที่ตั้งกล้องมีระยะประมาณ 2-7 กิโลเมตร เพื่อเฝ้าติดตามสัตว์ป่า โดยที่ต้องทำให้สัตว์ป่าไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกเฝ้ามองอยู่ โดยกล้องอุปกรณ์จัดเส้นทางแบบไร้สายจะติดอยู่ตามต้นไม้ เพื่อพลางไม่ให้เป็นที่สังเกตของสัตว์ป่า และมีอุปกรณ์ตรวจวัดการเคลื่อนไหว เพื่อส่งต่อสัญญาณที่ใช้ในการสั่งให้กล้องเริ่มทำการถ่ายภาพ ระบบที่พัฒนาประกอบด้วยกล้องถ่ายภาพนิ่งแบพลังงานต่ำ จำนวนสองตัว ซึ่งจะทำให้เห็นภาพสัตว์ได้จาก 2 มุมมอง เนื่องจากสัตว์ป่าบางชนิดมีความรวดเร็วในการเคลื่อนไหว และสามารถนำภาพที่ได้มาประมวลผลสำหรับการติดตามสัตว์ป่า โดยอาจพิจารณาจากลายข้างตัวของสัตว์ เมื่อระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวของสัตว์ป่าได้ อุปกรณ์จะส่งสัญญาณไปยังไมโครคอนโทรลเลอร์เพื่อเริ่มทำการถ่ายภาพ และไมโครคอนโทรลเลอร์จะส่งสัญญาณต่อไปยังกล้องทั้งสองตัวครับ ในการโอนข้อมูลภาพจากบริเวณเฝ้าติดตามมายังผู้ใช้งานที่อยู่ในบริเวรค่าย ซึ่งอยู่ห่างประมาณ 2-3 กิโลเมตร จะใช้การสื่อสารฝ่ายเครือข่ายไร้สาย โดยใช้เทคโนโลยีตามมาตรฐาน IEEE 802.11gผ่านอุปกรณ์แบบไร้สายที่สามารถส่งได้ในระยะไกล โดยทำการติดตั้งแอกเซสพอยต์จำนวน 2 ชุด คือ ที่บริเวณเฝ้าติดตาม และบริเวณที่ตั้งค่าย เมื่อต้องการโอนรูปภาพที่ถ่ายได้นั้น ก็ทำการต่อโน้ตบุ๊คกับแอกเซสพอยต์ที่บริเวณค่ายและส่งคำสั่งไปยังไมโครคอนโทรลเลอร์ ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์แอกเซสพอยต์ที่บริเวณเฝ้าติดตาม โดยข้อมูลภาพถ่ายจะถูกเก็บไว้ในเอสดีการ์ด บนชุดอุปกรณ์ไมโครคอนโทรลเลอร์ โดยผู้ใช้สามารถสั่งโอนถ่าย และลบข้อมูลทั้งหมดได้ ตลอดจนตั้งค่าเวลาบนไมโครคอนโทรลลเลอร์ให้ได้ตามเวลาจริงครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ วัตถุประสงค์ในการจัดโครงการนี้ คือ

    • การสร้างระบบการถ่ายภาพนิ่งแบบต่อเนื่องของสัตว์ป่า
    • สร้างระบบการเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบถ่ายภาพจากกจุดเฝ้าสังเกต มายังค่ายพักแรมที่ระยะห่าง ประมาณ 2-3 กิโลเมตร โดยใช้เครือข่ายไร้สาย
    • สร้างระบบจัดเก็บข้อมูลภาพนิ่งแบบต่อเนื่องของสัตว์ป่า
    • สร้างเทคโนโลยีแบบพึ่งพาตนเองได้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลและเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตระหนักถึงการสร้างเทคโนโลยีขึ้นใช้เองในประเทศ

    งานวิจัยนี้ได้พัฒนาระบบต้นแบบในการเฝ้าติดตามสัตว์ป่า โดยใช้กล้องถ่ายภาพแบบกินพลังงานต่ำเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไมโครคอนโทรลเลอร์ โดยมีกล้องในระบบจำนวน 2 กล้อง เชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีไร้สาย ตามมาตรฐาน IEEE 802.15.4 โดยใช้อุปกรณ์ XBee จากการทดลองพบว่าใช้เวลาในการโอนถ่ายภาพระหว่างกล้องอยู่ที่ประมาณ 2-5 วินาที โดยเฉลี่ย และทำการโอนถ่ายข้อมูลผ่านแอกเซลพอยต์โดยใช้เทคโนโลยีไร้สายตามมาตรฐาน IEEE 802.11 มายังเครื่องผู้เฝ้าติดตามที่สามารถโอนภาพถ่ายจากพื้นที่เฝ้าระวังได้ครับ

    และจากการทดสอบการทำงานพบว่า การถ่ายภาพในสภาพการเคลื่อนที่ในระดับความเร็วประมาณการเดินตามปกติของคน สามารถทำการบันทึกภาพถ่ายได้อย่างที่ต้องการ โดยมีคุณภาพความคมชัดและขนาดของภาพ อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อไปได้ครับ

    และเนื่องจากการใช้งานในสภาพจริงต้องทำงานผ่านแบตเตอรี่ ซึ่งจากระบบต้นแบบที่ได้พัฒนาขึ้นโดยใช้แบตเตอรี่ขนาด 12V,5.4 AH ระบบจะทำงานได้ต่อเนื่องประมาณ 2-3 วัน ทั้งนี้อาจมีการพัฒนาการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อให้ระบบสามารถทำงานต่อเนื่องได้ นอกจากนี้เพื่อเพิ่มมุมมองภาพถ่ายของสัตว์ป่าที่เฝ้าสังเกต ระบบที่พัฒนาสามารถรองรับการเพิ่มจำนวนกล้องได้ครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ อย่างไรก็ตามในขณะรายงาน ระบบที่พัฒนาขึ้นยังไม่ได้ทำการติดตั้งและเฝ้าระวังสัตว์จริงในผืนป่า ทำให้อาจมีจุดที่ต้องทำการปรับแต่งระบบทั้งที่เป็นกล้องถ่ายภาพ โดยขณะนี้ได้ทำการปรับเปลี่ยนประสิทธิภาพของกล้องเดิม ให้เป็นกล้องแบบอินฟาเรด เพื่อให้สามารถทำการถ่ายภาพสัตว์ในเวลากลางคืนได้ ตลอดจนต้องทดสอบการโอนจ่ายข้อมูลในระยะไกลจากพื้นที่เฝ้าสังเกต และค่ายพักแรมที่อาจมีปัญหาในการติดตั้งอุปกรณ์ และการบดบังสัญญาณของต้นไม้ในบริเวณที่ติดตั้งได้

    และการพัฒนาระบบเฝ้าติดตามนี้ เป็นลักษณะของงานวิจัยเชิงบูรณาการความรู้ทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เข้ากับการวิจัยเชิงอนุรักษ์และธรรมชาติวิทยา นอกจากมีประโยชน์ในการเก็บข้อมูลของสัตว์ป่าในบริเวณแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ การได้มาของแหล่งข้อมูลนี้โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นภาพนิ่งแบบต่อเนื่อง และสามารถตรวจสอบได้ในเวลาจริงแล้ว ยังอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ในการเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย จะส่งผลดีต่อการวิจัยในเชิงอนุรักษ์ได้อย่างกว้างขวาง ตลอดจนเป็นการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมศักยภาพในการสร้างเทคโนโลยีขึ้นเพื่อใช้งานภายในประเทศ และเป็นแนวทางในการวิจัยในอนาคตครับ

    ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ และหน่วยงานที่นำไปใช้ประโยชน์ ในผลงานวิจัยนี้ คือ

    • หน่วยงานวิจัยทางด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า สามารถเฝ้าติดตามประชากรของสัตว์ได้อย่างสะดวกและถูกต้องและแม่นยำขึ้นครับ
    • อำนวยความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ ลดเวลาในการเข้าถึงข้อมูลภาพครับ
    • เป็นการนำความรู้ทางด้านเครือข่ายไร้สายไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่และปัญหาจริงได้
    • สามารถนำระบบที่ได้ไปใช้งานเป็นระบบทดสอบการออกแบบโปรโตคอลการส่งข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ในพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวาง หรือมีการวางตัวไม่เป็นระเบียบครับ

    วันนี้กระผมขอจบรายการไว้เพียงเท่านี้ครับ สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุเรื่อง “การปลูกกะหล่ำปลี”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ที่ 23 เดือน  สิงหาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง การปลูกกะหล่ำปลี

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

                       สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกับรายการ  “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก. “  ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้เป็นประจำทุกวันเสาร์ รายการนี้ผลิตโดย  ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย  สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  และสำหรับวันนี้กระผมขอเสนอ เรื่อง  “ การปลูกกะหล่ำปลี “ ครับ

             

    คุณผู้ฟังครับกะหล่ำปลีเป็นพืชผักที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบทวีปยุโรป    ซึ่งกรีกเป็นชนชาติแรกที่ปลูกกะหล่ำปลีครับ กะหล่ำปลีเป็นพืชผักที่มีการปลูกในประเทศไทยเป็นเวลานานมากกว่า  60  ปี แล้วครับ โดยระยะแรกปลูกได้ดีเฉพาะฤดูหนาวทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   ต่อมาเริ่มเป็นที่นิยมบริโภคกันทั่วไป จึงได้มีการนำพันธุ์กะหล่ำปลีทนร้อนเข้ามาปลูก  ทำให้ในปัจจุบันสามารถปลูกกะหล่ำปลีได้ตลอดทั้งปีครับคุณผู้ฟัง

    คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า นักวิจัยได้พบว่าสารอาหารในกะหล่ำปลีช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหารสร้างเยื่อบุผนังกระเพาะได้เร็วขึ้น แผลในกระเพาะและลำไส้จะหายเร็ว   และมีการทดลองในสหรัฐอเมริกาชิ้นหนึ่ง ได้ให้คนไข้กินน้ำกะหล่ำปลีคั้นสดวันละ 2 แก้ว  เพื่อรักษาโรคกระเพาะ  ส่วนที่รัสเซียใช้น้ำคั้นจากกะหล่ำปลีตากแห้ง แล้วนำผงที่ได้รักษาโรคกระเพาะและท่อน้ำดีอักเสบจะเห็นผลชัดเจน

    คุณผู้ฟังครับการผลิตกะหล่ำปลีของประเทศไทย  มีการปลูกทั่วไปแทบทุกจังหวัดครับ  แต่แหล่งผลิตที่สำคัญๆ  นั่นก็คือ  จังหวัดเชียงใหม่  น่าน  แม่ฮ่องสอน   เชียงราย  มหาสารคาม  ตาก  ลำพูน  เพชรบูรณ์  และ  เพชรบุรี    พื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตกะหล่ำปลีของประเทศไทยในแต่ละปีจะอยู่ในช่วงระหว่าง  45,000 – 60,000  ไร่  และ  129,000 – 185,000   ตัน  ตามลำดับ โดยในปี  2539 / 40  มีพื้นที่ปลูกกะหล่ำปลีถึง  56,018   ไร่  และผลผลิตที่ได้  184,753  ตันครับ

    กะหล่ำปลีสามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด และจะชอบดินโปร่ง  อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตประมาณ  22 – 25  องศาเซลเซียส  มีสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน  อยู่ในช่วง  6 – 6.5   ความชื้นในดินควรมีสูงพอสมควร และได้รับแสงแดดเต็มที่ตลอดวันครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้ามาต่อกันในเรื่องสายพันธุ์ของกะหล่ำปลีกันนะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับ พันธุ์ของกะหล่ำปลีสามารถแยกได้เป็น  3  กลุ่มใหญ่ ๆด้วนกันนะครับ นั่นก็คือ   กะหล่ำปลีธรรมดา เป็นพันธุ์ที่มีการปลูกและบริโภคกันมากที่สุดครับจะมีลักษณะหัวหลายแบบครับ  ตั้งแต่หัวกลม  หัวแหลม  เป็นรูปหัวใจจนถึงกลมแบนราบ มีสีเขียวจนถึงเขียวอ่อน  เป็นพันธุ์ที่ทนร้อน  อายุเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ  50 – 60 วัน  พันธุ์ที่นิยมปลูก  ได้แก่  พันธุ์ลูกผสมต่าง ๆ นอกจากนี้แล้วนะครับ ยังมีพันธุ์ผสมเปิดอื่น ๆ  อีก  เช่น  พันธุ์โคเปนเฮเกนมาร์เก็ต  พันธุ์โกเดนเอเลอร์  กะหล่ำปลีดอง  มีลักษณะหัวค่อนข้างกลมครับ  ใจสีแดงทับทิม และส่วนใหญ่จะมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ  90  วัน  ต้องการสภาพอากาศหนาวเย็นพอสมควร เมื่อนำไปต้มน้ำจะมีสีแดงคล้ำ พันธุ์ที่นิยมปลูก  ได้แก่  พันธุ์รูบี้บอล  รูบี้เพอเฟคชั่น กะหล่ำปลีใบย่น มีลักษณะผิวใบหยิกย่นและเป็นคลื่นมากต้องการสภาพอากาศหนาวเย็นในการปลูกครับ

    คุณผู้ฟังครับ การปลูกกะหล่ำปลีจะต้องมีการเตรียมดินก่อนปลูก  คือการเตรียมแปลงเพาะกล้า  เตรียมดินโดยการขุดไถให้ลึกประมาณ  15 – 20  เซนติเมตร  กว้าง  1  เมตร  ยาวตามความต้องการ  ตากดินไว้ประมาณ  5 – 7  วัน  แล้วคลุกเคล้าด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก   ย่อยดินให้ละเอียดพอสมควร รดน้ำให้ชื้นแล้วทำการหว่านเมล็ดลงไป โดยพยายามหว่านเมล็ดให้กระจายบาง ๆ  ถ้าต้องการปลูกเป็นแถวก็ควรจะทำร่องไว้ก่อนแล้วหว่านเมล็ดตามร่องที่เตรียมไว้  คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งบาง ๆ  เมื่อกล้าออกใบจริงประมาณ  1 – 2  ใบ  ก็ทำการถอนแยกต้นที่แน่นหรืออ่อนแอทิ้ง แปลงปลูก   กะหล่ำปลีที่นิยมปลูกในประเทศไทยมักเป็นพันธุ์เบา  ระบบรากตื้น  ดังนั้นจึงควรเตรียมดินลึกประมาณ   18 – 20  เซนติเมตร   ตากดินทิ้งไว้  5 – 7  วัน   ใส่ปุ๋ยอินทรีย์   เช่น ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก  ในปริมาณที่มากพอสมควร เพื่อปรับสภาพและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยเฉพาะในดินทรายและดินเหนียว    จากนั้นย่อยผิวหน้าดิน   ให้มีก้อนเล็กแต่ไม่ต้องละเอียดจนเกินไป  ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวนะครับเพื่อปรับสภาพดินให้มีความเหมาะสมต่อการปลูกครับ

    เมื่อกล้ามีอายุได้ประมาณ    25 – 30   วัน  จึงย้ายไปปลูกในแปลงปลูกที่เตรียมไว้ครับ   โดยให้มีระยะปลูก  30 – 40 X  30 – 40  เซนติเมตร    การปลูกอาจปลูกเป็นแบบแถวเดียวหรือแถวคู่ก็ได้   ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของสวนผัก

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    กลับมาฟังกันต่อครับ คุณผู้ฟังครับกะหล่ำปลีเป็นพืชที่ต้องการธาตุไนโตรเจนและโพแทสเซียมสูง   เพื่อใช้ในการสร้างความเจริญเติบโตให้แก่ต้นพืช ปุ๋ยที่แนะนำให้ใช้  นั่นคือ  ปุ๋ยสูตร  13 – 13 – 21  หรือ  14 – 14 – 21  โดยแบ่งใส่  2  ครั้ง    คือ  ครั้งที่  1  ใส่รองพื้นขณะปลูก  แล้วพรวนกลบลงในดิน  ครั้งที่  2  ใส่หลังจากกะหล่ำปลีมีอายุได้  7 – 14  วัน   นอกจากนี้ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจน  เช่น  ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตหรือปุ๋ยยูเรีย   ควบคู่ไปด้วยครับ  ซึ่งการใส่ปุ๋ยนี้ก็แบ่งใส่  2  ครั้ง  เช่นกัน  คือ ใส่เมื่อกะหล่ำปลีมีอายุได้  20  วันและ  40  วัน  ตามลำดับ  โดยใส่โรยข้าง ๆ  ต้นกะหล่ำปลีนั่นเองครับ

    การให้น้ำ  ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ  โดยปล่อยน้ำไปตามร่องระหว่างแปลงประมาณ  7 – 10  วันต่อครั้ง   ในพื้นที่ที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งจำเป็นต้องให้น้ำเพิ่มมากขึ้นตามความเหมาะสม  และเมื่อกะหล่ำปลีเข้าปลีเต็มที่แล้วควรลดปริมาณน้ำให้น้อยลง  เพราะหากกะหล่ำปลีได้รับน้ำมากเกินไปจะทำให้ปลีแตกเสียหายได้       การพรวนดินและการกำจัดวัชพืช   ในระยะแรก ๆ  ควรปฏิบัติดูแลรักษาบ่อย ๆ  เพราะวัชพืชจะเป็นตัวแย่งอาหารในดินรวมทั้งเป็นที่อาศัยของโรคและแมลงอีกด้วยครับ

    มาฟังอายุการเก็บเกี่ยวของกะหล่ำปลีกันครับ ตั้งแต่ปลูกจนถึงวันเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละพันธุ์   สำหรับพันธุ์เบาที่นิยมปลูกจะมีอายุประมาณ   50 – 60 วัน  ส่วนพันธุ์หนักมีอายุประมาณ  120  วัน

    การเก็บควรเลือกหัวที่ห่อแน่นและมีขนาดพอเหมาะ โดยกะหล่ำปลี  1 หัว   มีน้ำหนักประมาณ   2 – 3  กิโลกรัม    ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนเกินอายุการเก็บเกี่ยว เพราะหัวจะหลวม ทำให้คุณภาพลดลง และการเก็บนั้นให้ใช้มีดตัดใบนอกหุ้มติดหัวมาด้วย   เพราะจะทำให้เก็บรักษาได้ตลอดวัน  เมื่อตัดและขนออกนอกแปลงแล้วให้ตัดแต่งใบนอกออกเหลือเพียง  2 – 3  ใบ เพื่อป้องกันความเสียหายเนื่องจากการบรรจุและขนส่ง  จากนั้นคัดแยกขนาดแล้วบรรจุถุงจำหน่ายต่อไปครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้ามาฟังเรื่องโรคของผักชนิดนี้กันครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับกะหล่ำปลีมีโรคที่สำคัญคือ   โรคเน่าของกะหล่ำปลี   โรคนี้พบได้เกือบทุกระยะครับ  แรกพบเป็นจุดหรือบริเวณที่มีลักษณะฉ่ำน้ำคล้ายรอยซ้ำ ต่อมาแผลจะขยายลุกลามออกไป  ทำให้เกิดการเน่าและเป็นเมือกเยิ้มมีกลิ่นเหม็นจัด  เมื่ออาการรุนแรงจะทำให้กะหล่ำปลีเน่าเละทั้งหัวและเหี่ยวพับลง สามารถป้องกันได้โดยระมัดระวังอย่าให้เกิดแผลและรอยซ้ำทั้งขณะเก็บเกี่ยวและขนส่ง   ป้องกันและกำจัดพาหนะของโรค    โดยเฉพาะหนอนคืบ   กำจัดเศษวัชพืชออกจากแปลงและนำไปเผาไฟ  รวมทั้งทำลายต้นที่เป็นโรคทิ้งไปเลยครับ  โดยไม่ไถกลบทิ้งไว้ในแปลง    ควรจัดให้มีการระบายน้ำที่ดีในแปลงเพาะปลูก ควรเก็บผักหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วไว้ที่อุณหภูมิต่ำประมาณ  10  องศาเซลเซียส และใช้ปุ๋ยที่มีธาตุโบรอนผสม เพื่อป้องกันและกำจัดโรคไส้กลวงดำที่มักจะเกิดร่วมกับโรคเน่าเละครับ

    อีกโรคหนึ่งคือ โรคเน่าดำ  เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย  ซึ่งจะเข้าทำลายทางรูใบที่อยู่ตามขอบใบ ลักษณะอาการ ใบจะแห้งจากด้านขอบใบเข้าไปเป็นรูปสามเหลี่ยมมีปลายแหลมชี้ไปที่เส้นกลางใบ   เนื้อเยื่อที่แห้งจะมีเส้นใยสีดำเห็นชัดเจน อาการใบแห้งจะลุกลามไปจนถึงเส้นกลางใบและก้านใบ  ทำให้เกิดอาการใบเหลืองเหี่ยวและแห้งตาย   กะหล่ำปลีจะชงักการเจริญเติบโตและอาจตายได้  โดยเชื้อราบักเตรีที่เป็นสาเหตุของโรคนี้จะอาศัยอยู่ในดิน เมื่อฝนตกจะระบาดไปทั่ว นอกจากนี้ยังสามารถติดไปกับเมล็ดผักได้อีกด้วยครับ

    มีการป้องกันโดย ก่อนนำเมล็ดพันธุ์ผักไปปลูก ควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นที่อุณหภูมิประมาณ   50 – 55 องศาเซลเซียส  เป็นเวลา  20 – 30  นาที  เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ติดอยู่ในเมล็ด    ไม่ปลูกพืชตระกูลกะหล่ำติดต่อกันเกิน  3  ปี  เพราะจะทำให้เป็นแหล่งสะสมโรค

    โรคเน่าคอดิน  สาเหตุเกิดจากเชื้อรา   ลักษณะอาการ  โรคนี้จะเกิดขึ้นในแปลงกล้าโดยเฉพาะการหว่านต้นกล้าที่แน่นทึบเกินไป  ต้นกล้าจะเกิดอาการเป็นแผลช้ำที่โคนต้นระดับผิวดิน  เนื้อเยื่อบริเวณแผลเน่าและแห้งไปอย่างรวดเร็ว  เมื่อถูกแสงแดด  และต้นกล้าจะหักพับเหี่ยวแห้งตายในเวลาอันรวดเร็ว   การป้องกัน คือ ไม่ควรหว่านเมล็ดพันธุ์กะหล่ำปลีแน่นเกินไป  ใช้น้ำปูนใสรอแทนน้ำในระยะที่เป็นต้นกล้า   ทำทางระบายน้ำให้ดี  ไม้ให้มีน้ำขังแฉะในแปลงกล้า

    โรคราน้ำค้าง  เกิดจากเชื้อรา   ลักษณะอาการ  จะระบาดมากในระยะที่กะหล่ำปลีเป็นต้นกล้า   ส่วนระยะต้นโตจนห่อตัวแล้วพบการระบาดไม่มากนัก   ดังนั้นการป้องกันกำจัดจึงเน้นให้กระทำในระยะเป็นต้นกล้า    โอกาสที่โรคนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีความชื้นในอากาศค่อนข้างสูงและอุณหภูมิต่ำอาการเมื่อมองจากด้านบนใบจะเห็นเป็นปื้นสีเหลืองจาง ๆ   ลักษณะเหมือนเยื่อใบเปลี่ยนสีเล็กน้อย  เมื่อพลิกด้านใต้ใบขึ้นมาดูหลังใบตรงบริเวณปื้นสีเหลืองจะเห็นขุยสีขาว  โดยอาการจะสังเกตได้ง่าย ในช่วงอากาศเย็นและมีน้ำค้าง  ถ้าแดดจัดเส้นใบอาจหลุดไปทำให้สังเกตได้ยาก    การป้องกันกำจัด คือ  คลุกเมล็ดด้วยสารเมตาแลกซิล   หากไม่ได้คลุกเมล็ดก่อนปลูก   แล้วเกิดอาการโรคราน้ำค้างให้ฉีดพ่นด้วยสารเมตาแลกซิล  แมนโคเซป    โดยก่อนพ่นควรสังเกตจนมั่นใจว่าโรคราน้ำค้างที่มีประสิทธิภาพจริง ๆ  นั้นมีค่อนข้างจำกัด

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ แมลงศัตรูพืชที่สำคัญของกะหล่ำปลี   คือ  หนอนใยผัก  หนอนใยผักเป็นหนอนผีเสื้อที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาหนอนผีเสื้อศัตรูผัก  มีลักษณะหัวท้ายแหลม  เมื่อถูกจะดิ้นอย่างแรงและทิ้งตัวลงดินโดยการสร้างใยมักจะพบตัวแก่ตามใบโดยเกาะในลักษณะยกหัวขึ้น  หนอนใยผักเกิดจากการที่แม่ผีเสื้อวางไข่ไว้  ไข่มีขนาดเล็กค่อนข้างแบนสีเหลืองวางติดกัน  2 – 5   ฟอง   อายุไข่ประมาณ  3   วัน  อายุดักแด้  3 – 4   วัน   ตัวเต็มวัยมีสีเหลืองเทา   ตรงส่วนหลังมีแถบสีเหลืองอายุตัวเต็มวัย  1   สัปดาห์    การทำลายของหนอนใยผักจะกัดกินผักอ่อนดอก  หรือผิวด้านล่างของกะหล่ำปลีที่หุ้มอยู่    ทำให้ใบเป็นรูพรุนเสียคุณภาพ   หนอนใยผักมีความสามารถในการทนทานต่อสารเคมี  และปรับตัวต้านทานต่อสารเคมีป้องกันกำจัดได้รวดเร็วในแหล่งที่มีการใช้สารเคมีชนิดนั้น ๆ เป็นประจำ    สามารถป้องกันและกำจัดได้โดย  การใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลือง  เพื่อจับตัวเต็มวัยของหนอนใยผัก    ใช้เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัสทรูรินเจนซิส ทำลาย    หมั่นตรวจดูแปลงกะหล่ำปลี  เมื่อพบตัวหนอนควรรีบทำลายทันที   ปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรการระบาด

    หนอนกระทู้ผักมักพบบ่อยในพวกผักกาด  โดยจะกัดกินใบ ก้านหรือในหัวปลี  มักจะเข้าทำลายเป็นหย่อม ๆ  ตามจุดที่ผีเสื้อว่างไข่   หนอนชนิดนี้สังเกตได้ง่าย    คือ   ลำต้นอ้วนป้อมผิวหนังเรียบคล้ายหนอนกระทู้หอม    มีสีสันต่าง ๆ กัน   มีแถบสีขาวข้างลำตัวแต่ไม่ค่อยชัดนัก   เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาด  3 – 4  เซนติเมตร   เคลื่อนไหวช้า  ระยะหนอนประมาณ  15 – 20  วัน  และจะเข้าดักแด้ตามผิวดินประมาณ  7 – 10  วัน   การป้องกันทำได้โดย  หมั่นตรวจดูแปลง  เมื่อพบหนอนกระทู้ผักควรทำลายเสียเพื่อป้องกันไม่ให้มีการะบาดลุกลามต่อไป     ฉีดพ่นสารเคมี  เช่น  เมโธมิล  อัตรา  10 – 12  กรัมต่อน้ำ  20  ลิตร   หรืออาจใช้เมวินพอส  20 – 30  ซี .ซี  ต่อน้ำ  20  ลิตร

    หนอนเจาะยอดกะหล่ำปลี  จะพบระบาดทำความเสียหายให้กับพืชไร่ตระกูลกะหล่ำ  โดยหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินในหัวหรือยอดผักที่กำลังเจริญเติบโต  ทำให้ยอดขาดไม่เข้าหัว   ถ้าระบาดในระยะออกดอกจะเจาะเข้าไปในลำต้นก้านดอก  หรือในระยะที่ต้นยังเล็กอยู่  จะกัดกินดอกเสียหาย       ควรปฏิบัติดูแลตั้งแต่ระยะแรก  โดยการเลือกกล้าผักที่ไม่มีไข่หรือหนอนขนาดเล็กติดมา  จะช่วยป้องกันไม่ให้หนอนเข้าไปทำลายส่วนสำคัญของพืช  เช่น  หัวหรือก้านดอกได้  นอกจากนี้อาจใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัด       โดยหากเป็นแหล่งปลูกผักที่ไม่ค่อยมีการใช้สารเคมีมาก่อนควรใช้เมวินพอสหรือเมทโธมิล  และถ้าเป็นแหล่งที่เคยปลูกผักและมีการใช้สารเคมีมาก่อนควรเลือกใช้สารในกลุ่มไพรีทอยด์สังเคราะห์  ในอัตรา  20 – 30  ซี.ซี   วิธีการใช้สารเคมีทั้งสองชนิดนี้  คือ  ใช้เมื่อพบไข่หรือหนอนเริ่มเข้าทำลาย  ช่วงเวลาพ่นประมาณ  7  วัน / ครั้ง

    ด้วงหมักผักมี   2   ชนิด  คือ  ชนิดสีน้ำเงิน  และชนิดแถบลายลักษณะการทำลายตัวแก่จะเข้ากัดกินใบให้เป็นรูพรุน   และตัวอ่อนที่อาศัยอยู่ในดินจะเข้ากัดกินส่วนรากและโคนต้น   ทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต  ต้นเหี่ยวเฉา    ป้องกันได้โดย  ไถตากดิน  เพื่อทำลายตัวอ่อนและดักแด้ที่อาศัยอยู่ในดิน    ปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรการระบาด   ใช้สารเคมีกลุ่มคาร์บาเมท  ในแหล่งปลูกกะหล่ำปลีที่มีการระบาดรุนแรง    ฉีดพ่นในอัตราใช้ตามฉลากคำแนะนำ     กรณีที่ปลูกกะหล่ำปลีในพื้นที่เดิมบ่อย ๆ  และด้วงหมัดผักเริ่มแสดงอาการต้านทานต่อสารเคมี  ให้ใช้สารเคมีกลุ่มออร์แกโนฟอสเฟท  อัตราการใช้ตามฉลากคำแนะนำ

    คุณผู้ฟังครับกะหล่ำปลีเป็นผักที่มีประโยชน์สูง  และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค  แต่เกษตรกร ควรมีการดูแลการปลูกที่ดีจะทำให้ได้กะหล่ำที่มีคุณภาพ   และถ้าสามารถทำให้กะหล่ำปลีปลอดภัยจากสารพิษได้แล้วละก็  ผักของท่านจะต้องเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างแน่นนอน  และเวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. “  ในวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้ว  พบกับรายการนี้ได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า  ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

     

     

    ……………………………………………………………………………………………….

     

     

     

  • รายการวิทยุเรื่อง “มหัศจรรย์แห่งแก่นตะวัน”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่9 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง  มหัศจรรย์แห่งแก่นตะวัน

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………………………………………………………………………….

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ ปัจจุบันความสนใจเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพและการควบคุมน้ำหนัก ตลอดจนการป้องกันและการรักษาโรคอ้วน ความดันและเบาหวาน ซึ้งกำลังอยู่ในกระแสสังคมของการบริโภคในยุคดิจิทอลไร้สายของคนสมัยใหม่ ฉะนั้นการเลือกบริโภคอาหารชนิดแป้งและน้ำตาลต่ำ (โลว์คาร์บ) หรืออาหารที่ปราศจากแป้งและน้ำตาล (โนคาร์บ) หรืออาหารแป้งและน้ำตาลดี (กู๊ดคาร์บ) จึงให้ผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ป่วยเป็นโรคอ้วน ความดัน และเบาหวาน ที่จะต้องรับประทานบาเป็นกิจวัตร ทำให้ไม่สะดวกต่อชีวิตประจำวันได้อย่างคนทั่วไป อย่างไรก็ดี พืชเยรูซาเล็มอาร์ทิโช้ค หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ แก่นตะวัน ซึ่งเป็นพืชหัวชนิดหนึ่งที่อยู่ในตระกูลเดียวกับทานตะวัน ที่เราอาจไม่รู้ว่าเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตชั้นเลิศชนิดที่ไม่ย่อยสลายได้โดยเอนไซม์ในร่างกายของมนุษย์อย่างแป้งและน้ำตาล จึงไม่จัดเป็นแหล่งพลังงานหลักและไม่เพิ่มปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด สามารถนำไปใช้เป็นสารผสมอาหารในอาหารแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหารทั่วๆไปที่ใช้บริโภคในชีวิตประจำวัน ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ แก่นตะวัน เป็นพืชชนิดใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก และหวังให้เป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ในอนาคต เป็นพืชที่มีการสะสมอินูลินในหัวใต้ดินมากถึงร้อยละ 14-19 ของน้ำหนักหัวสด คุณผุ้ฟังทราบไหมครับว่าอินูลินคืออะไร อินูลินก็คือ คาร์โบไฮเดรตที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบทางเดินอาหาร นอกจากการบริโภคสดโดยตรงและใช้ในการปรุงอาหารคาวหวานได้แล้ว การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากแก่นตะวันเชิงอุตสาหกรรม ได้แก่ แป้งแก่นตะวัน แป้งอินูลิน และน้ำเชื่อมฟรุกโทส/อินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ จะเป็นการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ เพื่อทดแทนหรือลดปริมาณการนำเข้าผลิตภัณฑ์แก่นตะวันจากต่างประเทศได้

    คุณผู้ฟังครับสำหรับการผลิตฟรุกโทส/อินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์จากแก่นตะวัน สามารถผลิตได้โดยอาศัยการทำงานของเอนไซม์อิลูลิเนสและอินเวอร์เทส โดยการย่อยสลายอินูลินให้ได้เป็นฟรุกโทส/อินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ จึงเป็นทางเลือกของการผลิตผลิตภัณฑ์น้ำตาลฟรุกโทสและอินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์แทนสารให้ความหวานอย่างน้ำตาลทรายที่บริโภคกันอยู่ในปัจจุบัน

    เมื่อในปี พ.ศ.2550 ได้มีการแยกและคัดเลือกจุลินทรีย์จากหัวแก่นตะวัน ได้แก่ ยีสต์ Candida guilliermondii TISTR 5844 และเชื้อรา Aspergillus niger TISTR 3570 ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีอัตราการเจริญและอัตราการผลิตเอนไซม์อินูลิเนสและอินเวอร์เทสที่ดี สามารถใช้เป็นแหล่งของเอ็นไซม์อินูลิเนสทางการค้า สำหรับประโยชน์ของอนูลินและอินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์จัดเป็นสารพรีไบโอติก ที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่กลุ่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ Lactobacillus และ Bifidobacterium โดยจุลินทรีย์จะปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยสารพรีไบโอติกดังกล่าวได้เป็นกรดไขมันสายสั้น ส่งผลให้ลำไส้ใหญ่มีสภาพเป็นกรด ซึ่งจะส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ทั้งยังทำให้จุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายซึ่งมักจะก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหารถูกทำลายไปด้วยครับ นอกจากนี้ อินูลินและอินูโลโอลิ-โกแซ็กคาไรด์ยังมีสมบัติในการป้องกันการเกาะตัวของอาหาร คือ มีความสามารถในการดูดซึมความชื้นได้ดี จึงสามารถนำไปใช้ปรับปรุงเนื้อสัมผัสของอาหารไขมันต่ำ ซึ่งใช้ทดแทนไขมัน ให้มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งสามารถใช้เป็นสารผสมอาหารของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมที่ต้องการลดปริมาณไขมันลงได้ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    แต่อย่างไรก็ตาม การแปรรูปผลิตภัณฑ์แก่นตะวันข้างต้นที่ได้กล่าวมา ยังคงจัดอยู่ในกลุ่มอาหารสุขภาพพื้นฐานทั่วไป ยังไม่ใช่สารผสมอาหารชนิดโนคาร์บที่ปราศจากแป้งและน้ำตาล เพื่อตอบสนองความต้องการของการแก้ปัญหาโรคอ้วน และโรคเบาหวานที่สำคัญยิ่งกว่า ซึ่งทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สามารถพัฒนากรรมวิธีการเตรียมอินูลินสายสั้นและสายยาวที่ปราศจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวและโมเลกุลคู่ได้ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์อินูลินเพียงชนิดเดียวในท้องตลาดที่มีการจำหน่ายอยู่ที่สามารถนำไปใช้ในอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และโรคอ้วนได้ ที่สามารถแสดงบทบาทของการเป็นพรีไบโอติกและใยอาหาร ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นของพืชเยรูซาเลมได้อย่างเต็มที่การเพิ่มบทบาทของการเป็นพรีไบโอติกและใยอาหาร ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นของแก่นตะวันได้อย่างเต็มที่ การเพิ่มบทบาทของการเป็นสารให้ความหวานจากธรรมชาติ สามารถกระทำได้โดยจากการปรุงแต่งด้วยน้ำตาลชนิดหลายโมเลกุลที่ผลิตได้จากน้ำตาลทราย ที่มีชื่อเรียกว่า น้ำตาลโอลิโกฟรุกโทส ซึ่งร่างกายของมนุษย์ไม่สามารถย่อยสลายได้จึงไม่ใช่แหล่งของพลังงานเช่นเดียวกันแต่กลับสนับสนุนการเจริญของจุลินทรีย์กลุ่มพรอไบโอติกที่เอื้ออำนวยต่อระบบนิเวศในลำไส้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี

    ทีมวิจัยชุดใหญ่ของการใช้ประโยชน์จากพืชแก่นตะวัน ประกอบด้วยทีมปลูกและปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิต คือนายประภาส ช่างเหล็ก สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร และทีมแปรรูปอาหารพร้อมบริโภค ดร.เกศศิณี ตระกูลทิวากร สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ทีมแปรรูปผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเกษตร รศ.ดร.สาโรจน์ ศิริศันสนียกุล คณะอุตสาหกรรมเกษตร และทีมการผลิตเยื่อและกระดาษจากต้นแก่นตะวันเพื่องานหัตถกรรมและบรรจุภัณฑ์ นายวัฒินันท์ คงทัด สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร นอกจากนี้ยังมีทีมสัตวบาลที่ใช้ประโยชน์จากเปลือกและกากเหลือทิ้งหลังการสกัดอินูลินในอาหารสัตว์ โดย รศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ สังกัดคณะเกษตร คุณผู้ฟังจะเห็นได้ว่าแก่นตะวันนี้มีคุณประโยชน์อย่างมากที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ ที่ไม่ควรมองข้ามประโยชน์ของพืชชนิดนี้ โดนเฉพาะอย่างยิ่งต่อการรักษาสุขภาพโดยรวม ความงาม และแก้ปัญหาโรคอ้วนและเบาหวานตามหลักการของการบริโภคอาหารปราศจากแป้งและน้ำตาล ซึ้งนายแพทย์ ดร.วิศาล เยาวพงศ์ศิริ ก็ได้รณรงค์มาก่อนหน้านี้แล้วในอดีต แต่สิ่งนี้เพิ่งจะเห็นอย่างจริงจังเมื่อพืชแก่นตะวันได้รับความสนใจในประเทศไทยและเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในปัจจุบัน ช่วงนี้พักกันก่อนสัก

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ ปัจจุบันได้มีการพัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์จากแก่นตะวันได้แก่ แป้งแก่นตะวัน แป้งอินูลิน และน้ำเชื่อมฟรุกโท/อินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ เพื่อประยุกต์ใช้เป็นส่วนผสม/สารเติมแต่งของอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพครับ อาทิ ผลิตภัณฑ์นม ไอศกรีม ผลิตภัณฑ์แปรรูปเนื้อ จำพวกไส้กรอก เครื่องดื่มน้ำผักและผลไม้พร้อมดื่ม เครื่องชาและกาแฟ เป็นต้นครับ โดยได้มีการดำเนินแผนการวิจัยเชิงบูรณาการนะครับ ตั้งแต่การศึกษาการปลูกเปรียบเทียบพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ของพืชแก่นตะวัน ทั้งในด้านอุตสาหกรรมอาหาร ด้วยการพัฒนากรรมวิธีการผลิตแป้งแก่นตะวัน แป้งอินูลิน และฟรุกโท/อินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ เพื่อใช้เป็นสารเติมแต่งอาหารเชิงฟังก์ชันในผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ส่วนในด้านปศุสัตว์ใช้เป็นส่วยผสมในอาหารไก่และสุกร เพื่อลดกลิ่นแอมโมเนียในมูลสัตว์ ช่วยลดมลพิษทางกลิ่นจากปศุสัตว์ และนอกจากนี้นะครับยังสามารถนำต้นแก่นตะวันเหลือทิ้งจากการเก็บเกี่ยวมาใช้ผลิตกระดาษเพื่อใช้กับงานหัตถกรรมและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งกระดาษที่ได้สามารถนำไปใช้งานหรือทำผลิตภัณฑ์ต่างๆได้ อาทิ กระดาษห่อของขวัญ สมุดบันทึก กระดาษซิลค์สกรีน นามบัตร ถ่ายเอกสารและใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังที่กล่าวมาข้างตันนี้เรามาฟังรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ต่างๆกันนะครับ

    แป้งแก่นตะวัน ในกระบวนการผลิตแป้งแก่นตะวัน เริ่มด้วยการล้างหัวแก่นตะวันให้สะอาดก่อน จากนั้นปอกเปลือก และหั่นเนื้อแก่นตะวันเป็นชิ้นบางๆ นำไปอบแห้งด้วยตู้อบร้อน จากนั้นบดเนื้อแก่นตะวันให้ละเอียดนะครับ ก็จะได้ผลิตภัณฑ์แป้งแก่นตะวัน ที่เป็นทั้งใยอาหารและมีสารพรีไบโอติก สามารถใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ขนมอบ ขนมขบเคี้ยว อีกทั้งยังเป็นวัตถุดิบตั้งตันในการผลิตแป้งอินูลินและฟรุกโท/อินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์และเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์อีกด้วย

    ผลิตภัณฑ์ตัวต่อไป คือ แป้งอินูลิน เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะต่อระบบทางเดินอาหาร แป้งอินูลินเตรียมได้ทั้งจากหัวแก่นตะวันสดหรือแป้งแก่นตะวันด้วยการสกัดด้วยความร้อน ทำให้ปราศจากน้ำตาล จากนั้นนำไปทำแห้งแบบพ่นฝอย จะได้ผลิตภัณฑ์แป้งอินูลิน ซึ่งเป็นสารพรีไบโอติก สามารถใช้เป็นสารเติมแต่งอาหารเชิงฟังก์ชันในผลิตภัณฑ์นม ไอศกรีม ผลิตภัณฑ์แปรรูปเนื้อ เครื่องดื่มสุขภาพ ชาและกาแฟ หรือใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเสริมสุขภาพ เป็นต้น

    ส่วนตัวต่อไปคือ น้ำเชื่อมและผงฟรุกโท/อินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ ซึ่งผลิตได้ทั้งจากหัวแก่นตะวันสดและด้วยการสกัดด้วยน้ำร้อน ทำให้สารละลายเข้มข้น ก่อนการเติมเอนไซม์อินูลิเนสและอินเวอร์เทสจากจุลินทรีย์ บ่มภายใต้สภาวะที่เหมาะสม สารสสกัดอินูลินจากแก่นตะวันจะถูกย่อยสลายได้เป็นน้ำตาลฟรุกโท/อินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ เมื่อทำให้บริสุทธิ์และเข้มข้นแล้ว จะได้ผลผลิตน้ำตาลฟรุกโท/อินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ ที่สามารถใช้เป็นสารให้ความหวานที่มีองค์ประกอบของสารพรีไบโอติก ซึ่งเป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มสุขภาพ ชาและกาแฟ ผลิตภัณฑ์นม ไอศกรีมและผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปเนื้อ เป็นต้น

    ตัวต่อมาคือ อาหารสัตว์ครับ เป็นผลผลิตที่มีความสำคัญและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งแก่เกษตรกรครับ เริ่มโดยการนำแป้งแก่นตะวันใช้เป็นส่วนผสมในอาหารไก่ไข่ เนื่องจากแป้งแก่นตะวันประกอบด้วยอินูลิน ซึ่งจึงเป็นอาหารของจุลินทยรีย์ที่มีประโยชน์ในระบบทางเดินอาหาร จึงส่งผลดีต่อสุขภาพของสัตว์ โดยจะช่วยดูดซับสารพิษในทางเดินอาหาร กระตุ้นและพัฒนาให้ผนังลำไส้มีการดูดซึมได้ดี ส่งเสริมการเพิ่มมวลไข่และน้ำหนักไข่และยังมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารของสัตว์ได้ครับ

    ผลิตภัณฑ์กระดาษจากต้นแก่นตะวัน คุณผู้ฟังฟังไม่ผิดหรอกครับ ต้นแก่นตะวันสามารถใช้ในการทำกระดาษได้ด้วยนะครับ เพื่อใช้ในงานหัตถกรรมและบรรจุภัณฑ์ในอุตสาหกรรมกระดาษด้วยมือทั้งขนาดเล็กและปานกลาง จึงเป็ฯการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับต้นแก่นตะวัน สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เพาะปลูกแก่นตะวัน รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีการผลิตกระดาษ และผลิตภัณฑ์จากกระดาษแก่นตะวัน เพื่อส่งผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ทำให้มีรายได้เข้าประเทศได้อีกทางหนึ่งครับท่านผู้ฟัง

    เรามาฟังประโยชน์ของอินูลิน/อินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ กันนะครับ คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าผลิตภัณฑ์จากแก่นตะวัน ซึ่งประกอบด้วยสารพรีไบโอติกและใยอาหาร ที่ไม่สามารถถูกย่อยและดูดซึมได้ในระบบทางเดินอาหารตอนบน สามารถผ่านลงไปยังลำไส้ใหญ่ได้ จึงมีการส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งจะช่วยป้องกันการติดเชื้อก่อโรคในลำไส้ และลดระดับคอเลสเทอรอลและความดันโลหิต ช่วยทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมเกลือแร่ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และเหล็ก ฉะนั้นผลิตภัณฑ์จากแก่นตะวันดังกล่าวที่พูดไปนี้ จึงเป็นสารเติมแต่งอาหารที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ที่รักสุขภาพในปัจจุบันครับคุณผู้ฟัง

    เข้าสู่ท้ายรายการแล้วนะครับ คุณผู้ฟังครับประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนากระบวนการการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง ภายใต้การประยุกต์ใช้ผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ของกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ ระหว่าง พ.ศ.2555-2559 เพื่อการแข่งขันของการค้าเสรีภายในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก และการสร้างฐานเศรษฐกิจของไทยให้เข็มแข็งยิ่งขึ้นเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี พ.ศ.2558 พืชแก่นตะวันจึงเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งท่ามกลางพืชเศรษฐกิจทั้งหลาย ที่มีศักยภาพสูงเพียงพอสามารถเข้าร่วมสนับสนุนเพื่อให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ดังกล่าวได้ไม่ยาก ปัจจุบันพืชที่การปลูกพืชแก่นตะวันได้เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดภายในประเทศเท่านั้น หากต้องการจะขยายการเพาะปลูก เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรมแล้วรัฐบาลจะต้องสนับสนุนในการส่งเสริมการปลูกและการใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมอย่างแท้จริงครับคุณผู้ฟัง

    หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้  ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่  0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

  • รายการวิทยุเรื่อง “การพัฒนาเครื่องมือวัดอัตราการไหลในคลองชลประทานระบบแสงเลเซอร์”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่9 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การพัฒนาเครื่องมือวัดอัตราการไหลในคลองชลประทานระบบแสงเลเซอร์

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา 

    ……………………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

     สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    สวัสดี…คุณผู้ฟังครับ ช่วงนี้ก็เริ่มเข้าฤดูฝนกันแล้วนะครับ และสิ่งที่ต้องนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ นั่นก็คือ การจัดการระบบน้ำ การตรวจวัดอัตราการไหลของน้ำซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องมือตรวจวัดอัตราการไหลของกระแสน้ำมากมายครับ แต่มีราคาสูงมากทำให้ไม่ได้รับความนิยมใช้กัน โดยทั่วไปแล้วจะใช้การวัดความลึกของระดับน้ำแล้ว จึงนำไปเปรียบเทียบกับ Rating Curve คือ การวัดระดับน้ำที่ก่อนและหลังบานประตูระบายน้ำแล้วนำมาปรับเทียบเป็นค่าปริมาณการไหล จากกราฟอัตราการไหล เพื่อแปลงค่าระดับน้ำให้เป็นอัตราการไหล ซึ่งวิธีนี้ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของผลลัพธ์สูงครับ

    และในการตรวจวัดอัตราการไหลโดยใช้ระบบแสงเลเซอร์ความเข้มต่ำ มีทฤษฎีพื้นฐานมาจากการวิเคราะห์ภาพการเคลื่อนที่ของตะกอน วิธีการนี้มีความแม่นยำสูง สามารถนำมาพัฒนาใช้ในการวัดอัตราการไหลของน้ำในคลองชลประทานได้ ในเบื้องต้นของโครงการวิจัยนี้ได้ทำการพัฒนาโปรแกรม เพื่อตรวจวัดความเร็วของการเคลื่อนที่ของตะกอนในน้ำตัวอย่าง โดยใช้แสงเลเซอร์ที่มีคุณสมบัติการหักเหต่ำเป็นตัวช่วยในการถ่ายภาพการเคลื่อนที่ การประมวลผลของโปรแกรมสามารถบอกเป็นความเร็วการเคลื่อนของตะกอนที่ต่อเวลาได้

    คุณผู้ฟังครับ ในปัจจุบันนี้ ปริมาณประชากรของประเทศมีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการกระจายตัวไปทั่วทุกๆพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะทางด้านเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพสำคัญที่สร้างผลิตผลเพื่อตอบสนองความต้องการทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากการเจริญเติบโตทางเกษตรกรรมเพิ่มมาขึ้นล้ว จึงทำให้ปัญหาของความต้องการน้ำ และการบริหารจัดการน้ำทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับครับ การบริการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพจะเป็นการป้องกันความเสียหายที่มาจากการขาดน้ำหรือน้ำมากเกินไป อีกทั้งจะเป็นการช่วยลดปัญหาความขาดแคลนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ครับ

    และปัญหาสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทยคุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าเกิดจากอะไร นั่นก็คือ การขาดข้อมูลปริมาณน้ำที่มีประสิทธิภาพและทันต่อเหตุการณ์ การตรวจวัดอัตราการไหลของน้ำในคลองชลประทาน ซึ่งการตรวจวัดอัตราการไหลจะเป็นพื้นฐานของการบริหารจัดการน้ำ เป็นตัวบ่งบอกถึงปริมาณน้ำที่มีและความต้องการน้ำของแต่ละพื้นที่ การตรวจวัดปริมาณการไหลในจุดต่างๆจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และจัดสรรปริมาณน้ำได้อย่างถูกต้อง การตรวจวัดน้ำของกรมชลประทานตามคลองชลประทานต่างๆทั่วประเทศยังมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ และไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่จะสามารถนำมาใช้และทำนายสถานการณ์ปริมาณน้ำได้ ทางกรมชลประทานจึงมีการนำเครื่องมือตรวจวัดระดับน้ำอัตโนมัติมาใช้เพื่อจะช่วยในการเก็บข้อมูลเป็นประจำอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเครื่องมือที่ตั้งนำเข้ามาจากต่างประเทศมีราคาสูง และจำเป็นจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญควบคุมดูแลระบบ ทำให้ต้องใช้เงินทุนมหาศาล ระบบอัตโนมัติจึงไม่ได้รับความนิยมมากนัก และยังมีปัญหาความไม่ถูกต้องของระดับน้ำเนื่องจากการเปิดปิดบานประตูระบายท้ายน้ำซึ่งจะอธิบายในการวัดน้ำต่อไปครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

                กลับมาฟังกันต่อนะครับ ในการตรวจวัดปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีบทบาทความสำคัญมากต่อการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและรากฐานทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ การตรวจวัดปริมาณน้ำที่มีประสิทธิภาพและถูกต้องจะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพและช่วยป้องกันหรือทุเลาความรุนแรงของภัยพิบัติทางน้ำที่จะเกิดขึ้นได้ครับ

    วิธีการตรวจวัดปริมาณน้ำในปัจจุบันมีมากมายหลายวิธีครับ แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันออกไป ประสิทธิภาพและความง่ายในการใช้งานจะแปรผันตามราคาของเครื่องมือ โดยทั่วไปราคาเครื่องมือวัดปริมาณน้ำที่มีขายในตลาดมีราคาสูงมาก เพราะต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ การพัฒนาเครื่องมือวัดที่มีราคาถูกและมีประสิทธิภาพจะส่งผลให้การตรวจวัดปริมาณน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

    คุณผู้ฟังครับ การตรวจวัดปริมาณน้ำในคลองชลประทานสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกันครับ เช่น

    1.การวัดความลึกของระดับน้ำที่หน้าตัดใดๆ แล้วนำความลึกของน้ำมาหาพื้นที่หน้าตัดของคลอง จากนั้นนำความลึกและพื้นที่หน้าตัดมาเข้าสมการการไหลเพื่อคำนวณเป็นอัตราการไหลครับ

    2.การวัดระดับน้ำที่ก่อนและหลังบานประตูระบายน้ำแล้วนำมาปรับเทียบเป็นค่าปริมาณการไหล จากกราฟอัตราการไหลหรือที่เรียกว่า Rating Curve นั่นเองครับ

    3.การวัดอัตราการไหลจากระดับน้ำที่ไหลข้ามฝายสันคม ที่มีการเทียบวัดค่าอัตราการไหลมาแล้ว จากนั้นนำระดับที่ได้มาเทียบวัดเป็นอัตราการไหล ในสถานการณ์จริงการคำนวณอัตราการไหลจากสมการการไหลโดยใช้ค่าระดับน้ำ(วิธีที่1.) จะมีจุดอ่อนที่สมการไม่ได้มีการครอบคลุมตัวแปรฝันทางธรรมชาติและความแตกต่างทางพื้นที่มากมาย จึงทำให้ค่าที่คำนวณได้มีความผิดพลาดสูง ดังนั้นสมการการไหลจะสามารถใช้ได้เมื่อมีการปรับแก้ตัวแปรผันทางธรรมชาติและมีการปรับแก้เพื่อให้เข้ากับสถานที่นั้นๆ ซึ่งในความเป็นจริงการที่จะควบคุมตัวแปรฝันทางธรรมชาติสามารถทำได้ยาก และการปรับแก้สมการเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสถานที่จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทำการทดสอบและตรวจวัด ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สิ้นเปลืองเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายมากเป็นอย่างมาก อีกทั้งจะต้องทำการตรวจสอบเป็นประจำเพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำครับ

    คุณผู้ฟังครับ ดังที่กล่าวในขั้นต้นว่าการคำนวณอัตราการไหลจากสมการที่ใช้ค่าความลึกมีความผิดสูง อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การคำนวณปริมาณการไหลของน้ำในคลองชลประทานผิดพลาด นั่นก็คือ ผลกระทบจาก Shot Channel Effect และ Back Water Effect ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ ระดับน้ำในคลองสูงขึ้นจากการปิดหรือลดระดับบานประตูท้ายน้ำ แต่ปริมาณการไหลของน้ำลดลง เนื่องมาจากระยะทางการไหลในคลองมีขนาดความยาวไม่เพียงพอที่จะหลีกเลียงผลกระทบนี้ ทำให้ไม่สามารถคำนวณปริมาณการไหลที่แท้จริงได้โดยใช้ความลึกของระดับน้ำครับ

    การคำนวณอัตราการไหลจากระดับน้ำก่อนและหลังฝาย เป็นวิธีที่มีการใช้อย่างแพร่หลายตามจุดวัดน้ำต่างๆครับ วิธีนี้จะต้องมีการปรับเทียบค่าอัตราการไหลกับระดับการเปิดบานประตูระบายน้ำ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการเทียบวัดกับค่าอัตราการไหลที่แท้จริงเป็นประจำทุกๆ 5-7 ปีเพื่อให้ได้ค่าที่แน่นอน ค่าที่ได้จะมีจำนวนน้อยเพราะสถานีวัดน้ำและประตูน้ำมีจำนวนน้อย เมื่อเราเทียบกับจำนวนคลองชลประทานที่มีอยู่ ทำให้ข้อมูลไม่เพียงพอในการวิเคราะห์การจัดการและหาน้ำในพื้นที่นั้นๆครับคุณผู้ฟัง

    -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟัง ความจำเป็นในการใช้เครื่องมือวัดความเร็วของกระแสน้ำ จึงเข้ามามีบทบาทต่อการคำนวณปริมาณการไหล การคำนวณอัตราการไหลจะสามารถทำได้โดยนำพื้นที่หน้าตัดการไหลคูณกับความเร็วการไหล วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำของการคำนวณอัตราการไหล และยังแก้ไขปัญหาจากปรากฏการณ์ Shot Channel Effect และ Back Water Effectได้ โดยเมื่อระดับน้ำเพิ่มขึ้นเนื่องจากการลดระดับบานประตู อัตราการไหลจะลดลงส่งผลให้ความเร็วของการไหลก็จะลดลงตามลงมา ฉะนั้นถึงแม้ว่าพื้นที่การไหลเพิ่มขึ้นแต่ถ้าสามารถบอกความเร็วของกระแสน้ำที่ลดลงได้ ก็จะสามารถคำนวณปริมาณการไหลที่แท้จริงได้ครับ

    การวัดน้ำที่มีใช้ในประเทศไทยมีหลากหลายวิธี โดยส่วนมากจะเป็นการวัดความลึกเพื่อนำไปคำนวณหาอัตราการไหลจาก Rating Curve การวัดความลึกจะสามารถกระทำได้หลายวิธีแต่ละวิธีจะมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันแสดงข้างล่าง

    คุณผู้ฟังครับ จากการที่ได้พิจารณาข้อดีและข้อเสียของเครื่องมือวัดความลึกและความเร็วน้ำแล้ว งานวิจัยนี้จะทำการศึกษาเครื่องมือวัดน้ำที่มีโดยใช้หลักการของเลเซอร์ หรือ Laser Velocimetry ซึ่งมีความสามารถในการวัดความลึกและความเร็วของกระแสน้ำได้

    คุณผู้ฟังครับ การใช้แสงเลเซอร์วัดความลึกของน้ำจะอาศัยหลักการทำงานเดียวกับเครื่องวัดระยะทางโดยเลเซอร์ ทำงานโดยการส่งคลื่นแสงเลเซอร์จากผิวน้ำลงไปยังท้องน้ำเป็นจังหวะๆ เลเซอร์ก็จะสะท้อนพื้นท้องน้ำกลับมาขึ้นมาเข้าตัวรับสัญญาณที่ผิวน้ำ ระยะทางหรือความลึกจะคำนวณได้จากเวลาที่ใช้ในการเดินทางแล้วหารด้วยสอง ซึ่งวิธีนี้จะมีข้อจำกัดดังนี้ครับ

    1.ความสามารถในการสะท้อนของแสงเลเซอร์จะขึ้นอยู่กับชนิดของพื้นผิวคลอง

    2.ปริมาณตะกอนในน้ำจะมีผลโดยตรงกับการสะท้อนของแสงเลเซอร์ ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้สามารถแก้ไขได้โดยการเลือกวิธีและความถี่ในการฉายแสงเลเซอร์ที่เหมาะสม

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ เข้าเรื่องกันเลยนะครับ การใช้แสงเลเซอร์ในการตรวจวัดปริมาณน้ำ

    นั่นก็คือว่าการใช้แสงเลเซอร์ในการตรวจวัดมีข้อดีคือสามารถวัดได้ทั้งความเร็วและระดับน้ำและสามารถทำได้หลายวิธี โดยทั้งหมดมีหลักการเบื้องต้นคือ การฉายแสงเลเซอร์ไปยังน้ำที่มีปริมาณตะกอนเป็นส่วนประกอบ แสงเลเซอร์จะสะท้อนตะกอนที่อยู่ในน้ำ ตำแหน่งของตะกอนจะถูกบันทึกโดยกล้องถ่ายภาพหรือกล้องวีดีโอ มีการบันทึกภาพจะทำเป็นระยะๆที่เวลาต่างกัน ข้อมูลภาพจะถูกส่งเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อทำการวิเคราะห์ตำแหน่งของตะกอนที่เวลาใดๆ ซึ่งเป็นการคำนวณความเร็วจะทำโดยนำระยะทางการเคลื่อนที่ของตะกอน โดยรวมมาคำนวณเป็นระยะทางเฉลี่ยของแกนที่คำนวณได้หารด้วยเวลาที่แตกต่างกัน ตัวอย่างวิธีการใช้แสงเลเซอร์ในการวิเคราะห์การเคลื่อนตัวของตะกอนเช่น Laser DopplerAnemometry (LDA) Digital Particle Image Velocity (DPIV) Digital Particle Tracking Velocimetry (DPTV) Holographic Particle Image Velocimetry (HPIV) Doppler Global Velocimetry(DGV)/Planar Doppler Velocimetry(PDV) โดยทั้งหมดนี้จะมีขนาดของตะกอนในน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการวัดความเร็ว ขนาดของตะกอนที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไปเป็นสิ่งสำคัญต่อการวัดความเร็ว เพราะถ้าตะกอนมีขนาดเล็กจนเกินไปจะทำให้ยากต่อการจับภาพและติดตาม ในอีกทางหนึ่งคือถ้าตะกอนมีขนาดใหญ่จนเกินไป ความเร็วของตะกอนก็อาจจะไม่ใช้ความเร็วของการไหลที่แท้จริงนั่นเองครับ เนื่องจากแรงโน้มถ่วงจะมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนที่มาก  และพบว่าตะกอนควรจะมีขนาดประมาณ 1-50 micron ในน้ำ จึงจะเหมาะสมต่อการวัดความเร็ว ซึ่งตะกอนประเภทนี้เป็นตะกอนประเภท Sediment load ซึ่งเป็นชนิดตะกอนที่มีอยู่ทั่วไปในน้ำคลอง

    และวิธีการทดลองได้ดำเนินการถ่ายภาพตะกอนเคลื่อนที่ในภาชนะและใช้การฉายแสงเลเซอร์การทดลองได้ใช้อุปกรณ์ กล้องถ่ายภาพวิดีโอที่มีกำลังขยาย 20 ซึ่งสามารถแบ่งเป็นสองวิธีดังนี้

    1.ฉายแสงเลเซอร์เข้าหาตะกอนโดยตรง การจำลองภาพการฉายแสงโดยตรงใน รูปที่ 3.2 แสงจะสะท้อนตะกอนเข้าหากล้อง วิธีนี้จะได้ภาพที่มีตัวตะกอนสีแดงและฉากพื้นหลังสีดำ

    2.วิธีฉายแสงสะท้อน การจำลองภาพการฉายแสงสะท้อนในรูปที่ 3.4 แสงจะสะท้อนเข้าจากด้านหลังภาพซึ่งทำให้ได้ภาพพื้นสีแดงตะกอนสีดำ

    วิธีการทั้งสองวิธีนี้มีความสำคัญต่อกระบวนการจัดการข้อมูลเบื้องต้น (Pre-Process Data) ในโปรแกรมส่วนที่ 1 เนื่องจากรูปแบบการจัดการสี ความเข้ม และแสงจะแตกต่างกันออกไป และส่งผลถึงความสามารถในการอ่านข้อมูลของโปรแกรมส่วนที่ 2 ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างตะกอนกับฉากพื้นด้านหลังของภาพที่บันทึกได้ครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ ในการวิจัยได้ดำเนินการพัฒนาโปรแกรมเพื่อใช้ในการคำนวณอัตราการเคลื่อนที่ของความเร็วการไหลโดยใช้การวัดการเคลื่อนที่ของตะกอนในน้ำโดยมีความสามารถในการตรวจจับความแตกต่างในการเคลื่อนที่ของตะกอนในรูปแบบของทิศทางและขนาดของการเคลื่อนที่ แล้วสามารถแปรผลเป็นค่าความเร็วต่อเวลาที่ใช้เคลื่อนที่ได้

    ตัวโปรแกรมจะมีโครงสร้างการทำงานแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้

    1. ข้อมูลเบื้องต้น (Pre-process and acquiring data ) ประกอบด้วย

    – นำภาพจากเซ็นเซอร์รับภาพส่งเข้ามาสู่เครื่องคอมพิวเตอร์

    – ทำการปรับค่าต่างๆเช่น ขนาด, ความเข้มแสง, สี, และความคมชัดของภาพให้สามารถนำมาวิเคราะห์การไหลได้

    – ทำการเลือกพื้นที่ที่จะทำการวิเคราะห์ออกจากส่วนที่อยู่นิ่ง

     

    2.การประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล (Data Process and Analysis)

    – อ่านค่าระดับสีที่ได้จากภาพในรูปของ RGB ทั้งก่อนการเคลื่อนที่และหลังการเคลื่อนที่

    – เชื่อมต่อพิกัดหลักในภาพเพื่อการคำนวณขนาดการเคลื่อนที่และความเร็วของการเคลื่อนที่ของความเปลี่ยนแปลงค่าสี

    – ประมวลผลของข้อมูลภาพ ใช้ระบบการประมวลผลข้อมูลแบบหลายรอบและขนาดของข้อมูล

    – ตรวจสอบความคลาดเคลื่อนและความผิดพลาดในการคำนวณแล้วทำการตัดส่วนที่ผิดพลาดออกจากกลุ่ม

    – วิเคราะห์ข้อมูลแล้วทำการปรับแก้ข้อมูล

    – เก็บข้อมูลต่างๆ เช่น ความเร็ว พิกัด ทิศทาง ของความเร็วที่จุดต่างๆ

    คุณผู้ฟังครับ จากผลการทดสอบประสิทธิภาพของโปรแกรม ในการตรวจวัดความเร็วการไหลของน้ำโดยวิธีการวัดเคลื่อนที่ของอนุภาคในน้ำ โดยใช้แสงเลเซอร์เป็นแหล่งกำเนิดแสง โดยการทดลองภายในห้องปฏิบัติการชลศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน ได้ผลการเคลื่อนที่ของอนุภาคที่สามารถใช้เป็นตัวแทนของการเคลื่อนที่ของกระแสน้ำได้ การเคลื่อนที่ของตะกอนในน้ำมีความแปรปรวนของทิศทางและความเร็วเนื่องมาจากขนาด

    และการเปรียบเทียบค่าที่ได้จากการคำนวณโดยโปรแกรมกับค่าที่ได้จากการประมาณวัดการเคลื่อนที่โดยการแบ่งตารางและนับปริมาณการเคลื่อนที่จริงพบว่า เซ็นเซอร์ที่ใช้มีจุดที่ภาพมีความคมชัดในพื้นที่โฟกัสมีความกว้างทำให้ค่าการเคลื่อนที่ในแกนราบมีการแปรปรวนสูง แสดงให้เห็นว่าความกว้างของพื้นที่ที่อยู่ในโฟกัสมีอยู่ในระหว่าง 1 – 2 ซม. ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกตะกอนได้ว่าอยู่ในระยะใดทำให้ไม่สามารถระบุระยะที่แท้จริงได้การประมาณค่าที่ได้จึงมีความคลาดเคลื่อนสูง ซึ่งปัญหาที่พบคือเซ็นเซอร์มีระยะโฟกัสกว้างต้องใช้การประมาณค่าในการหาค่าเฉลี่ยความเร็วการเคลื่อนที่ของตะกอน ซึ่งเซ็นเซอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าจะมีราคาสูงมากจึงไม่สามารถนำมาทดลองได้ครับ

    อีกปัญหาที่พบคือความไวแสงของเซ็นเซอร์ที่ใช้มีความไวแสงไม่เพียงพอต่อความเร็วของน้ำในคลองชลประทานคือ ประมาณ 80-200 ภาพ/วินาที ถึงแม้ว่าจะเพิ่มจำนวนแหล่งกำเนิดแสงแล้วก็ตาม ซึ่งถ้าเปลี่ยนเซ็นเซอร์ให้มีความไวแสงมากขึ้นและมีความเร็วภาพมากขึ้นถึงระดับ 200-600 ภาพ/วินาทีจะสามารถใช้วัดความเร็วในช่วงดังกล่าวได้

    ระดับน้ำที่ลึกขึ้นจะมีผลต่อการวัดความเร็ว เพราะตะกอนที่ขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อระดับน้ำลึกมากๆหรือที่เรียกตะกอนท้องน้ำจะมีขนาดใหญ่มากกว่าตะกอนที่ผิวน้ำจะทำให้ค่าที่ได้จากการคำนวณไม่เท่ากันเพราะตะกอนท้องน้ำใช้การกระโดดในการเคลื่อนที่ไปตามกระแสน้ำจะมีความเร็วเฉลี่ยของการเคลื่อนที่น้อยกว่าตะกอนแขวงลอยที่ลอยไปตามน้ำทำให้ค่าความเร็วที่วัดได้มีค่าแตกต่างกับออกไปครับ

    จากผลการวัดความเร็ว ค่าความเร็วที่ได้ระหว่างโปรแกรมและวัดจริงมีค่าอยู่ในช่วงเดียวกันนี้มีความแปรปรวนมากขึ้น เมื่อความเร็วของการไหลเพิ่มมากขึ้น การวัดในทางน้ำมีการกระจายตัวของความเร็วมากกว่าเนื่องมาจากมีความเร็วของการไหลมากกว่าการวัดความเร็วในถังน้ำ และจากการศึกษา พัฒนาผลงานวิจัยนี้ขึ้นมา เพื่อจัดการบริหารน้ำได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรที่ต้องใช้น้ำในการประกอบอาชีพ หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้  ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่  0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

     

     

     

     

  • รายการวิทยุเรื่อง “ไก่ดำเคยู-ภูพาน”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 2 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง  ไก่ดำเคยู-ภูพาน

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………………………………………………………………………………….

    -เพลงประจำรายการ-

     

              สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    วันนี้กระผมมีเรื่องราวผลงานวิจัยของอาจารย์ นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ไปไกลกันหน่อยนะครับ เพราะเป็นวิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ครับคุณผู้ฟัง และเรื่องที่น่าสนที่กระผมนำมาเผยแพร่ความรู้แก่คุณผู้ฟัง รวมทั้งเกษตรกรที่กำลังมองหาสัตว์เลี้ยงเศรษฐกิจ เพื่อเสริมสร้างรายได้ ณ ตอนนี้ ไก่ดำเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่น่าสนใจเลยที่เดียวนะครับ เรามาทำความรู้จักกับไก่ดำกันก่อนเลยนะครับ

    ไก่เนื้อดำ หรือไก่กระดูกดำ (Black Bone Chicken) หรือนิยมเรียกกันสั้นๆว่า “ไก่ดำ”เป็นสัตว์ปีกที่นิยมบริโภคในกลุ่มชาวจีนมานานจนถึงปัจจุบัน เพราะมีความเชื่อว่าเมื่อนำมาประกอบอาหารแบบโบราณก็จะช่วยบำรุงสุขภาพและเป็นยารักษาโรคต่างๆได้ ที่สำคัญคุณผู้ฟังรู้ไหมครับว่าทางการตลาดมีความต้องการไก่ดำค่อนข้างสูงมาก และมีราคาที่สูงด้วย ซึ่งในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา มีเกษตรกรหันมาเลี้ยงไก่ดำเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคเหนือ และทางภาคอิสาน เช่น จังหวัดสกลนคร มีการส่งเสริมให้เลี้ยงไก่ดำ เพื่อการบริโภคและจำหน่ายเป็นรายได้เสริม แต่จากไก่ดำในพื้นที่มีลักษณะที่หลากหลาย ไม่เหมาะกับการเลี้ยงในเชิงการค้า ดังนั้นคณะทรัพยากรธรรมชาติ และอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร จึงได้พัฒนาสายพันธุ์ไก่ดำที่เหมาะสมกับการผลิตในเชิงพาณิชย์ จนได้เป็น “ไก่ดำเคยู-ภูพาน” เลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนต่อสภาพอากาศ ตอบสนองความต้องการของตลาด เป็นทางเลือกใหม่แก่เกษตรกรครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับทางอาจารย์ภานุวัฒน์ คัมภีราวัฒน์ คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นผู้พัฒนาไก่ดำเคยู-ภูพาน ได้ให้ข้อมูลว่าในปัจจุบันหลายหน่วยงาน ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงไก่ดำเคยู-ภูพาน เพื่อบริโภคในภาคครัวเรือนและแบ่งจำหน่ายสร้างรายได้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง แต่หลังจากมีการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ออกไป ไก่ดำเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทำให้ทราบได้ว่า ความต้องการของไก่ดำทั้งการเลี้ยง และการบริโภคสูงมาก แต่ด้วยกำลังการผลิตที่น้อยมากในขณะนี้ เมื่อเทียบกับความต้องการแล้ว เพราะประเทศไทยเรานี่มีคนเชื้อสายจีนอยู่มากครับ และความเชื่อในเรื่องของการเซ่นไหว้หรือบูชาของดำ อีกทั้งยังมีเพื่อนบ้านที่มีความต้องการบริโภคในปริมาณที่สูงแต่ในขณะที่ในประเทศไทยยังไม่ได้มีการเลี้ยงกันอย่างจริงจัง อาจเนื่องด้วยพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยที่นิยมการบริโภคอาหารที่มีสีสันและบริโภคกันตามบรรพบุรุษ ไก่ดำจึงกลายเป็นอาหารที่ไม่ได้รับความนิยมของการบริโภคในกลุ่มคนไทยเท่าไรนัก จึงทำให้มีไก่ดำออกสู่ท้องตลาดในปริมาณที่น้อย ราคาเลยค่อนข้างสูง แต่เมื่อพิจารณาความต้องการบริโภคไก่ดำ จึงพบว่าต้องการเนื้อน่องและเนื้อหน้าอกที่ใหญ่ ซึ่งอันนี้เป็นส่วนต่างจากไก่ดำที่เลี้ยงกันทั่วไป ซึ่งยังไม่ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์ไก่ดำในส่วนนี้ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาไก่ดำ “เคยู-ภูพาน” เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดเนื้อไก่ในบ้านเราครับคุณผู้ฟัง

    โดยการศึกษาหาข้อมูลว่า ไก่ดำสายพันธุ์ใดมีลักษณะตรงกับความต้องการของตลาดบ้าง จนมาพบกับไก่ดำสายพันธุ์มองโกเลีย จึงได้รวบรวมมาจากแหล่งต่างๆที่มีการเลี้ยงในประเทศไทย เพื่อป้องกันการเกิดเลือดชิด นั่นคือ การผสมเลือดชิด เขาเรียกว่าอินบรีด (in breed) ก็คือ พ่อผสมกับลูก ลูกผสมกับแม่ ผสมกันในครอบครัวเดียวกัน มักจะทำเพื่อรักษาสายพันธุ์ แต่จะเกิดปัญหาความบกพร่องเกิดขึ้น เช่น โง่ กระดูกผิดรูป อ่อนแอต่อโรค ส่วนใหญ่มักเจอในรุ่นที่ 3 เป็นต้นไปครับ จากนั้นก็นั้นมาคัดเลือกสร้างฝูงต้นพันธุ์ ซึ่งสายพันธุ์มองโกเลียมีจุดเด่น นั้นก็คือ โตเร็ว และจะมีโครงสร้างที่ใหญ่ กว่าไก่ดำทั่วไปเหมาะกับการพัฒนาเพื่อรองรับตลาดเนื้อต่อไปในอนาคตครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับไก่ดำเคยู-ภูพาน เป็นไก่ดำทีมีขนสีขาว ก็น่าแปลกใจเหมือนกันนะครับว่าอย่างอื่นดำหมดยกเว้นตรงขน ซึ่งต่างจากที่หลายๆคนเข้าใจว่าไก่ดำขนก็ต้องมีสีดำ แต่ลักษณะของไก่ดำจริงๆเขาจะเน้นกันที่ หนัง เนื้อ และกระดูก จะต้องดำครับ ส่วนขนไม่จำเป็นต้องมีสีดำก็ได้ และยังมีไก่ดำอีกหลายสายพันธุ์ที่มีขนสีอื่น ที่สำคัญการคัดเลือกให้ได้ขนสีดำทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ จะต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะได้ไก่ที่มีขนสีดำสนิท นอกจากนี้ไก่ดำขนสีขาวยังทำตลาดไก่สวยงามได้อีกด้วย และนี่ก็เป็นอีกนึงจุดขายของไก่ดำเคยู-ภูพานนั่นเองครับ

    การดูแลจัดการเลี้ยงดูไก่ดำเคยู-ภูพาน ได้มีการนำไปทดสอบในฟาร์มของเกษตรกรที่เลี้ยงแบบปล่อยหลังและเลี้ยงรวมกับสายพันธุ์อื่น พบว่า การทนต่อสิ่งแวดล้อม และเปอร์เซ็นต์ต่อการสูญเสียในสภาพการเลี้ยงดังกล่าวไม่ได้แตกต่างกันเลยครับคุณผู้ฟัง แต่มีจุดเด่นที่เจริญเติบโตดีกว่า เราจึงมั่นใจได้ว่า เลี้ยงง่าย เหมือนกับไก่บ้านทั่วไป พ่อพันธุ์ไก่ดำเคยู-ภูพาน เริ่มใช้ผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 6-8 เดือน ขณะที่แม่พันธุ์จะให้ไข่ที่อายุ 6-8 เดือน เช่นกันครับ หากเลี้ยงแบบคุมฝูงปล่อยให้พ่อพันธุ์คุมฝูงใช้สัดส่วน ถ้าฝูงใหญ่อาจใช้พ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ 7 ตัวส่วนฝูงเล็กอาจจะใช้พ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ 3-5 ตัว โดยที่แม่พันธุ์จะใช้เวลาพักไข่อยู่ที่ประมาณ 21 วัน และเลี้ยงลูกประมาณ 1 เดือน จึงจะกลับมาให้ไข่ใหม่ ส่วนในการเลี้ยงขุนเพื่อป้อนตลาดเนื้อใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 3 เดือน ก็จะได้น้ำหนักไก่อยู่ที่ 1.2 – 1.5 กิโลกรัม ตามที่ตลาดต้องการ ซึ่งจะใช้เวลาเลี้ยงน้อยกว่าไก่ดำทั่วไปที่ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 4-5 เดือน ราคาจำหน่ายไก่ดำขุนในท้องตลาดปัจจุบัน น้ำหนักมีชีวิตกิโลกรัมละ150 บาทและไก่ดำชำแหละราคากิโลกรัมละ 250 บาท ส่วนต้นทุนการผลิตจนถึงจับขายอยู่ที่ตัวละ 80 บาท ปัจจุบันไก่ดำเคยู – ภูพาน เป็นที่รู้จักในวงการผู้เลี้ยงไก่ดำพอสมควร เนื่องจากมีลักษณะเด่นหลายประการที่แตกต่างจากไก่ดำอื่นๆ จึงมีความต้องการนำไปเลี้ยงมากพอสมควรเลยทีเดียวครับคุณผู้ฟัง โดยเฉพาะผู้เลี้ยงไก่พันธุ์และไก่สวยงาม ในขณะที่ผู้เลี้ยงไก่ป้อนตลาดเนื้อก็มีความต้องการเช่นเดียวกันครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับ ในปัจจุบันการพัฒนาพันธุ์ไก่เคยู-ภูพาน อยู่ในรุ่น F2 ซึ่งตามทฤษฎีการปรับปรุงพันธุ์ต้องพัฒนาให้ถึงรุ่น F5 โดยคาดว่าต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี เมื่อจบรุ่น F5 จะได้ไก่ดำที่มีจุดเด่น ด้านการเจริญเติบโตอย่างชัดเจน เลี้ยงง่าย เวลาระยะเวลาของการเลี้ยงสั้นลง ทนโรค ทนร้อน ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ตัวเมียให้ไข่ดก เพื่อผลิตลูกไก่ได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของตลาด นอกจากนี้ทาง อาจารย์ภานุวัฒน์ กำลังพัฒนาไก่ดำเคยู-ภูพาน ขนสีดำ ตอบสนองต่อความต้องการผู้เลี้ยงไก่ดำที่ชอบขนสีดำอีกด้วย

    การตลาดของการเลี้ยงไก่ดำในเชิงพาณิชย์ ซึ่งอาจารย์ภานุวัตน์ให้ข้อมูลกับทางเราด้านการเลี้ยงไก่ดำเชิงพาณิชย์ ว่า การเลี้ยงไก่ดำ ณ ปัจจุบัน แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เลี้ยงเพื่อขายพันธุ์ และเพื่อความสวยงาม อีกกลุ่มก็เป็นการเลี้ยงเพื่อบริโภค โดยกลุ่มที่เลี้ยงเพื่อขายพันธุ์หรือเลี้ยงสวยงาม จะใช้พื้นที่ไม่มากนัก ไม่เน้นปริมาณไก่ แต่เน้นการผลิตไก่ที่สวยงามและตรงตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยลักษณะต้องตรงตามสายพันธุ์ทั้ง หน้าตา สีขน รูปร่าง ทำให้มูลค่าต่อตัวสูง โดยในตลาดสายพันธุ์แลไก่สวยงาม ตัวผู้ขายในราคาตัวละ 1,500-2,000 บาท ตัวเมียคาตัวละ 800-1200 หรือคู่ละ 2,000-3,000 บาท (คู่พ่อแม่พันธุ์นั้นเองครับ) ขณะที่กลุ่มเลี้ยงป้อนตลาดเนื้อ ต้องมีพื้นที่เลี้ยงพอสมควร ขึ้นอยู่กับจำนวนที่จะจัดส่งตลาดในแต่ละรอบ และถ้าเลี้ยงเป็นจำนวนมากอาจลงทุนสร้างโรงเรือนระบบปิดปรับอากาศ เพื่อให้การผลิตที่ดีกว่าระบบปิด แต่ถ้าไม่มีเงินทุนมากพอในช่วงแรกๆ อาจจะเลี้ยงแบบระบบปิด และในการเลี้ยงแบบระบบขุนไม่จำเป็นต้องเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ผลิตลูกไก่เอง ซึ่งจะใช้ต้นทุนที่สูง และอาจจะดูแลไม่ทั่วถึงทำให้เกิดผลเสียตามมาได้ ควรหาฟาร์มที่ผลิตลูกไก่ป้อนให้และเน้นการจัดการเลี้ยงขุนให้ดี เพื่อให้มีรายได้ตลอดเวลาครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ ในอนาคตอันใกล้นี้ตลาดไก่ดำยิ่งเปิดกว้าง มีความต้องการที่สูงขึ้น และหากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC ยิ่งทำให้ความต้องการบริโภคไก่ดำสูงยิ่งขึ้น ประกอบกับกระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ไก่ดำก็ตอบสนองต่อความต้องการนี้ได้ครับ เนื่องจากไก่ดำนี้มีประโยชน์สูงกว่าไก่โดยทั่วไป คือ มีโปรตีน กรดอะมิโน และสารอาหารอื่นๆสูงกว่า มีคลอเลสเตอรอลต่ำ มีสายเมลานิน ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็ง หัวใจ เบาหวาน ชะลอความแก่ ลดการเกิดฝ้า ลดปวดประจำเดือน อีกทั้งมีสารคาร์ซีน ที่มากกว่าไก่ทั่วไปอยู่ 2 เท่าเลยทีเดียวครับ ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ชะลอความแก่ ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น บรรเทาโรคเบาหวาน โลหิตจาง และอื่นๆ นอกจากนี้แล้วยังมีการนำไปทำเป็นซุปไก่สกัด รวมถึงสกัดสารสำคัญไปทำเครื่องยาอีกด้วย และปัจจุบันทางสาขาเทคโนโลยีการอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ได้นำไก่ดำเคยู-ภูพาน นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ “ซุปไก่ดำตุ๋นสมุนไพรจีน” แบบผงสำเร็จรูปชงน้ำร้อนพร้อมดื่ม และแบบแคปซูล ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่พกพาสะดวก รับประทานง่าย และมีคุณค่าทางอาหารสูง

    คุณผู้ฟังครับ การเลี้ยงไก่ดำหากทำในเชิงพาณิชย์แบบครบวงจร อาจจะต้องใช้ต้นทุนที่สูง เพราะต้องทำเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ เลี้ยงตั้งแต่พ่อแม่พันธุ์จนถึงไก่ขุน รวมทั้งต้องทำโรงงชำแหละเอง ซึ่งเกษตรกรทั่วไปอาจทำได้ยาก แต่ก็สามารถใช้การรวมกลุ่มกัน แบ่งส่วนการผลิต มีกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ผลิตลูกไก่ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงไก่ขุนผลิตไก่เนื้อป้อนตลาด ก็จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี

              หากคุณผู้ฟังต้องการข้อมูลเกี่ยวกับ ไก่ดำเคยู-ภูพาน หรือผลิตภัณฑ์แปรรรูปจากไก่ดำ เพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ อาจารย์ภานุวัฒน์ คัมภีราวัฒน์ โทรศัพท์ 081-6710-7743 ได้ในวันและเวลาราชการครับ

              หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้  ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่  0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ……………………

     

     

     

  • รายการวิทยุเรื่อง “การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพด”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 26 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพด

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา 

    ……………………………………………………………………………

     -เพลงประจำรายการ-

               สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก.แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    วันนี้เราจะมารู้จักกับพืชไร่ชนิดหนึ่ง ที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี และนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมายในท้องตลาด พืชชนิดนี้ก็คือ ข้าวโพดนั่นเองครับคุณผู้ฟัง ข้างโพดเป็นพืชจำพวกหญ้า รากชั่วคราว เรียกว่า ไพรี หลังจากข้าวโพดเจริญเติบโตได้ประมาณ 7 – 10 วัน รากถาวรจะงอกขึ้นรอบๆ ข้อปลาในระดับใต้พื้นดินประมาณ 1-2 นิ้ว รากถาวรนี้เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะแผ่ออกไปโดยรอบประมาณ 100 เซนติเมตร รากของข้าวโพดเป็นระบบรากฝอย นอกจากรากที่อยู่ใต้ดินแล้ว ยังมีรากยึดเหนี่ยว ซึ่งเกิดขึ้นรอบ ๆ ข้อที่อยู่ใกล้ผิวดิน มีลำต้นตั้งตรงแข็งแรง เนื้อภายในฟ่ามคล้ายฟองน้ำสูงประมาณ 1.4 เมตร ลำต้นมีข้อ และปล้อง  ปล้องที่อยู่ในดินและใกล้ผิวดินสั้น และจะค่อย ๆ ยาวขึ้นไปทางด้านปลาย ปล้องเหนือพื้นดินจะมีจำนวนประมาณ 8-20 ปล้อง ลำต้นสดมีสีเขียว ใบ ยาวรี เป็นเส้นตรงปลายแหลม ยาวประมาณ 30-100 ซม. เส้นกลางของใบจะเห็นได้ชัด ตรงขอบใบมีขนอ่อนๆ มีเขี้ยวใบ ลักษณะของใบรวมทั้งสีของใบแตกต่างกันไป แล้วแต่ชนิดของพันธุ์ บางพันธุ์ใบสีเขียว บางพันธุ์ใบสีม่วงและบางพันธุ์ใบลาย จำนวนใบก็เช่นเดียวกันอาจมีตั้งแต่ 8-48 ใบ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน ช่อดอกตัวผู้อยู่ส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกตัวเมียอยู่ต่ำลงมาอยู่ระหว่างกาบของใบ และลำต้น ช่อดอกตัวผู้ อยู่ตอนบนสุดของลำต้น ดอกตัวผู้ดอกหนึ่งจะมีอับเกสร 3 อัน ส่วนดอกตัวเมียอยู่รวมกันเป็นช่อ เกิดขึ้นตอนข้อกลาง ๆ ลำต้น ฝักเกิดจากดอกตัวเมียที่เจริญเติบโตแล้ว ฝักอ่อนจะมีสีเขียว พอแก่เป็นสีนวลครับคุณผู้ฟัง

    สำหรับในประเทศไทย คนไทยรู้จักนำข้าวโพดมาเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดย หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ได้นำข้าวโพดพันธุ์ที่ใช้เลี้ยงสัตว์มาปลูกและทดลองใช้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นยังเป็นที่รู้จักกันน้อย จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การใช้ข้าวโพดเริ่มแพร่หลายขึ้นเนื่องจาก หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจได้นำการเลี้ยงไก่แบบการค้ามาเริ่มสาธิต และกระตุ้นให้ประชาชนปฏิบัติตามผู้เลี้ยงไก่จึงรู้จักใช้ข้าวโพดมากขึ้นกว่าเดิม แต่เนื่องจากระยะนั้นข้าวโพดมีราคาสูงและหายาก การใช้ข้าวโพดจึงใช้เป็นเพียงส่วนประกอบของอาหารหลัก ซึ่งมีรำและปลายข้าวเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันผู้เลี้ยงสัตว์รู้จักข้าวโพดกันทั่วไป และในปัจจุบันประเทศไทยได้ปลูกข้าวโพดในปีหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนมาก

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ หัวหน้าโครงการ ดร.โชคชัย เอกทัศนาวรรณ หน่วยงานต้นสังกัด ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร บางเขน ได้ทำการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานและข้าวโพดฝักอ่อนสำหรับตลาดฝักสดและอุตสาหกรรมแปรรูปครับ เรามาแยกประเภทของข้าวโพดกันก่อนน่ะครับ

    โดยทั่วไปข้าวโพดจะจัดออกเป็น 5 กลุ่ม น่ะครับคุณผู้ฟัง

    1. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือข้าวโพดไร่ ที่รู้จักในปัจจุบันเช่นข้าวโพดหัวบุ๋ม และข้าวโพดหัวแข็ง ซึ่งเป็นการเรียกตามลักษณะเมล็ดข้าวโพดหัวบุ๋มหรือหัวบุบ ข้าวโพดชนิดนี้เมื่อเมล็ดแห้งแล้วตรงส่วนหัวบนสุดจะมีรอยบุ๋มลงไป ซึ่งเป็นส่วนของแป้งสีขาว ข้าวโพดชนิดนี้สำคัญมากและนิยมปลูกกันมากใน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะทางแถบคอร์นเบลท์ สีของเมล็ดมีตั้งแต่ขาวไปจนถึงเหลือง เนื่องจากมีหลายสายพันธุมีโปรตีนน้อยกว่าพวกข้าวโพดหัวแข็ง ข้าวโพดหัวแข็ง ข้าวโพดพันธุ์นี้ส่วนขนสุดของเมล็ดมักมีสีเหลืองจัดและเมื่อแห้งจะแข็งมาก ภายในเมล็ดมีสารที่ทำให้ข้าวโพดมีสีเหลืองจัดเป็นสารให้สีที่ชื่อ คริปโตแซนทีน สารนี้เมื่อสัตว์ได้รับร่างกายสัตว์จะเปลี่ยนสารนี้ให้เป็นไวตามินเอ นอกจากนี้สารนี้ยังช่วยให้ไข่แดงมีสีแดงเข้ม ช่วยให้ไก่มีผิวหนัง ปาก เนื้อ และแข้งมีสีเหลืองเข้มขึ้น เป็นที่นิยมของตลาดโดยเฉพาะแถบอเมริกาส่วนอังกฤษนั้นนิยมใช้ข้าวโพดขาว ข้าวโพดที่ใช้เลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยมีหลายพันธุ์ ที่นิยมปลูกในประเทศไทยได้แก่ พันธุ์กัวเตมาลา พียี 12 (Rep.1) กัวเตมาลา พีบี 12 (Rep.2) พีบี 5 ข้าวโพดเหนียว และโอเปค-2 มีเมล็ดตั้งแต่สีขาว สีเหลืองไปจนถึงสีแดง ขนาดของเมล็ดขึ้นอยู่กับพันธุ์ โดยทั่วไปจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ในช่วง 0.5-0.8 ซม. ก่อนนำมาเลี้ยงสัตว์จึงต้องบดก่อนเพื่อ ช่วยให้การย่อยและการผสมได้ผลดีขึ้น ที่บดแล้วจะมีขนาดประมาณ 1-8 มม. ครับคุณผู้ฟัง

    1. ข้าวโพดหวาน เป็นข้าวโพดที่คนใช้รับประทาน ไม่มีการแปรรูป เมล็ดมักจะใสและเหี่ยวเมื่อแก่เต็มที่ เพราะมีน้ำตาลมาก ก่อนที่จะสุกจะมีรสหวานมากกว่าชนิดอื่น ๆ จึงเรียกข้าวโพดหวาน มีหลายสายพันธุ์ครับ

    2. ข้าวโพดคั่ว เป็นข้าวโพดที่คนใช้รับประทาน ไม่มีการแปรรูป เมล็ดค่อนข้างแข็ง สีดีและขนาดแตกต่างกัน สำหรับต่างประเทศ ถ้าเมล็ดมีลักษณะแหลมเรียกว่า ข้าวโพดข้าว ถ้าเมล็ดกลม เรียกว่า ข้าวโพดไข่มุก

    3. ข้าวโพดแป้ง เมล็ดมีสีหลายชนิด เช่น ขาว (ขุ่น ๆ หรือปนเหลืองนิด ๆ) หรือสีน้ำเงินคล้ำ หรือมีทั้งสีขาวและสีน้ำเงินคล้ำในฝักเดียวกัน เนื่องจากกลายพันธุ์ พวกที่มีเมล็ดสีคล้ำและพวกกลายพันธุ์เรียกว่าข้าวโพดอินเดียนแดง หรือเรียกได้อีกชื่อว่าข้าวโพดพันธุ์พื้นเมือง พวกข้าวโพดสีคล้ำนี้จะมีไนอาซีน สูงกว่าข้าวโพดที่มีแป้งสีขาว

    4. ข้าวโพดเทียน เป็นข้าวโพดที่คนใช้รับประทาน จะมีแป้งที่มีลักษณะเฉพาะคือ นุ่มเหนียว เพราะในเนื้อแป้งจะประกอบด้วยแป้งพวกแอมมิโลเปคติน (Amylopectin) ส่วนข้าวโพดอื่น ๆ มีแป้งแอมมิโลส (Amylose) ประกอบอยู่ด้วย จึงทำให้แป้งค่อนข้างแข็ง

     -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับ วันนี้กระผมจะมาพูดถึงข้าวโพดหวานน่ะครับ เป็นพืชผักอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของประเทศไทยเลยทีเดียวครับคุณผู้ฟัง เพื่อใช้ในการบริโภคฝักสด และการแปรรูปบรรจุกระป๋อง แบบบรรจุทั้งเมล็ด   ข้าวโพดครีม  และแบบบรรจุทั้งฝัก นอกจากนี้ ยังมีการแปรรูปแบบแช่แข็งทั้งเมล็ด แช่แข็งทั้งฝัก เมล็ดแห้ง และน้ำนมข้าวโพด  ปัจจุบันความต้องการข้าวโพดหวานของโรงงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นผลให้ในปี พ.ศ.2549 ประเทศไทยส่งออกข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋องเพิ่มขึ้นเป็นปริมาณ 125,308 ตัน มูลค่า 4,291.0 ล้านบาทเลยทีเดียวครับคุณผู้ฟัง  และส่งออกข้าวโพดหวานแช่แข็งปริมาณ 4,730 ตัน มูลค่า 166.6 ล้านบาท ในปีเพาะปลูก 2547 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูก 302,991 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 1,620 กก./ไร่ และมีปริมาณผลผลิต 490,763 ตัน    และปี พ.ศ. 2553 ส่งออกรวมเพิ่มขึ้นเป็น 5,108.50 ล้านบาท ในปีเพาะปลูก  2549/2550  คาดว่าประเทศไทยมีการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมประมาณ  500  ตัน มากกว่า 95% ของปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานทั้งหมด โดยมีสัดส่วนของลูกผสมเดี่ยวยีน shrunken-2 หรือ พันธุ์ sh2 ประมาณ 90% และยีนbrittle-1 พันธุ์bt1 ประมาณ 10% เช่นเดียวกันกับในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมเดี่ยวยีน sh2 มากกว่า 50 %  ข้าวโพดหวานลูกผสมเหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค เพราะมีปริมาณน้ำตาลซูโครสมากกว่าลูกผสมข้าวโพดหวานธรรมดาที่ควบคุมด้วยยีน sugary ทำให้ยืดเวลาการสุกแก่ที่เหมาะต่อการรับประทาน และทนต่อการขนส่งทางเรือไปยังตลาดที่ห่างไกลได้ดีกว่า และส่งเสริมให้ใช้ในการแปรรูป บรรจุกระป๋อง และแช่แข็ง โดยโฆษณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่หวานธรรมชาติ

    คุณผู้ฟังครับ การผลิตข้าวโพดหวานในระดับอุตสาหกรรมของประเทศไทยต้องแข่งขันกับกับต่างประเทศ        โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส   ดังนั้น จึงมีความต้องการพันธุ์ลูกผสมเดี่ยวที่ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพในการรับประทานที่ดีมาก โดยเฉพาะต้องมีความอ่อนนุ่มสูง  และมีเปลือกหุ้มเมล็ดบาง การปรับปรุงพันธุ์ยังมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนเชื้อพันธุกรรมที่จะนำมาใช้ปรับปรุง จึงต้องมีการนำเข้าข้าวโพดหวานจากต่างประเทศทั้งพันธุ์ผสมเปิดหรือพันธุ์ลูกผสมที่มีคุณภาพในการรับประทานสูงมาปลูก แต่พันธุ์เหล่านี้ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้ จึงต้องมีการปรับปรุงข้าวโพดหวานที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อให้ต้านทานโรคและแมลง และปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย และใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมในการสกัดสายพันธุ์แท้ เพื่อสร้างพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมเดี่ยวที่ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพในการรับประทานที่ดีครับคุณผู้ฟัง

     คุณผู้ฟังครับ สำหรับตลาดฝักสดและอุตสาหกรรมแปรรูป จะช่วยลดการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานจากต่างประเทศ รวมทั้งช่วยให้ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวโพดหวานเป็นอันดับ 3 ของโลก ผลจากการวิจัยและพัฒนาของโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานและข้าวโพดฝักอ่อนสำหรับตลาดฝักสดและอุตสาหกรรมแปรรูป ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2535 ได้เผยแพร่พันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมเดี่ยวพันธุ์ อินทรี 1, อินทรี 2, KSSC 503, ข้าวโพดหวานสองสีพันธุ์ KSSC 978 ข้าวโพดหวานลูกผสมเดี่ยวยีน brittle-1 พันธุ์ KSSC 563 และ KSSC 604 ในปี พ.ศ. 2538, 2546, 2547,  2548 และ 2550 ตามลำดับครับคุณผู้ฟัง

     -เพลงคั่นรายการ-

              เรามารู้จักข้าวโพดกันอีกประเภทน่ะครับคุณผู้ฟัง ข้าวโพดฝักอ่อน จัดเป็นพืชผักที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในด้านอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทย โดยเริ่มส่งออกข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511-2514 ในปริมาณที่ไม่มากนัก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2515 ส่งออกได้ 378 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3.9 ล้านบาท และในปี พ.ศ. 2549 ส่งออกข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋อง 96,345 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2,145.1 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2553 ส่งออกข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋องลดลงเป็น 40,522 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,212.7 ล้านบาท โดยส่งไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ แคนาดา และอีกหลายประเทศครับ

    นอกจากนี้ ยังได้ส่งข้าวโพดฝักอ่อนสดแช่เย็นไปยังประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น จำนวน จำนวน 5,878 ตัน คิดเป็นมูลค่า 496.4 ล้านบาท และข้าวโพดฝักอ่อนแช่แข็งไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และแคนาดา จำนวน 730 ตัน คิดเป็นมูลค่า 30.1 ล้านบาท  และมีการบริโภคข้าวโพดฝักอ่อนสดในประเทศ ไม่ต่ำกว่าปีละ 4,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท  ในปีเพาะปลูก 2547 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดฝักอ่อน 244,802 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 1,246 กิโลกรัมต่อไร่ และมีปริมาณผลผลิต 305,094 ตัน ครับคุณผู้ฟัง

    คุณผู้ฟังครับ การผลิตข้าวโพดฝักอ่อนเป็นการค้า ต้องใช้วิธีการถอดช่อดอกตัวผู้  เพื่อเร่งให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วขึ้น  เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และป้องกันการผสมพันธุ์ ซึ่งจะทำให้ฝักอ่อนที่ได้มีคุณภาพไม่เป็นที่ต้องการของโรงงาน เนื่องจากฝักอ่อนที่ได้มีเมล็ดบวมพอง  แต่การใช้วิธีการถอดช่อดอกตัวผู้ต้องใช้แรงงานและสิ้นเปลืองเวลามาก และทำให้สูญเสียใบบางส่วนทำให้ผลผลิตลดลง เป็นผลให้ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่มีค่าแรงงานต่ำกว่า เช่น ประเทศซิมบับเว อินเดีย เวียดนาม และจีน  ดังนั้น การใช้ลักษณะเพศผู้เป็นหมัน  จะช่วยลดปัญหาดังกล่าว   ทำให้ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร โดยเฉพาะข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสมเดี่ยวที่มีลักษณะเพศผู้เป็นหมันให้ผลผลิตสูง ทำให้เกษตรกรมีกำไรสุทธิต่อไร่สูงขึ้น มีความสม่ำเสมอของฝักและสีสูง ตรงความต้องการของโรงงาน และยังสามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมกัน ทำให้สะดวกในการจัดการของเกษตรกรและโรงงาน  นอกจากนี้ การใช้ลักษณะเพศผู้เป็นหมันในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานและข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสมเป็นการค้าของบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ ทำให้ไม่ต้องเสียค่าแรงงานในการถอดยอด และลดต้นทุนการผลิตเมล็ดพันธุ์ และจะช่วยให้ประเทศไทยยังคงรักษาความเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีการผลิตโดยเฉพาะเรื่องพันธุ์และการส่งออกข้าวโพดฝักอ่อนอันดับหนึ่งของโลกอีกต่อไป

    ผลจากการวิจัยและพัฒนาของโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานและข้าวโพดฝักอ่อนสำหรับตลาดฝักสดและอุตสาหกรรมแปรรูป ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2535 ได้เผยแพร่พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนที่ไม่ต้องถอดยอดพันธุ์ เกษตรศาสตร์ 1, เกษตรศาสตร์ 2, KBSC 303 และ KBSC 605 ใน ปี พ.ศ. 2538, 2542, 2544, 2547 และ 2550 ตามลำดับ ครับคุณผู้ฟัง

    -เพลงคั่นรายการ-

    วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย มีดังต่อไปนี้ครับคุณผู้ฟัง

    1) พัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์แท้ และสร้างข้าวโพดหวานลูกผสมเดี่ยวสีเหลือง ยีน shrunken-2 (sh2) และ brittle-1 (bt1) และสีเหลืองสลับขาว (bi-color) ยีน sh2 ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูง 2,500-3,000 กก.ต่อไร่ มีคุณภาพในการรับประทานที่ดี สำหรับตลาดฝักสดและอุตสาหกรรมแปรรูป และต้านทานโรคราน้ำค้าง และโรคทางใบ เช่น โรคราสนิม โรคใบไหม้แผลเล็ก โรคใบไหม้แผลใหญ่ รวมทั้งโรคไวรัส SCMV และ MDMV และมีลักษณะทางการเกษตรที่ดี เช่น ต้านทานการหักล้ม มีเปลือกหุ้มฝักยาว และทนทานแล้งด้วยน่ะครับคุณผู้ฟัง

    2) พัฒนาประชากรข้าวโพดหวานยีน sh2 และ bt1 ที่ต้านทานต่อโรคในข้อ 1 รวมทั้งมีคุณภาพในการ

    รับประทานที่ดี และมีลักษณะทางการเกษตรที่ดี เพื่อใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมสำหรับข้อ 1

    3) การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสมเดี่ยวที่ไม่ต้องถอดยอดสำหรับตลาดฝักสดและอุตสาหกรรม

    แปรรูป โดยให้น้ำหนักฝักสดทั้งเปลือกเฉลี่ย 1,500-2,000 กก.ต่อไร่ มีคุณภาพในการรับประทานที่ดี และมีลักษณะทางการเกษตรที่ดี เช่น ต้านทานโรคราน้ำค้าง โรคทางใบ และต้านทานการหักล้ม รวมทั้งทนทานต่อความแล้งครับคุณผู้ฟัง

    สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ.1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุเรื่อง “เซรามิกส์ในวงการทันตกรรม”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 19 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง เซรามิกส์ในวงการทันตกรรม

    บทวิทยุ วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………………………

     -เพลงประจำรายการ-

              สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกับรายการ  “ จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ทางวิทยุ มก. แห่งนี้เป็นประจำทุกวันเสาร์ รายการนี้ผลิตโดย  ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย  สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์    เรื่อง “เซรามิกส์ในวงการทันตกรรม”

    คุณผู้ฟังครับ การทันตกรรมในปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นตามลำดับ เพื่อสนองนโยบายในการมีสุขภาพที่ดีถ้วนหน้าของประชาชน เพราะสุขภาพในช่องปากนั้น โดยเฉพาะฟันมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อสุขภาพทั่วไปของร่างกาย การทำให้ฟันมีประสิทธิภาพในการใช้งานได้ดีแม้เมื่อเกิดการเสื่อมสภาพ เช่น ฟันผุ ฟันหัก  ตลอดจนให้มีการคงความสวยงามเหมือนธรรมชาติ จึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นวันนี้ทางรายการจะขอเสนอเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก นั่นก็คือเรื่อง “เซรามิกส์ในวงการทันตกรรม ” ครับ

    คุณผู้ฟังครับ วัสดุที่ใช้ในการอุดฟันจากอดีตจนถึงปัจจุบันที่นิยมใช้กันมาก นั้นได้แก่ อมัลกัม ซึ่งมีส่วนผสมเป็นผงโลหะชนิดต่างๆ ได้แก่  เงิน 35%  , ดีบุก 9% , ทองแดง 6% และสังกะสีเล็กน้อย โดยมีปรอทซึ่งเป็นโลหะเหลวเป็นตัวเชื่อมประสานครับ

    ซึ่งในงานวิจัยจำนวนมากได้กล่าวถึงผลของการใช้ปรอทในสารอุดฟันที่มีต่อร่างกายมนุษย์ตลอดจนมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากปรอทสามารถระเหยไปในบรรยากาศได้เมื่อปรอทนั้นได้รับความร้อน เช่นในขณะที่มีการผสมปรอทในอมัลกัมในงานของทันตแพทย์ เพื่อการอุดฟัน ในอเมริกาพบว่าทันตแพทย์ใช้ปรอทเป็นปริมาณมากถึง 40 ตันต่อปี และจากการศึกษาคนที่ได้รับการอุดฟันด้วยอมัลกัม เมื่อเสียชีวิตลง ไม่ว่าจะถูกฝังหรือถูกเผาก็ตาม จะพบว่ามีสารปรอทจากอมัลกัมปะปนเข้าไปในอากาศ ดิน และน้ำ ในสภาพแวดล้อมเป็นจำนวนมาก

    ดังนั้นจึงมีการพัฒนาลดการใช้อมัลกัมเป็นสารอุดฟันทั้งในอเมริกาและยุโรปขึ้น เพื่อลดปริมาณใช้ปรอทในการอุดฟัน และเซรามิกส์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ใช้เป็นวัสดุทันตกรรมชนิดสารอุดฟัน นอกจากนั้นเซรามิกส์ยังนำมาใช้เป็นตัวฟัน หรือครอบฟันอีกด้วย

    เซรามิกส์ที่กล่าวมามีทั้งที่เป็นพอร์ซเลน และกลาสเซรามิกส์ คุณผู้ฟังครับวัสดุทั้งสองชนิดนี้ มีความแข็งแรงสูง ความแข็งแรงใกล้เคียงธรรมชาติ และทนต่อการเสียดสี ซึ่งการเสียดสีนี้ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นจริงในช่องปากขณะเคี้ยวอาหาร นอกจากความเหมาะสมในการใช้งานแล้ว ความสวยงามอันเกิดจากความเหมือนฟันธรรมชาติก็เป็นปัจจัยอีกอันหนึ่งที่ทำให้นำเซรามิกส์ ที่เป็นพอร์ซเลนมาใช้กันอย่างกว้างขวาง แม้ว่าเซรามิกส์จะแข็งมากและยากต่อการเจียระไนและตกแต่งของทันตแพทย์หรือหมอฟันก็ตาม และกลาสเซรามิกส์ง่ายต่อการเจียระไน ตกแต่งจึงเหมาะแก่การทำเป็นฟันมากกว่าพอร์ซเลน งานวิจัยที่พัฒนาเกี่ยวกับกลาสเซรามิกส์ในงานทันตกรรมมีการวิจัยกันมาแล้วระดับหนึ่ง โดยความร่วมมือของ 4 ประเทศ ในกลุ่ม EU ได้แก่ อังกฤษ ไอร์แลนด์ เบลเยียม และเนเธอร์ แลนด์ แต่ยังต้องมีการวิจัยและพัฒนายิ่งขึ้นไป เพื่อให้ง่ายต่อการเจียระไนตกแต่ง เช่นในการกรอฟันที่ผุ เพื่อให้เข้ากับรูปร่างของรูฟันที่ผุ ซึ่งทำให้เข้ากับรูปร่างของฟันได้ดียิ่งขึ้นต่อไป

     -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ คุณผู้ฟังต้องเคยฟันหักหรือฟันหลุดไหมครับ  และในแต่ละปีมีสถิติที่สหรัฐอเมริกามีอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บจนทำให้ฟันดีๆ ต้องหลุดออกจากปากของเจ้าของกว่า 2 ล้านซี่ จากพลเมืองกว่า 200 ล้านคนของเขา ถ้าคิดเทียบตัวเลขนี้กับประเทศไทย ซึ่งมีพลเมืองกว่า 60 ล้านคน คนไทยมีอาการบาดเจ็บจนฟันหลุดกว่า 6 แสนซี่ต่อปี ทันตแพทย์กล่าวว่าการที่ฟันหลุดออกจากเบ้ารองฟันถ้าสามารถใส่คืนหรือปลูกไว้ที่เดิมจะสามารถใช้งานได้เหมือนเดิม แต่ต้องทำให้ทันเวลาและถูกวิธี ข้อสำคัญต้องไม่ปล่อยให้ฟันและเอ็นรอบรากฟันแห้งตาย เพาะว่าฟันจะตายภายใน 1 ชั่วโมง ส่วนเอ็นเยื่อจะตายภายใน 30 นาที หลังจากฟันหลุดออก แต่ฟันอาจมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 4 ชั่วโมงหรือกว่านั้นได้ถ้าเก็บไว้ในสารละลาย และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น ในน้ำลาย น้ำนม หรือน้ำยาพิเศษที่มีความเป็นกรดด่างพอเหมาะ อุดมด้วยแร่ธาตุ สารอาหาร วิตามินและยาต้านจุลชีพ  (ดังนั้น ถ้าฟันหลุดก็ควรอมไว้ก่อนนะครับ ถ้าหาน้ำนมหรือน้ำยาไม่ทัน)นี่คือวิธีรักษาฟังที่ง่ายที่สุดครับ

    แต่ถ้าในกรณีที่ฟันและเซลล์รอบรากฟันไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้แล้ว ภายหลังจากฟันที่หลุดออกมา ก็จำเป็นต้องหาวัสดุอื่นเข้าไปแทนที่ครับ ที่เรียกว่า ฟันปลอม คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าฟันปลอม คือสิ่งประดิษฐ์ หรือสิ่งที่ทำขึ้นเพื่อทดแทนฟันแท้ที่สูญเสียไป อันที่จริงคนเราสามารถใช้เหงือกบดเคี้ยวอาหารก็ได้นะครับ แต่อาจเคี้ยวได้เฉพาะพวกแป้งและอาหารอ่อนเท่านั้น ซึ่งทำให้สารอาหารไม่ครบหมู่ การบดเคี้ยวไม่ละเอียดเพียงพอเป็นผลเสียกับระบบย่อยอาหาร และทำให้กล้ามเนื้อบดเคี้ยวอาหารทำงานมากกว่าปกติด้วยครับบ ฟันปลอมจึงมีบทบาทในด้านช่วยการบดเคี้ยวให้มีประสิทธิภาพเหมือนปกติ ช่วยให้มีความสวยงามเหมือนธรรมชาติทำให้ความสมบูรณ์ของร่างกายของใบหน้าอยู่ในสภาพเดิม และเป็นการปรับปรุงแก้ไขทำให้บุคลิกภาพอื่นๆที่สูญเสียไปเมื่อไม่มีฟัน เช่น การออกเสียงไม่ชัดนั่นเองครับ อีกสักครู่จะพูดถึงชนิดของฟันปลอมกันต่อครับ รอฟังกันในช่วงหน้านะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ ฟันปลอมแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด แบบถอดได้และแบบติดแน่น ในครั้งนี้จะพูดถึงเฉพาะแบบติดแน่นนะครับ ฟันปลอมชนิดแบบติดแน่นเป็นฟันที่ติดอยู่ในช่องปากอย่างถาวร ถอดออกมาล้างไม่ได้ ตัวฟันปลอมจะวางอยู่บนสันเหงือกและมีสวนยื่นออกไปจากฟันปลอมนี้เพื่อยึดกับฟันข้างเคียงที่อยู่ติดกับช่องว่าง โดยใช้วัสดุในการยึดติดฟันปลอมไว้ ฟันปลอมจะติดแน่นในช่องปากเหมือนฟันธรรมชาติ การใส่ฟันปลอมชนิดนี้เรียกว่าการทำสะพานฟัน ซึ่งมี 2 วิธีด้วยกันครับ

    วิธีที่ 1. ส่วนของฟันปลอมจะยื่นออกไปยึดกับฟันหลัก ทำเป็นปีก หรือฟันครอบเพื่อครอบทับฟันหลักโดยไม่ต้องกรอฟันหลัก หรือ กรอแต่งบ้างเล็กน้อย เพื่อให้ปีกของฟันปลอมมาเกาะ แต่จะทำให้ฟันหลักมีซี่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ถ้าปีกหนามากไปจะทำให้การสบฟันมีปัญหา แต่ถ้าบางเกินไปฟันปลอมจะไม่แข็งแรงครับ

    วีธีที่ 2. ส่วนของฟันปลอมที่ยื่นออกไปยึดกับฟันหลัก ทำเป็นครอบฟัน ครอบทับลงไปบนฟันหลักทั้ง 2 ซี่ โดยที่ต้องกรอฟันหลักออกโดยรอบอย่างน้อย 1 มิลลิเมตร การทำฟันปลอมชนิดนี้จะทำให้ได้แรงยึดมากขึ้น เพราะมีพื้นที่ใช้ยึดมากกว่า ครอบฟันที่ทำขึ้นจะมีขนาดเหมือนฟันเดิม

    คุณผู้ฟังครับนอกจากอาการ ฟันหลุด ที่พบแล้ว อาการ ฟันผุ ยังเป็นโรคที่พบในช่องปากได้บ่อยมากครับ จากสถิติพบว่าเด็กไทยอายุ 3 ปี จะมีฟันน้ำนมผุโดยเฉลี่ย 3 ซี่ และผู้ใหญ่อายุ 35 – 44 ปีมีฟันแท้โดยเฉลี่ย 7 ซี่ โดยถ้าผุในชั้นในเนื้อฟันจะลุกลามเร็วกว่าชั้นเคลือบฟัน ที่อยู่ภายนอก และต้องกรอเอาส่วนผุออกให้หมดจึงจะซ่อมแซมฟันให้มีรูปร่าง และขนาดเหมือนฟันเดิมได้ การซ่อมแซมฟันทำได้หลายวิธีด้วยกันนะครับ

    วิธีแรก คือการอุดฟันธรรมดา การอุดฟันธรรมดาจะ ใช้ในกรณีที่มีเนื้อฟันเหลืออยู่มากพอจะยึดวัสดุอุดฟันได้ครับ

    วิธีที่สองคือการอุดฟันร่วมกับการฝังหมุด ถ้าเนื้อฟันเหลืออยู่น้อยเกินไป จะต้องฝังหมุดลงในเนื้อฟันก่อน เพื่อเพิ่มแรงยึดของวัสดุอุดฟันกับเนื้อฟัน แล้วจึงอุดเหมือนการอุดฟัน

    วิธีที่สามคือการอุดฝัง ต้องทำชิ้นวัสดุอุดฟันให้มีขนาดพอดีกับเนื้อฟันที่ถูกกรอออกไป แล้วจึงอุดลงไปในเนื้อฟัน โดยมีสารตัวยึดให้ชิ้นวัสดุนี้ติดแน่นอยู่กับตัวฟัน

    วิธีที่สี่คือการอุดครอบต้องทำชิ้นวัสดุอุดฟันให้มีขนาดพอดีกับเนื้อฟันที่ถูกกรอออกไปเหมือนการอุดฝัง แต่เนื้อฟันของการอุดแบบนี้ไม่ได้ถูกกรอลึกมากนัก จึงเป็นการอุดครอบชิ้นวัสดุโดยมีสารตัวยึดลงบนเนื้อฟัน

    วิธีสุดท้ายคือการครอบฟัน การครอบฟันจะทำในรายการที่สูญเสียเนื้อฟันไปมากหรือฟันตาย คือฟันที่เปลี่ยนสีเป็นสีคล้ำ-ดำ  จนต้องกรอฟันรอบนอกออก ทำให้ต้องซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ทั้งซี่ การซ่อมแซมนี้ทำได้โดยการจำลองรูปแบบของฟันจากภาพถ่ายรังสีของฟันเดิมให้เป็นชิ้นวัสดุที่มีขนาดพอเหมาะในการครอบลงบนเนื้อฟันที่เหลืออยู่

    คุณผู้ฟังครับ อีกสักคู่ เราจะพูดถึงการเลือกวัสดุที่ใช้สำหรับทำฟันปลอมและอุดฟันกันครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

               การเลือกวัสดุหรือชิ้นวัสดุสำหรับทำฟันปลอมและสำหรับอุดฟันนั้น ต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานและตำแหน่งของฟันเป็นหลัก เช่น ถ้าเป็นฟันกรามต้องมีความแข็งแรงทนการเสียดสีเป็นหลัก และถ้าเป็นฟันหน้าความแข็งแรงจะเป็นรอง แต่ต้องมีความเหมือนเดิม เช่น สีและความโปร่งแสงเป็นหลัก

    วัสดุที่ใช้ในการทำฟันปลอมมีด้วยกัน 3 ชนิด

    ชนิดที่ 1.อะครีลิค โดยมากตัวโครงสร้างเป็นโลหะ ด้านนอกเคลือบอะครีลิค ซึ่งเป็นโพลิเมอร์ชนิดหนึ่ง มีความแข็งแรงพอควรแต่ทนแรงกระแทกไม่ได้มาก สามารถกรอแต่งได้ง่าย มีสีที่ปรับแต่งให้เหมือนธรรมชาติได้ แต่ขณะเดียวกัน ก็ดูดซับสีจากอาหารที่รับประทานได้ดี เบา ไม่แข็งมากทำให้มีปัญหาทำให้ฟันคู่สบสึก

    ชนิดที่  2.พอร์ซเลน ตัวโครงอาจเป็นโลหะแล้วเคลือบด้วยพอร์ซเลนด้านนอก หรือเป็นพอร์เลนทั้งชิ้น  มีความแข็งแรงสูง ทนต่อการเสียดสี มีความแข็งแรงสูงเช่นกัน ทำให้มีปัญหาต่อฟันคู่สบ ปรับแต่งสีได้ แต่ไม่ดูดซับสีจากอาหาร หนักกว่าอะครีลิคมาก

    ชนิดที่  3.กลาสเซรามิกส์ ปัจจุบันมีการพัฒนากลาสเซรามิกส์เพื่อให้ทำเป็นฟันปลอม เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ เช่นความแข็งแรงสูง ความเป็นฉนวน ไฟฟ้าและความร้อน ความแข็งแรงที่ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติ เพื่อลดปัญหาการสึกของฟันคู่สบ ง่ายต่อการตกแต่ง ทันตแพทย์สามารถใช้เครื่องมืกรอฟันธรรมดาที่ใช้อยู่ในการตกแต่ง และสามารถปรับแต่งสีให้มีความใกล้เคียงกับธรรมชาติได้โดยใช้ออกไซด์ของโลหะต่างๆช่วย

    วัสดุที่ใช้ในการอุดฟัน มีด้วยกัน 4 ชนิด

    วัสดุชนิดที่1.มีชื่อว่าอมัลกัมเป็นวัสดุอุดฟันที่ใช้กันมานาน เกิดจากการผสมของโลหะหลายชนิดได้แก่ เงิน , ดีบุก , สังกะสี , ทองแดง , ปรอท  โดยมีปรอทเป็นโลหะชนิดเดียวที่เป็นของเหลวเป็นตัวทำละลายทำให้วัสดุอุดฟันที่เป็นสีเทาเงิน มีความแข็งแรงสูง แต่ไม่สามารถยึดติดกับฟันได้ และไม่ปล่อยฟลูออไรด์ มักใช้ในการอุดฟันกราม รับแรงบดเคี้ยวได้ดีแต่ไม่ต้องการสวยงาม

    วัสดุชนิดที่ 2. มีชื่อว่ากลาสไอออโนเมอร์ เป็นวัสดุอุดฟันที่เป็นผงแล้วใส่ของเหลวลงไปในการทำเป็นสารประกอบเพื่ออุดฟัน มีสีเหมือนฟันใช้อุดรอยผุเล็กๆของฟันหน้า คอฟัน และอุดร่องฟันของฟันน้ำนม สามารถปล่อยฟลูออไรด์ออกมาช่วยในการป้องกันฟันผุต่อได้ แต่ไม่แข็งแรงมากนัก มีการสึกหรอได้มากกว่าวัสดุอื่น

    วัสดุชนิดที่ 3.มีชื่อว่าเรซินคอมโพสิท เป็นสารประกอบที่มีสีใกล้เคียงกันกับธรรมชาติ แข็งแรงกว่ากลาสไอออโนเมอร์ แต่ไม่มีการปล่อยฟลูออไรด์ มักใช้ในการอุดฟันหน้าเพื่อความสวยงามตามธรรมชาติ

    วัสดุชนิดที่ 4.มีชื่อว่ากลาสเซรามิกส์ สามารถใช้ทำเป็นชิ้นวัสดุอุดฟันทั้งชนิด inlay (อินเล), onlay(ออนเล) และ crow(โครว) โดยใช้เครื่องขึ้นรูป  เพื่อเตรียมเป็นชิ้นวัสดุอุดฟัน โดยที่รูปร่างของเนื้อฟันส่วนที่ผุจะใช้ภาพถ่ายรังสีเป็นตัวกำหนด รูปร่าง

    อีกสักครู่ เราจะมาพูดถึงกลาสเซรามิกส์กันต่อครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับกลาสเซรามิกส์ คือ ของแข็งที่ผลิตขึ้นมาจากแก้ว โดยการทำให้แก้วผ่านกระบวนการทางความร้อน ที่มีการควบคุมทั้งอุณหภูมิและช่วงเวลา จนเกิดเป็นโครงสร้างผลึก ที่เป็นระเบียบและสมมาตร กระบวนการทางความร้อนมี 2 ขั้นตอน ได้แก่ การทำให้นิวเคลียสขึ้นในเนื้อแก้ว และ  การทำให้นิวเคลียสเติยโตขึ้นอย่างเหมาะสมในเนื้อแก้ว

    กลาสเซรามิกส์จึงแตกต่างจากแก้วหลังจากที่ได้ผ่านกระบวนการที่มีความร้อนและช่วงเวลาที่เหมาะสมของกระบวนการทางความร้อน โดยที่แก้วคือวัตถุที่มีโครงสร้งแบบโครงข่ายแบบสามมิติที่ไม่เป็นระเบียบและไม่สมมาตร ดังนั้นลักษณะของความเป็นระเบียบ และความสมมาตร ของโครงสร้างเหล่านี้ทำให้สามารถจำแนกเป็นผลึกแก้วได้

    การศึกษากลาสเซรามิกส์ ที่นำมาใช้งานทางด้านทันตกรรม จะเน้นให้ได้มาถึงกลาสเซลามิกส์ที่สามารถนำมาเจียระไนหรือกรอฟันได้ง่ายเพื่อที่ว่าทันตแพทย์จะได้นำ กลาสเซรามิกส์ นั้นไปใช้งาน ทั้งที่เป็นชิ้นวัสดุอุดฟันและฟันปลอม นอกจากนั้นกลาสเซรามิกส์ยังสามารถนำมาตกแต่งได้ง่าย เกิดความสวยงามและมีความเหมือนธรรมชาติของฟันเมื่ออยู่ในช่องปาก

    คุณผู้ฟังครับนับว่าเซรามิกส์ที่เราเห็นอยู่ในรูปของพวกเครื่องเคลือบ และถ้วยชามนั้น มีประโยชน์มาก ทั้งเป็นภาชนะสำหรับใส่อาหารและช่วยซ่อมแซมอวัยวะที่ใช้ในการรับประทานอาหารอีกด้วย ถ้าไม่มีเจ้ากลาสเซลามิกส์ตัวนี้แล้วเราเมื่อเวลาฟันเราผุก็คงฟันหรอ ทานได้แต่อาหารเหลวนะครับ  ทางรายการต้องขอบคุณ อ.ดวงฤดี  ฉายสุวรรณ ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทีให้ข้อมูลมา ณ ที่นี้ หากผู้ฟังสนใจรายละเอียดเขียนคำถามส่งไปทางไปรษนียบัตรถึง รายการ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.   ตู้ ปณ.1077  ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 สำหรับรายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”  ในวันนี้ได้หมดเวลาลงแล้ว  พบกับรายการนี้ได้ใหม่   ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุเรื่อง “การศึกษาเยื่อสาโดยวิธีระเบิดด้วยไอน้ำ”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ที่  12 เดือน  กรกฎาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง การศึกษาเยื่อสาโดยวิธีระเบิดด้วยไอน้ำ

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

              สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง  โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ และวันนี้กระผมมีความรู้จากผลงานวิจัยที่น่าสนใจมาฝากครับ นั่นก็คือ เรื่อง การศึกษาเยื่อสาโดยวิธีระเบิดไอน้ำ คุณผู้ฟังครับ ปอสาเป็นพืชเส้นใยชนิดหนึ่ง   อยู่ในตระกูลเดียวกับหม่อนและขนุน มีชื่อเรียกกันหลายชื่อแล้วแต่ท้องถิ่นครับ เช่น ภาคเหนือ  และตะวันออกเฉียงเหนือ  เรียก ปอสา  ปอกะสา  ภาคตะวันตก  เรียก  หมอพี  หมกพี  ภาคใต้เรียก  ปอฝ้าย  เส้นใยปอสาส่วนใหญ่ได้จากเปลือกของลำต้นใช้เป็นวัตถุดิบคุณภาพดี   ในการผลิตกระดาษชนิดต่าง ๆ  กระดาษสา  มีคุณสมบัติ  คือ  ทนทานไม่กรอบเปื่อยยุ่ย   เก็บรักษาได้นาน   หากใช้ทำหนังสือตัวหนังสือจะไม่ซีดจางอยู่ได้นานกว่าร้อยปี   ปัจจุบันผลผลิตปอสาส่วนใหญ่   ใช้ทำกระดาษด้วยมือ  และทำประโยชน์ได้มากมาย  ได้แก่  กระดาษร่ม   ดอกไม้ประดิษฐ์   โคมไฟ  พัด  ว่าว  บัตรอวยพรต่าง ๆ   กระดาษวาดภาพกระดาษห่อสารเคมี   บรรจุในก้อนถ่านไฟฉาย  และใช้ประโยชน์ต่าง ๆ  ในโรงพยาบาล

    นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณเป็นพืชสมุนไพรในการรักษาโรคต่าง ๆ เช่น  ใบ ใช้ขับปัสสาวะ  แก้พิษแมลงกัดต่อย   กลากเกลื้อน    ผลสุก  ใช้บำรุงไตแก้อ่อนเพลีย  เปลือกลำต้น  ใช้ห้ามเลือด   ราก  แก้ไอ  อาเจียน   น้ำยางจากลำต้น  ใช้แก้การบวมน้ำ และแมลงกัดต่อยด้วย

     -เพลงคั่นรายการ-

           คุณผู้ฟังครับ  ปอสาเป็นพืชยืนต้นขนาดกลาง  มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน  คาบสมุทรเกาหลี  และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ในประเทศไทยส่วนใหญ่พบขึ้นเองตามธรรมชาติ  เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนซุย    มีความชื้นสูง   โดยเฉพาะใกล้บริเวณแห่งน้ำ    ริมลำธาร   ตามซอกเขามีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย  พบมากในจังหวัดต่าง ๆ  ทางภาคเหนือ  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และภาคตะวันตก

    ลำต้น มีลักษณะกลมเปลือกลำต้นเรียบ  สีน้ำตาลเข้ม  หรือมีลายดำน้ำตาลดำแกมม่วงหรือสีอื่น ๆ  แล้วแต่พันธุ์เมื่อตัดต้นหรือกิ่งพบว่าระหว่างเปลือกกับแกนของลำต้น  จะมีน้ำยางสีขาวข้นไหลออกมาครับ

    ใบเป็นใบเดี่ยว  มี  2  ลักษณะ  คือ  ชนิดใบมนรูปร่างคล้ายรูปหัวใจ  และชนิดใบแฉกมี  3 – 5  แฉก    บางต้นมีใบทั้งสองชนิดอยู่บนต้นเดียวกัน   ลักษณะใบมีขนอ่อนปกคลุมขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย    ปลายใบแหลม  หลังใบมีสีเขียวแก่   ท้องใบสีเขียวอ่อนอมขาวสะท้อนแสง   ใบมีความกว้าง  6 – 12  เซนติเมตร  ยาว  7 – 20  เซนติเมตร  ก้านใบยาวประมาณ  3 – 10  เซนติเมตร  หูใบยาวประมาณ  1 – 2  เซนติเมตร

    ดอก มี  2 ชนิด  คือ   ดอกตัวเมียและดอกตัวผู้อยู่แยกจากกันคนละต้น  เป็นต้นตัวเมียและต้นตัวผู้     ช่อดอกตัวเมียที่เจริญเต็มที่มีลักษณะกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  2 – 3 เซนติเมตร  ประกอบด้วยกลุ่มดอกค่อนข้างแน่น    ดอกอ่อนมีสีเขียว  ยอดเกสรตัวเมียมีลักษณะยาว  1 – 3  เซนติเมตร  อยู่โดยรอบ    เมื่อดอกแก่ได้รับการผสมแล้ว   แต่ละดอกจะเจริญไปเป็นผล   มีลักษณะเป็นท่อเล็ก ๆ   สีแดงอมส้ม   อ่อนนุ่มภายในมีเมือกชื้น  โดยมีส่วนของเมล็ดติดอยู่ด้านปลายผล   ซึ่งนกและกระรอกชอบกินเป็นอาหาร    สำหรับช่อดอกตัวผู้มีลักษณะยาว  ประมาณ  2 – 15  เซนติเมตร  สีน้ำตาลอ่อน   ดอกย่อยมีกลีบดอก  4  กลีบ   มีเกสรตัวผู้  4  อัน   ปอสาจะออกดอกครั้งแรกเมื่อต้นมีอายุประมาณ  1  ปี   ช่วงเวลาออกดอกไม่มีกำหนดที่แน่นอน   ทยอยออกตลอดทั้งปีช่วงที่พบออกดอกมากมี  2  ช่วง  คือ  ช่วงแรกระหว่างเดือน  กุมภาพันธ์ – มีนาคม  และช่วงที่  2  ระหว่างเดือน  มิถุนายน – กรกฎาคม   ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อม

    เมล็ด มีสีน้ำตาลแดง  มีขนาดเล็ก    ช่วงเวลาการเก็บเมล็ดระหว่างเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน  จะได้เมล็ดสมบูรณ์มากกว่าช่วงเดือนพฤศจิกายน  และธันวาคม  หรือช่วงอื่น ๆ

    รากปอสามีระบบรากแก้วไม่ลึกแต่มีการแตกราก  แพร่กระจายออกรอบ ๆ ต้น  สามารถใช้ขยายพันธุ์ได้

     -เพลงคั่นรายการ-

             คุณผู้ฟังครับ การจำแนกพันธุ์ปอสาในไทยนั้น  ปัจจุบันชาวบ้านแยกพันธุ์ตามลักษณะสีของลำต้นครับ  ที่พบได้แก่  พันธุ์ต้นลาย   พันธุ์ต้นไม่มีลายสีน้ำตาลเข้ม  หรือสีดำแกมม่วง   สำหรับกรมวิชาการเกษตรได้รายงานการจำแนกพันธุ์ตามสีของก้านใบเป็น   2   พันธุ์   ได้แก่ พันธุ์ที่มีก้านใบเป็นสีน้ำตาลแกมม่วง พบอยู่ในสภาพธรรมชาติกระจายอยู่ทั่วประเทศ และพันธุ์ที่มีก้านใบเป็นสีเขียวอ่อน   พบครั้งแรกในเขต อำเภอปากชม  จังหวัดเลย และขึ้นแพร่กระจายตามริมแม่น้ำ เขตรอยต่อประเทศลาว

    นอกจากนั้นยังได้มีการนำเอาพันธุ์ปอสาจากประเทศญี่ปุ่น เข้ามาปลูกในประเทศไทยด้วย   โดยได้มีการนำเข้ามาเมื่อปี  พ.ศ. 2522

    การขยายพันธุ์ปอสาสามารถขยายพันธุ์ได้  3  วิธี คือ  การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด  เมล็ดปอสาจากดอกที่สมบูรณ์  และแก่จัดจะใช้ขยายพันธุ์ได้ผลดี   มีความงอกสูงประมาณร้อยละ  80  เมล็ดมีขนาดเล็ก จึงสะดวกและง่ายต่อการขยายพันธุ์จำนวนมาก สำหรับปลูกเพื่อการค้า ต้นกล้าจากเมล็ดแม้จะมีการเจริญเติบโตช้าในช่วงแรกเมื่อเปรียบเทียบกับกล้าจากกิ่งหรือไหลแต่ก็สามารถเจริญเติบโตได้ใกล้เคียงกันเมื่ออายุ  2   ปี  ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและสภาพพื้นที่

    การขยายพันธุ์ด้วยราก    ระบบรากของปอสากระจายแผ่กว้าง   รากสามารถเจริญเป็นต้นอ่อนได้   มักเรียกรากเหล่านี้ว่าไหล    ในสภาพที่มีความชื้นเหมาะสม   สามารถนำไปชำเป็นกล้าปลูกได้ผลดี

    การขยายพันธุ์ด้วยลำต้นหรือกิ่งชำ   ส่วนของลำต้นและกิ่งปอสาสามารถนำไปปักชำเป็นกล้าปลูกได้   แต่การปักชำวิธีนี้   โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ  4 – 6  สัปดาห์ จึงจะเริ่มออกราก  ซึ่งใช้เวลานานกว่าการปักชำด้วยราก

    คุณผู้ฟังครับปอสาสามารถเจริญเติบโตได้ดีและรวดเร็วในสภาพพื้นที่  และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม   คือ  พื้นที่ดินร่วนซุยมีความอุดมสมบูรณ์สูง   สภาพอากาศมีความชื้นสูง   เนื่องจากปากใบปอสามีขนาดค่อนข้างใหญ่  มีอัตราการคายน้ำสูง    อย่างไรก็ตามในสภาพความชื้นต่ำปอสาก็เจริญเติบโตอยู่ได้  แต่ใบจะมีขนาดเล็กลงและเจริญเติบโตช้าลงครับ

    แหล่งที่ผลิตปอสาโดยทั่วไปส่วนใหญ่เป็นการตัดเก็บเกี่ยวจากต้นที่ขึ้นอยู่เองตามธรรมชาติ แหล่งที่มีการตัดและลอกเปลือกปอสากันมากอยู่ทางภาคเหนือ  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ในธรรมชาติปอสาจะแพร่พันธุ์โดยใช้ส่วนของรากมากกว่าส่วนอื่น แต่ในการปลูกสามารถเตรียมกล้าพันธุ์ได้หลายวิธี  ได้แก่  การเตรียมกล้าพันธุ์จากเมล็ด  โดยใช้เมล็ดที่สมบูรณ์เพาะในกระบะทรายก่อนจนกว่าจะงอกเป็นต้นแตกใบจริงประมาณ  1 – 2  ใบ  จึงย้ายลงเพาะในถุงต่อไป  หรืออาจเพาะในถุงโดยตรงก็ได้   ถ้าเมล็ดมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง  เลี้ยงกล้าไว้อายุอย่างน้อยประมาณ  1  เดือนขึ้นไปจนรากเป็นสีน้ำตาล    ลำต้นสมบูรณ์แข็งแรงพอจึงย้ายกล้าลงแปลงปลูก  ศัตรูที่ควรระวังในการเพาะกล้าจากเมล็ด  คือ  มด  และเชื้อรา      การเตรียมกล้าพันธุ์จากราก  โดยตัดแขนงรากที่เลื้อยตามผิวดินมาปักชำในถุงพลาสติก   หรือกระบะทรายผสมขี้เถ้าแกลบแขนงรากที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่    หรือมีต้นอ่อนเริ่มเจริญติดอยู่   จะปักชำได้กล้าพันธุ์รวดเร็วกว่า  แขนงรากขนาดเล็ก  การปักชำโดยวิธีนี้มีความงอกสูงประมาณร้อยละ  90  หลังปักชำแล้วประมาณ  1  เดือนก็สามารถนำไปปลูกในแปลงได้       การเตรียมกล้าพันธุ์จากกิ่ง  โดยตัดกิ่งหรือลำต้นเป็นท่อนพันธุ์ยาวประมาณ  6 – 8  นิ้ว  ปักชำในถุงพลาสติกหรือกระบะเพาะชำหลังจากนั้นต้องไม่เคลื่อนย้ายจนกว่าท่อนพันธุ์จะมีรากแข็งแรง     ใช้เวลาประมาณ  45 วัน  หรือมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของท่อนพันธุ์     การเจริญเติบโตในช่วงแรกจะมีการสร้างใบ   ก่อนการสร้างราก   ถ้าใบมีขนาดใหญ่   ควรตัดใบออกครึ่งหนึ่ง   หรือ  2 ใน 3  ของใบ  เพื่อลดการคายน้ำ  มิฉะนั้น    อาจทำให้ท่อนพันธุ์แห้งตายก่อนที่จะสร้างรากได้   การปักชำวิธีนี้  ควรใช้ท่อนพันธุ์จากลำต้นที่มีอายุมากจะมีเปอร์เซ็นต์การงอก  และการรอดตายสูงกว่าท่อนพันธุ์ที่มีอายุน้อย  อย่างไรก็ตามการเตรียมกล้าโดยวิธีนี้  ได้ผลค่อนข้างช้า  และเปอร์เซนต์การได้ต้นกล้าที่แข็งแรงน้อยกว่า  2   วิธีแรก

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ ในการปลูกต้นปอสานั้น ในสภาพพื้นที่รายการเตรียมดินโดยการไถดะ  1  ครั้ง  ไถแปร  1  ครั้ง   ให้ดินละเอียดร่วนซุยแล้วจึงย้ายกล้าลงแปลงปลูก  สำหรับในสภาพพื้นที่เชิงเขาที่มีความลาดชันสูงในลักษณะปลูกแซมป่า   ควรขุดหลุมกว้างประมาณ   1  หน้าจอบ  ลึกประมาณ   2  หน้าจอบ    ให้กำจัดวัชพืชบริเวณรอบหลุมในรัศมีไม่ต่ำกว่า  25  เซนติเมตร   ควรปลูกในช่วงฤดูฝน   ขณะที่สภาพดินและอากาศมีความชื้นสูง   ถ้าต้นกล้ามีใบมาก   ควรตัดใบทิ้งบ้าง  เพื่อลดการคายน้ำ  ในช่วงแรกของการย้ายปลูกควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ   เพื่อให้ปอสาตั้งตัวได้เร็ว

    การเจริญเติบโตของปอสาตอบสนองต่อความชื้น  และความอุดมสมบูรณ์ของดินค่อนข้างสูง     ถ้าปล่อยให้ปอสาเจริญเติบโตอิสระปอสาจะแตกพุ่มมาก   อาจมีเส้นผ่าศูนย์กลางทรงต้นถึง   4  เมตร  สูง  3 – 4  เมตร   ดังนั้น  การกำหนดระยะปลูกจึงมีผลต่อลักษณะการเจริญเติบโตของลำต้นมาก  ถ้าระยะปลูกถี่ปอสาจะแตกพุ่มน้อย   มีการเจริญเติบโตของลำต้นค่อนข้างตรงและสูงกว่าการปลูกระยะห่าง    ซึ่งจะแตกพุ่มมากกว่าด้วย   การกำหนดระยะปลูกที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนำลำต้นไปใช้  และสภาพของพื้นที่ปลูกด้วย

    นอกจากนี้การปลูกโดยใช้กล้าพันธุ์จากกิ่งหรือรากจะมีการแตกกิ่งมากกว่าใช้กล้าพันธุ์จากเมล็ด  และมีความสม่ำเสมอของลำต้นและกิ่งน้อยกว่ากล้าพันธุ์จากเมล็ดด้วย

    ในปัจจุบันยังไม่พบศัตรูของปอสาที่ขึ้นเองในสภาพธรรมชาติแต่ในแปลงปลูกพบศัตรูบ้างเล็กน้อย   ยังไม่เป็นปัญหามากนัก    ได้แก่หนอนแจะลำต้น  เพลี้ยอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบในช่วงฤดูร้อน  ระหว่างเดือนมีนาคม  –  เมษายน

    วัชพืชไม่เป็นปัญหามากนักต่อการเจริญเติบโตของปอสาเนื่องจากเมื่อปอสาตั้งตัวในแปลงปลูกได้แล้ว  จะเจริญเติบโตเร็ว  มีใบขนาดใหญ่  สามารถคลุมวัชพืชได้  ถ้าหากในไร่มีวัชพืชมาก  อาจทำการกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกช่วงแรกที่ย้ายกล้าลงแปลง  ขณะที่ปอสายังเล็กอายุประมาณ  1 – 2  เดือน

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับปอสาที่ใช้ในประเทศขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตที่ได้จากธรรมชาติ  เกษตรกรจะมีการตัดปอสากันมากในช่วงเดือนมีนาคม – พฤศจิกายน  ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาว    ตอปอสาจะแตกกิ่งใหม่  เมื่อมีฝนเพียงพอและสามารถลอกเปลือกได้ง่ายสำหรับในช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์    ก็มีการตัดลอกเปลือกปอสาขายกันบ้าง  แต่มีปริมาณน้อย  โดยทั่วไปเกษตรกรจะเก็บเกี่ยวปอสา  เพื่อลอกเปลือกขาย  ทำกัน  2  วิธี  ได้แก่

    การตัดปอสาทั้งต้นที่แตกออกจากพื้นดิน  โดยตัดสูงจากพื้นดินประมาณ  30 – 50  เซนติเมตร  หรืออาจใช้วิธีตัดกิ่งที่มีขนาดตามต้องการ  ซึ่งเป็นการตัดกิ่งจากต้นปอสาขนาดใหญ่ที่มีอายุมาก ๆ  แต่การตัดกิ่งปัก  ไม่นิยมเหมือนการตัดลำต้น  เพราะลอกเปลือกยากและขาดง่ายกว่าการลอกจากลำต้น

    การลอกเอาเฉพาะเปลือกโดยไม่ตัดต้น  ส่วนใหญ่ใช้ลอกเปลือกต้นปอสาขนาดใหญ่  ที่มีอายุมากประมาณ   10 – 15  ปีขึ้นไปมักได้เปลือกหนาและแข็ง  ใช้ทำกระดาษได้คุณภาพไม่ดี    สำหรับการเก็บเกี่ยวปอสาในสภาพแปลงปลูกเพื่อผลิตเปลือก   ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่ดินมีความชื้นสูง  เพื่อลดอัตราการตายของต้นตอหลังการเก็บเกี่ยว    แปลงปลูกปอสาที่เริ่มเก็บเกี่ยวครั้งแรกอาจทำได้เมื่อต้นอายุ  8 – 12  เดือนขึ้นไป   ทั้งนี้  ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ปลูก  การดูแลรักษาแปลงปลูก   และปัจจัยอื่น ๆ     ที่มีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของต้นปอสาในแปลง   ถ้าหากการเจริญเติบโตไม่ดี    ต้นยังไม่สมบูรณ์แข็งแรงพอ   การตัดเก็บเกี่ยวในครั้งแรก   อาจทำให้ต้นตอตายได้จึงไม่ควรตัดต้นปอสาที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นต่ำกว่า  5  เซนติเมตร   และควร ตัดให้เหลือตอสูงไม่น้อยกว่า  20  เซนติเมตร    หลังจากตัดต้นปอสาในครั้งแรกแล้ว  สามารถทำการเก็บเกี่ยวต่อไปได้เรื่อย ๆ  โดยไม่ต้องปลูกใหม่                   ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ประมาณปีละ  2 – 3  ครั้ง  ขึ้นอยู่กับสภาพดิน  และความชื้นของแปลงปลูก    ช่วงเก็บเกี่ยวประมาณต้นฤดูฝน    และปลายฤดูฝน  เมื่อตัดต้นปอสาแล้ว  ปอสาสามารถแตกกิ่งใหม่ได้ประมาณ   5 – 10  กิ่งต่อตอ  และควรมีการตัดแต่งกิ่งให้เหมาะสม

    คุณผู้ฟังครับปัจจุบันการจำหน่ายผลผลิตปอสาส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเปลือกปอสาแห้ง  การตลาดเปลือกปอสาแบ่งออกเป็น  2  ประเภท  คือ  ตลาดภายในประเทศ  และตลาดส่งออกต่างประเทศ  เปลือกปอสาชนิดส่งขายต่างประเทศจะมีคุณภาพดีกว่าเปลือกปอสาที่ใช้ภายในประเทศ  คุณภาพเปลือกปอสาโดยทั่วไป    พิจารณาจากความหนาของเปลือก  สีของเปลือกและความชื้น    เปลือกปอสาที่บางจะมีคุณภาพดีกว่าเปลือกหนา  ควรเป็นเปลือกจากต้นที่มีอายุ  6 – 12 เดือน   และไม่ควรเกิน   2  ปี     เปลือกควรมีสีขาวสะอาด  ปราศจากจุดดำและเชื้อราขึ้นคลุม    ดังนั้น  เมื่อตัดต้นปอสาแล้วควรรีบลอกเปลือกขูดลอกผิวและตากแห้ง    เปลือกปอสาที่มีคุณภาพดีสามารถที่จะส่งออกยังต่างประเทศได้นั้น   จะต้องมีคุณภาพ  โดยต้องแต่งผิวและตาให้สะอาดไม่มีส่วนแข็งของขอบตา  เส้นใยมีสีขาวสะอาด  ไม่มีส่วนของเปลือกสีเขียวเจือปน

    เปลือกในของปอสาสามารถนำไปใช้ในการเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตกระดาษสาของโรงงานขนาดเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียใต้โดยเฉพาะในประเทศไทย   พม่า   เวียดนาม  จีน  ไต้หวัน  เกาหลี   และญี่ปุ่น    การต้มเยื่อกระดาษสาโดยทั่วไปจะใช้โซดาไฟ   ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในการบำบัดน้ำทิ้ง

    วิทยา   ปั้นสุวรรณ   จากภาควิชาเคมี  คณะวิทยาศาสตร์    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   ได้ทำการวิจัย การระเบิดเยื่อกระดาษสาด้วยไอน้ำเป็นวิธีการที่ใช้แยกเส้นใยเซลลูโลสออกจากเฮมิเซลลูโลส    ลิกนิน   และเพคติน   ออกจากกันโดยให้ค่าความบริสุทธิ์จากแนวคิดของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม วิธีการต้มเยื่อโดยการระเบิดด้วยไอน้ำจึงถูกนำมาใช้ในการต้มเยื่อเปลือกในปอสา   รวมทั้งการต้มเยื่อด้วยไอโดรเจนเปอร์ออกไซด์    ในสารละลายเบสโปตัสเซียมไฮดรอกไซด์    ซึ่งน้ำทิ้งที่ได้จากการฟอกเยื่อสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยน้ำได้   ดังนั้นจึงไม่มีของเสียออกสู่สภาวะแวดล้อม   ดังนั้นการต้มเยื่อกระดาษสาโดยการระเบิดด้วยไอน้ำนี้   จะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยรักษาสภาพของสิ่งแวดล้อม ได้       และเวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. “  ในวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้ว  พบกับรายการนี้ได้ใหม่ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

  • ฐานข้อมูลแนะนำ

    ISI_Logo58
    scopus_Logo58
    SciVal_Logo58-1

    Kasetsart Journal

    CoverNatSciNew
    CoverSocSciNew
    Vol.48 Issue 6
    Vol.35 Issue 3