รางวัลวิจัย

Filter

จากแฟ้มงานวิจัย มก.

รายการวิทยุ

  • รายการวิทยุ เรื่อง การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารปลา/อุทัย คันโธ

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่28 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558

    เรื่อง  การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารปลา

    บทวิทยุโดย  รติกาล   สุขใจ

    ………………………………………………………………….

     -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีค่ะ คุณผู้ฟังทุกท่านคะ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศให้ผู้ฟังได้ฟังกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ รายการนี้ผลิตโดย        ฝ่ายประยุกต์และถ่ายทอดงานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีดิฉัน…………………………………………เป็นผู้ดำเนินรายการ วันนี้ดิฉันขอเสนอเรื่อง “การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารปลา”

    คุณผู้ฟังคะ มันสำปะหลังจัดว่าเป็นวัตถุดิบอาหารแป้ง หรือวัตถุดิบอาหารพลังงานที่มีราคาถูก เมื่อเทียบกับวัตถุดิบอาหารพลังงานชนิดอื่นๆ เช่น ปลายข้าว และข้าวโพด นอกจากนี้การปลูกมันสำปะหลังยังกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งในเขตภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคตะวันตกของประเทศไทย ยกเว้นเพียงภาคใต้ของประเทศไทยเพียงเท่านั้นที่ไม่มีการปลูกมันสำปะหลัง มันสำปะหลังสามารถใช้เป็นวัตถุดิบอาหารทดแทนข้าวโพดและปลายข้าวได้ดีในสูตรอาหารสัตว์ทุกชนิด รวมทั้งในอาหารสัตว์น้ำด้วย จากผลการวิจัยการใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ ในภาคสนาม และการใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์น้ำพบว่า มันสำปะหลังสามารถใช้ทดแทนข้าวโพดและปลายข้าวในอาหารสัตว์ทุกชนิด รวมถึงสัตว์น้ำโดยไม่มีผลกระทบต่อสมรรถภาพการผลิตและการสืบพันธุ์แต่ประการใดค่ะ  นอกจากนี้ มันสำปะหลังยังมีข้อดีเหนือกว่าการใช้ปลายข้าวและข้าวโพดตรงที่สูตรอาหารมันสำปะหลังสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคของสัตว์ให้สูงขึ้น สัตว์เลี้ยงมีความทนทานต่อโรคมากขึ้น อัตรารอดชีวิตมากขึ้น สามารถลดการใช้ยาในการเลี้ยงสัตว์ลงได้มาก หรือไม่ต้องใช้เลยก็ได้ มันสำปะหลังจึงเป็นวัตถุดิบอาหารที่เหมาะสมในการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดหนึ่งค่ะ

    ด้วยเหตุนี้  รศ.อุทัย คันโธ  จากศูนย์ค้นคว้าและพัฒนาวิชาการอาหารสัตว์ สถาบันสุวรรณวาจากสิกิจฯ และภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ได้ทำการวิจัยและพัฒนาในการนำมันสำปะหลังมาใช้เป็นอาหารสัตว์น้ำค่ะ รายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องติดตามในช่วงหน้าค่ะ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังคะ สำหรับการใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์น้ำนั้น สามารถใช้ได้ 2 รูปแบบ ค่ะ แบบแรกคือ การใช้ในรูปหัวมันสำปะหลังสด เป็นการนำมันสำปะหลังสดมาผ่านการต้มหรือนึ่งให้สุกและผสมกับวัตถุดิบอาหารชนิดอื่นๆ เพื่อให้ได้อาหารสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางอาหารครบตามความต้องการของสัตว์น้ำที่จะเลี้ยง โดยทั่วไปมักใช้ในการเลี้ยงสัตว์น้ำในรูปของอาหารปั้นเท่านั้น  แบบที่สอง คือการใช้ในรูปมันสำปะหลังแห้งหรือมันเส้น  โดยทำการบดมันเส้นให้ละเอียด แล้วผสมกับวัตถุดิบอาหารชนิดอื่นๆ เพื่อให้ได้อาหารสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางอาหารครบตามความต้องการของสัตว์น้ำที่จะเลี้ยง จากนั้นจึงทำการแปรสภาพอาหารให้เป็นอาหารปั้นหรือเป็นอาหารเม็ดนิ่มโดยใช้เครื่องอัดแบบมินเซอร์ หรือทำเป็นอาหารเม็ดลอยน้ำโดยเครื่องอัดเม็ดแบบเอ็กทรูดเดอร์ค่ะ

    สำหรับการใช้มันสำปะหลังในรูปมันเส้นจะมีความสะดวกสบายมากกว่าการใช้มันสำปะหลังในรูปหัวมันสด ทั้งนี้เพราะมันเส้นสามารถหาซื้อได้ทั่วไป สะดวกในการขนส่งและเก็บรักษา สามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่เสีย มันเส้นที่แห้งและบดละเอียดแล้วเก็บใส่กระสอบอาหารสามารถเก็บได้เป็นเวลา 8-10 เดือนโดยไม่มีมอดมากิน ส่วนการใช้หัวมันสำปะหลังสดจะมีความยุ่งยากและมีความไม่สะดวกในการใช้ผสมอาหารสัตว์น้ำมากกว่าค่ะ ทั้งนี้เนื่องจากหัวมันสำปะหลังสดต้องใช้ผสมอาหารอย่างรวดเร็ว เมื่อขุดขึ้นมาจากดินและหัวมันสำปะหลังถูกตัดออกมาจากต้นแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีการเน่าเสียและเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อหัวมันสำปะหลังถูกขุดขึ้นมาจากดิน ทำให้เกษตรกรต้องซื้อหัวมันสดทุกวันและซื้อเฉพาะส่วนที่จะใช้ผสมในวันนั้นเท่านั้น แม้หัวมันสำปะหลังสดจะมีราคาต่อกิโลกรัมถูกกว่ามันเส้น แต่หัวมันสดมีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 65-75% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูการขุดหัวมันสำปะหลังด้วย จึงทำให้หัวมันสดมีส่วนที่เป็นคุณค่าทางอาหารและเป็นประโยชน์ต่อปลาจริงๆ เพียง 25-35% ของมันเส้นเท่านั้น นอกจากนี้เกษตรกรต้องเสียค่าขนส่งน้ำในหัวมันสำปะหลังสดมาที่ฟาร์มของเกษตรกรด้วย ยิ่งทำให้ต้นทุนการใช้หัวมันสำปะหลังแพงมากขึ้นไปอีก ในการนำหัวมันสดไปเลี้ยงปลา เกษตรกรต้องมีการนึ่งแป้งในหัวมันสดให้สุกเพื่อให้สัตว์ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และเพื่อเป็นการลดปริมาณสารพิษ คือกรดไฮโดรไซยานิคด้วย ซึ่งเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายทั้งในแง่การลงทุนและค่าใช้จ่ายในการผลิตอาหารสัตว์น้ำ ที่สำคัญคือ การใช้หัวมันสดเลี้ยงสัตว์น้ำจะกระทำได้สะดวกเฉพาะการเลี้ยงสัตว์น้ำที่อยู่ใกล้พื้นที่ที่มีการปลูกมันสำปะหลัง เพราะถ้าหากไกลมาก ค่าขนส่งหัวมันสดจะเป็นต้นทุนทำให้อาหารสัตว์ที่ผลิตได้มีราคาแพงขึ้น จึงจะเห็นได้ว่าการใช้มันเส้นเป็นอาหารสัตว์น้ำ มีความสะดวกในเชิงปฏิบัติมากที่สุด วัตถุดิบอาหารมีความสม่ำเสมอของคุณภาพมากกว่า และก่อให้เกิดผลดีต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำมากที่สุดด้วยค่ะ

    คุณผู้ฟังคะ ในช่วงหน้าเรามาทราบวิธีและขั้นตอนการทำอาหารสัตว์น้ำด้วยมันสำปะหลังในรูปแบบต่างๆ กันค่ะ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังคะ ตามหลักแล้วสัตว์น้ำจะกินอาหารในน้ำ เพราะฉะนั้นการให้อาหารสัตว์น้ำจึงจำเป็นที่จะต้องทำอาหารให้เป็นเม็ด โดยจะเป็นเม็ดอาหารจมน้ำ หรือเม็ดอาหารลอยน้ำ หรือจะปั้นเป็นก้อนก็ได้ เพื่อให้สัตว์น้ำสามารถกินวัตถุดิบอาหารทุกชนิดในสูตรอาหารได้ครบถ้วนพร้อมกัน แต่อาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำต้องมีความคงทนในน้ำได้ดี เม็ดหรือก้อนอาหารไม่ยุ่ยหรือไม่แตกง่าย อาหารต้องอยู่ในสภาพที่เป็นอาหารผสม ไม่แตกตัวจนกว่าสัตว์น้ำจะกินอาหารหมด นอกจากนี้สัตว์น้ำเป็นสัตว์ที่มีทางเดินอาหารสั้นเมื่อเทียบกับสัตว์บก จึงทำให้สัตว์น้ำโดยทั่วไปมีระบบทางเดินอาหารสั้นและกิจกรรมน้ำย่อยแป้งต่ำ แต่ในการเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีการเสริมอาหารให้กับสัตว์น้ำ โดยวัตถุดิบอาหารส่วนใหญ่เป็นพืชจากบนบก ซึ่งสัตว์น้ำย่อยแป้งจากพืชบกได้ยากกว่าแป้งที่ได้จากพืชน้ำ ดังนั้นในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์น้ำจึงจำเป็นต้องทำให้แป้งในอาหารสุกมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก่อนนำไปเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเป็นการช่วยทำให้แป้งจากพืชบนบกสามารถย่อยได้ดีโดยสัตว์น้ำนั่นเอง

    หลักในการผลิตอาหารสัตว์น้ำให้มีลักษณะดังกล่าวข้างต้นต้องประกอบด้วยกระบวนการบดวัตถุดิบอาหารให้มีความละเอียด จากนั้นทำการผสมอาหารแต่ละชนิดในสูตรอาหารให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน  และสุดท้ายคือการนำอาหารที่ผสมแล้วปั้นเป็นก้อน หรือทำเป็นอาหารเม็ดแบบจมน้ำหรือลอยน้ำ            ในกระบวนการผลิตอาหารข้างต้น โดยเฉพาะกระบวนการอัดเม็ดจะมีความร้อนเกิดขึ้น ความร้อนดังกล่าวจะต้องช่วยทำให้แป้งในอาหารสุกมากพอที่จะทำให้สัตว์น้ำสามารถย่อยและใช้ประโยชน์ได้ดี แต่ถ้ากระบวนการอัดเม็ดหรือปั้นก้อนไม่สามารถทำให้เกิดความร้อนเพียงพอจนแป้งสุก ผู้ผลิตอาหารจะต้องใช้วิธีทำให้แป้งในวัตถุดิบอาหารสุกก่อนนำมาอัดเม็ด เช่น ใช้วิธีต้มวัตถุดิบอาหารที่เป็นแป้งให้สุกก่อน หรืออาจเลือกใช้วัตถุดิบอาหารที่สุกแล้ว เช่น เศษหมี่ เศษก๋วยเตี๋ยว เศษข้าวสุก แป้งข้าวโพดหรือแป้งปลายข้าวเป็นอาหารสัตว์น้ำค่ะ

     -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังคะ วันนี้รายการของเราขอนำเสนอการใช้มันสำปะหลังในการผลิตอาหารเลี้ยงสัตว์น้ำ 3 แบบด้วยกัน ซึ่งได้แก่ การทำอาหารปั้นก้อน อาหารเม็ดจมน้ำ และอาหารเม็ดลอยน้ำค่ะ

    เริ่มด้วยการทำอาหารแบบปั้นก้อนกันก่อนเลยค่ะ  อาหารปั้นก้อนคือ การนำอาหารแห้งที่ผสมเสร็จเรียบร้อยแล้วมาคลุกหรือผสมกับน้ำให้มีความชื้นประมาณ 50% จากนั้นจึงทำการนวดและขยี้อาหารเพื่อให้แป้งในอาหารเกิดลักษณะเหนียวเป็นก้อน ไม่ละลายน้ำ แล้วจึงนำไปวางใต้น้ำเพื่อให้สัตว์น้ำ เช่น ปลา มาตอดกินอาหารจนหมด การทำอาหารสัตว์น้ำแบบปั้นก้อนเหมาะกับการใช้วัตถุดิบอาหารเปียกหรืออาหารสดที่มีความชื้นสูง เช่น กากมันสำปะหลังสด กากนมถั่วเหลืองสด ปลาสด ไส้ไก่สด ฯลฯ มาผสมกับวัตถุดิบอาหารแห้ง เช่น กากถั่วเหลือง มันเส้นบด รวมทั้งพรีมิกซ์ซึ่งบางครั้งเรียกว่า อาหารเสริม เป็นสารผสมล่วงหน้าที่มีส่วนผสมจากหัวไวตามินและแร่ธาตุซึ่งไม่สามารถนำไปผสมกับอาหารได้โดยตรง เพราะอาจมีปัญหาเรื่องการผสมอาหารไม่ทั่วถึง จึงมักถูกผสมล่วงหน้าไว้กับวัตถุดิบบางชนิด เช่น กากถั่วเหลือง รำ แกลบบด หรือหินปูน เป็นต้น

    การทำอาหารแบบปั้นก้อนนี้มีความจำเป็นต้องนวดอาหารให้เหนียวเป็นก้อนก่อน แต่การนวดอาหารหากใช้แรงงานคนจะเสียเวลาและทำได้ช้ามาก อีกทั้งต้องการแรงงานมาก ในทางปฏิบัติอาจใช้เครื่องบดแบบมินเซอร์มีเกลียวสกรูที่สามารถนวดอาหารที่อยู่ในเครื่องจนแป้งเกิดการสุก สัตว์น้ำสามารถย่อยและใช้ประโยชนได้มากขึ้นอีกทั้งเนื้อแป้งมีการแปรสภาพให้มีความหนืดมากขึ้น ทำให้สามารถคงทนในน้ำได้ดี สัตว์น้ำสามารถกินอาหารได้หมด น้ำในบ่อเลี้ยงไม่เน่าเสีย แต่การทำอาหารปั้นก้อนนั้นต้องทำและใช้งานเลย มื้อต่อมื้อของการเลี้ยงสัตว์น้ำ ไม่สามารถเก็บไว้ได้นานเพราะอาจเกิดการเน่าเสียได้ค่ะ

    และนี่ก็คือสูตรอาหารปั้นก้อนที่ใช้ในการเลี้ยงปลานิลขนาดกลางค่ะ ซึ่งประกอบด้วย กากมันสำปะหลังสด 60 กก. รำละเอียด 12 กก. กากถั่วเหลือง 44% 32 กก. ถั่วเหลืองเอ็กทรูด 10 กก. ปลาป่น 64 % 15 กก. น้ำมันรำ 1 กก. เกลือ 3 ขีด พรีมิกซ์ 5 ขีด รวมทั้งหมด 130.8 กก.ค่ะ สำหรับสูตรที่เลี้ยงปลานิลใหญ่นั้น เพียงแค่เพิ่มกากมันสำปะหลังสด เป็น 70 กก. และลดถั่วเหลืองเอ็กทรูกลงเหลือเพียง 5 กก.ค่ะ

    สูตรอาหารสัตว์น้ำแบบต่อไปคือ การทำอาหารเม็ดจมน้ำที่เป็นอาหารแห้งค่ะ ซึ่งการผลิตอาหารชนิดนี้เป็นการผลิตอาหารเม็ดสำหรับสัตว์น้ำที่ทำเป็นอาหารเม็ดแห้ง สามารถเก็บไว้ได้นานขึ้น แต่จมในน้ำขณะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยทั่วไปจะใช้เครื่องอัดเม็ดนิ่มหรือเครื่องบดแบบมินเซอร์ มาดัดแปลงเพื่อใช้ในการทำอาหารเม็ดจมน้ำดังกล่าว โดยมีขั้นตอนกระบวนการผลิตอาหาร คือ นำอาหารที่ผสมเสร็จแล้วมาผสมกับน้ำให้มีความชื้นเพิ่มขึ้นเป็น 20-25 % โดยการเติมน้ำอีกประมาณ 12-15 กก. ต่ออาหาร 100 กก. คลุกน้ำกับอาหารให้เข้ากันดี ให้ความชื้นในอาหารมีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ โดยทั่วไปจะใช้เครื่องผสมถังนอนแบบใบพายเป็นตัวช่วยผสม จากนั้นจึงป้อนเข้าเครื่องอัดเม็ดแบบมินเซอร์ซึ่งเครื่องอัดเม็ดจะรีดอาหารออกมาเป็นเส้นยาว จากนั้นเกษตรกรจึงนำเอาเส้นอาหารไปทำให้แห้งโดยวิธีการใดก็ได้ แต่วิธีที่ง่ายที่สุดคือ การผึ่งแดด ระหว่างการผึ่งแดด ต้องมีการเกลี่ยและกลับอาหารบนลานตากเป็นระยะๆ เพื่อให้อาหารแห้งอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ การเกลี่ยและกลับอาหารช่วยให้เส้นอาหารหักออกเป็นชิ้นสั้นลง และเหมาะกับการเลี้ยงสัตว์เพิ่มมากขึ้น เมื่ออาหารแห้งแล้ว จึงนำอาหารมาผึ่งในที่ร่มเพื่อให้มีอุณหภูมิลดลง  แล้วจึงเก็บใส่ภาชนะบรรจุ เช่น กระสอบ หรือถุงพลาสติกไว้เพื่อให้สัตว์น้ำต่อไป แต่เนื่องจากอาหารสัตว์น้ำเป็นอาหารที่มีไขมันสูง อาหารเม็ดที่แห้งแล้วสามารถเก็บได้ประมาณ 1 เดือนเท่านั้น หากเก็บนานกว่านี้ อาจมีปัญหาการหืนของไขมันในอาหาร ซึ่งไม่เหมาะที่จะใช้เลี้ยงสัตว์น้ำค่ะ

     -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังคะ อาหารสัตว์น้ำอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ อาหารเม็ดลอยน้ำค่ะ  เป็นการทำอาหารสัตว์น้ำให้มีลักษณะพองตัว เมื่อโยนอาหารนั้นลงในน้ำเม็ดอาหารจะลอยน้ำ ซึ่งจะมีข้อดีคือ สามารถควบคุมการให้อาหารสัตว์น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาหารที่สัตว์น้ำกินไม่หมดจะยังลอยอยู่บนผิวน้ำ ซึ่งเกษตรกรสามารถช้อนทิ้งได้ ทำให้ลดการเน่าเสียของน้ำในบ่อ โดยปกติอาหารเม็ดลอยน้ำมักผลิตโดยบริษัทอาหารสัตว์ โดยใช้เครื่องเอ็กทรูดเดอร์ที่มีราคาแพง มีกำลังการผลิตสูง แต่ปัจจุบัน ได้มีผู้พัฒนาเครื่องเอ็กทรูดเดอร์ขนาดเล็กผลิตในประเทศไทยที่มีกำลังการผลิตอาหารเม็ดลอยน้ำได้วันละประมาณ 2-3 ตัน ที่การทำงาน 8 ชั่วโมง ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ในฟาร์มของเกษตรกร  อีกทั้งยังมีราคาถูก เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำสามารถซื้อมาใช้ผลิตอาหารลอยน้ำใช้เองในฟาร์มได้  เครื่องทำอาหารเม็ดลอยน้ำหรือเครื่องเอ็กทรูดเดอร์ขนาดเล็กมีหลักการทำงานคล้ายกับเครื่องอัดเม็ดแบบมินเซอร์ แต่เครื่องเอ็กทรูดเดอร์ขนาดเล็กถูกออกแบบให้มีกระบอกอัดเม็ดยาวขึ้น อีกทั้งเกลียวอัดภายในก็ถูกออกแบบให้สามารถนวดและขยี้อาหารให้เกิดความสุกมากขึ้น มีผลให้ขณะทำการอัดเม็ดอาหารในกระบอกมีความร้อนและความดันเกิดขึ้นสูงมาก อาหารในกระบอกแปรสภาพเป็นของเหลวและน้ำในอาหารจะร้อนจนเดือดเป็นไอ เมื่ออาหารหลุดออกมาจากกระบอกอัด อาหารจะเกิดการพองตัวทันที และความชื้นก็จะระเหยออกอย่างรวดเร็ว ทำให้อาหารแห้งเร็ว แม้ยังไม่ได้ผึ่งแดดก็ตาม

    การผลิตอาหารเม็ดลอยน้ำ มีวิธีการทำคล้ายกับการอัดเม็ดอาหารแบบจมน้ำด้วยเครื่องอัดแบบมินเซอร์ โดยอาหารแห้งที่บดและผสมเรียบร้อยแล้วจะต้องมีการเพิ่มความชื้นให้สูงขึ้นเป็น 20-25 % โดยการเติมน้ำอีกประมาณ 12-15 กก.ต่ออาหาร 100 กก. คลุกน้ำกับอาหารเข้ากันดี ให้ความชื้นในอาหารมีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ โดยทั่วไปจะใช้เครื่องผสมถังนอนแบบใบพายเป็นตัวช่วยผสม จากนั้นจึงทำการป้อนอาหารเข้าเครื่องเอ็กทรูดเดอร์ขนาดเล็ก ซึ่งเครื่องดังกล่าวจะทำการรีดอาหารออกมาจากเครื่องให้เป็นเส้นอาหารยาวออกมาเช่นเดียวกัน จะมีใบมีดหมุนเพื่อตัดเส้นอาหารให้มีขนาดสั้นยาวได้ตามความต้องการได้ ชิ้นอาหารที่สั้นและพองตัวจะมีผลทำให้เม็ดอาหารมีลักษณะกลมเหมือนกับอาหารลอยน้ำที่ผลิตโดยบริษัทผลิตอาหารสัตว์ทั่วไป อาหารเม็ดที่ออกมาจากเครื่องจะแห้งอย่างรวดเร็ว เพราะการระเหยของน้ำในเม็ดอาหาร ถ้าใช้พัดลมเป่าเม็ดอาหารเข้าช่วยด้วยจะทำให้อาหารนั้นแห้งเร็วขึ้น

    คุณผู้ฟังคะ สำหรับสูตรอาหารที่ใช้ในการผลิตอาหารเม็ดจมน้ำและลอยน้ำในการเลี้ยงปลานิลขนาดกลางนั้น มีส่วนประกอบดังนี้ค่ะ มันสำปะหลังสด 30.2 กก. รำละเอียด 12 กก. กากถั่วเหลือง 44 % 32 กก. ถั่วเหลืองเอ็กทรูด 10 กก. ปลาป่น 64% 15 กก. เกลือ 3 ขีด พรีมิกซ์ 5 ขีด  รวมส่วนผสมทั้งหมดเท่ากับ 100 กก. ส่วนสูตรที่ใช้เลี้ยงปลานิลใหญ่นั้น เพียงแค่เพิ่มมันสำปะหลังสด เป็น 33.2 กก. ลดกากถั่วเหลืองเหลือ 28 กก. และเพิ่มน้ำมันรำอีก 1 กก. นอกนั้นก็ใช้ส่วนผสมในอัตราส่วนเท่าเดิม นอกจากนี้แล้วเกษตรกรต้องมีการเสริมไวตามินซีในอัตรา 200 กรัมต่ออาหาร 1 ตัน หรือ 20 กรัมต่ออาหาร 100 กก.ในอาหารเลี้ยงสัตว์น้ำทุกสูตรด้วยค่ะ

    -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังคะ การที่เกษตรกรจะเลือกใช้เครื่องจักรในการผลิตอาหารสัตว์น้ำอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ซึ่งได้แก่ ชนิดของวัตถุดิบอาหารที่หาได้เพื่อใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ ความต้องการความสะดวกของเกษตรกรในการบริหารและการจัดการผลิตอาหารสัตว์น้ำ รวมทั้งกำลังทุนทรัพย์ของเกษตรกรด้วยค่ะ อย่างไรก็ตาม การผลิตอาหารสัตว์น้ำใช้เองในฟาร์มไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ถ้าทำอย่างถูกต้อง แป้งสุกอย่างเต็มที่จะทำให้อาหารมีการย่อยได้และใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์น้ำได้ดี ทำให้มีการเติบโตและให้ผลผลิตเต็มที่ รวมทั้งช่วยลดต้นทุนค่าอาหาร รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตสัตว์น้ำได้มาก  ซึ่งเป็นทางรอดอีกทางหนึ่งของการเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยค่ะ

    เป็นอย่างไรบ้างคะคุณผู้ฟัง สำหรับการใช้มันสำปะหลังในการผลิตอาหารเลี้ยงสัตว์น้ำในรูปแบบต่างๆ ดิฉันหวังว่า สาระในวันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะคะ คุณผู้ฟังสามารถติชมรายการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยการเขียนจดหมายและจ่าหน้าซองมายัง  “สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วงเล็บมุมซองว่า “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903” หรือ โทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 และ 0-2579-5548 ในวันและเวลาราชการค่ะ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีค่ะ

     

    ……………………………………………………………………………………………………………

  • รายการวิทยุ เรื่อง การสำรวจความชุกชุมของแมลงวันในฟาร์มโคนม/จำนงจิต ผาสุข

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 21  เดือน พฤศจิกายน  พ.ศ. 2558

    เรื่อง การสำรวจความชุกชุมของแมลงวันในฟาร์มโคนม

     บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    สวัสดีครับคุณผู้ฟัง เจอกันอีกแล้วนะครับ วันนี้กระผมมีผลงานวิจัยที่น่าสนใจมาฝากอีกแล้วครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับแมลงชนิดหนึ่งที่กระผมคิดว่าคุณผู้ฟังต้องรู้จักกันอย่างแน่นอน นั่นก็คือ แมลงวันนั่นองครับ แต่วันนี้เราจะมาพูดกันในเรื่องการสำรจความชุกชุมตามฤดูกาลของแมลงวันปรสิตในฟาร์มโคนม ซึ่งงานวิจัยนี้ทำการสำรวจกันที่ฟาร์มในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นผลงานการวิจัยของ จำนงจิต ผาสุข ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการ สุนิศา สงวนทรัพย์ นงนุช ภิญโญภานุวัฒน์ วิษณุวัฒน์ ฉิมน้อย สถาพร จิตตปาลพงศ์ สังกัดภาควิชาปรสิตวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนครับ ก่อนอื่นเรามาฟังวัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้กันก่อนนะครับ

    วัตถุประสงค์ในการวิจัยในครั้งนี้คือ การสำรวจและศึกษาชนิดของแมลงวันที่เป็นปรสิตภายนอกที่มีความสำคัญต่อฟาร์มโคนม และศึกษาการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลต่อความหลากหลายและความซุกชุมของแมลงวันปรสิตในฟาร์มโคนม ซึ่งขอบเขตของงานวิจัยชิ้นนี้คือ เป็นการเก็บรวมรวบและแยกชนิดของแมลงวันปรสิตที่พบในฟาร์มโคนมในอำเภอมวกเหล็กจังหวัดสระบุรี เพื่อการศึกษาการแพร่กระจายและความชุกชุมตามฤดูกาล โดยทำการสำรวจและเก็บข้อมูลทุกเดือนตลอดระยะเวลาหนึ่งปี และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันกำจัดแมลงปรสิตและแนวทางในการจัดการฟาร์มต่อไปครับคุณผู้ฟัง

    -เพลงคั่นรายการ-

    ประโยชน์ที่นักวิจัยคาดว่าจะได้รับนะครับคือ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ ทำให้ทราบถึงชนิดของแมลงวันปรสิตที่อาศัยอยู่ในบริเวณฟาร์มโคนมและความชุกชุมตามฤดูกาลที่มักจะพบแมลงปรสิตเข้ามารบกวนสัตว์จากสภาพการเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรผู้เลี้ยงครับผม อีกอย่างคือการศึกษาแนวทางในการป้องกันและควบคุมลดปริมาณของแมลงไม่ให้มารบกวนสัตว์เลี้ยง ซึ่งสามาคาดการณ์ได้ว่าจะพบแมลงชนิดใดบ้างในบริเวณฟาร์มสัตว์เลี้ยงและช่วงระยะเวลาใดที่จะพบแมลงศัตรูมารบกวนสัตว์ โดยผลงานวิจัยนี้สามารถนำไปสู่การศึกษา ค้นคว้าและการทดลองสารจำกัดแมลงศัตรูที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อสัตว์ คนและสภาพแวดล้อมต่อไปในอนาคตนั้นเองครับ ต่อมาคือการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับแมลงให้กับเกษตรกร นิสิต นักศึกษา ครูบาอาจารย์ นักวิจัยและหน่วยงานราชการ เพื่อสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการป้องกันกำจัดแมลงปรสิตในฟาร์มโคนมและการจัดการฟาร์มที่เหมาะสมต่อไปนั่นเองครับคุณผู้ฟัง

    แมลงวันมีหลายชนิดที่จัดเป็นปรสิตภายนอกที่มีบทบาทสำคัญต่อฟาร์มปศุสัตว์ในประเทศไทยครับ โดยเฉพาะพวกแมลงวันดูดเลือด อีกทั้งบางชนิดทำความรำคาญต่อสัตว์เลี้ยงโดยการบินหรือตอมบริเวณดวงตา หูและจมูก ทำให้สัตว์เกิดอาการเครียดและไม่ได้พักผ่อน นอกจากจะถูกรบกวนในลักษณะดังกล่าวแล้วนะครับ แมลงวันอาจมีผลทำให้สัตว์เราเกิดอาการแพ้ได้ครับ การสูญเสียเลือด น้ำหนักตัวและผลผลิตของน้ำนมลดลงและอาจถึงขั้นทำให้สัตว์ตายได้เลยทีเดียวครับคุณผู้ฟัง จากการค้นคว้างานวิจัยอื่นๆพบได้ว่าการถูกกัดหรือถูกรบกวนต่างๆจากสัตว์ขาปล้อง เช่น ริ้นดำ ยุง แมลงวันคอกสัตว์ แมลงวันเขาสัตว์ แมลงวันตอมหน้า แมลงวันบ้าน เหาและเห็บ มีผลทำให้ผลผลิตโคนมลดลงครับ ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นบางชนิดเป็นพาหะนำโรคมาสู่คนและสัตว์ นอกจากนี้การเกิดหนอนแมลงวันที่ชอนไซเข้าสู่ร่างกายตามบาดแผล หรือช่วงเปิดตามร่างกายและอาศัยกินเนื้อเยื่ออยู่ภายใน ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้ทำการรักษาอาจทำให้สัตว์เลี้ยงของเราตายได้ครับ ผลกระทบอีกอย่างนั้นก็คือร่องรอยที่เกิดจากการเจาะชอนไชของหนอนแมลงวันบางชนิดจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมการผลิตหนังสัตว์ได้เช่นกันครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    ในปัจจุบันนะครับการเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศมีการพัฒนาและเจริญเติบโตกันอย่างรวดเร็ว ผลกระทบจากการเลี้ยงสัตวที่ขยายตัวขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาของเสียและน้ำเน่าจากฟาร์มกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงหลายชนิดด้วยกัน รวมทั้งเจ้าแมลงวัน แมลงที่เราจะทำเกิดวิจัยค้นคว้ากันในครั้งนี้ ซึ่งที่สำคัญแมลงชนิดนี้เป็นพาหะนำเชื้อโรคมาสู่คนและสัตว์ลี้ยงในชุมชน เช่นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย โปรโตซัวและไข่พยาธินั่นเองครับ

    ผลจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ได้พบแมลงวันดูดเลือดและแมลงวันรบกวนกลุ่มสำคัญในอันดับ Diptera ซึ่งเป็นอันดับที่มีขนาดใหญ่ ประกอบด้วยประมาณ 240,000 ชนิด ของ ยุงบั่วริ้น และแมลงวันอื่นๆ แต่มีเพียงครึ่ง(ประมาณ 122,000 ชนิด) ที่ได้รับการจำแนกแล้ว เป็นอันดับหลักๆที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและมนุษย์ ได้แก่ วงศ์  Muscidae และ Tabanidae มีจำนวน 102,454 ตัว จำแนกออกเป็น 5 สกุล และ 17 ชนิด จากฟาร์มโคนมจำนวน 5 ฟาร์มด้วยกัน ในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ด้วยวิธีการติดตั้งกับดักมุ้งในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคมครับ

    ซึ่งวงศ์ Muscidae (มูสซิดี๊)ประกอบด้วยแมลงวัน 2 กลุ่มด้วยกัน คือ แมลงวันดูดเลือดและแมลงวันรบกวน ซึ่งได้พบแมลงวันดูดเลือดมีจำนวนรวมทั้งหมด 25,379 ตัว ประกอบด้วย 2 สกุล และ 5 ชนิด ได้แก่ แมลงวันริ้นควายหรือแมลงวันเขาสัตว์ ส่วนแมลงวันรบกวนมีจำนวนตัวอย่างทั้งหมด 76,860 ตัว ประกอบด้วย 1 สกุล และ 2 ชนิด

    และวงศ์ Tabanidae (ทาบานิดี๊) มีจำนวนตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 215 ตัว ประกอบด้วย 2 สกุล และ 10 ชนิด ตัวเหลือบจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นกับการเริ่มต้นฤดูฝนในเดือนมีนาคมและปริมาณยังคงสูงจนถึงเดือนกันยายนและจะลดปริมาณลงในฤดูหนาวช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ จากการวิจัยในครั้งนี้พบปริมาณและจำนวนชนิดเหลือบสูงที่สุดในเดือนเมษายน ซึ่งความฝันแปรของปริมาณน้ำฝนอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงประชากรชนิดของเหลือบที่พบนั่นเองครับ

    ซึ่งแนวทางในการป้องกันและควบคุมแมลงวันปรสิตในฟาร์มโคนมให้อยู่ในระดับต่ำกว่าระดับที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ ก็สามารถแนะนำเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยการใช้ขั้นตอนการจัดการแมลงศัตรูแบบผสมผสาน เพราะการป้องกันและควบคุมแมลงศัตรูมากกว่าหนึ่งวิธีนั้นอาจให้ผลที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงวันในระยะยาว ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และสังคมยอมรับ และขั้นตอนการจัดการแมลงวันปรสิตในโคนมมีอะไรบ้าง ฟังกันในช่วงหน้าครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     ขั้นตอนการจัดการแมลงวันปรสิตในโคนมมีดังต่อไปนี้ครับ

    1. ควรมีระบบสุขาภิบาลที่ดี ทได้โดยการกำจัดและขนย้ายของเสียต่างๆที่อยู่ภายในบริเวณฟาร์มออกไป อย่างเช่น มูลสัตว์ เศษพืชและเศษอาหารสัตว์ วัสดุปูรองที่นอนของสัตว์ และกองขยะ โดยพื้นที่ที่ได้ทำความสะอาดไปแล้วนั้นอาจเติมดินแห้งและเปลี่ยนวัสดุปูรองที่นอนใหม่ หมั่นดูแลระบบการระบายน้ำ ของเสียและเศษฟางอย่าให้มีน้ำหรือปัสสาวะสัตว์ท่วมขังเป็นอันขาด หมั่นทำควาสะอาดหรือเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในฟาร์ม ไม่ควรนำมูลสัตว์ออกมากองรวมกันควรเกลี่ยมูลสัตว์ออกเป็นชั้นบางๆจะดีกว่า และต่อจากนั้นก็ผึ่งตากแดดให้แห้งสนิทหรือจะใช้ผ้ายางคลุมกองสัตว์ไว้เพื่อรอการกำจัดออกไป หมั่นตรวจตราและกำจัดของเสียต่างๆบริเวณภายนอกฟาร์ม คุณผู้ฟังครับการดำเนินงานที่กระผมได้กล่าวมานั้น ควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งและทำสม่ำเสมอ เพื่อลดและเป็นการทำลายแหล่งเพาะพันธ์และยังช่วยตัดวงจรชีวิตของตัวอ่อนแมลงวันก่อนที่จะเจริญเติบโตออกมาเป็นตัวเต็มวัย จากการศึกษาความชุกชุมตามฤดูกาลของแมลงวันปรสิตที่ได้ในครั้งนี้ แนะนำให้ทำในช่วงต้นเดือนมีนาคมถึงเมษายนก่อนจะเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลที่พบแมลงงวันจำนวนมากและควรทำอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งหมดฤดูกาลของแมลงวัน
    2. การสำรวจประชากรแมลง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยในการตัดสินใจก่อนที่จะเลือกวิธีการควบคุมประชากรแมลงวันเพื่อให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ เพราการใช้วิธีระบบการสุขาภิบาลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการลดจำนวนตัวเต็มวัยขอแมลงวันได้โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ที่พบแมลงวันชุกชุมมากเพราะมีแหล่งเพาะพันธ์ที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของตัวอ่อนแมลงวัน และการทำลายแหล่งเพราะพันธ์ในช่วงหน้าฝนอาจทำได้ลำบากและที่สำคัญต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้นควรจะทำการสำรวจจำนวนประชากรของแมลง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซึ่งการสำรวจก็มีดังนี้นะครับ คือ การนับจำนวนแมลงวันริ้นควายหรือแมลงวันเขาสัตว์ที่อยู่บนหัว ไหล่และหลังในโคอย่างน้อย 15 ตัว จากนั้นนำมาหาค่าจำนวนเฉลี่ย ถ้าพบจำนวนแมลงริ้นควายมีจำนวนมากกว่า 50 ตัวทางด้านข้างลำตัวโคหนึ่งตัว แนะนำให้ใช้วิธีการควบคุมด้วยสารเคมีกำจัดแมลงหรือกับดัก และการนับจำนวนแมลงคอกสัตว์ที่พบอยู่บนขาคู่หน้าทางด้านนอกและด้านในของขาอีกข้างในโคอย่างน้อย 15 ตัว จากนั้นนำมาหาคำนวณหาค่าเฉลี่ย ถ้าพบแมลงวันคอกสัตว์มีจำนวนมากกว่า 10 ตัวต่อโคหนึ่งตัว แนะนำให้ใช้วิธีการควบคุมด้วยสารเคมีกำจัดแมลงหรือกับดีกเช่นกัน ส่วนข้อมูลการสำรวจประชาการแมลงวันบ้านและเหลือบยังไม่มีข้อมูลในการสำรวจครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    1. การป้องกันกำจัดตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของแมลงวัน มีหลายวิธีด้วยกันครับ
      • สารเคมีกำจัดแมลง เช่น กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต กลุ่มคาร์บาเมต กลุ่มออร์กาโนครอรีนและกลุ่มไพรีทรัมและกลุ่มสารสังเคราะห์ไพรีทรอยด์ส ซึ่งการเลือกใช้สารเคมีกำจัดแมลงในแต่ละกลุ่มนั้นควรอ่านฉลากและปฏิบัติตามคำแนะนำในการใช้สารเคมีกำจัดแมลงด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เนื่องจากสารเคมีกำจัดแมลงบางชนิดมีฤทธิ์ตกค้างในน้ำนมหรือเนื้อสัตว์ และอาจทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ เป็นอันตรายต่อสัตว์ชนิดอื่นๆ หรือเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมครับ
      • กับดักจับแมลง อย่างเช่น กับดักกาวเหนียว กับดักเหยื่อล่อ กับดักมุ้ง โดยเจ้าของฟาร์มโคนมหรือประชากรทั่วไปสามารถประดิษฐ์กับดักแมลงวันจากขวดพลาสติก ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้เพื่อนำมาช่วยลดจำนวนประชากรของแมลงวันบริเวณรอบๆฟาร์ม บ้านเรือนหรือร้านค้าขายของชำ วิธีการนี้นอกจากจะเป็นการใช้วัสดุเหลือใช้ให้เป็นประโยชน์คุ้มค่าแล้วนั้นยังเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก ประหยัด และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม
      • การควบคุมทางชีววิธีเป็นการนำสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง เพื่อมาควบคุมสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง สิ่งมีชีวิตที่นำมาควบคุมทางชีววิธีได้แก่ ไก่ นก สัตว์เลื้อยคลาน มด แตนเบียน ด้วงมูลสัตว์ ไร แมงมุม เชื้อแบคทีเรีย โดยวิธีการนี้สามารถควบคุมแมลงวันได้ทั้งระยะไข่ ตัวหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย ซึ่งการนำเอาสิ่งมีชีวิตมาใช้ควบคุมแมลงในแต่ละระยะจะมีวิธีการที่แตกต่างกันครับคุณผู้ฟัง

    คุณผู้ฟังครับ การสำรวจและศึกษาชนิดของแมลงวันที่เป็นปรสิตภายนอกที่มีความสำคัญต่อฟาร์มโคนม และศึกษาการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลต่อความหลากหลายและความซุกชุมของแมลงวันปรสิตในฟาร์มโคนม เพื่อการศึกษาการแพร่กระจายและความชุกชุมตามฤดูกาล โดยทำการสำรวจและเก็บข้อมูลทุกเดือนตลอดระยะเวลาหนึ่งปี และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันกำจัดแมลงปรสิตและแนวทางในการจัดการฟาร์มต่อไปครับคุณผู้ฟัง

    สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

  • เรื่อง สถานภาพของโลหะหนักและความสัมพันธ์กับแร่ดินเหนียวภาคกลางของไทย/อัญชลี สุทธิประการ

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 14 เดือนพฤศจิกายน  พ.ศ. 2558

    เรื่อง  สถานภาพของโลหะหนักและความสัมพันธ์กับแร่ดินเหนียวภาคกลางของไทย

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    ……………………………………………………………..

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้รับทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    เจอกันอีกแล้วนะครับ วันนี้ก็เช่นเคย กระผมมีผลงานวิจัยที่น่าสนใจมาฝากอีกแล้วครับ ถ้าพูดกันในเรื่องเกษตร มสิ่งสำคัญอันดับต้นๆในการเพราะปลูก การเกษตร คงหนีไม่พ้นเรื่องดิน นั่นเองครับ เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการทำการเกษตร และวันนี้เราจะมาพูดกันในเรื่อง สถานภาพของโลหะหนัก และความสัมพันธ์กับแร่ดินเหนียวของดินในที่ราบภาคกลางของประเทศไทยนั่นเองครับ เป็นผลงานของ ศ.อัญชลี สุทธิประการ ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขนครับ มาเริ่มกันเลย..!

    คุณผู้ฟังครับ ที่ราบในภาคกลางของประเทศไทย มีลักษณะเด่นทางธรณีวิทยา นั่นก็คือ เป็นพื้นที่บริเวณในพื้นที่ปากแม่น้ำ หรือดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเป็นส่วนใหญ่ครับ ที่มีเป็นลักษณะเป็นชะวากทะเลของแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน ที่เป็นแม่น้ำแยกสาขาไหลลงสู่อ่าวไทยนั่นเองครับ ที่เป็นพื้นที่ค่อนข้างใหม่เกิดจากการเกิดตะกอนทับถมของตะกอนน้ำและดินที่เกิดขึ้น ซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะกอนน้ำทางตอนบนและตอนล่างที่มีอิทธิพลของน้ำกร่อยและตะกอนภาคพื้นสมุทรนั่นเอง ช่วงนี้พักกันก่อน

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ พื้นที่ราบทางภาคกลางที่เป็นพื้นทางการเกษตรอันสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ผลิตพืชอาหารโดยตรง อย่างเช่น ข้าว พืชผัก ผลไม้ และยังมีการใช้พื้นที่การเกษตรกันอย่างกว้างขวาง มีการพัฒนาที่ดิน เพื่อให้มีลักษณะทางกายภาพที่เหมาะสมต่อการผลิตพืชในกลุ่มต่างๆ ทั้งในระบบนาข้าว พืชในที่ดอนที่มีการยกร่องทั้งพืชล้มลุก และพืชยืนต้น โดยในเทคโนโลยีการผลิตพืชได้มีการใช้สารเคมีทางการปรับปรุงดินและปราบศัตรูพืช นอกจากการใช้ปุ๋ยทำให้เกิดกระแสความเข้าใจว่า สารเหล่านี้จะมีผลตกค้างในดิน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโลหะหนักชนิดต่างๆ ที่อาจมีผลในเชิงความเป็นพิษต่อพืชอาหารและความเป็นพิษในเชิงสภาพแวดล้อมทางการเกษตร และสภาพความเป็นอยู่โดยทั่วไปของมนุษย์นั่นเองแหละครับ

    ดินในที่ราบภาคกลางส่วนใหญ่เป็นดินที่ลุ่ม มีเนื้อดินเป็นดินเหนียว หรือเข้าใจกันง่ายๆก็คือ ดินที่เกิดขึ้นมาใหม่มีพัฒนาการค่อนข้างต่ำถึงขั้นปานกลาง แต่มีความอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่ขั้นปานกลางถึงสูง คุณผู้ฟังทราบหรือไม่ครับว่า ในดินบริเวณที่ใช้ปลูกข้าวมีดินหลายชนิดที่เป็นดินนาชั้น 1 ของประเทศไทย ซึ่งแน่นอนดินจะมีคุณภาพที่สูง และมีการผลิตอย่างต่อเนื่องในระบบชลประทาน ดินที่มีการรายงานเป็นดินในอันดับอินเซปทิซอลส์และแอลฟิซอลส์เป็นส่วนใหญ่เลยครับ ซึ่งเป็นดินที่มีความเหมาะสมต่อการผลิตในที่ลุ่ม แต่มีหลายบริเวณด้วยกันที่ได้รับการยกร่องใช้ปลูกพืชผักและผลไม่ต่างๆที่มีการใช้ปัจจัยช่วยในการผลิต เช่นสารเคมีปรับปรุงดินและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช กับบางบริเวณที่มีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสารต่างๆเหล่านี้ที่ใช้ในการเกษตรและของเสียจากโรงงานมีโอกาสทำให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะได้นั่นเองครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังทราบหรือไม่ครับว่า ได้มีการศึกษาเกี่ยวข้องกับแร่ดินเหนียว และดินที่ลุ่มที่บางบริเวณใช้ในการปลูกข้าวในลักษณะต่างๆ อย่างเช่น ในด้านความสัมพันธ์กับการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดินและการตรึงแอมโมเนีย ปริมาณและพฤติกรรมของจุลธาตุ รวมถึงการปนเปื้อนโลหะหนักของดินที่ใช้ปลูกข้าว บริเวณที่ราบปากแม่น้ำ ซึ่งผลของการศึกษาเหล่านี้แม้จะยังมีไม่มากนัก แต่ก็ทำให้เกิดแนวคิดว่าแร่ดินเหนียวเป็นปัจจัยหนึ่งในดินที่อาจมีผลต่อการตกค้างของธาตุโลหะหนักในดิน หรืออาจจะเป็นปัจจัยในการลดภาวะความเป็นพิษของธาตุโลหะหนัก ซึ่งพืชจะรับขึ้นไปสู่การบริโภคของมนุษย์ได้เช่นกันครับ

    เรามาฟังแร่ดินเหนียวกันนะครับว่าแร่ดินเหนียวมีสมบุติอะไรกันบ้าง สมบัตินั่นคือการดูดซับธาตุหรือโลหะที่แตกต่างกันสำหรับแร่ดินเหนียวที่สำคัญที่พบในดินของประเทศไทยมีหลายชนิด และที่พบมากสุดได้แก่ เคโอลิไนต์สเมกไทต์ อิลไลต์เวอร์มิคิวไลต์ ส่วนสำหรับชนิดและปริมาณของแร่ดินเหนียว และการใช้ปุ๋ยในระบบนาข้าวในดินบริเวณที่ราบภาคกลางได้มีผลการศึกษาอยู่บ้างแล้ว เช่นการศึกษาที่เน้นความสัมพันธ์กับเหล็กออกไซด์ และการดูดซับฟอสฟอรัสกับลักษณะของแร่ดินเหนีวบางชนิด โดยเฉพาะแร่เคโอลิไนต์ ซึ่งเป็นแร่ดินเหนียวชนิดหนึ่งที่พบทั่วไปในดินทางภาคกลางอยู่แล้ว และอาจใช้เป็นพื้นฐานเปรียบเทียบการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้ นอกจากนี้นะครับยังมีการวิเคราะห์เกี่ยวกับปริมาณของโลหะหนักในดินของประเทศไทยอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เน้นในดินที่ราบของภาคกลางทั้งหมดครับ

    เนื่องจากดินในบริเวณที่ราบภาคกลางเป็นดินที่มีลักษณะเป็นดินเนื้อละเอียดเป็นส่วนใหญ่ มีดินเหนียวเป็นองค์ประกอบในปริมาณที่สูง แต่ความสัมพันธ์ของโลหะหนักกับแร่ดินเหนียวยังไม่มีผลของการศึกษาในดินที่ราบภาคกลาง ฉะนั้นในการศึกษาครั้งนี้จึงมีความสำคัญ และจำเป็นเพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนาการเกษตรที่มีประสิทธิภาพและเป็นการประเมินสถานภาพความปลอดภัยจากการปนเปื้อนโลหะหนักในดิน เพื่อใช้ในการรักษาสภาพแวดล้อมในการผลิตเพื่อให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น

    -เพลงคั่นรายการ-

     โดยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

    1. เพื่อวิเคราะห์สถานภาพโลหะหนักในดิน ที่รองรับการผลิตพืชตามลักษณะต่างๆ ในบริเวณที่ราบภาคกลางซึ่งเป็นพื้นที่ในการทดลองงานวิจัยในครั้งนี้นั่นเองครับ
    2. เพื่อศึกษาสมบัติของดินทางกายภาพและเคมีที่มีผลโดยตรงต่อการผลิตพืช เน้นระดับรากพืชลงไปถึงระดับความลึก 100 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระดับของชั้นควบคุมเกี่ยวกับแร่วิทยาของดิน
    3. เพื่อการศึกษาชนิดและปริมาณของแร่ดินเหนียวในดินและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของโลหะหนักกับแร่ดินเหนียวในดิน
    4. เพื่อกำหนดวิธีการจัดการด้านการใช้สารเคมีในระบบดินที่ราบภาคกลาง โดยใช้ความสัมพันธ์ของโลหะหนัก กับแร่ดินเหนียวเป็นพื้นฐาน
    5. จัดทำชุดการจัดการดิน เพื่อลดอิทธิพลโลหะหนักในดินที่ราบภาคกลาง ในกรณีที่พบว่ามีปัญหานะครับ

    ส่วนวิธีการในการดำเนินการวิจัยและสถานที่ทดลอง/เก็บข้อมูล มี 2 ส่วนคือ การดำเนินภาคสนาม และการวิเคราะห์ตัวอย่างดินในห้องปฎิบัติการ ซึ่งในส่วนของของการวิเคราะห์ภาคสนามนี้มีการศึกษาข้อมูลพื้นที่และชนิดของดินที่มีขอบเขตกว้างขวางในบริเวณที่ราบภาคกลางโดยใช้แผนที่สภาพภูมิประเทศของกรมแผนที่ทหาร และกำหนดบริเวณการศึกษาและตำแหน่งเก็บตัวอย่าง เพื่อยืนยันเอกลักษณ์ของดินเบื้องต้น ซึ่งมีการเก็บตัวอย่างทำโดยการใช้สว่านเก็บตัวอย่างดิน รวมทั้งสิ้น 183 ตัวอย่างด้วยกันครับ

    ส่วนการวิเคราะห์ตัวอย่างดินในห้องปฏิบัติการ มีดังนี้ คือ การเตรียมตัวอย่างดิน การวิเคราะห์สมบัติทางกายภาพของดิน การวิเคราะห์ทางเคมี การวิเคราะห์ชนิดและปริมาณของแร่ดินเหนียวในดินโดยวิธี X-ray diffraction analysis (XRD) สุดท้ายคือการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของโลหะหนักกับแร่ดินเหนียวในดินครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    สรุปผลงานวิจัย

    ในการศึกษาสถานภาพของธาตุโลหะหนักทั้ง 10 ธาตุ นั่นคือ แคดเมียม โครเมียม ปรอท ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี แมงกานีส อาร์ซีนิก และซีลิเนียม และความสัมพันธ์ของธาตุโลหะหนักเหล่านี้ กับแร่ดินเหนียว ซึ่งทำในดินที่มีพื้นที่กว้างขวางในที่ราบภาคกลาง 10 ชุดดิน 61 บริเวณ 183 ตัวอย่างด้วยกัน โดยดินส่วนใหญ่ใช้ในการปลูกพืชในระบบนาข้าว แต่มีการยกร่องเพื่อปลูกพืชผักและผลไม้อยู่บ้าง โดยผลที่ได้จากการศึกษาสมบัติของดิน ชี้ให้เราเห็นว่า ดินเหล่านี้เป็นดินที่เกิดจากตะกอนน้ำผสม และมีพัฒนาการต่ำ มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ในระดับปานกลางถึงสูงเลยทีเดียวครับ โดยมีแร่ดินเหนียวประกอบด้วย เคโอลิไนต์ สเมกไทต์ และอิลไลต์ ในลักษณะเป็นแร่ผสม มีธาตุโลหะหนักในเขตรากพืชของดินตั้งแต่ 0-100 เซนติเมตร ส่วนใหญ่จะต่ำกว่าค่าวิกฤต ที่กำหนดเป็นมาตราฐานของประเทศไทยสำหรับพื้นที่การเกษตรและพื้นที่พักอาศัย นอกจากอาร์ซีนิกแล้ว ซึ่งพบในปริมาณที่สูงกว่าค่าวิกฤตมาตราฐานมาก แต่พบว่าค่าที่สูงนี้ไม่ได้เกิดจากการปนเปื้อนของการทำการเกษตรหรืออุตสาหกรรม แต่กลับเป็นผลมาจากวัตถุต้นกำเนิดของดินนั่นเอง ผบลการวิเคราะห์ความสำคัญของธาตุโลหะหนักกับสมบัติต่างๆของดินและแร่ดินเหนียว พบว่าธาตุโลหะหนักเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินและชนิดของแร่ดินเหนียว ซึ่งสามารถแบ่งออกได้จากกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับแร่สเมกไทต์และอิลไลต์ นั่นก็คือ นิเกิล ปรอท แมงกานีส และสังกะสี และยังมีความสัมพันธ์กับแร่เคโอลิไนต์ คือทองแดง โครเมียม แคดเมียม และอาร์ซีนิก ส่วนตะกั่วและซีลิเนียมไม่แสดงความสัมพันธ์กับแร่ดินเหนียวในเชิงสถิติ

    ผลจากการศึกษางานวิจัยในชิ้นนี้คือ สถานภาพโลหะหนักในดินที่ราบภาคกลางส่วนใหญ่ ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่วิกฤต แต่ครมีการพิจารณาและศึกษาสถานภาพของอาร์ซีนิก ซึ่งเป็นผลมาจากวัตถุต้นกำหนดเพิ่มเติม เพื่อยืนยันการกำหนดค่าวิกฤตอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่พบในการศึกษาแล้ว ไม่สามารถแปลความหมายในเชิงผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากมไม่ใช่เกิดจากการปนเปื้อนโดยกิจกรรมของมนุษย์

    คุณผู้ฟังครับและวันนี้เวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ”  ในวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้วครับ  พบกับรายการนี้ได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า  ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ   โทรสอบถามได้ที่       0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…..

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง ผลของสีจากธรรมชาติต่อเจลของโปรตีนปลา/จิราพร รุ่งเลิศเกรียงไกร, ดวงเดือน วารีวะนิช

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 7 เดือนพฤศจิกายน 2558

    เรื่อง  ผลของสีจากธรรมชาติต่อเจลของโปรตีนปลา

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่านคครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้รับทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม  นายวิทวัส ยุทธโกศาเป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ วันนี้กระผมมีผลงานที่น่าสนใจมาฝากอีกแล้วครับ ถ้าพูดถึงลูกชิ้นทุกคนคงต้องเคยรับประทานกันแน่ๆเลยใช่มั้ยล่ะครับ ที่เราเห็นกันจนชินตาสีของลูกชิ้นส่วนใหญ่จะมีสีขาว หรือสีตามเนื้อสัตว์ที่นำมาทำนั่นเอง ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะแปรรูปผลิตภัณฑ์ตัวนี้ ให้น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น จึงเกิดงานวิจัยนี้ขึ้นมา นั่นคือเรื่อง ผลของสีจากธรรมชาติต่อเจลของโปรตีนปลา ผลงานของ นางสาวจิราพร รุ่งเลิศเกรียงไกร และนางดวงเดือน วารีวะนิช ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    คุณผู้ฟังครับ การนำสีมาปรุงแต่งอาหารเพื่อที่จะแต่งแต้มสีสัน ทำให้อาหารนั้นดูดีมีสีสันที่สวยงาม น่ารับประทาน และซ่อนเร้นความบกพร่องของผลิตภัณฑ์ ซึ่งถ้าผู้ผลิตเองไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค อาจใช้สีย้อมผ้าหรือสีย้อมกระดาษเพราะเห็นว่าให้สีที่ติดทนนานกว่า และราคาที่ถูกกว่า สาเหตุพวกนี้เองแหละครับอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ นี้งานวิจัยชิ้นนี้ได้ค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยืดหยุ่นจากปลาหรือลูกชิ้นนั่นเอง เพราะโดยทั่วไปแล้วเรามักจะเห็นเห็นกันบ่อยๆ เป็นสีขาว ยกเว้นที่มีการผสมชิ้นส่วนของส่วนผสมที่มีสีลงไป เช่น แครอท สาหร่าย พริก เห็ดหอม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์จากปลาที่มีลายเป็นสีนั้นๆ หรือใช้เครื่องเทศลงไปทำให้มีสี เช่น แกงเขียวหวาน แกงเผ็ด แต่ยังไม่พบว่ามีการใช้สีที่ได้จากธรรมชาติ อย่างเช่นพวก ผักคะน้า ฟักทอง และอัญชัน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีสีของสารเหล่านั้นสม่ำเสมอทั่วทั้งชิ้น นอกจากนี้นะครับ ผลิตภัณฑ์ยืดหยุ่นจากปลาที่ผลิตจากเนื้อปลาที่มีสีไม่ขาว เช่นผลิตภัณฑ์จากปลาดุก ปลาสวาย การใช้กรรมวิธีเพิ่มเติมที่ทำให้เนื้อขาวนั้นอาจจะยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ดังนั้นการปรับสภาพให้ผลิตภัณฑ์เพื่อที่จะมีสีจากการเติมสีธรรมชาติตามที่ต้องการอาจเป็นทางออกหนึ่งในการใช้ประโยชน์จากปลาดังกล่าว และทำให้ผลิตภัณฑ์มีรรูปแบบใหม่ รวมทั้งมีความปลอดภัยในการบริโภคอีกด้วย เพราะในส่วนนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    อีกส่วนของงานวิจัยชิ้นนี้คือ เจลของผลิตภัณฑ์ยืดหยุ่น เช่น คามาโบโกะ ปูเทียม เกิดจากการที่เกลือไปละลายโปนตีนไมโอซินและแอคติน ออกมา ซึ่งเมื่อนำไปให้ความร้อนทำให้เกิดพันธะระหว่างโมเลกุลโปรตีนเป็นผลให้เกิดเจลของโปรตีนที่เหนียวและยืดหยุ่น ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความแข็งแรงของเจล ได้แก่ ชนิดของปลา ความสด ปริมาณความชื้น เอนไซม์ อุณหภูมิ และค่า pH

    ส่วนสารสี สกัดจากธรรมชาติบางชนิดเมื่อนำไปผสมกับอาหารโปรตีน ในบางกรณีสีอาจมีสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งระหว่างกระบวนการให้ความร้อนและการเก็บรักษาความเย็น นอกจากนั้นสีจากธรรมชาติบางชนิดอาจมีสีเปลี่ยนแปลงไปตามค่า pH โดยเฉพาะสารสีที่มีความเป็นกรดสูง เมื่อนำมาให้สีกับโปนตีนปลาอาจส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยืดหยุ่นจากเนื้อปลา และสารสีสกัดอาจมีคุณสมบัติของการละลายในน้ำหรือน้ำมันต่างกันอันจะมีผลต่อการติดแน่นกับโปรตีนปลา ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาชนิดของสีที่เหมาะสมในการผลิตเจลปลาผสมสีสกัดจากธรรมชาติ โดยใช้ลูกชิ้นปลาเป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ยืดหยุ่นจากปลา อีกทั้งการศึกษาการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของเจลปลาผสมสีสกัดระหว่างการเก็บรักษา และทดสอบการยอมรับของผู้บริโภคที่มีต่อเจลปลาผสมสีสกัด อันเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการผลิตเชิงพาณิชย์ในอนาคตต่อไปครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    เรามาฟังวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยืดหยุ่นจากปลาอาจเริ่มจาก เนื้อปลา หรือซูริมิ ผู้ฟังอาจไม่รู้จักนะครับ นั่นก็คือเนื้อปลาที่ผ่านการแยกก้างออก ล้างด้วยน้ำและกำจัดน้ำออกบางส่วน จากนั้นนำมาบดละเอียด นำไปผสมกับน้ำตาลและโพลีฟอสเฟต อาจจะผสมเกลือหรือไม่ผสมเกลือก็ได้ครับ แล้วเก็บรักษาโดยการแช่เยือกแข็ง ซูริมิใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับทำผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่างโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยืดหยุ่น เช่นลูกชิ้น ปูอัด คามาโบโกะ และชิกูวะ

    ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันนี้ มีแนวโน้มต้องการผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเพิ่มขึ้น และยังไม่พบการนำสีจากธรรมชาติมาใช้ผสมลงไปในเนื้อปลา ดังนั้นนะครับ เพื่อที่จะเป็นฐานความรู้ให้กว้างขึ้น จึงควรมีการศึกษาสีจากธรรมชาติ โดยเฉพาะวัตถุดิบที่หาได้ในประเทศไทยที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการยึดเหนี่ยวกับโปรตีนปลา มีเสถียรภาพที่ดี ทนต่อสภาวะในการผลิต และที่สำคัญไม่ส่งผลกระทบต่อเนื้อสัมผัสของผลิตภณฑ์ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งของผลิตภัณฑ์ยืดหยุ่น

    ว่าด้วยเรื่องสีผสมอาหารเพื่อช่วยในการผสมอาหารเป็นที่นาพอใจของผู้บริโภค และเป็นการหาจุดเด่นของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยสีทีผสมลงไปมีความสำคัญในการแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการแปรเปลี่ยนสีตามธรรมชาติในขณะแปรรูปและเก็บรักษา เป็นการเน้นหรือรักษาเอกลักษณ์ของกลิ่นรสและรูปลักษณ์ของอาหารซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเกี่ยวข้องกับสีของอาหารหรือสีผสมอาหาร ทางสหรัฐอเมริกา ได้แบ่งสีผสมอาหารออกเป็น 2 กลุ่ม คือ สีผสมอาหารที่ยกเว้นการควบคุมหรือไม่ประกาศควบคุม และสีผสมอาหารที่ถูกบังคับให้ประกาศควบคุม

    เรามาดูสีที่ได้จากธรรมชาติที่สกัดจากพืช ผัก ผลไม้ ที่มีการใช้กัน ได้แก่

    • สีเหลือง จากขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ดอกโสน ฟักทอง ลูกตาลหยี ดอกคำฝอย ดอกกรรณิการ์ และลูกพุด
    • สีแดง จากครั่งซึ่งเป็นแมลงตัวเล็กๆ ชอบอาศัยอยู่ตามต้นก้ามปู ต้นโพธ์ ต้นทองกวาว ข้าวแดง มะเขือเทศสุก กระเจี๊ยบ มะละกอ ถั่วแดงและพริกแดง
    • สีม่วง จากดอกอัญชันสีน้ำเงินผสมน้ำมะนาว ข้าวเหนียวดำและถั่วดำ
    • สีเขียว จากใบเตย ใบย่านาง พริกเขียวและใบคะน้า
    • สีน้ำตาล จากน้ำตาลไหม้
    • สีน้ำเงินจากดอกอัญชัน
    • สีดำ จากถ่านกาบมะพร้าว ถั่วดำ และดอกดิน
    • สีแสด จากเมล็ดของผลคำฝอย

    -เพลงคั่นรายการ-

    และสีผสมอาหารที่มีการใช้ในผลิตภัณฑ์ยืดหยุ่น คือได้มีการใช้สีในการผสมผลิตภัณฑ์ซูริมิ 2 ลักษณะด้วยกัน คือ การใส่สีเฉพาะที่ผิวของซูริมิ และการใส่สีให้กระจายทั่วทั้งส่วนเนื้อของซูริมิ

     

    คุณผู้ฟังครับ ในการคัดเลือกสีที่จะใช้ในผลิตภัณฑ์จากซูริมิ คุณสมบัติทั่วไปที่ควรพิจารณา คือ

    1. สีต้องทำให้ผลิตภัณฑ์มีแฉดสีที่คงที่ สม่ำเสมอ ตามที่ผู้บริโภคต้องการ
    2. สีต้องทำให้ไม่เกิดกลิ่นรสที่ไม่พึงประสงค์
    3. สีต้องผสมกันเข้ากับโปรตีนปลาได้ดีและไม่มีอิทธิพลต่อการเกิดเจลหรือเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์
    4. สีต้องมีความคงตัวต่อความร้อน ที่ใช้ในกกระบวนการผลิต
    5. สีต้องไม่ควรเกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากอิทธิพลของแสงในระหว่างการเก็บรักษาและการจำหน่ายสินค้า
    6. สีต้องไม่เคลื่อนที่หรือกระจายไปในส่วนอื่นๆที่ไม่ต้องการให้ติดสี ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งระหว่างกยระบวนการให้ความร้อน และการเก็บรักษาด้วยความเย็น
    7. สีต้องปลอดภัยต่อการบริโภค และสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฏหมายอันนี้สำคัญนะครับคุณผู้ฟัง เมื่อเราใส่สีลงไปในเนื้อปลาหรือซูริมิผสมกับเกลือ สามารถย้อมติดสีได้ทั้งจากสีสังเคราะห์และสีจากธรรมชาติ

    -เพลงคั่นรายการ-

    สรุปและข้อเสนอแนะ

    วัตถุดิบจากธรรมชาติทั้งหมดที่นำมาทดลอง 13 ชนิด ในกลุ่มสีเขียว เหลืองหรือส้ม สีแดง และสีน้ำเงิน พบว่าวัตถุดิบส่วนใหญ่เหมาะสมที่จะสกัดสีด้วยการปั่นผสมกับน้ำ ยกเว้นข้าวแดงในกลุ่มสีแดง สกัดสารสีด้วยแอลกอฮอล์ ส่วนดอกคำฝอยแห้งในกลุ่มสีเหลืองหรือส้ม และดอกกระเจี๊ยบแห้งในกลุ่มสีแดงจะใช้วิธีสกัดด้วยการต้มกับน้ำครับ

    น้ำสีหรือสารสีที่สกัดทั้งหมด มีค่า pH อยู่ระหว่าง 2-7 เมื่อนำมาผสมน้ำสีหรือสารสี สกัดกับซูริมิพบว่า ซูริมิเพสผสมน้ำสีดอกคำฝอย หัวบีท อัญชัน และกระหล่ำปลีม่วงเกิดการ bleeding ส่วนที่ไม่เกิด bleeding ได้แก่ ซูริมิเพสผสมน้ำสีคะน้า ใบเตย สาหร่ายผักกาด ใบบัวบก ขมิ้นชัน ฟักทอง แครอทและสารสีสกัดข้าวแดง แต่เจลซูริมิผสมน้ำสีใบเตย สาหร่ายผักกาด และใบบัวบก ไม่มีเสถียรภาพหลังการต้มแต่อย่างใดเลยครับ แต่เมื่อนำน้ำสีคะน้า ฟักทอง แครอท และข้าวแดวงไปอบแห้งแบบถาด การอบแห้งที่ 60 องศาเซลเซียล ทำให้ผงสีหลังการละลายคงเอกลักษณ์ของสี และมีค่าการละลายมากกว่าผลสีอบแห้งที่ 80 องศาเซลเซียล

    การสวผมผงสีคะน้า ฟักทอง และแครอท และข้าวแดงในเจลซูริมิ จากผลการประเมินประสาทสัมผัส พบว่าปริมาณของสารที่ให้สีที่เหมาะสม คือ ผงสีคะน้า ฟักทอง และแครอทที่ 1 เปอร์เซนต์ และสีข้าวแดงที่ 03. เปอร์เซนต์ ของน้ำหนักซูริมิ โดยได้คะแนนความชอบรวมในระดับความชอบปานกลางครับ

    และการทดสอบการยอมรับผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภท 162 คน ผู้บริโภคให้คะแนนความชอบรวมลูกชิ้นปลาดุกผสมสีสกัดทั้ง 4 สี ในระดับความชอบปานกลาง โดยให้การยอมรับลูกชิ้นปลาดุกผสมสีฟักทองมากที่สุดครับคุณผู้ฟัง

    ว่าด้วยเรื่องของสภาวะการเก็บรักษาลูกชิ้นปลาดุกผสมสีคะน้า และฟักทองแบบไม่สัมผัสแสงที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียล ยังคงเอกลักษณ์ของสีไว้ได้ดีกว่าลูกชิ้นที่สัมผัสแสง เมื่อสังเกตด้วยสายตาและได้รับคะแนนความชอบทางด้านกลิ่น เนื้อสัมผัส รสชาติ และความชอบรวมสูงกว่าลูกชิ้นที่สัมผัสแสง และมีจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมดน้อยกว่าลูกชิ้นที่สัมผัสแสงเมื่อเก็ยรักษานานขึ้นรวมเป็นเวลา 12 วัน

    ส่วนในข้อเสนอแนะของนักวิจัยทางคุณจิราพร และคุณดวงเดือน ได้ให้ความเห็นไว้ว่าในการผลิตเชิงการค้า ควรศึกษาเทคนิคการอบแห้งผงสีที่มีประสิทธิภาพสูง เช่นวิธี spray drying และศึกษาสารเสริมที่เหมาะสมในการผสมกับสารสี เพื่อช่วยปรับปรุงสมบัติต่างๆให้ดีขึ้น เช่นการติดสี การละลายของสี ในการศึกษาผลของแสงต่อคุณภาพของลูกชิ้นผสมสสีสกัดจากธรรมชาตินี้ควรได้รับการควบคุมอุณหภูมิในระหว่างการเก็บรักษาให้คงที่ เพื่อให้เห็นเพียงผลของแสงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และควรศึกษาเปรียบเทียบผลของ pH ของงสีที่มีต่อคุณภาพของเจลโปรตีนปลาด้วย

    สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

  • เรื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ซอสสาหร่ายปรุงรส/จิราพร รุ่งเลิศเกรียงไกร, ปัทมา ระตะนะอาพร

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 31 เดือนตุลาคม 2558

    เรื่อง  การพัฒนาผลิตภัณฑ์ซอสสาหร่ายปรุงรส

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่านคครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้รับทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม  นายวิทวัส ยุทธโกศาเป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    วันนี้เรามาพบกันอีกแล้วนะครับ กับรายการที่จะนำความรู้ต่างๆมาฝากคุณผู้ฟังครับ วันนี้เป็นเรื่องของการนำวัตถุตามธรรมชาติมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อสร้างรายได้ให้แก่คุณผู้ฟังได้นะครับ นั่นก็คือ เรื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ซอสสาหร่ายปรุงรส ผลงานวิจัยของนางสาวจิราพร รุ่งเลิศเกรียงไกร และนางปัทมา ระตะนะอาพร ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    คุณผู้ฟังทราบกันอยู่แล้วนะครับว่า สาหร่ายเป็นอาหารที่มนุษย์บริโภคกันมานานแล้ว สามารถนำมาประกอบอาหารทั้งในแบบสดและแบบแห้ง ซึ่งชาวจีนเป็นชาติแรกที่ใช้สาหร่ายเป็นอาหาร เช่น สาหร่ายสีน้ำตาล สาหร่ายสีแดง สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ส่วนชาวญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่ใช้สาหร่ายทะเลนำมาเป็นอาหารมากที่สุด และมีการเพาะเลี้ยงสาหร่ายกันเป็นล่ำเป็นสัน แต่ที่รู้กันว่าสาหร่ายอาจมีคุณค่าทางอาหารที่ได้จากสาหร่ายมีไม่มากนัก คาร์โบไฮเดรตที่มีอยู้ก็เป็นจำพวกย่อยยาก ส่วนโปรตีนนั้นสูงไม่มากยกเว้นบางชนิด เช่น Scanedesmus, Chlorella, และ Spirulina ดังนั้นสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่ได้รับจากสาหร่ายทะเล นั่นก็คือ แร่ธาตุ และวิตามิน เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินดี และวิตามินบี (B1 และ B12) นอกจากนี้ยังมีไนอาซีน กรดแพนโทเทนิก กรดโฟลิก และไอโอดีน

    กลับมาที่บ้านเรากันบ้างนะครับ ซึ่งผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายในประเทศไทยนั้นมีอยู่เพียงไม่กี่ชนิดด้วยกัน เช่น ซุปสาหร่าย สาหร่ายแผ่นอบปรุงรส สาหร่ายทอดกรอบปรุงรส ขนมขบเคี้ยวที่ปรุงแต่งกลิ่นรสด้วยสาหร่าย เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ ข้าวพองอบกรอบ ซึ่งการใช้ประโยชน์จากสาหร่ายในประเทศไทยนั้นยังไม่มีความหลากหลาย ส่วนใหญ่จะใช้ประโยชน์ในด้านคุณค่าทางอาหาร สารปรุงแต่งกลิ่นรส รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากสีของสาหร่ายต่างๆด้วยครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    เรามาฟังประเภทของของสาหร่ายกันนะครับ ผมจะยกมาเฉพาะสาหร่ายที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ซึ่งแบ่งใหญ่ๆเป็น 4 ประเภทด้วยกันนั่นเองครับ

    1. สาหร่ายสีสีน้ำเงินแกมเขียว (Blue-green algae) เป็นสาหร่ายที่สามารถพบเห็นได้มากที่สุด มีอยู่ทั่วไปทั้งในน้ำและบนบก ต้านทานภูมิอากาศได้ดี สามารถนำมาตากแห้งเพื่อใช้เป็นอาหารบริโภค และทำเป็นสาหร่ายอัดเม็ด โดนเฉพาะอย่างยิ่งสาหร่ายสไปรูลิน่าหรือเกลียวทอง จะนิยมบริโภคในหมู่ชาวเอเซียตะวันออก คือ ญี่ปุ่น เกาหลี และสาธารณะรัฐประชาชนจีน
    2. สาหร่ายสีเขียว (Green algae) เจริญเติบโตได้ดีทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม รูปร่างและขนาดต่างกันตามแต่ละชนิด บางชนิดที่ขึ้นในน้ำทะเลจะมีพวกหินปูนมาเกาะลอยเป็นแพตามบ่อหรือตามชายฝั่งที่มีน้ำใส ตัวอย่างสาหร่าย เช่น เทา และสาหร่ายไฟ พบได้มากตามท้องนาที่มีน้ำขัง
    3. สาหร่ายสีนำตาล (Brown algae) เป็นสาหร่ายที่พบในทะเลเขตหนาว เช่น ตามชายฝั่งมหาสมุทร แอตแลนติกและแปซิฟิก และทะเลในเขตอบอุ่น เช่น อ่าวไทย สาหร่ายชนิดนี้นอกจากจะมีสีสันสวยงามแล้ว และส่วนมากจะมีขนาดใหญ่ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ที่ทำหน้าที่ค้ลายรากลำต้นและใบ มีชนิดที่ต่างกันมากถึง 80 ชนิดด้วยกัน อันนี้จะรวมทั้งที่เป็นประโยชน์และเป็นพิษน่ะครับ สาหร่ายชนิดนี้ส่วนที่เป็นประโยชน์สามารถนำมาปรุงอาหารโดยตรงได้เลย นอกจากนี้แล้วนะครับ ยังมีประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมด้วยนั่นคือ นำสาหร่ายมาสกัดโพแทสเซียมและไอโอดีน และนำสาหร่ายมาสกัดเป็นสารแอลจิน ซึ่งมีคุณสมบัติสามารถทำให้น้ำคงสภาพเป็นของเหลวเมื่อมีอุณหภูมิที่ต่ำ จากนี้เองจึงนำไปใช้ในอุตสาหกรรมไอศกรีม ขนมหวาน และเครื่องดื่มบางชนิด ส่วนเกลือแอลจีเนตหรือโซเดียมแอลจิเนตซึ่งละลายน้ำได้ดี นำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอต่างๆ อย่างไรก็ตามสาหร่ายสีน้ำตาลที่พบในอ่าวไทยมีปริมาณแอลจิเนตต่ำมาก
    4. ประเภทสุดท้ายแล้วนะครับ นั่นคือ สาหร่ายสีแดง (red algae) เป็นสาหร่ายที่มีสีสันสวยงาม อาจมีสีแดงจัด สีม่วงอมแดง หรือสีน้ำเงินปนแดง ซึ่งจะใกล้เคียงกับสาหร่ายสีน้ำเงินปนเขียว สาหร่ายสีแดงนี้ขึ้นอยู่ได้ทั้งในน้ำจืดที่น้ำค่อนข้างเย็นจัด และในน้ำทะเลทั้งในเขตหนาวและเขตอบอุ่น ลักษณะรูปร่างของสาหร่ายสีแดงมีขนาดที่เล็กมากๆไปจนถึงขนาดใหญ่ สามารถนำเอาไปใช้เป็นอาหาร พบได้มากตามชายฝั่งทะเลของญี่ปุ่นและจีน ส่วนในไทยมีมากตามชายฝั่งทะเล เช่น สงขลา เมื่อนำเอาสาหร่ายชนิดนี้มาตากแห้งและอัดเป็นแผ่น สาหร่ายชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “จีฉ่าย”

    และที่สำคัญนะครับ สาหร่ายสีแดงมีสารเคลือบอยู่รอบนอกของผนังเซลล์ เรียกว่า คาแลคจินิน ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ ใช้ในการทำวุ้นใช้เลี้ยงแบคทีเรียในห้องปฏิบัติการ อุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง การทำขนมหวาน ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง สำหรับในประเทศไทยพบสาหร่ายสีแดงมากที่สุดบริเวณเกาะยอ จังหวัดสงขลานั่นเองครับคุณผู้ฟัง

     -เพลงคั่นรายการ-

     ต่อไปเราก็มาทำความรู้จักกับ “ซอส” กันน่ะครับ กระผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้จักกันอยู่บ้างแล้ว แต่กระผมจะพูดถึงรายละเอียด ประเภทของซอสนะครับ ซอสเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสและน้ำจิ้มที่มีลักษณะเหลว ข้น หรืออาจเป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่ก็ได้ โดยหลักทั่วไปมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันครับ นั่นคือ ชนิดใส และข้น ซอสใสเป็นวอสที่มีปริมาณน้ำมาก เช่น ซอสวูสเตอร์ ซอยถั่วเหลือง ซอสปรุงรส ซึ่งผสมด้วยเครื่องปรุงต่างๆที่ละลายน้ำผสมเครื่องเทศ น้ำส้ม ส่วนซอสข้น รวมถึงซอสที่ทำจากพืช มีพวกผักและผลไม้เป็นส่วนประกอบที่ทำให้ซอสมีลักษณะข้น หรือมี Body ซอสที่รู้จักกันดีคือ ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก เป็นต้น ซอสข้นมักจะปรุงรสจัดครับ และส่วนมากมีรสเปรี้ยว เค็ม หวาน และมีกลิ่นหอมกลมกลืนกัน

    คุณผู้ฟังครับ ซอสปรุงรสนอกจากจะเป็นสินค้าที่ช่วยเพิ่มรสชาติของอาหาร ยังช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย ซึ่งกระแสความนิยมบริโภคซอสปรุงรสในประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ตลาดซอสปรุงรสขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ทราบไหมครับว่าตลาดซอสปรุงรสในประเทศมีขนาดใหญ่ถึง 9,000 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวของตลาดในแต่ล่ะปีเฉลี่ยร้อยละ 15 ตลาดแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ตลาดระดับบน โดยกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้มีรายได้สูง ภัตตาคารชั้นนำ โรงแรม และร้านอาหาร มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 15 ผู้ผลิตที่มุ่งเจาะตลาดนี้จะเน้นคุณภาพของสินค้าเป็นจุดขาย ส่วนตลาดกลางและล่าง มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 85

    และประเภทของซอสที่เป็นที่นิยมบริโภคของคนไทยมานานคือ ซอสถั่วเหลืองและซอสพริก ส่วนซอสที่มีการขยายตลาดอย่างรวดเร็วและเป็นที่นิยมในปัจจุบันเพิ่มเติม คือ ซอสมะเขือเทศ เนื่องจากมีการรับวัฒนธรรมการบริโภคอาหารแบบตะวันตกและมีการขยายร้านอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดส์ และยังมีซอสหอยนางรมหรือที่เรียกกันว่าน้ำมันหอย และน้ำพริกเผา เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นที่นิยมบริโภค

    -เพลงคั่นรายการ-

     จากตลาดซอสปรุงรสมีการขยายตัวมากขึ้น และยังไม่มีผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรสจากสาหร่ายที่ผลิตจากประเทศไทยวางจำหน่าย ดังนั้นผลิตภัณฑ์ดังกล่าวน่าจะมีศักยภาพในการผลิตและเติบโตในตลาดจึงควรมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรสจากสาหร่ายทั้งประเภทซอสใส และซอสข้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการใช้ปรโยชน์จากสาหร่ายและเป็นข้อมูลเพื่อผลิตในเชิงการค้าต่อไป

    วิธีในการวิจัยในครั้งนี้ คือ การเตรียมสาหร่าย 3 ชนิด ด้วยกัน คือ สาหร่ายสายใบ เป็นแบบแห้งชนิดไม่ปรุงรส อัดเป็นแผ่น โดยบรรจุในถุงพลาสติก ต่อมาคือ สาหร่ายผมนาง เป็นแบบแห้งเหมือนกัน และสาหร่ายโพรง อันนี้จะเป็นแบบสดครับได้มาจากบ่อพักน้ำของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และขั้นตอนก็มีดังนี้คือ การคัดชนิดสาหร่ายเพื่อใช้ในการผลิตซอสสาหร่าย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ซอสสาหร่ายข้น พัฒนาผลิตภัณฑ์ซอสสาหร่ายใส ซึ่งจะมีการสำรวจความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์ซอสสาหร่ายของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย และการคัดเลือกชนิดของสาหร่ายทั้ง 3 ชนิดว่าชนิดไหน เหมาะสมกว่ากัน ได้คุณภาพ รสชาติ ที่ดีกว่ากัน ทั้งยังศึกษาสัดส่วนของสาหร่ายที่เหมาะสม  จากนั้นก็ทดสอบการยอมรับซอยาหร่าย และสุดท้ายศึกษาการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของซอสสาหร่ายระหว่างการเก็บรักษา ครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     ผลในการทดลองในครั้งนี้สรุปได้ว่า เมื่อเราเปรียบเทียบระหว่างสาหร่ายทั้ง 3 ชนิด นั่นคือสาหร่ายผมนางมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตโดยน้ำหนักแห้งสูงที่สุด สาหร่ายสายใบมีปริมาณโปรตีนโดยน้ำหนักแห้งสูงที่สุด ขณะที่สาหร่ายโพรงมีปริมาณเยื่อใยโดยน้ำหนักแห้งสูงที่สุดครับ

    สาหร่ายสายใบซึ่งเหมาะสมในการทำซอสข้นมากที่สุด มีวิธีการสกัดที่เหมาะสมคือ ปรับpH เป็น 5.5 และเคี่ยวที่อุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส นาน 2 ชั่วโมง และซอสจากสาหร่ายสายใบที่ได้รับการพัฒนา ประกอบด้วยสาหร่ายสกัด น้ำตาลทราย ซอสถั่วเหลือง น้ำ แป้งมันสำปะหลังดัดแปร เกลือและผงชูรส ตามปริมาณที่ทำการทดลอง โดยได้คะแนนความชอบรวมอยู่ในระดับปานกลางถึงชอบมาก และผู้บริโภคทั่วไปยังให้การยอมรับต่อผลิตภัณฑ์ถึงร้อย 79

    ส่วนสาหร่ายผมนางเหมาะสมในการผลิตซอสสาหร่ายในรสบาร์บีคิว และซอสใสสาหร่ายผมนางรสบาร์บิคิวที่ได้รับการพัฒนา ประกอบไปด้วย ซอสมะเขือเทศ สารสกัดสาหร่ายผมนาง หัวหอมใหญ่ น้ำตาลทราย ซีอิ้วญี่ปุ่น น้ำส้มสายชู ซอสเปรี้ยว น้ำมันพืช กระเทียม พริกขี้หนู เกลือและพริกป่น โดยมะคะแนนความความชอบระดับปานกลางถึงชอบมากเป็นส่วนใหญ่ และผู้บริโภคทั่วไปยังให้การยอมรับต่อผลิตภัณฑ์ถึงร้อยละ 86

    ในผลิตภัณฑ์ซอสสาหร่ายข้น และซอสสาหร่ายรสบาร์บิคิว บรรจุลงขวดแก้วใสฝาล็อค ขวดละ 300 มิลลิลิตร ที่ไม่มีการเติมและเติมโซเดียมเบนโซเอต เก็บรักษาที่อุณหภิมห้อง ประมาณ 30 องศาเซลเซียส และ 4 องศาเซลเซียส สามารถเก็บรักษาได้ไม่น้อยกว่า 12 สัปดาห์ โดยการพิจารณาจากสัมบัติทางด้านประสาทสัมผัส ด้านจุลชีววิทยาด้านเคมีและด้านกายภาพ ซึ้งได้รับคะแนนอยู่ในช่วงชอบเล็กน้อยถึงชอบปานกลาง มีความหนืดและความชื้นลดลงเล็กน้อย สีคล้ำขึ้นเล็กน้อย

    จากการทดลองวิจัยของนางสาวจิราพร รุ่งเลิศเกรียงไกร และนางปัทมา ระตะนะอาพร ไดพิสูจน์แล้วว่าการนำวัตถุที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่น เพื่อเพิ่มคุณค่า เป็นการสร้างมูลค่าแก่วัตถุดิบนั้นๆ และมีข้อแนะนำคือ ควรนำสาหร่ายชนิดอื่นๆ ที่พบในประเทศไทยมาศึกษาการผลิตซอสสาหร่ายในรสชาติที่มีความเหมาะสมในการผลิตซอสจากสาหร่ายชนิดนั้นๆด้วยครับ

    สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง การรมยาด้วยสารฟอสฟีน เพื่อการเก็บรักษาข้าวเปลือก/วัชรพล ชยประเสริฐ

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 24 เดือนตุลาคม พ.. 2558

    เรื่อง  การรมยาด้วยสารฟอสฟีน เพื่อการเก็บรักษาข้าวเปลือก

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………….

     -เพลงประจำรายการ-

     สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่านคครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้รับทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    สวัสดีครับคุณผู้ฟังครับ วันนี้กระผมมีผลงานวิจัยที่น่าสนใจในเรื่องการเก็บรักษาข้าวเปลือก ด้วยวิธีการรมยาด้วยสารฟอสฟีน ทั้งการเก็บในไซโลและที่เก็บในกระสอบป่าน เป็นผลงานวิจัยของอาจารย์วัชรพล ชยประเสริฐ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า ประเทศไทยเรานี้มีการผลิตข้าวได้มากกว่าปีละ30ล้านตัน และเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก เพื่อป้องกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นระหว่างการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยว  ผู้ประกอบการ เช่นโรงสีและโกดังเก็บสินค้าต่างๆ จะต้องวางแผนจัดการกับสต็อกข้าวที่ตนเองมีอยู่ เพื่อป้องกันการเข้ามาทำลายของแมลง อย่างเช่น ด้วงงวงข้าว

    คุณผู้ฟังครับ เรามาฟังการเก็บรักษาข้าวโดยทั่วๆไปกันก่อนนะครับ จะแบ่งออกเป็น 4 วิธีด้วยกัน ได้แก่

    1. การเก็บในสภาพปกติไม่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ หมายถึง การเก็บข้าวไว้ในโรงเก็บปกติที่ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเก็บ เป็นวิธีที่นิยมใช้อยู่เป็นส่วนใหญ่ เพราะมีการลงทุนน้อย และเสียค่าใช้จ่ายต่ำ แต่โอกาสที่จะเกิดความเสียหายในระหว่างการเก็บรักษามีสูง เช่น การเก็บในโรงเก็บหรือยุ้งฉางของเกษตรกร โรงสีหรือโกดังส่งออกข้าวขนาดใหญ่ๆ
    2. การเก็บในสภาพที่มีการควบคุมอุณหภูมิเพียงอย่างเดียวเช่น การเก็บข้าวไว้ในตู้แช่ ตู้เย็น หรือในไซโลเก็บข้าวที่มีการเป่าลมเย็น เป็นต้นครับ บางคนอาจยังจะไม่รู้จักไซโล ไซโลเก็บข้าวนั้นก็คือ สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ทำจากวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน ภายในมีระบบกันชื้นและระบายอากาศ สำหรับเก็บผลผลิตการเกษตรไว้ชั่วคราวก่อนส่งออก รูปแบบของไซโล มี 2 แบบ นั่นก็ คือไซโลแบบกรวย (hopper silo) และไซโลแบบก้นเรียบ (flat silo) ไซโลทั้งสองแบบมีหลักในการทำงานที่คล้ายกัน คือ ในถังไซโลจะมีสายพาน ลำเลียงวัตถุดิบออกจากถังไซโลไปยังโรงเรือน โดยไซโลแบบกรวย มีลักษณะเป็นถังก้นกรวย วางยกสูงจากพื้นดิน เพื่อสะดวกในการลำเลียงวัตถุดิบ ไซโลก้นเรียบ มีลักษณะเป็นถังก้นเรียบ มีสายพานเพื่อลำเลียงวัตถุดิบออกจากก้นถัง นอกจากนี้ในถังไซโลก้นเรียบยังมีใบกวาด เพื่อกวาดวัตถุดิบไม่ให้ติดค้างที่ก้นถัง ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คือ หลักการทำงานเบื้องต้นของไซโลนั่นเองครับ
    3. การเก็บในสภาพที่มีการควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศได้แก่ การเก็บข้าวไว้ในภาชนะเก็บที่มิดชิด สามารถป้องกันการเคลื่อนที่ผ่านเข้าออกของอากาศได้ เช่น การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ในปีปสังกะสี การเก็บข้าวในสภาพปิดเช่นนี้ ความชื้นของข้าวจะเป็นตัวกำหนดความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศภายในภาชนะที่เก็บ ถ้าความชื้นของข้าวต่ำ ความชื้นสัมพัทธ์ภายในภาชนะบรรจุก็จะต่ำด้วย ข้าวที่เก็บจะเกิดความเสียหายน้อย ถ้าความชื้นสัมพัทธ์ของข้าวสูง ความชื้นสัมพัทธ์ภายในภาชนะบรรจุก็จะสูงตามไปด้วย ข้าวที่เก็บก็จะเกิดความเสียหายสูง ดังนั้นการเก็บรักษาข้าวด้วยวิธีนี้ ข้าวควรมีความชื้นก่อนเก็บต่ำ ทั้งนี้ขึ้นกับระยะเวลาที่ต้องการเก็บรักษา อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปความชื้นไม่ควรเกิน 10% วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลดี และมีค่าใช้จ่ายต่ำครับ
    4. การเก็บในสภาพที่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศวิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด สามารถป้องกันและลดความเสียหายของข้าวได้ดี เก็บรักษาข้าวให้คงคุณภาพดี ได้เป็นเวลานาน แต่มีการลงทุน และเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง เช่นการเก็บอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ข้าวในธนาคารเชื้อพันธุ์

    ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้ากระผมมีวิธีปฏิบัติในการเก็บรักษาข้าวให้ฟังครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ วิธีปฏิบัติในการเก็บรักษาข้าว

    สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการเก็บรักษาข้าว นั่นก็คือการรักษาปริมาณและคุณภาพข้าวที่เก็บให้คงที่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาข้าวได้แก่

    1. ความชื้นของข้าวที่จะเก็บโดยทั่วไปความชื้นของข้าวไม่ควรสูงเกิน 14% ถ้าเป็นเมล็ดพันธุ์ความชื้นไม่ควรเกิน 12%
    2. ความสะอาดข้าวที่จะเก็บต้องสะอาดไม่มีสิ่งเจือปน อย่างเช่น เศษฟาง ตอซัง วัชพืช กรวด หิน ดิน ทราย เพราะสิ่งเหล่านี้ดูดความชื้นได้ดี ทำให้ข้าวมีความชื้นเพิ่มขึ้นในขณะเก็บรักษานั่นเอง
    3. การปลอดจากโรค แมลง ศัตรูต่างๆข้าวที่จะนำเข้าเก็บต้องปลอดจากโรค แมลง และศัตรูต่างๆ หากพบควรหาวิธีป้องกันกำจัดที่ถูกต้องและเหมาะสม
    4. การควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเก็บให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม
    5. ลักษณะและสถานที่ตั้งของโรงเก็บโรงเก็บที่ดีควรตั้งอยู่บนที่ดอนและแห้ง มีการระบายน้ำดี เพื่อป้องกันน้ำท่วม รอบๆบริเวณโรงเก็บต้องสะอาด โปร่ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม สภาพโรงเก็บต้องมีผนังปิดมิดชิด แน่นหนา มีหลังคากันแดด กันฝน น้ำค้าง ควรยกพื้นสูง เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศด้านล่างตามช่องเปิดต่างๆ ควรมีตาข่ายป้องกัน นก หนู และสัตว์ศัตรูต่างๆด้วยครับ
    6. การจัดการในขณะเก็บรักษาควรมีการตรวจสอบข้าวที่เก็บและโรงเก็บเป็นระยะๆครับ

    ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้ารู้จักกับอีกวิธีหนึ่งในการเก็บรักษาข้าวกันครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     กลับมาฟังกันต่อครับ วิธีการเก็บรักษาข้าวอีกวิธีหนึ่ง ที่จะทำการทดสอบในผลงานวิจัยในครั้งนี้ นั่นก็คือ การรมยา (fumigation) เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการกำจัดศัตรูในผลผลิตการเกษตร เพื่อให้สามารถเก็บรักษาผลผลิตให้คงคุณภาพอยู่ได้เป็นระยะเวลานานๆ ถึงแม้ว่ากระบวนการรมยาหากดูอย่างผิวเผินจะเป็นกระบวนการที่ทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะและความรู้มากนักแต่ในความเป็นจริง เพื่อให้การรมยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยผู้ปฏิบัติงานรมยาจะต้องมีความชำนาญเข้าใจถึงหลักการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรมยา และสามารถประเมิณความสำคัญของปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อผลสำเร็จของการรมยาได้

    คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า สารรมที่นิยมใช้กับการรมยาเพื่อการเก็บรักษาธัญพืช เช่นข้าวและข้าวโพดคือ ฟอสฟีน (phosphine) แต่การรมยาด้วยฟอสฟีนจำเป็นต้องใช้เวลานาน (ประมาณ 7-14 วัน) และฟอสฟีนยังเป็นก๊าซที่ทำปฏิกริยากัดกร่อนโลหะ นอกจากนี้งานวิจัยหลายชิ้นได้ยืนยันถึงความต้านทานของแมลงต่อฟอสฟีนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการใช้ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการรมยาเท่าเดิม ความต้านทานของแมลงต่อฟอสฟีนที่เพิ่มมากขึ้นนี้ เกิดจากการรมยาที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้มีแมลงบางส่วน ได้รับสารรมนี้เข้าไปแต่ไม่ได้ถูกกำจัดแมลงที่มีชีวิตรอดเหล่านี้ก็จะส่งผ่านคุณลักษณะทางพันธุกรรมที่ทำให้แมลงมีความต้านทานต่อฟอสฟีนให้กับแมลงรุ่นต่อๆไป ดังนั้นผู้ใช้งานฟอสฟีนต้องมีความรู้ความเข้าใจและใช้งานสารรมนี้อย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการเกิดขึ้นของปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นครับ

    คุณผู้ฟังครับ รูปแบบการเก็บรักษาข้าวเปลือกในปริมาณมากในปัจจุบันจะเป็นในลักษณะของการทำเป็นกองเปิดในโรงเก็บการบรรจุในกระสอบแล้วกองไว้เป็นชั้นๆหรือเก็บในโซโล เป็นที่ทราบกันดีว่าความเข้มข้นของสารรมจะมีค่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างการรมยาข้าวเปลือกไม่ว่าข้าวเปลือกนั้นจะมีลักษณะการจัดเก็บอย่างไรก็ตาม การสูญเสียความเข้มข้นของสารรมนี้เกิดจากสองปัจจัยหลัก นั่นก็คือการรั่วไหล ของสารรมจากภายในปริมาตรการรมออกสู่ภายนอกและการดูดซับสารรมโดยข้าวเปลือก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสามารถในการทำนายอัตราการสูญเสียความเข้มข้นเมื่อเทียบกับปัจจัยที่ผลกระทบอื่นๆ จะช่วยให้การรมยาประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองละครับ

    โครงการวิจัยนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการลดลงของความเข้มข้นของสารรมฟอสฟีนในระหว่างการรมในไซโล และในผ้าคลุมรมยาขนาดเล็กกับตัวแปรอื่นๆ เช่น ความหนาของผ้าคลุมรมยา สภาวะอากาศโดยรอบ และความมิดชิดของปริมาตรการรม เป็นต้น ความสัมพันธ์ที่ได้จะสามารถนำไปใช้ทำนายประสิทธิภาพการรมยาด้วยสารรมฟอสฟีนได้ครับ

    วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยนี้ เพื่อเปรียบเทียบการรั่วไหลของสารรมฟอสฟีนระหว่างการรมยาในไซโลและในผ้าคลุมรมยา และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการลดลงของความเข้มข้นของสารรมฟอสฟีนในระหว่างการรมยาทั้งสองแบบข้างต้นกับตัวแปรอื่นๆ เช่น ความหนาของผ้าคลุมรมยา สภาวะอากาศโดยรอบ และความมิดชิดของโครงสร้างการรม ช่วงหน้ามาดูผลการทดลองกันนะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ ข้อสรุปที่ได้จากโครงการวิจัยนี้ นั่นก็คือ

    การทดสอบด้วยความดันมีความสำคัญต่อผลสำเร็จของการรมยาแต่ความเที่ยงตรงของผลการทดสอบสามารถได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกหลายปัจจัย เช่น ขนาดของโครงสร้างและสภาวะอากาศโดยรอบครับ อัตราการเปลี่ยนแปลงของความดันในระหว่างการทดสอบความดัน สามารถอธิบายได้ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ (สมการที่ Error! Reference source not found.) คือ ความสามารถในการอธิบายอัตราการลดลงของความดันในไซโลด้วยสมการที่ Error! Reference source not found. เมื่อไม่เปิดวาล์วปรับแต่งความหนาแน่นของอากาศ ไซโลที่ทดลองหมายเลข 2 สามารถรักษาความดันไว้ในระดับสูงกว่า 500 Pa (ปาสกาล) เป็นหน่วยวัดความดันนะครับ ได้เป็นเวลานานกว่า 30 นาที เป็นอย่างน้อย ถึงแม้ว่าโดยรวมค่าความดันจะมีแนวโน้มลดลงตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น การทดสอบซ้ำแต่ละครั้งให้ผลที่มีความแต่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ในบางช่วงเวลาค่าความดันมีค่าเพิ่มขึ้น และบางช่วงเวลาค่าความดันลดลงถึงเกือบ  -400 Pa (ปาสกาล) จากการสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้น และลดลงอย่างไม่แน่นอนนี้ เกิดจากการที่แสงแดดส่องกระทบลงบนไซโลโดยตรงในระหว่างการทดสอบทำให้อากาศภายในไซโลมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น เมื่อแสงแดดไม่สามารถส่องกระทบไซโลได้โดยตรง เนื่องจากการบดบังของเมฆ อุณหภูมิของอากาศภายในไซโลจึงลดลง ผลกระทบของแสงแดดนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของความดันภายในไซโลถึงแม้ว่ามวลโดยรวมของอากาศภายในไซโลจะมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากการรั่วไหลก็ตาม ทำให้เห็นว่าสมการที่ Error! Reference source not found. สามารถอธิบายอัตราการเปลี่ยนแปลงของความดันเทียบกับเวลาได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้สูตรคำนวนทางคณิตศาสตร์ (สมการที่ Error! Reference source not found.) ในการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการทดสอบความดันหรือคาดการณ์ผลที่จะได้จากการทดสอบได้ก่อนการทดสอบจริง ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     อัตราการสูญเสียก๊าซฟอสฟีนออกจากโครงสร้างการรมยาที่เป็นไซโล หรือโครงสร้างผ้าคลุมสามารถคำนวนได้ในรูปของค่า HLT คือ ค่าที่ใช้วัดระดับความมิดชิดของระยะเวลาที่ระดับความดันลดลงจากค่าเริ่มต้นค่าหนึ่งถึงครึ่งหนึ่งของค่าเริ่มต้นนั้น

    ส่วนผ้าคลุมรมยาที่มีความหนา 0.05, 0.1 และ 0.2 mm มีความสามารถในการเก็บกักก๊าซฟอสฟีนได้ใกล้เคียงกันและปัจจัยสำคัญที่มีกระทบต่ออัตราการรั่วไหลของก๊าซฟอสฟีนระหว่างการรมยา คือคุณภาพการซีลของโครงสร้างการรมในโครงสร้างการรมยาที่สร้างจากผ้าคลุมรมยา

    การสูญเสียก๊าซฟอสฟีนเนื่องจากการรั่วไหลออกจากโครงสร้างการรมสู่ภายนอกเกิดจากกลไกหลัก 2 กลไก คือ การรั่วไหลผ่านช่องเปิดต่างๆ ซึ่งเกิดจากการซีลที่ไม่สนิท และ การซึมของก๊าซทะลุผ่านผ้าคลุมรมยา ผ้าคลุมรมยาที่เป็นที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันจะเป็นผ้าคลุม PVC ซึ่งมีความหนาแตกต่างกันตั้งแต่ประมาณ 0.05 ถึง 0.2 mm ทำการทดลองวัดความสามารถในการให้ฟอสฟีนซึมผ่าน ของแผ่นวัสดุต่างๆ โดยใช้อุปกรณ์ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ  มีลักษณะเป็นกล่องทรงกระบอกขนาด 216 ml สร้างจากสเตนเลส คณะผู้วิจัยจึงทำการทดลองรมยาในโครงสร้างผ้าคลุมเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการเก็บกักก๊าซฟอสฟีนของผ้าคลุมรมยาPVC ที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันภายใต้เงื่อนไขการทดลองที่คล้ายกับการรมยาในทางปฏิบัติโดยเน้นให้ผลการทดลองง่ายต่อการเข้าใจคือ ใช้ค่า HLT ซึ่งสามารถคำนวนได้จากสมการที่ Error! Reference source not found. ในการเปรียบเทียบอัตราการสูญเสียก๊าซ

    การทดลองรมยาทำโดยการใส่เม็ดยาaluminium phosphideจำนวน 1 เม็ด ลงในถ้วยน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ภายในโครงสร้างผ้าคลุมแต่ละโครงสร้าง  เนื่องจากก๊าซฟอสฟีนสามารถลุกติดไฟได้ที่ความเข้มข้นประมาณ 18,000 ppm(explosive limit) การใส่เม็ดยาจึงทำด้วยความระมัดระวังนะครับ  โดยทำการวัดครั้งแรกหลังจากใส่เม็ดยาเป็นเวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมง และวัดครั้งต่อๆ ไปทุกๆ 8 –12 ชั่วโมง ต่อเนื่องกันเป็นเวลาอย่างน้อย 120 ชั่วโมง

    ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีผลต่ออัตราการสูญเสียก๊าซในระหว่างการรมยา คือ สภาวะอากาศในบริเวณโดยรอบโครงสร้างการรมยา  ดังนั้นผลการทดลองที่ไปเป็นไปตามที่คาดหมายนี้อาจมีสาเหตุมาจากความแตกต่างของสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกๆ การทดลองรมยาครับ หากคุณผู้ฟังอยากทราบรายละเอียดสามารถติดต่อสอบถามไปทาง อ.วัชรพล ชยประเสริฐ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน  โทรศัพท์ 0-3435-1896  คุณผู้ฟังสามารถติชมรายการ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 ในวันและเวลาราชการครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง การวิเคราะห์ยาต้านไข้หวัดนกวิธีใหม่ ที่มีประสิทธิภาพ/บุญส่ง คงคาทิพย์, งามผ่อง คงคาทิพย์

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 17 เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2558

    เรื่อง การวิเคราะห์ยาต้านไข้หวัดนกวิธีใหม่ ที่มีประสิทธิภาพ

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา 

    ………………………………………………………………………………

     -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก.แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    วันนี้มาพบกับผลงานวิจัยที่น่าสนใจครับ เรื่องการวิเคราะห์ยาต้านไข้หวัดนกวิธีใหม่ ที่มีประสิทธิภาพ เป็นผลงานวิจัยของ คุณบุญส่ง คงคาทิพย์ และงามผ่อง คงคาทิพย์ จากหน่วยปฏิบัติการวิจัยผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ และเคมีอินทรีย์สังเคราะห์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงเรื่องไข้หวัดนกจะเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วน่ะครับ แต่เราไม่สามารถบอกได้หรอกว่าจะไม่กลับมาอีก วันนี้กระผมจึงของนำเรื่องการเพิ่มประสิทธิยามาฝากครับ

    คุณผู้ฟังครับ เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา โลกได้เกิดโรคใหม่ที่เกิดจากเชื้อไวรัส ได้แก่ Hantavirus, SARS, monkey pox, และไข้หวัดนก ซึ่งเชื้อโรคที่มีแนวโน้มที่จะระบาดทั่วโลกได้แก่ เชื้อไข้หวัดนก H5N1 ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะคุ้นหูกันอยู่แล้วครับ เชื้อไข้หวัดนกเป็นเชื้อไวรัสโดนธรรมชาติจะติดต่อในนกเท่านั้น โดยเฉพาะนกป่า นกเป็ดน้ำก็จะเป็นพาหะนำโรค เชื้อจะอยู่ในลำไส้โดยที่ตัวนกจะไม่มีอาการ เมื่อนกป่าเหล่านี้อพยบไปก็จะนำเชื้อนั้นไปด้วย เมื่อสัตว์เลี้ยง อย่างเช่น ไก่ เป็ด หมู หรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆได้รับเชื้อไข้หวัดนกจะเกิดอาการสองแบบด้วยกันครับ นั่นคือ

    1. หากได้รับเชื้อชนิดไม่รุนแรง สัตว์เลี้ยงนั่นอาจจะมีอาการไม่มากและหายได้เอง
    2. หากเชืส้อที่ได้รับมีความรุนแรงมาก ก็จะทำให้สัตว์เลี้ยงตายหมด โดยมากจะตายภายใน 2 วัน

    ซึ่งลักษณะทั่วไปของไข้หวัดนกที่ชเจอมามีดังนี้ครับ เกิดจากไวรัสสานพันธุ์ Avian Influenza A H5N1 ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นในสัตว์ปีก เริ่มระบาดครั้งแรกที่ประเทศฮ่องกง เมื่อปี พ.ศ.2511 ตอนนั้นเรียกว่า Hong kong Flu และต่อมาทางการสาธายรณสุขฮ่องกงได้พบว่า เชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่จากสัตว์ปีกมาสู่คนได้ และยังไม่พบหลักฐานใดๆที่ยืนยันได้ว่าเชื้อไวบรัสนี้สามารถแพร่จากคนไปสู่คนอื่นได้ครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    เรามาฟังผลกระทบของการระบาดไข้หวัดนกในไก่ต่อสุขภาพของคนกันนะครับ ซึ่งการระบาดของเชื้อไข้หวัดนก H5N1 ในไก่ ส่งผลต่อสุขภาพของคนสองประการด้วยกัน ได้แก่

    1. มีการติดเชื้อไข้หวัดนกจากไก่สู่คนจะทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายรายจากการระบาดทุกครั้งครับ
    2. การกลายพันธุ์ของเชื้อ H5N1 ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อจากคนสู่คนได้ และเกิดการระบาดไปทั่วโลกนั่นเองครับ

    โรคไข้หวัดยังเป็นปัญหาสำคัญสำหรับสุขภาพของมนุษย์และสัตว์ ในเหตุการณ์ที่ผ่านมา การเกิดโรคไข้หวัดนกที่ระบาดมายังคน ทำให้ทั่วโลกตระหนักถึงแนวโน้มที่โรคนี่อาจจะเกิดการระบาดไปทั่วโลก และในปัจจุบันมียาเพียง 2 ชนิด ซึ่งเป็นยาที่ได้รับการรองว่าเป็นบยาที่สามารถรักษาไข้หวัดนกได้ นั่นก็คือ  ทา มิฟลู หรือโอเซลทามิเวียร์ฟอสเฟต กับยาซานามิเวียร์ ตัวยาทา มิฟลูเป็นยาที่ใช้รับประทาน ส่วนซานามิเวียร์เป็นยาที่ใช้โดยวิธีการพ่นเข้าทางปากหรือสูดดมเข้าทางจมูกครับคุณผู้ฟัง

    คุณผู้ฟังครับ ในการผลิตทามิฟลูเป็นอุตสาหกรรม จะเริ่มมาจากสารตั้งต้น กรดชิคิมิก ซึ่งสกัดได้จากดอกโป๊ยกั๊ก แต่อย่างไรก็ตามการได้มาของกรดชิคิมิกที่บริสุทธิจะเป็นปัญหา ถ้าเกิดการระบาดของไข้หวัดนกไปทั่วโลก กรดชิคิมิกจะมีไม่เพียงพอในการใช้ผลิตยาทามิฟลูในปริมาณมากๆนั่นเอง ดังนั้นโครงการวิจัยในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะใช้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เป็นสารตั้งต้นสำหรับการสังเคราะห์ยาทามิฟลู

    ยาที่ใช้ในการรักษา ได้แก่ ทา มิฟลู หรือโอเซลทามิเวียร์ฟอสเฟต กับยาซานามิเวียร์ เป็นยาที่จะช่วยบรรเทาอาการของโรคแต่ต้องให้ยาภายใน 48 ชั่วโมงหลังเกิดอาการครับ

    ซึ่งตัวยา “ทามิฟลู” พัฒนาโดยบริษัทโรช ทีมีชื่อทางการแพทย์ว่า “โอเซลทามิเวียร์ ”มีคุณสมบัติเป็นยาต่อต้านเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ และบี รวมถึงสายพันธุ์ H5N1 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้หวัดนกในคนที่แพร่ระบาดในทวีปเอเซียและยุโรป ทามิฟลูนับเป็นยาต้านไข้หวัดใหญ่ตัวแรกของโลกที่รับประทานทางปาก เพื่อช่วยบรรเทาอาการป่าวยจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ คุณผู้ฟัวงงครับ ในอดีตที่ผ่านมา ส่วนมากน่ะครับแพทย์มักจะจ่ายยาทามิฟลูแก่ญาติ หรือบุคคลที่ต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ด้วยครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    จากสถานการณ์ไวรัส โรคไข้หวัดนก ระบาดทั่วโลกที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆสั่งซื้อและกักตุนยาต้านไข้หวัดนกยี่ห้อ ทามิฟลู ของบริษัทโรช ประเทศสวิตเซอรืแลนด์กันขนาดใหญ่ องค์การอนามัยโลกประเมินว่าหากหวัดมรณะเกิดการระบาดทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตถึง 7 ล้านคน จึงแนะนำให้ประเทศต่างๆ ตุนยาทามิฟลูไว้เผื่อเกิดการระบาดในคน ส่งผลให้บรัทโรชรายได้ในไตรมาสที่สามเพิ่มขึ้นถึง 17% ซึ่งการกักตุนชนิดนี้สำรองไว้ก่อน นั่นทำให้เจ้าตัวยาทามิฟลูราคาถีบตัวขึ้นถึง 4 เท่าตัวจากราคาปกติเลยทีเดียว

    บริษัทโรช ซึ่งถือสิทธิบัตรทะเบียนผลิตยาทามิฟลู ประกาศเพิ่มกำลังผลิตยาเพื่อรองรับ สถานการณ์การแพร่ขยายวงเข้าไปในทวีปยุโรป ทั้งโรมาเนียและตุรกีแล้ว โดยแนวทางการให้สิทธิบัตรยาแก่ผู้ผลิตยารายอื่นเพื่อนำไปใช้ในกรณีฉุกเฉิน แต่ย้ำชัดว่ากระบวนการทางยาดังกล่าวมีความละเอียดซับซ้อนมาก ทามิฟลู เป็นยากลุ่ม โอเซลทามิเวียร์ แม้ว่าจะไม่สามารถรักษาเชื้อไข้ให้หายขาด แต่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อไสรัสและเป็นตัวยาต้านไวรัสไข้หวัดนกที่องค์การอนามัยโลกประกาศรับรองให้สามารถใช้ได้อย่างแพร่หลายในกรณีฉุกเฉิน โดยมุ่งหวังให้ประเทศต่างๆ เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์หวัดนกที่อาจจะระบาด มาสู่คนได้นั่นเองครับคุณผู้ฟัง

    และแน่นอนว่าหากมีการระบาดมาสู่คน ยาต้านไวรัสที่มีอยู่ไม่สามารถนำมาใช้อย่างเพียงพอแน่นอน และเนื่องจาก ยาทามิฟลู เป็นยาป้องกันโรคไข้หวัดนกแต่เพียงชนิดเดียวที่ได้รับการยืนยันและเสนอให้ใช้โดยองค์การอนามัยโลก แต่บัดนี้ประเทศที่เตรียมยาชนิดนี้ไว้เป็นจำนวนมากล้วนเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เกือบทั้งสิ้น ส่วนประเทศที่กำลังเผชิญอยู่กับการระบาดของโรคนั้นกลับไม่สามารถเตรียมรับมืออย่างเพียงพอได้ เนื่องจากสาเหตุทางเศรษฐกิจและสาเหตุอย่างอื่นๆ ที่ผ่านมากว่า 40 ประเทศ  ได้สั่งยาทามิฟลูไปแล้วเป็นจำนวนเงินหลายแสนล้านบาท.

    -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังคงอยากรู้แล้วใช่มั้ยครับว่า เจ้าตัวยาทามิฟลู นี่คือ กรดชิคิมิก ที่สกัดจากเครื่องเทศจีนชนิดหนึ่ง ชื่อว่า “โป๊ยกั๊ก” หากสามารถสกัดสารนี้ได้ก็จะไม่มีปัญหาในการผลิตยาชนิดนี้แต่อย่างใด ซึ่งโป๊ยกั๊ก ที่คนไทยเรียกว่า “จันทร์แปดกลีบ” ซึ่งเป็นเครื่องเทศที่ใส่ลงไปในแกงพะโล้นั่นเองครับท่านผู้ฟัง

    เนื่องจากยาทามิฟลู เป็นยาปัจจุบันขนานเดียวที่ใช้ในการยับยั้งไข้หวัดนก จึงมีนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกหลายกลุ่มได้พยายามคิดค้นวิธีการสังเคราะห์อื่นๆที่ไม่ต้องได้ใช้กรดชิคิมิกเป็นสารตั้งต้น จากความสำเร็จของเราในการสังเคราะห์ยา ทามิฟลู จากน้ำตาล ไรเบส เป็นแนวทางนำร่องที่จะสังเคราะห์ยา ทามิฟลูจากน้ำตาล ในโครงการนี้จึงมีความตั้งใจที่จะพัฒนาการสังเคราะห์วิธีใหม่จากน้ำตาลไรเบส ซึ่งจะเป็นทางเลือกทางหนึ่งในการผลิตยาทามิฟลูในระดับอุตสาหกรรมต่อไปครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    จึงได้ทำการสังเคราะห์ทามิฟลู หรือโอเซลทามิเวียร์ฟอสเฟต จากน้ำตาลไรเบส โดยวิธีการใหม่ ซึ่งน้ำตาลไรเบสชนิดนี้ เป็นสารที่หาได้ง่ายและที่สำคัญมีราคาที่ถูก วิธีหลักในการสังเคราะห์ประกอบไปด้วยการใช้ปฏิกิริยาต่อเนื่องของสาร 5-iodo ribose ซึ่งเตรียมมาจากน้ำตาลไรเบส กับโลหะสังกะสี หรืออินเดียม จากนั้นนะครับก็นำมาทำการปิดวงของสารมัธยันตร์ที่ได้ โดยปฏิกิริยา ring closing metathesis จึงได้มาเป็นอนุพันธ์ กรดชิคิมิก การเติมหมู่อะมิโนหมู่ที่หนึ่งทำโดยใช้วิธีการใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน ประกอบด้วยการออกซิไดซ์หมู่ไฮดรอกซิลไปเป็นหมู่คีโตน แล้วเปลี่ยนเป็นไฮดรอกซิลเอมีน จากนั้นก็รีดิวส์ไปเป็นหมู่อะมิโน การเติมหมู่ไอโซเพนไทอีเทอร์ทำได้โดยวิธีเปิดวงคีตัลแบบจำเพาะโดยใช้ไตเตเนียมเตตราคลอไรด์และไดเอทิลไซเรน ส่วนสำหรับหมู่อะมิโนหมู่ที่สอง ทำการเติมโดยปฏิกิริยาแทนที่หมู่ไฮดรอกซิลด้วย azide แล้วจึงรีดิวส์ azide เป็นอะมิโน จากนั้นจึงเติม acyl เข้าไปที่หมู่อะมิโน ขจัดหมู่ปกป้อง Boc ออก แล้วทำเป็นเกลือฟอสเฟตได้ยาทามิฟลู จากการสังเคราะห์นี้นะครับ ใช้ขั้นตอนทั้งหมด 14 ขั้นตอนด้วยกัน ได้ผลิตผลคิดเป็น 5 เปอร์เซนต์ ครับ

    ในการวิจัยการสังเคราะห์ยาต้านไข้หวัดนกจากน้ำตาลไรเบสนั้นประสบความสำเร็จตามที่ได้วางแผนไว้  อย่างไรก็ตามปฏิกิริยาบางขั้นตอนยังได้เปอร์เซ็นต์ของผลิตผลไม่สูงมากนัก จึงควรมีการศึกษาพัฒนาให้ดีขึ้น นอกจากนั้นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวอื่นๆ เช่น อะราบิโนส หรือแม้กระทั่ง กลูโคส ก็สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ยาทามิฟลูได้แล้วครับ เห็นมั้ยครับว่าขั้นตอนในการผลิตนั้นยากเท่าไร แต่ก็คุ้มค่านะครับ ในการคิดค้น เพื่อเป็นการป้องกันโรคระบาด ที่ในปัจจุบันก็ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว สายพันธุ์ใหม่ๆก็มีมาเยอะขึ้น เรื่องพวกนี้จะหยุดนิ่งไม่ได้เลยทีเดียวครับ

    สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง ธูปหอมชนิดแท่งจากกากไม้กฤษณาที่สกัดน้ำมัน

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่10 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2558

    เรื่อง ธูปหอมชนิดแท่งจากกากไม้กฤษณาที่สกัดน้ำมัน

    บทวิทยุโดย  รติกาล   สุขใจ

    ……………………………………………………………………………………………..

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีค่ะ คุณผู้ฟังทุกท่านคะ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศให้ผู้ฟังได้ฟังกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ค่ะ รายการนี้ผลิตโดย        ฝ่ายประยุกต์และถ่ายทอดงานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราก็เป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวงานวิจัยดีดีที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีดิฉัน…………………..เป็นผู้ดำเนินรายการ และเรื่องที่จะนำเสนอในวันนี้เป็นเรื่อง “ธูปหอมชนิดแท่งจากกากไม้กฤษณาที่สกัดน้ำมัน” ค่ะ

    ปัจจุบันประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันหอมระเหยสูงถึง 3,600 ล้านบาทต่อปี โดยแยกเป็นการนำเข้าของสารที่มีกลิ่นหอมร้อยละ 91.5 และน้ำมันหอมระเหยร้อยละ 8.5 สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากน้ำมันหอมระเหย ก็มีการนำเข้าประมาณ 3,800 ล้านบาท เช่น ลิปสติก, หัวน้ำหอม และน้ำหอม สิ่งปรุงแต่งสำหรับใช้กับเส้นผม สิ่งปรุงแต่งเพื่ออนามัยในช่องปาก และอื่นๆ โดยตลาดหลักที่นำเข้าคือ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฮ่องกง และคาดว่าจะมีแนวโน้มการส่งออกน้ำมันหอมระเหย และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกน้ำมันหอมระเหย และสารผสมที่มีกลิ่นหอม มีมูลค่าประมาณ 1,900 ล้านบาทต่อปี ลักษณะของการใช้น้ำมันหอมระเหยโดยทั่วไป มีลักษณะที่ต่างกัน คือ การนวด การอาบน้ำ การใช้กลิ่นหอมต่างๆ ที่เรียกว่า สุวคนธบำบัด หรือ อโรมาเธอราพี หมายถึง การบำบัดรักษาเพื่อให้บรรเทาหรือทุเลาอาการด้วยเครื่องหอม ซึ่งมีสรรพคุณ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของร่างกาย เช่น บรรเทาอาการอักเสบ บรรเทาอาการของโรคความดันสูงและต่ำ บรรเทาอาการหวัด ไอ และปวดเมื่อย และป้องกันแผลติดเชื้อ เป็นต้น กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มออกฤทธิ์ให้สดชื่น เช่น ช่วยให้สดชื่น ขจัดความวิตกกังวล ลดความท้อแท้วิตกกังวล และหดหู่ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และความเครียด เป็นต้น และกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มออกฤทธิ์ให้ผ่อนคลาย เช่น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อและความเครียด บรรเทาอาการหวัด นอนไม่หลับ

    คุณผู้ฟังคะ ผลิตภัณฑ์ธูปหอมที่ใช้กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยต่างๆ เมื่อจุด จะทำให้มีกลิ่นระเหยออกมาในอากาศ ทำให้บรรยากาศสดชื่น สามารถทำให้อาการวิตก กังวล หดหู่ และความเครียดบรรเทาลงได้ ทั้งนี้จะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับชนิดและประสิทธิภาพของน้ำมันหอมระเหยนั้นๆ ค่ะ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังคะ ธูปเป็นสื่ออย่างหนึ่งที่มนุษย์ใช้ในการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แต่ละคนมีความเชื่อถือ หรือกราบไหว้เพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษ ใช้ประกอบกิจกรรมทางศาสนานับเป็นเวลานานแล้วค่ะ ธูปในประเทศไทยมีการพัฒนามานาน และต่อเนื่องมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นสีสัน กลิ่นของธูปและรูปร่าง ให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น เช่น รูปร่างเป็นอักขระ หรือภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สามารถแบ่งแยกประเภทของธูป เป็นธูปที่ใช้จุดไหว้พระ ไหว้พระพรหม ไหว้รัชกาลที่ 5 ไหว้เจ้าแม่กวนอิม โดยแบบที่นิยมใช้กันมากจะเป็นแท่งและขดวงกลม ราคาค่อนข้างถูก หาซื้อได้ง่ายค่ะ

    เรามาพูดถึงในเรื่องของไม้กฤษณากันบ้างค่ะคุณผู้ฟัง ซึ่งไม้กฤษณานั้นเป็นพันธุ์ไม้ยืนต้น ที่มีตั้งแต่ขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ สรรพคุณของเนื้อไม้ เมื่อนำมาสกัดด้วยไอน้ำ ก็จะได้น้ำมันหอมออกมา ซึ่งเรียกว่า Agar-atar (อะการ์-อาตาร์) และ chuwah (ชูว่าห์) ของประเทศอัสสัม เนื้อไม้ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้อาเจียน แก้วิงเวียนศีรษะ ท้องร่วง โรคปวดขัดตามข้อ โดยให้นำมาผสมกับยาหอมกิน สำหรับคนป่วยที่มีความกระหายน้ำมากให้นำมาต้มน้ำดื่ม  สำหรับชันไม้กฤษณา ชาวฮินดูนิยมนำมาใช้จุดไฟให้มีกลิ่นหอมในโบสถ์ ไม้กฤษณามีถิ่นกำเนิดอยู่ทางแถบเขตร้อนของเอเชีย เช่น ในประเทศมาเลเซีย ประเทศจีน ประเทศอินเดีย และประเทศไทย ซึ่งมีมากในแถบของจังหวัดตราด และจังหวัดจันทบุรี เนื้อไม้กฤษณาที่ดีนั้น ต้องมีกลิ่นหอม และเป็นสีดำ วิธีที่จะใช้พิสูจน์ว่า คุณภาพของไม้ดีหรือไม่ดีนั้น กระทำโดยให้ตัดเป็นท่อนๆ แล้วโยนลงไปในน้ำ จากนั้นสังเกตว่าท่อนใดจมน้ำทันที เราเรียกว่า Gharki (การ์กกิ) ส่วนท่อนที่ลอยน้ำ เรียกว่า samaleh (ซามาเลห์) ซึ่งชนิดนี้เราจะพบกันทั่วไป และสำหรับท่อนที่ลอยปริ่มน้ำ เรียกว่า samaleh-l-aala (ซามาเล่ห์-แอล-อาล่า) หรือ Neem Gharki (นีม การ์กกิ) จะเป็นสีน้ำเงินเข้มหรือสีน้ำตาลอ่อน จะไม่นิยมใช้ในทางยา นอกจากนี้ยังมีวิธีที่จะพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งคือ โดยการนำเอาเนื้อไม้ไปฝังดินไว้ เนื้อไม้ที่ดีก็จะค่อยๆเปลี่ยนสีเป็นสีดำ และกลิ่นของมันก็จะหอมด้วย นอกจากนี้ยังมีน้ำมันหอมระเหยที่สามารถนำกลิ่นมาใช้บำบัดได้ เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์ ช่วยผ่อนคลายวิตกกังวล กลิ่นดอกแก้ว ช่วยให้สดชื่น กลิ่นมะลิ ช่วยคลายวิตกกังวล แก้ปวดศีรษะ กลิ่นจำปี ช่วยให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกลิ่นพิกุล ช่วยให้บำรุงหัวใจ ชุ่มชื่นใจ ขับเสมหะ และรักษาอาการไข้ได้

    ดังนั้น ถ้าหากนำส่วนเหลือที่เป็นกากของไม้กฤษณาที่สกัดน้ำมันหอมระเหยแล้ว แต่ยังมีความหอมอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น การทำธูปหอม ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเศษเหลือดังกล่าวได้ และช่วยทำให้สุขภาพของผู้ใช้ดีขึ้นด้วย การศึกษาทดลองในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาธูปหอมชนิดแท่งจากกากไม้กฤษณาที่สกัดน้ำมันแล้วให้มีความหอม และคุณภาพเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค โดยมีขอบเขตใช้กากไม้กฤษณา ที่ผ่านการสกัดน้ำมันแล้ว มาพัฒนาสูตรและกรรมวิธีการผลิต ให้ได้ธูปหอมชนิดแท่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค โดยตรวจสอบคุณภาพทางกายภาพและเคมีของธูปที่พัฒนาแล้วค่ะ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังคะ และสำหรับผู้ที่ได้คิดค้นโครงการวิจัยนี้ขึ้นมา ก็คือ คุณวุฒินันท์ คงทัด นักวิจัย จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศาสตร์ และคณะทำงาน ในโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ธูปหอมชนิดแท่งจากกากไม้กฤษณาที่สกัดน้ำมัน โดยมีวิธีการวิจัยคือ เริ่มด้วยการตรวจสอบคุณภาพกากไม้กฤษณาที่สกัดน้ำมันแล้วและผงไม้บง เป็นตัวอย่างของกากไม้ที่ซื้อจากศูนย์ส่งเสริมความรู้เกษตรระหว่างภาครัฐกับเอกชนของจังหวัดตราด กากไม้มีความชื้นค่อนข้างสูง เพราะได้ผ่านการสกัดใหม่ๆ จึงต้องอบด้วยตู้อบลมร้อนอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส อบจนน้ำหนักคงที่ แล้วบดเป็นผงด้วยเครื่องบดละเอียด ขนาดของผงที่บดคือ 60 mesh ส่วนผงไม้บงเป็นผงไม้บงจากบริษัทผงธูปไทยที่บดละเอียดแล้ว จากนั้นจึงสุ่มตัวอย่างไปตรวจสอบคุณภาพเพื่อหาความชื้น ไขมัน และเถ้า ผลปรากฏว่าตัวอย่างผงกากไม้กฤษณาที่ได้ มีความชื้นค่อนข้างต่ำเหมาะที่จะใช้ทำธูปหอมได้ เพราะจะเป็นเชื้อเพลิงช่วยในการเผาไหม้ได้ค่อนข้างดี เนื่องจากผงส่วนใหญ่มาจากเนื้อไม้จึงทำให้มีปริมาณของเถ้าค่อนข้างสูง ดังนั้นการเผาไหม้ย่อมจะมีกลิ่นเหม็นที่เกิดจากการเผาไหม้ ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และควัน ส่วนกลิ่นหอมที่เกิดจากน้ำมันหอมระเหยกฤษณาที่ยังเหลือจากการสกัดน้ำมันอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก คือร้อยละ 3.92 ปริมาณไขมันหรือน้ำมันหอมระเหยที่เหลืออยู่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ตัวไม้กฤษณาที่มีน้ำมันหอมระเหยอยู่มากหรือน้อย วิธีการเตรียมเนื้อไม้ที่จะใช้กลั่น ถ้าบดละเอียดก็จะสกัดน้ำมันหอมระเหยออกไปได้มาก และวิธีการสกัดน้ำมันที่ดีจะช่วยสกัดน้ำมันหอมระเหยออกไปได้มาก จะทำให้กากไม้กฤษณาที่ผ่านกระบวนการสกัดน้ำมันแล้ว เหลือน้ำมันหอมระเหยอยู่น้อย การนำกากไม้ไปทำธูปหอมก็จะได้กลิ่นหอมน้อยตามไปด้วย การที่จะคัดเลือกกากไม้กฤษณาที่มีน้ำมันหอมระเหยเหลืออยู่ในปริมาณมากคงจะหาได้ยาก เพราะการสกัดน้ำมันหอมระเหยจำเป็นต้องสกัดน้ำมันหอมระเหยออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นการคัดเลือกกากไม้กฤษณา คงต้องพิจารณาจากลักษณะของกากไม้ที่เป็นเนื้อไม้มากกว่า เพราะจะช่วยเป็นส่วนผสมของธูปโดยไม่ต้องเติมขี้เลื้อยจากผงไม้อื่นๆ อีก จะเป็นการลดต้นทุนและลดปัญหากลิ่นควันไฟลงได้  หรือจะพิจารณาจากกลิ่นหอมที่ยังเหลืออยู่ในกากไม้ที่สกัดน้ำมันแล้ว ถ้าเป็นกากไม้ที่ใหม่และสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยออกไปน้อย ก็จะเหลือกลิ่นหอมอยู่มากก็จะนำมาผลิตธูปได้ดี ส่วนผงไม้บงจะเป็นกาวเหนียวช่วยให้ผงกากไม้ติดกัน จึงไม่มีผลต่อผงกากไม้กฤษณามากนัก คุณสมบัติของกาวจากผงไม้บงเมื่อแห้งแล้ว จะไม่เกิดแผ่นฟิล์มที่เนื้อหรือผิวด้านนอกของธูป ดังนั้นอากาศจะสามารถเข้าไปได้ในขณะที่เผาไหม้ จะช่วยทำให้ธูปเผาไหม้ต่อเนื่องโดยไม่ดับ ซึ่งจะดีกว่าการใช้กาวจากแป้งมันสำปะหลังค่ะ

    -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังคะ ในการขั้นตอนการวิจัยในลำดับถัดมาคือ การพัฒนาสูตรและกรรมวิธีการผลิตธูปหอมค่ะ โดยเริ่มจากการหาสูตรพื้นฐานของธูป ซึ่งได้ผลปรากฏว่า สูตรพื้นฐานของธูปหอมที่ใช้นั้นมีการนำกากไม้กฤษณาที่สกัดน้ำมันแล้ว และผงไม้บง ที่ใช้เป็นตัวยึดส่วนผสมให้ติดกัน ใช้ปัจจัยละ 3 ระดับ คือระดับต่ำ กลาง และสูง กากไม้กฤษณาใช้ที่ 40, 50 และ 60 ผงไม้บงใช้ที่ 40, 50 และ 60 นำส่วนผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ผสมส่วนผสมกับน้ำสะอาด ในอัตราส่วน ส่วนผสมต่อน้ำ 1:1 นวดให้ส่วนผสมกับน้ำเข้ากันอย่างสม่ำเสมอ แล้วรีดเส้นธูปด้วยเครื่องรีดเส้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 มิลลิเมตร  ตัดให้มีความยาวแท่งละ 25.5 เซนติเมตร เสียบก้านด้วยไม้อบด้วยตู้อบลมร้อนอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส จนน้ำหนักคงที่ นำธูปมาทดสอบคุณภาพทางกายภาพประกอบด้วย น้ำหนักต่อแท่ง  เวลาเผาไหม้ การเผาไหม้ ควันของธูปและคุณสมบัติทางประสาทสัมผัส โดยผู้ทดสอบที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้วจำนวน 10 คน เพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบหาสูตรที่เหมาะสม เพื่อใช้เป็นสูตรพื้นฐาน ได้ผลคือ สูตรที่เหมาะสมที่สุดคือสูตรที่ 4 ที่มีส่วนผสมของผงกากไม้กฤษณาที่ระดับ 50 ต่อผงไม้บงที่ระดับ 40 และควรจะนำสูตรนี้ไปพัฒนาเรื่องกลิ่นต่อไป เนื่องจากผู้ทดสอบยังต้องการให้มีการปรับปรุงเกี่ยวกับกลิ่นให้มีกลิ่นหอมที่ดีกว่านี้ เพราะกลิ่นหอมยังไม่สดชื่นและยังมีกลิ่นของควันที่เกิดจากการเผาไหม้อยู่ ควรจะต้องหากลิ่นอื่นๆ มาช่วยเสริมกลิ่นหอมของกฤษณาให้ดีขึ้น และการจะนำน้ำมันหอมระเหยของกฤษณามาผสมเพิ่มลงไปอีก คงจะไม่คุ้มทุน เพราะน้ำมันหอมระเหยกฤษณาที่สกัดออกมาได้นั้นมีราคาที่แพงมาก ดังนั้นควรจะใช้เฉพาะส่วนที่ยังคงเหลือจากการสกัดเอาน้ำมันออกไปแล้วเท่านั้น จึงจะเป็นการใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกากไม้ที่เหลือจากการสกัดน้ำมันแล้ว ดังนั้นสูตรพื้นฐานที่จะนำไปพัฒนาต่อเป็นสูตรที่ 4 ที่ประกอบด้วยผงกากไม้กฤษณาร้อยละ 55.5 และผงไม้บงร้อยละ 44.5 ซึ่งเป็นสูตรที่เหมาะสม มีอัตราการเผาไหม้นาทีละ 26.88 กรัมค่ะ

    คุณผู้ฟังคะ ขั้นตอนต่อมาเป็นการหากลิ่นสังเคราะห์ที่เหมาะสม โดยการนำสูตรที่ 4 ซึ่งเป็นสูตรพื้นฐานที่เหมาะสมที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้ทดสอบมาแล้ว มาผสมกลิ่นสังเคราะห์จำนวน 4 กลิ่น ซึ่งเป็นกลิ่นที่ใช้ผสมทำธูปหอมที่จำหน่ายในเขตกรุงเทพมหานครมากที่สุด ประกอบด้วยกลิ่นมะลิ กลิ่นโรสแมร์รี่ กลิ่นลาเวนเดอร์ และกลิ่นโรส ใช้ปริมาณกลิ่นร้อยละ 20 ของสารละลาย นำธูปทั้ง 4 ตัวอย่างบรรจุในซองพลาสติกให้กับผู้ทดสอบทางประสาทสัมผัสชุดเดิมทดสอบ เพราะผู้ทดสอบชุดนี้เป็นผู้ทดสอบที่จะใช้คัดเลือกสูตร จึงต้องมีความรอบคอบในการคิดพิจารณาในการทดสอบแต่ละครั้งเพื่อให้ได้สูตรที่ดี จำนวน 10 คน พร้อมแบบทดสอบเพื่อคัดเลือกกลิ่นที่ผู้ทดสอบชอบมากที่สุด ส่วนผลที่ได้จะเป็นอย่างไร ผู้ทดสอบจะชอบกลิ่นไหนมากที่สุด ช่วงหน้ามาติดตามกันค่ะ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังคะ เมื่อสักครู่นักวิจัยได้ให้ผู้ทดสอบจำนวน 10 คน ทดสอบหากลิ่นของธูปที่เหมาะสม ซึ่งกลิ่นนั้นประกอบไปด้วยกลิ่นมะลิ กลิ่นโรสแมร์รี่ กลิ่นลาเวนเดอร์ และกลิ่นโรส ซึ่งผลจากการทดสอบที่ได้คือ ผู้ทดสอบ 10 คน คัดเลือกกลิ่นลาเวนเดอร์มากที่สุด จากการทดสอบผู้ทดสอบตอบว่าไม่มีอาการแพ้กลิ่นของธูปเลย และไม่ต้องการให้ปรับปรุงกลิ่นร้อยละ 90 และอีกร้อยละ 10 ต้องการให้มีการปรับปรุงกลิ่น เช่น ให้มีกลิ่นหอมในขณะจุดและหลังจุดมากกว่านี้ นอกจากนี้ยังมีการแนะนำให้ปรับปรุงสีให้สวยงาม ขนาดเล็กและสั้นลง ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่ผู้ทดสอบแนะนำมานี้ สามารถปรับปรุงตามความต้องการของตลาดได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นสี ขนาด เพราะจะไม่กระทบต่อคุณภาพของธูปมากนัก แต่สิ่งที่สำคัญคือ กลิ่นต้องมีการศึกษาหาความเหมาะสมต่อไป เพื่อจะได้ธูปที่มีกลิ่นหอมตามที่ผู้ทดสอบต้องการ และเป็นสิ่งที่สำคัญมากของธูปหอมรองจากการจุดติดและเผาไหม้ ดังนั้นสรุปได้ว่า ผู้ทดสอบคัดเลือกกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ในการทำธูปหอมจากกากไม้กฤษณาที่สกัดน้ำมันแล้วมากที่สุดค่ะ

    และเมื่อเราทราบความต้องการของผู้ทดสอบแล้วว่า ผู้ทดสอบชอบกลิ่นลาเวนเดอร์มากที่สุด  คณะนักวิจัยจึงได้ดำเนินการหาความเข้มข้นของน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ที่เหมาะสมในขั้นตอนต่อมาค่ะ และเนื่องจากผู้ทดสอบได้มีคำแนะนำว่าน่าจะปรับปรุงความหอมของกลิ่นลาเวนเดอร์นี้ คณะนักวิจัยจึงได้ปรับปริมาณของกลิ่นลาเวนเดอร์ที่ผสมเป็น 4 ระดับ โดยวางแผนการทดลองแบบ CRD คือใช้ที่ร้อยละ 5, 10, 15 และ 20 ของสารละลาย ทำธูปหอมตามแบบเดิม แล้วนำตัวอย่างของธูปหอมพร้อมแบบทดสอบ ให้ผู้ทดสอบทางประสาทสัมผัสชุดเดิม จำนวน 10 คนทดสอบ เพื่อคัดเลือกระดับกลิ่นที่ผู้ทดสอบชอบมากที่สุด ผลที่ได้คือ ผู้ทดสอบคัดเลือกธูปที่ใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ที่ร้อยละ 15 ของสารละลายมากที่สุด ดังนั้นสูตรธูปหอมกากไม้กฤษณาควรใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ที่ร้อยละ 15 ของสารละลาย ก็จะได้กลิ่นหอมที่เหมาะสมที่สุดค่ะ

    คุณผู้ฟังคะ และขั้นตอนต่อมาที่นักวิจัยจะต้องดำเนินการวิจัยต่อไปนั้น คือการพัฒนากรรมวิธีการผลิตธูปหอมกากไม้กฤษณาค่ะ ซึ่งการพัฒนากรรมวิธีการผลิตธูปหอมกากไม้กฤษณาใช้วิธีของคุณวุฒินันท์ คงทัด และคณะทำงาน ซึ่งเป็นวิธีของผู้วิจัยเอง และเป็นวิธีที่เหมาะสมต่อการผลิตธูปชนิดแท่งที่รีดเส้น ในขณะที่ส่วนผสมเปียกจะสามารถผลิตในปริมาณมากได้ ธูปที่ศึกษาเป็นธูปชนิดแท่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 มิลลิเมตร ยาว 25.5 เซนติเมตร มีความชื้นสูง หลังจากรีดเส้นประมาณร้อยละ 45 ดังนั้นต้องทำให้แห้งก่อนที่จะมีเชื้อราเกิดขึ้น ถ้าตากแดดหรืออบด้วยตู้อบลมร้อน โดยวางบนถาดธรรมดาไม่มีช่องบังคับให้แท่งธูปตรง ธูปที่ตากแดดจะแห้งเหลือความชื้นร้อยละ 5 ในเวลา 6 ชั่วโมง แต่ถ้าอบด้วยตู้อบลมร้อนจะแห้งภายใน 3 ชั่วโมง ธูปที่ได้จะคดงอมาก ไม่สามารถจะบรรจุซองและจำหน่ายได้ ดังนั้นจำเป็นต้องวางธูปที่รีดออกมาใหม่ๆ วางลงในช่องวางบนถาดไม้ที่มีช่องวางขนาด 3.5 เซนติเมตร ใส่อบได้ช่องละ 5 แท่ง แล้วมีฝาปิดด้านบน ขันน็อตยึดฝาและถาดด้านล่างให้แน่น อบด้วยตู้อบลมร้อนอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เวลา 48 ชั่วโมง ธูปจะเหลือความชื้นร้อยละ 8-10 แท่งธูปจะมีความตรง จะงอบ้างก็เพียงเล็กน้อย เพราะเมื่อธูปแห้งขนาดจะลดลง ทำให้เหลือที่ว่างระหว่างธูปกับช่องว่าง ธูปจึงอาจจะงอเล็กน้อยค่ะ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังคะ การที่เราจะทราบว่าธูปหอมชนิดแท่งจากกากไม้กฤษณาที่สกัดน้ำมันแล้วที่เราผลิตได้ จะเป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่นั้น สิ่งหนึ่งที่เราต้องคำนึงถึงคือ การทดสอบการยอมรับของผู้บริโภคโดยผลิตธูปหอมตามสูตรที่มีส่วนผสมของผงกากไม้กฤษณาร้อยละ 55.5 และผงไม้บงร้อยละ 44.5 ใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ร้อยละ 15 ของสารละลาย สารยึดกลิ่น มัส ร้อยละ 1 ตัวทำละลายร้อยละ 1 ใช้ส่วนผสมของผงธูปต่อสารละลายในอัตราส่วน 1:1 รีดด้วยเครื่องรีดเส้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 มิลลิเมตร ยาว 25.5 เซนติเมตร อบอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เวลา 48 ชั่วโมง บรรจุธูปในซองพลาสติกชนิดหนาและใส ซองละ 4 แท่ง พร้อมแบบทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค ให้ผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 100 คนนำไปทดสอบที่บ้าน ข้อมูลที่ผู้ทดสอบจะต้องตอบคือ ข้อมูลพฤติกรรมทั่วๆไปของผู้ทดสอบที่มีต่อผลิตภัณฑ์ธูปหอมชนิดแท่งที่มีขายอยู่ในตลาด ข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ทดสอบ และข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ทดสอบ เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงแก้ไขต่อไป และได้นำธูปหอมที่เหลือจากการทดสอบผู้บริโภคจำนวน 19 ซอง หรือจำนวน 152 แท่ง จำหน่ายในงานเกษตรแฟร์ ครั้งที่ 45 ในราคาซองละ 20 บาท เพื่อดูว่าจะสามารถจำหน่ายได้หรือไม่ จากข้อมูลการทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค ผู้ทดสอบเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย อายุมากสุดอยู่ระหว่าง 41-60 ปี ผู้บริโภคที่ทดสอบจะรู้จักธูปหอมชนิดแท่งที่จำหน่ายในตลาดมากกว่าผู้ที่ไม่รู้จัก และเคยซื้อมาใช้มากกว่าผู้ที่ไม่เคยซื้อมาใช้ ผู้ทดสอบส่วนใหญ่จะชอบกลิ่นหอมกฤษณาของธูป ทั้งกลิ่นธูปก่อนจุด ในขณะจุดและหลังจุดธูปแล้ว ผู้ทดสอบชอบสีธรรมชาติ ซึ่งมีสีน้ำตาลของธูปสูงถึงร้อยละ 90 การเผาไหม้ของธูปดีเผาไหม้ต่อเนื่องตลาดแท่ง เวลาของการเผาไหม้ 1-2 ชั่วโมง ผู้ทดสอบจะมีความสดชื่นจากกลิ่นที่จุด ตั้งแต่สดชื่นเล็กน้อยจนถึงสดชื่นมาก ผู้ทดสอบส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแพ้จากการจุดธูป จะมีบ้างเพียงส่วนน้อยน่าจะมาจากมีสุขภาพไม่เหมาะต่อการจุดธูปอยู่แล้ว ถ้ามีผลิตภัณฑ์ธูปหอมกากไม้กฤษณาจำหน่ายจะซื้อเป็นส่วนใหญ่และจะมีบางส่วนที่ไม่แน่ใจ อาจจะเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยจะซื้อธูปหอมมาใช้นั่นเอง ราคาที่พอใจซื้อคือ ซองละ 10-20 บาท ผู้บริโภคส่วนใหญ่พอใจกับธูปที่ทดสอบ ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงอีก ส่วนที่จำหน่ายในงานเกษตรแฟร์ ปรากฏว่าจำหน่ายได้หมดภายในวันแรกที่ออกจำหน่าย และยังมีความต้องการจากผู้ซื้ออีก แต่ไม่สามารถผลิตให้ได้ตามความต้องการ ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ นั้น ธูปหอมชนิดนี้สามารถเก็บไว้ได้มากกว่า 3 เดือนในถุงพลาสติกใสหนาที่อุณหภูมิห้องธรรมดา โดยคุณภาพของธูปยังไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนต้นทุนการผลิตธูปหอม 1 ซองมี 8 แท่ง เป็นเงิน 50.63 บาทหรือกรัมละ 1.26 บาท ซึ่งผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะว่า เนื่องจากผู้บริโภคมีความชอบธูปหอมนี้และสามารถนำมาผลิตจำหน่ายได้ แต่ต้องพิจารณาขนาดรูปแบบให้เหมาะสมกับราคา เนื่องจากถ้าผลิตชนิดแท่งขนาดยาว 24 เซนติเมตรจะทำให้ต้นทุนสูง ซึ่งถ้านำมาจำหน่ายจะทำให้กำไรลดลงไปด้วย ดังนั้นควรทำแบบกรวยมากกว่าซึ่งจะทำให้ต้นทุนลดลง และจะจำหน่ายได้กำไรมากกว่า หรือทำแบบแท่งก็ได้แต่เป็นแท่งสั้นๆ จะช่วยลดต้นทุน สามารถจำหน่ายได้กำไรและจำหน่ายได้ง่ายขึ้น และจากการแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิได้เสนอให้ใช้ไม้กฤษณาขาวแทนกากกฤษณาที่สกัดน้ำมันเพราะได้เคยเห็นชาวบ้านนำไปทำธูปหอม ดังนั้นน่าจะใช้แทนกากกฤษณาที่สกัดน้ำมันได้เช่นกัน และขอให้ศึกษาทดลองเพื่อต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไปค่ะ

    ท้ายรายการนี้หากคุณผู้ฟังท่านใดสนใจหรือมีข้อสงสัยอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม หรือจะติชมรายการ คุณผู้ฟังสามารถเขียนจดหมายมายังรายการของเราและจ่าหน้าซองมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 ค่ะ หรือโทรมาได้ที่เบอร์ 02-5611474 ค่ะ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้าในวันและเวลาเดียวกันนี้ วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีค่ะ

  • รายการวิทยุ เรื่อง การปลูกและเก็บเกี่ยวมันฝรั่ง

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 26 เดือน กันยายน พ.ศ. 2558

    เรื่อง การปลูกและเก็บเกี่ยวมันฝรั่ง

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา 

    ……………………………………………………………

  • รายการวิทยุ เรื่อง การใช้ไคโตซานเป็นสารก่อจับก้อนเพื่อบำบัดน้ำเสีย

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่19 เดือนกันยายน พ.ศ. 2558

    เรื่อง  การใช้ไคโตซานเป็นสารก่อจับก้อนเพื่อบำบัดน้ำเสีย

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………….

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ กลับมาพบกันอีกครั้งน่ะครับ ในสัปดาห์นี้กระผมมีผลงานวิจัยที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก มาฝากแฟนรายการอีกแล้วครับ เป็นผลงานของ รศ.ดร.พัฒนา อนุรักษ์พงศธร ภาควิชาเทคโนโลยีและการจัดการสิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในผลงานวิจัยเรื่อง การใช้ไคโตซานเป็นสารก่อจับก้อนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระบบบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม

    คุณผู้ฟังครับ ของเสียจากอุตสาหกรรมอาหารทะเล เช่น เปลือกปู และเปลือกกุ้ง ในปัจจุบันมักจะทิ้งไปโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมากมหาศาลต่อปีเลยทีเดียวครับ ก็น่าเสียดายน่ะครับคุณผู้ฟัง ดังนั้นการที่จะนำมาใช้ประโยชน์ โดยนำมาสกัดเป็น ไคโตซาน ที่เป็นอนุพันธ์ของ ไคติน ซึ่งมีองค์ประกอบภายในโครงสร้างของไคติน ที่มีความสำคัญต่อลักษณะโครงสร้างของไคโตซานที่จะได้ภายหลังจากการกำจัดหมู่แอเซติล โดยไคโตซานมีชนาดอนุภาค 130-180 นาโนเมตร ส่วนการทำละลายของไคตินและไคโตซานสามารถละลายได้ดีในกรดเข้มข้นจำพวกกรดไฮโดรคลอริก กรดซัลฟิวริก กรดฟอสฟอริก และกรดฟอร์มิก แต่ไม่สามารถละลายในตัวทำละลายทั่วไป เช่น พวกน้ำ กรดเจือจางที่มีค่า pH มากกว่า 6 ด่างเจือจางหรือเข้มข้น แอลกอฮอลล์ และตัวทำละลายอินทรีย์อื่นๆ

    ซึ่งเป็นสารโพลิเมอร์ทางชีวภาพ สามารถใช้ทดแทนสารโพลิเมอร์สังเคราะห์ในกระบวนการก่อจับก้อนในระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม จึงเป็นการลดปริมาณและมูลค่าการนำเข้าสารโพลิเมอร์สังเคราะห์ อีกทั้งกากตะกอนที่เกิดขึ้นไม่ก่อให้เกิดพิษต่อสิ่งแวดล้อม เนื่อจากสามายรถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และยังมีแนวโน้มที่เราจะสามารถนำไปใช้ในด้านอื่นๆ ทำให้กากตะกอนมีมูลค่าเป็นผลพลอยได้ และเมื่อเราเทียบกับกากตะกอนที่เกิดจากการใช้โพลิเมอร์สังเคราะห์ ซึ่งจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการบำบัด เนื่องจากถูกจัดประเภทให้เป็นของเสียอันตรายนั่นเองครับ

    คุณผู้ฟังครับ การใช้ไคโตซาน เป็นสารก่อการจับก้อนในระบบบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม เป็นการใช้ประโยชน์และเป็นการเพิ่มมูลค่า ให้กับของเสียอุตสาหกรรมอาหารทะเล ได้แก่ เปลือกปูและเปลืองกุ้ง ดังนั้นอุตสาหกรรมอาหารทะเล ที่มีเปลือกปูเปลือกกุ้งเป็นของเสียภายในโรงงาน จึงได้หันมาให้ความสนใจที่จะผลิตไคโตซาน เพื่อเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง และอีกอย่างน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบการเลี้ยงโคนม อาจอยู่ในรูปของสหกรณ์โคนม สามารถนำไคโตซานไปใช้ประโยชน์ เพื่อบำบัดน้ำเสียก่อนนำไปปล่อยลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง ซึ่งก่อให้เกิดการเน่าเสียของแหล่งน้ำ เป็นการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอีกด้วยครับ ช่วงนี้เราพักกันก่อนสักครู่นะครับ แล้วกลับมาพบกันใหม่ในช่วงหน้า มาดูกันว่าวัตถุประสงค์ในการวิจัยในครั้งนี้มีอะไรกันบ้าง

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ มาต่อกันในเรื่อง วัตถุประสงค์ในผลงานชิ้นนี้กันน่ะครับ นั่นก็คือ การศึกษาวิธีการเตรียมและคุณสมบัติของไคโตซานจากของเสียอุตสาหกรรมอาหารทะเล ได้แก่ เปลือกปู เปลือกกุ้ง เพื่อใช้เป็นสารก่อการจับก้อนในกระบวนการตกตะกอนของระบบบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม และเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ระหว่างการใช้ไคโตซานเป็นสารก่อการจับก้อน กับสารสังเคราะห์โพลิเมอร์เดิมที่ใช้ในกระบวนการตกตะกอนของระบบบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม

    ก่อนอื่นมาฟังปัญหาที่ผลงานวิชจัยนนี้เข้ามาแก้ไขกันก่อนครับ นั่นคือ การบำบัดน้ำเสีย เป็นการกำจัดหรือทำลายสิ่งปนเปื้อนในน้ำเสียให้หมดไป หรือเหลือน้อยที่สุดให้ได้มาตราฐานที่กำหนดและไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม น้ำเสียจากแหล่งต่างกันจะมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน ดังนั้นนะครับ กระบวนการบำบัดน้ำจึงมีหลายวิธีด้วยกันครับ

    อย่างเช่น กระบวนการทางเคมี (chemical process) เป็นวิธีการบำบัดน้ำเสียโดยการแยกสารต่างๆ หรือสิ่งปนเปื้อนในน้ำเสียที่บำบัด เช่น โลหะหนัก สารพิษ สภาพความเป็นกรด ด่างสูงๆ ที่ปนเปื้อนอยู่ด้วยการเติมสารเคมีต่างๆลงไป เพื่อให้เข้าไปทำปฏิกิริยา ซึ่งจะมีประโยชน์ในการแยกสาร แต่วิธีนี้มีข้อเสียอยู่เหมือนกันครับ นั่นคือ เมื่อเราเติมสารเคมีลงไปในน้ำเสียแล้ว อาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และอีกอย่างวิธีนี้จะมีค่าใช้จ่ายสำหรับสารเคมีที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นกระบวนการทางเคมีจะเลือกใช้ก็ต่อเมื่อน้ำเสียไม่สามารถบำบัดได้ด้วยกระบวนการทางกายภาพหรือชีวภาพได้นั่นเองครับคุณผู้ฟัง

    การทำให้ตกตะกอน (precipitation) ต้องอาศัยหลักการเติมสารเคมีลงไปทำปฏิกิริยาให้เกิดกลุ่มตะกอนตกลงมา โดยทั่วไปสารแขวนจะมีประจุลบ ดังนั้นสารเคมีที่เติมลงไปจึงเป็นประจุบวก ก็เพราะว่าเพื่อที่จะทำให้เป็นกลางนั่นเอง โดยส่วนมากแล้วสารเคมีที่ทำให้เกิดตะกอนจะละลายน้ำ อย่างเช่น เกลือของสารประกอบต่างๆ เช่น เกลืออะลูมีเนียมซัลเฟต หรือสารส้ม เกลือเหล็ก และเกลือของแคลเซียม ส่วนเกลือที่นำมาช่วยให้เกิดการเกิดตะกอนได้ดียิ่งขึ้นนี้เป็นสารประกอบของ กลุ่ม Activated ของ Silica และ Polyelectrolytes เห็นไหมล่ะครับว่าสารกระบวนการบัดน้ำเสียทำได้ไม่ยากเลย แต่เราต้องใช้วิธีให้ถูกต้อง กระบวนการที่ถูกวิธี เพื่อความเหมาะสมในการบำบัดน้ำเสีย อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     กลับมาฟังกันต่อน่ะครับ ปัญหาที่เกิดจากการกำจัดน้ำเสียจึงเกิดการวิจัยนี้ขึ้นมา เพื่อใช้วัสดุจากการเหลือใช้ที่มาจากธรรมชาตินำมาแก้ปัญหาดังกล่าว น้ำเสียจากอุตสาหกรรมการผลิตนม น้ำเสียจากศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาจากกระบวนการชะล้างสิ่งต่างๆภายในบริเวณโรงนมอาจจำแนกได้ดังนี้ครับ

    1. น้ำจากการทำความสะอาดถังผสม น้ำที่ใช้ทำความสะอาดถังจะมีความสกปรกค่อนข้างสูง มีปริมาณสารอินทรีย์จากนมที่เหลือติดขอบถัง น้ำในส่วนนี้จะมีสีขาวขุ่นจะใหลลงสู่รางระบายน้ำที่อยู่กลางศูนย์ผลิตภัณฑ์นมจากนั้นจะใหลรวมเข้าสู่รางระบายน้ำหลักต่อไป
    2. น้ำจากระบบหล่อเย็น น้ำจะถูกใช้เพื่อลดความร้อนจากเครื่องจักรต่างๆ เมื่อน้ำหล่อเย็นมีอุณหภูมิสูงจะปล่อยทิ้งลงท่อระบายน้ำเสียจากแหล่งต่างๆภายในศูนย์ผลิตภัณฑ์นม
    3. น้ำจากการทำความสะอาดพื้น น้ำทิ้งที่ลงสู่ท่อระบายน้ำภายหลังจากการทำความสะอาดพื้นของศูนย์ผลิตภัณฑ์นม
    4. น้ำจากการทำความสะอาดถังโฮโมจีไนส์ น้ำเสียที่ได้จะเป็นกรดและด่างขึ้นอยู่กับวัตถุดิบสำหรับการโฮโมจีไนส์ น้ำส่วนนี้จะมีความสกปรกน้อยแต่มีอุณหภูมิที่สูงครับ
    5. น้ำที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ ห้องปฏิบัติการในศูนย์ผลิตภัณฑ์นมจะเป็นห้องปฏิบัติการที่ใช้สำหรับ ตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของน้ำนม และส่วนประกอบของนมให้ได้สามารถฐานที่กำหนด น้ำที่ออกจากห้องปฏิบัติการจะเป็นน้ำที่ใช้สำหรับทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆทางวิทยาศาสตร์
    6. น้ำจากการทำความสะอาดถังพลาสติกที่ใส่นมถุง น้ำทิ้งนี้จะได้จากการใช้น้ำปะปา ทำความสะอาดถังที่ใช้บรรจุนม ซึ่งมีความสกปรกน้อย
    7. น้ำที่ใช้ทำความสะอาดที่บรรทุกน้ำมับนดิบมาส่ง น้ำเสียส่วนนี้จะรวมกับน้ำเสียที่ใช้ในกิจกรรมต่างๆภายในศูนย์ผลิตภัณฑ์นมแล้วไหลลงสู่ท่อระบายน้ำ

    ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้ากลับมาฟังสรุปผลการวิจัยกัน

     -เพลงคั่นรายการ-

     จากผลการทดลองศึกษาการใช้ไคโตซานเป็นสารก่อจับก้อนในอุตสาหกรรมผลิตนมในการบำบัดน้ำเสียจากศูนย์ผลิตภัณฑ์นม ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในครั้งนี้ โดยการเปรียบเทียบกับสารก่อจับก้อนเดิม นั้น นั่นก็คือ PAC ซึ่งเป็นเกลืออะลูมิเนียมที่มีสูตรทางเคมี ประเภทโพลิอนินทรีย์ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของนิวเคลียสหลายตัว ซึ่ง PCA ทำให้สารแขวนลอยในน้ำจับตัวกันได้ โดยตะกอนสกปรกในน้ำที่มีประจุเป็นลบ จะรวมตัวกับประจุไฟฟ้าบวกของ PAC ในทุกขนาดของโครงสร้าง PAC จะมีโมเลกุลที่ใหญ่ และมีหลายนิวเคลียสที่ให้เกิดตะกอนหนัก จึงทำให้สามารถเกิดการตกตะกอนได้เร็ว และพบว่าปริมาณ PAC หนัก 0.75 g ค่า pH 6 เหมาะสำหรับการตกตะกอนน้ำเสียจากอุตสาหกรรมผลิตนม และมีการกำจัดซีโอดี สูงสุดได้ถึง 62.77 เปอร์เซนต์ และมีค่าความขุ่น 226 NTU ตะกอนที่ได้มีลักษณะเกาะกันเป็นก้อนเหนียวหนืด ส่วนการใช้ไคโตซานเป็นสารก่อจับก้อนพบว่าที่ปริมาณไคโตซานหนัก 0.009 g ค่า pH 5 มีความเหมาะสมสำหรับตกตะกอน โดยมีการกำจัดซีโอดีได้ 79.43 เปอร์เซนต์ และมีค่าความขุ่น 97 NTU ตะกอนที่ได้มีลักษณะเป็นเกล็ดที่มีความละเอียดมาก เมื่อพิจารณาสารก่อจับก้อนทั้งสองชนิดกัน พบว่าไคโตซานมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า PAC ในการเป็นสารก่อจับก้อนในระบบบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมผลิตนม เนื่องจากการใช้ไคโตซานเป็นสารก่อจับก้อนให้ประสิทธฺภาพการกำจัดซีโอดีที่สูงกว่า และลักษณะตะกอนที่ได้หลังจากการตกตะกอนมีความละเอียดกว่าและยังนำไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างเช่น การนำไปใช้ประโยชน์เป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์ อีกทั้งไคโตซานเป็นสารที่สกัดได้จากธรรมชาติจึงไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วยครับ และนี่ก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆครับ ที่การคิดค้นผลงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อสังคม คือการรักษาสิ่งแวดล้อม

    ครับ ท้ายรายการนี้หากคุณผู้ฟังท่านใดสนใจที่จะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือจะติชมรายการ ท่านสามารถเขียนจดหมายหรือไปรษณียบัตร ส่งมาได้ที่ “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ตู้ ปณ. 1077 ปณฝ.เกษตรศาสตร์ กทม. 10903” หรือโทรสอบถามได้ที่ 02-561-1474 ครับ กระผมหวังว่า สาระในวันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ  สุดท้ายก่อนจบรายการ กระผมขอฝากไว้ประโยคหนึ่งครับว่า สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นการใส่ใจเรื่องของอาหารการกินเป็นสิ่งที่ดีครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า กระผม วิทวัส ยุทธโกศา ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อย

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 4 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อย

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     …………………………………………………………………………………………………….

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศให้ผู้ฟังได้ฟังกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย        ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราก็เป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวงานวิจัยดีดีที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการ และเรื่องที่จะนำเสนอในวันนี้เป็นเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อย” ครับ

    คุณผู้ฟังครับ การเลี้ยงโคเนื้อของประเทศไทยในปัจจุบันได้ขยายตัวไปเร็วมาก แต่อย่างไรก็ตามปริมาณเนื้อโคก็ยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ การพัฒนาประเทศไปสู่ระบบอุตสาหกรรมใหม่ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากร ตลอดจนการขยายตัวและความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ต่างมีส่วนผลักดันให้ความต้องการอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศมีปริมาณที่สูงขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นแรงจูงใจและผลักดันให้มีการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อให้มีมาตรฐานสูงขึ้น จากระบบการเลี้ยงที่เป็นอาชีพเสริมหรือแบบรายย่อยที่มีการลงทุนต่ำ มาสู่ระบบการเลี้ยงที่อาศัยวิชาการและมีการลงทุนมากขึ้น แต่จากจำนวนโคเนื้อทั้งหมดภายในประเทศพบว่าร้อยละ 90 ยังคงอยู่ในมือของเกษตรกรรายย่อย การพัฒนาวิธีการเลี้ยงไปสู่ระบบฟาร์มขนาดใหญ่ จึงทำได้ยากเพราะต้องลงทุนสูงมาก โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องที่ดินมีราคาแพง การเพิ่มผลผลิตของเนื้อโคให้เพียงพอสำหรับการบริโภคในอนาคต จะต้องเพ่งเล็งหรือเน้นหนักไปที่เกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก เพราะการเพิ่มจำนวนโคเนื้อในระบบฟาร์มขนาดใหญ่ทำได้ยากและในวงจำกัด  ดังนั้นรูปแบบของการเลี้ยงแบบรายย่อยจะเหมาะสมมากที่สุด เพราะจะกระจายได้ในวงกว้าง อาศัยพื้นที่น้อย สอดคล้องกับสภาพสังคมและระบบการเกษตรซึ่งสามารถใช้แรงงานในครัวเรือน ผลพลอยได้หรือเศษเหลือทิ้งจากการเกษตรบางชนิดก็สามารถนำมาเป็นอาหารเลี้ยงโคได้ ดังนั้นการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจสู่เกษตรกรรายย่อยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงโคเนื้อจะมีวิธีการอย่างไรบ้างนั้น อีกสักครู่มาติดตามกันครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ การเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อยนี้ ผู้ที่ทำการศึกษาวิจัยจนได้ผลสำเร็จที่สามารถนำมาปฏิบัติจนได้ผลนั้น ผู้นั้นก็คือ รศ.สมิต ยิ้มมงคล อาจารย์จากภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งสิ่งที่เกษตรกรจะต้องปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงโคเนื้อ ประการแรกที่ต้องคำนึงก็คือ การตรวจโรคแท้งติดต่อของโคครับ ซึ่งโรคแท้งติดต่อเป็นโรคที่มีมานานแล้ว และก่อให้เกิดผลเสียอย่างมากมายมหาศาล เช่น การแท้งลูก ผสมไม่ติด เป็นสัดไม่สม่ำเสมอ และอาจทำให้แม่โคเป็นหมันได้ ในโคเพศผู้จะมีอาการข้อขาและอัณฑะบวม การติดต่อของโรคนี้ส่วนใหญ่ติดต่อทางระบบสืบพันธุ์และการสัมผัส โดยเฉพาะการดม การเลียรกหรือน้ำเมือกของแม่โคหลังคลอดลูก ในสมัยก่อนนั้นเกษตรกรยังไม่ให้ความสำคัญกับโรคนี้เท่าที่ควร อาจเป็นเพราะยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง กล่าวคือ แม่โคที่เป็นโรคแท้งติดต่อบางตัวอาจจะให้ลูกปกติ และบางตัวอาจจะแท้งลูก ในกรณีของแม่โคที่ให้ลูกปกติจะเป็นตัวที่แพร่โรคไปให้ตัวอื่นๆ ได้ง่ายโดยที่เกษตรกรไม่รู้ตัว โรคแท้งติดต่อเป็นโรคที่รักษาได้ยากและไม่คุ้มค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นเกษตรกรจะต้องกำจัดออกจากฝูง โดยการจำหน่ายเข้าโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งเนื้อสามารถนำมาบริโภคได้แต่ต้องนำมาทำให้สุกก่อน แต่ไม่ควรนำมาจำหน่ายเป็นพ่อแม่พันธุ์ให้เกษตรกรรายอื่นๆ เพราะจะเป็นการกระจายโรคไปสู่ที่อื่นได้ และยากต่อการกำจัดโรคนี้ให้หมดไป เกษตรกรไม่สามารถที่จะพิจารณาได้จากลักษณะภายนอกได้เลยว่า โคตัวใดเป็นโรคแท้งติดต่อ ยกเว้นว่าอาจจะสันนิษฐานได้เฉพาะในกรณีของโคบางตัวที่กำลังแท้งลูก หรือโคเพศผู้ที่มีลักษณะของอัณฑะและข้อขาบวม แต่นั่นยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้องและชัดเจนนอกเสียจากการเจาะเลือดเพื่อนำมาตรวจให้แน่ใจ  เกษตรกรอาจจะขอคำปรึกษาและขอความช่วยเหลือได้จากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะปศุสัตว์อำเภอ หรือสัตวแพทย์ ในกรณีที่โคของเกษตรกรจำเป็นต้องเลี้ยงปนกันกับของเกษตรกรรายอื่น ก็สามารถเจาะเลือดตรวจเพียงครั้งเดียวก็พอ แล้วคัดทิ้งตัวที่เป็นโรคออกจากฝูง และคอยระวังอย่าให้โคของตนได้ใกล้ชิดกับโคฝูงอื่นๆ ต่อไป การป้องกันโรคแท้งติดต่อในโคเนื้อทำได้โดย การทำวัคซีนป้องกันโรคแท้งติดต่อ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า วัคซีนสเตรน 19 วัคซีนชนิดนี้ทำได้เฉพาะลูกโคเพศเมียที่มีอายุในช่วง 3-8 เดือน วัคซีนมีผลคุ้มกันโรคได้นาน 7-8 ปี เกษตรกรสามารถหาซื้อวัคซีนชนิดนี้ได้ที่กรมปศุสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์เขตหรือจังหวัด หรืออาจจะติดต่อโดยตรงกับปศุสัตว์อำเภอก็ได้

    คุณผู้ฟังครับ สิ่งที่ควรปฏิบัติลำดับถัดไปคือการคัดเลือกลักษณะที่ดีเอาไว้ และคัดทิ้งลักษณะที่ไม่ดีออกไป ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถปรับปรุงคุณภาพของโคในฝูงให้ดีขึ้น โดยที่เกษตรกรไม่ต้องลงทุนอะไรเลย มีเกษตรกรอีกมาก ที่ยังขาดความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง และไม่เห็นความสำคัญของการคัดเลือก เกษตรกรมักจะเก็บโคเพศเมียทุกตัวในฝูงไว้ใช้เป็นแม่พันธุ์ต่อไป เพราะเห็นว่าให้ลูกได้ ผลเสียก็คือ ในกรณีที่โคตัวใดที่มีพันธุกรรมที่ไม่ดี เช่น อัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารต่ำ แคระแกรน แม่โคพวกนี้มีโอกาสที่จะกระจายลักษณะพันธุกรรมที่ไม่ดีไปสู่ลูกหลานได้อีก สรุปได้ว่า คุณภาพของโคในฝูงก็จะค่อยๆ ต่ำลงๆ นอกจากนี้แล้ว ลูกโคเพศผู้ในฝูงก็ไม่ควรเก็บไว้ใช้เป็นพ่อพันธุ์ แม้ว่าจะมีลักษณะก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์แบบเลือดชิด อันจะก่อให้เกิดผลเสียหายทางด้านพันธุกรรม และคุณภาพของโคในช่วงต่อๆ ไป ในทางตรงกันข้ามลักษณะที่ดีๆ เช่น มีอัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารสูง เชื่อง เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพอากาศร้อน  หรือปรับตัวได้ดี เป็นต้น พวกนี้ควรคัดเอาไว้ นานๆ เข้าคุณภาพของโคในฝูงก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ตัวอย่างลักษณะที่ควรคัดทิ้งออกจากฝูง เช่น แคระแกรน โตช้า รูปร่างหรือโครงร่างเล็ก โคเพศเมียที่เป็นสัดไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ค่อยแสดงอาการเป็นสัด ทั้งๆ ที่สภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ และได้รับอาหารอย่างเพียงพอ ส่วนโคเพศผู้ที่สังเกตได้จะมีอัณฑะเพียงข้างเดียวหรืออัณฑะทองแดง หรือ โคเพศเมียที่มีลักษณะเหมือนโคเพศผู้ เช่น ขนาดใหญ่โตมากเกินไป ไหล่ใหญ่และหนา คอสั้นและหนา มีเหนียงคอยานมาก มีขนหยาบกร้าน ลักษณะเช่นนี้จะเป็นโคที่มีความสมบูรณ์พันธุ์ต่ำ ลักษณะโคเนื้อที่ดีจึงต้องเป็นโคที่มีลำตัวยาว และไม่ลึกมากจนเกินไป หลังตรง แนวท้องตรงและขนานกับพื้น โครงร่างใหญ่ สะโพกกว้างกลมและยาว โครงสร้างกีบและขาแข็งแรงครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ การดูแลและเอาใจใส่ต่อสุขภาพของโคเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากครับ เกษตรกรส่วนใหญ่ละเลยหรือไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องนี้ เว้นเสียแต่ว่าโคของตนเกิดเจ็บไข้ขึ้นมา ส่วนหนึ่งยังเข้าใจผิดเพราะคิดว่าการทำโปรแกรมการป้องกันโรคต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ต้นทุนสูง บางส่วนเห็นความสำคัญแต่ยังขาดความรู้ที่จะปฏิบัติให้ถูกต้อง บางส่วนเคยปฏิบัติมาแล้วแต่ไม่ได้ผล เพราะยังขาดความเข้าใจในบางจุด และบางส่วนเห็นว่าไม่มีความจำเป็น เพราะบางครั้งโคของตนเป็นโรคแต่ก็สามารถหายเองได้ โดยไม่ต้องไปช่วยเหลืออะไรมากนัก หรือว่าถ้าตายก็ยังขายเนื้อได้ ดังนั้นการเผยแพร่ให้ความรู้และความเข้าใจถูกต้องต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อรายย่อย จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งผลให้ปริมาณการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโคและกระบือให้สูงกว่าที่แล้วมา และถ้าหากทุกฝ่ายเห็นความสำคัญและให้ความร่วมมือกันอย่างจริงจัง โรคระบาดบางโรคก็จะสามารถกำจัดให้หมดไปจากประเทศไทยได้ การส่งออกเนื้อสัตว์ไปยังตลาดต่างประเทศคงจะมีอนาคตที่สดใสขึ้น ซึ่งการป้องกันกำจัดโรคในโคเนื้อที่เกษตรกรควรปฏิบัติคือ

    1.การถ่ายพยาธิ ระบบการเลี้ยงดูโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อยเป็นการเลี้ยงแบบปล่อยทุ่ง เป็นการประหยัดไม่ต้องลงทุนทำแปลงหญ้า แต่ผลเสียที่ได้รับก็คือ หญ้าธรรมชาติมีผลผลิตและคุณค่าทางอาหารต่ำ ตลอดจนผันแปรไปตามฤดูกาล  อีกทั้งโคมักจะได้รับตัวอ่อนหรือไข่พยาธิอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำหรือที่มีน้ำท่วมขัง เพราะจะมีพยาธิหลายชนิดที่มีหอยน้ำจืดเป็นตัวกลาง และผลเสียที่เกิดขึ้นต่อโคก็คือ ซูบผอม การเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารต่ำ สุขภาพอ่อนแอ และถ้าเป็นมากๆ อาจถึงตายได้

    1. การทำวัคซีนป้องกันโรคระบาด ที่สำคัญในโคเนื้อ คือ โรคปากและเท้าเปื่อย และโรคคอบวม โรคทั้งสองชนิดนี้ระบาดไปได้รวดเร็วมาก การป้องกันสามารถทำได้ง่ายๆ คือ การทำวัคซีนป้องกันโรคอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

    3.จัดโปรแกรมการจัดการสุขภาพโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อยโดย

    อายุ 1เดือน    ทำการถ่ายพยาธิลูกโค

    อายุ 3-8 เดือน          ทำวัคซีนป้องกันโรคแท้งติดต่อให้กับลูกโคเพศเมีย

    อายุ 6 เดือน และทุก 6 เดือน หรือ 2 ครั้งต่อปีให้ถ่ายพยาธิครั้งที่ 2 และอีก 2 ครั้งต่อปี ทำวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย ทั้ง 3 ชนิดและโรคคอบวม

     -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ สิ่งที่เกษตรกรควรปฏิบัติในการเลี้ยงโคเนื้อวิธีการที่ 4 ก็คือ ให้ใช้วิธีการผสมเทียมครับ เพราะวิธีการผสมเทียมเป็นวิธีที่ได้ผลดี ประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งเกษตรกรไม่จำเป็นต้องซื้อพ่อโคมาเลี้ยงดูอีกทั้งลูกโคที่ได้ก็จะมีคุณภาพดี เนื่องมาจากพ่อโคที่ใช้ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งสำหรับการผสมเทียมเป็นพ่อโคที่มีคุณภาพ ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และปลอดจากโรคต่างๆ ที่สามารถติดต่อกันทางระบบสืบพันธุ์ นอกจากนี้เกษตรกรยังสามารถเลือกได้ว่าต้องการน้ำเชื้อของโคพันธุ์ใด โคเนื้อหรือโคนม เป็นต้น เกษตรกรสามารถขอรับบริการผสมเทียมได้จากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ  หรือสถานีผสมเทียมในพื้นที่  ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วแทบทุกอำเภอ ซึ่งวิธีการผสมเทียมจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อ เกษตรกรสามารถเช็คการเป็นสัดได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ นั่นหมายความว่าเกษตรกรต้องเอาใจใส่ดูแลแม่โคของตนโดยสม่ำเสมอ จนสามารถสังเกตสิ่งผิดปกติ หรืออาการเป็นสัดของแม่โคได้อย่างถูกต้อง วิธีการผสมเทียมที่ได้ผลก็คือการฉีดน้ำเชื้อเข้าไปในมดลูกของแม่โคในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อการผสมติดโดยอาศัยช่วงเวลาของการเป็นสัด เป็นตัวกำหนดที่เหมาะสมในการผสมเทียม ซึ่งแม่โคต้องไม่มีความผิดปกติทางระบบสืบพันธุ์ เช่น คอมดลูกไม่คด รังไข่สมบูรณ์ปกติ และมีอายุไม่มากเกิน 10 ปี ไม่ควรใช้วิธีการผสมเทียมกับแม่โคสาว โดยเฉพาะในแม่โคพื้นเมือง เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหาการคลอดยาก เนื่องจากช่องเชิงกรานยังขยายไม่เต็มที่ ซึ่งแม่โคที่เกษตรกรจะใช้เป็นแม่พันธุ์นั้นต้องได้รับอาหารอย่างเพียงพอ มีสุขภาพดี ปลอดจากโรคแท้งติดต่อ ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป มีการถ่ายพยาธิและทำวัคซีนป้องกันโรคระบาดอย่างสม่ำเสมอตามโปรแกรม

    วิธีการต่อไปคือ การให้พ่อพันธุ์คุมฝูง เพื่อช่วยแก้ปัญหาการผสมเทียมที่ไม่ได้ผล เนื่องจากเกษตรกรเช็คการเป็นสัดของแม่โคได้ไม่ทั่วถึง อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจำเป็นต้องซื้อพ่อพันธุ์มาเลี้ยงซึ่งเป็นการลงทุนที่สูงพอสมควร และถ้าจะให้ผลดียิ่งขึ้น อายุของพ่อพันธุ์และอัตราส่วนระหว่างพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ก็มีความสำคัญอย่างมากครับ ถ้าพ่อพันธุ์อายุ 2-3 ปี ควรมีจำนวนแม่พันธุ์ 20-30 ตัว พ่อพันธุ์อายุ 3-4 ปี ควรมีแม่พันธุ์ 30-40 ตัว พ่อพันธุ์ 4-5 ปี ควรมีแม่พันธุ์ 40-50 ตัว และถ้าพ่อพันธุ์อายุ 5-8 ปี ควรมีแม่พันธุ์ไม่เกิน 50 ตัวครับ

    นอกจากนี้แล้วเกษตรกรจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนพ่อพันธุ์ทุกๆ 2 ปี ทั้งนี้เนื่องจากในปีที่ 2 ลูกเพศเมียที่เกิดในปีแรกจะเริ่มแสดงอาการเป็นสัด ดังนั้นอาจเกิดปัญหาเรื่องการผสมแบบเลือดชิด ซึ่งจะทำให้คุณภาพของโคในฝูงด้อยลงไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อครบสองปีแล้ว โคพ่อพันธุ์ตัวนั้นจะใช้งานไม่ได้ พ่อพันธุ์ยังคงใช้งานได้ แต่เกษตรกรควรจำหน่ายออกไป แล้วซื้อพ่อพันธุ์ตัวใหม่แทน ที่สำคัญที่สุดคือ พ่อพันธุ์ที่ซื้อมาใหม่นั้นต้องแน่ใจว่าปลอดจากโรคแท้งติดต่อ และห้ามนำเพศผู้ที่เป็นลูกในฝูงมาใช้เป็นพ่อพันธุ์โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดการผสมแบบเลือดชิดครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ ร่างกายมีความต้องการให้ได้สารอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ แร่ธาตุครับ แม้ว่าร่างกายจะต้องการแร่ธาตุน้อยมาก แต่ว่าก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้ครับ เพราะแร่ธาตุเป็นตัวที่ทำให้เกิดความสมดุลของการทำงานในระบบต่างๆ ในร่างกายของคนและสัตว์ให้เป็นไปตามปกติ สำหรับโคปกติแล้วได้รับอาหารประเภทเกลือแร่หรือแร่ธาตุจากดิน โดยผ่านทางพืชอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นอาหารหลักของโค หรือจากน้ำและอาหารเสริม อย่างไรก็ตามนะครับเกษตรกรควรเสริมแร่ธาตุเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการขาดแร่ธาตุ โดยมีการเสริมในรูปของแร่ธาตุก้อน ซึ่งมีราคาไม่แพง

    และสารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั้นก็คือ ไวตามินครับคุณผู้ฟัง ไวตามินเป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกายของสัตว์อย่างมาก แม้ว่าจะต้องการในปริมาณน้อยก็ตาม แต่ก็ช่วยทำให้เกิดความสมดุลและการทำงานระบบต่างๆ ในร่างกายของสัตว์ให้เป็นปกติ ถ้าเกษตรกรดูแลโคของตนให้ได้รับสารอาหารอย่างพอเพียง มีสุขภาพดี ปัญหาเรื่องการขาดไวตามินก็จะมีน้อย เพราะส่วนใหญ่จะได้รับจากอาหารที่กินเข้าไป และอีกส่วนหนึ่งจุลินทรีย์ในกระเพาะผ้าขี้ริ้วของโคสามารถสังเคราะห์ไวตามินได้เองบางตัว เช่น ไวตามินบี ซี และเค ซึ่งทำให้โคได้รับไวตามินเหล่านี้ตามไปด้วย ไวตามินที่โคต้องการมากและมักจะขาด คือ ไวตามินเอ ดี และอี ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ผลิตไวตามินเหล่านี้จำหน่ายกันอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะที่ให้ในรูปของการฉีด อย่างน้อยที่สุดเกษตรกรควรเสริมให้กับโคพ่อแม่พันธุ์ที่อยู่ในช่วงผสมพันธุ์ หรือเสริมให้แม่โค 1 เดือน ก่อนและหลังคลอด เพื่อช่วยให้ร่างกายของแม่โคมีความสมบูรณ์ เต้านมมีการพัฒนาเพื่อกลั่นสร้างน้ำนมได้มาก มดลูกของแม่โคกลับสู่สภาพปกติได้เร็วหลังคลอด การทำงานของระบบสืบพันธุ์เป็นปกติ แต่นั่นต้องหมายความว่าแม่โคต้องมีสุขภาพดีและได้รับอาหารอย่างเพียงพอ และอาจมีการให้อาหารเสริมในบางระยะด้วยครับ

    คุณผู้ฟังครับ โดยปกติแล้วการเลี้ยงดูโคของเกษตรกรรายย่อยมักใช้แรงงานในครัวเรือนของตน ความใกล้ชิดของโคจึงค่อนข้างมีมาก ซึ่งในบางระยะควรมีการดูแลเอาใจใส่กันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อใกล้คลอด ควรขังแม่โคไว้ในคอดไม่ควรปล่อยทุ่ง เพราะถ้าหากเกิดการคลอดยาก หรือคลอดผิดท่าจะได้ทำการช่วยเหลือได้ทันท่วงทีก่อนที่ลูกโคจะตาย หรือกรณีที่ลูกโคอ่อนแอก็จะได้ดูแลอย่างใกล้ชิด ควรขังแม่โคและลูกโคไว้ด้วยกันจนแน่ใจแล้วว่าลูกโคแข็งแรงดีจึงปล่อยทุ่งได้ การเช็คการเป็นสัดของแม่โคก็เช่นกัน ต้องหมั่นสังเกตและเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดจึงจะไม่พลาด และในกรณีที่โคมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาผู้รู้ เพื่อจะได้ทำการช่วยเหลือหรือแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที

    คุณผู้ฟังครับ เนื่องจากการเลี้ยงโคเนื้อในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยวิชาการใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยที่ได้ผลคุ้มค่ากับการลงทุน อันเป็นผลเนื่องมาจากความต้องการและราคาเนื้อโคที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้การเลี้ยงโคของเกษตรกรประสบผลสำเร็จ เกษตรกรเองก็ควรจะขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ จากแหล่งต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย นอกจากนี้เกษตรกรควรให้ความสนใจกับการจดบันทึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับโคของตนหรือที่เรียกว่าพันธุ์ประวัติ ข้อมูลที่ต้องบันทึกได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย บันทึกการผสมพันธุ์ การให้ลูก การจัดการด้านสุขภาพต่างๆ เช่น การทำวัคซีน ถ่ายพยาธิ รวมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับโคตัวนั้นๆ เพื่อเป็นข้อมูลที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป นอกจากนี้แล้วในอนาคต ถ้าหากว่าโคของเกษตรกรปรับปรุงสายพันธุ์มาเป็นอย่างดี ข้อมูลต่างๆ ที่บันทึกไว้รวมไปถึงสำเนาบันทึกการผสมเทียมที่ได้จากเจ้าหน้าที่ผสมเทียม สามารถใช้เป็นหลักฐานเพื่อขอรับการจดทะเบียนรับรองพันธุ์จากสมาคมโคเนื้อพันธุ์ต่างๆ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรอย่างมากเพราะโคพ่อแม่พันธุ์ที่มีเอกสารรับรองพันธุ์จะจำหน่ายได้ราคาดีกับโคทั่วๆ ไป

    คุณผู้ฟังครับ และสิ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถที่จะเลี้ยงโคเนื้อให้มีประสิทธิภาพนั้น สิ่งหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมการเลี้ยงได้ดีนั้นก็คือ การรวมกลุ่มกันของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อครับ เพราะจะทำให้การติดต่อกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรับบริการต่างๆ ทำได้ง่ายยิ่งกว่าครับ อย่างเช่น การขอรับบริการการผสมเทียม หรือการทำวัคซีนหรือถ่ายพยาธิ เหล่านี้เป็นต้น ในส่วนของการจำหน่าย ก็สามารถทำได้ง่ายกว่าต่างคนต่างขายครับ มีการกดราคาของพ่อค้าคนกลางน้อยลง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการจัดการดูแลสุขภาพ การให้อาหาร หรืออื่นๆ สามารถเฉลี่ยกันไปได้ทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเลี้ยงดูไม่สูงจนเกินไป การเลี้ยงดูโดยการปล่อยเลี้ยงอาจจะเลี้ยงรวมกันโดยมีการผลัดเวรกันดูแล ก็จะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ประหยัดแรงงานคนเลี้ยง เท่าที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคมักจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมากกว่าเกษตรกรโดยทั่วๆ ไป ซึ่งอาจเป็นเพราะงบประมาณมีน้อย เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ จึงทำให้การส่งเสริมและช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรทำได้ง่ายและทั่วถึงกว่าครับ

    ท้ายรายการนี้หากคุณผู้ฟังท่านใดสนใจหรือมีข้อสงสัยอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม หรือจะติชมรายการ คุณผู้ฟังสามารถเขียนจดหมายมายังรายการของเราและจ่าหน้าซองมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 ครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้าในวันและเวลาเดียวกันนี้ วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง เมล็ดมะเยาหิน วัตถุดิบทางเลือกของการผลิตไบโอดีเซล

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 5 เดือน กันยายน พ.ศ. 2558

    เรื่อง เมล็ดมะเยาหิน  วัตถุดิบทางเลือกของการผลิตไบโอดีเซล

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา 

    ………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก.แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่านครับ วันนี้กระผมวิทวัส ยุทธโกศา จากสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. มีสาระน่ารู้มาฝากคุณผู้ฟังอีกแล้วครับ ถ้าพูดกันในเรื่องพลังงานสิ่งที่ต้องพูดถึงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นพลังงานเชื้อเพลิง ซึ่งนำมันก็เป็นเชื้อเพลิงที่มีบทบาทสำคัญมากเลยทีเดียวครับ พลังงานทดแทนที่สามารถหาได้จากวัตถุดิบธรรมชาติ การเกษตร และพืชยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาค้นคว้า ซึ่งนำมาถึงกระบวนการผลิต และในที่สุดก็จะเป็นทางเลือกหนึ่งในการสร้างอาชีพแก่เกษตรกรได้

    คุณผู้ฟังครับ ก่อนอื่นเรามารู้จักกับไบโอดีเซลกันก่อนนะครับ ไบโอดีเซล คือ เชื้อเพลิงทดแทนประเภทดีเซลจากธรรมชาติ โดยการนำเอาน้ำมันจากพืชหรือสัตว์ ซึ่งเป็นสารประกอบอินทรีย์ประเภทไตรกลีเซอไรด์ มาผ่านกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า ทรานส์เอสเตอริฟิเคชัน (Transesterifcation) โดยทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ (EthanolหรือMethanol) และมีด่างเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) จะได้ผลิตผลเป็นเอสเตอร์ (Ester) และผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้กลีเซอรอล (Glycerol) ซึ่งเราจะเรียกชนิดของไบโอดีเซลแบบเอสเตอร์นี้ตามชนิดของแอลกอฮอล์ที่ใช้ในการทำปฏิกิริยา ไบโอดีเซลชนิดเอสเตอร์นี้มี คุณสมบัติที่เหมือนกับน้ำมันดีเซลมากที่สุด เพราะไม่มีปัญหากับเครื่องยนต์

    ทราบไหมครับว่า น้ำมันพืชและน้ำมันสัตว์ทุกชนิดสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซลได้ แต่การเลือกน้ำมันพืชชนิดใดเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลนั้น ต้องพิจารณาถึงราคา ปริมาณและองค์ประกอบในน้ำมันพืชชนิดนั้นๆ รวมทั้งความเหมาะสมของปริมาณการปลูกพืชน้ำมันในพื้นที่นั้นด้วย เช่น ปาล์มน้ำมันและมะพร้าวเป็นพืชน้ำมันที่มีการปลูกมากในประเทศไทย ปาล์มน้ำมันปลูกมากในประเทศมาเลเซีย ถั่วเหลืองปลูกมากในประเทศสหรัฐอเมริกา เรพและทานตะวันปลูกมากในกลุ่มประเทศยุโรป เป็นต้น ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

         สำหรับประเทศไทยมีการเพาะปลูกพืชน้ำมันหลัก 6 ชนิด คือ ถั่วเหลือง ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ถั่วลิสง งา และละหุ่ง โดยในจำนวนพืชน้ำมันทั้ง 6 ชนิดนี้ ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่มีปริมาณผลผลิตสูงที่สุด รองลงมาคือ มะพร้าว นอกจากน้ำมันทั้ง 6 ชนิดนี้แล้ว ยังมีแหล่งน้ำมันอื่น ๆ เช่น สบู่ดำ น้ำมันสัตว์ และน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งวัตถุดิบพืชน้ำมันที่มีความเหมาะสมในผลิตไบโอดีเซลของประเทศไทยในปัจจุบัน คือ ปาล์มน้ำมันและน้ำมันพืชใช้แล้ว ส่วนสบู่ดำคงต้องรอผลการวิจัยด้านการจัดการสวนต่อไปครับ

    มาฟังของข้อดีของไบโอดีเซล กันก่อนนะครับ

    1. ประโยชน์ของการใช้ไบโอดีเซลด้านสิ่งแวดล้อม

    การใช้ไบโอดีเซลสามารถลดมลพิษในอากาศอันเนื่องมาจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์สมบูรณ์ กรมอู่ทหารเรือได้ทำการทดลองใช้น้ำมันไบโอดีเซลกับเครื่องยนต์ดีเซล พบว่า รถที่ใช้น้ำมันไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงสามารถลดควันดำได้มากกว่าร้อยละ 50 และสามารถลดแก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) ได้ร้อยละ 20 ลดฝุ่นละออง ได้ร้อยละ 39 ลดแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ได้ร้อยละ 99 นอกจากนี้การใช้ไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันดีเซลนั้นสามารถลดวงจรชีวิต (life-cycle) ของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ร้อยละ 78 ซึ่งเป็นผลให้ลดภาวะโลกร้อน (U.S. Department of Energy, 2004)

    1. ประโยชน์การใช้ไบโอดีเซลด้านสมรรถนะเครื่องยนต์

    การใช้ไบโอดีเซลในเครื่องยนต์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ เนื่องจากไบโอดีเซลมีออกซิเจนผสมอยู่ประมาณร้อยละ 10 ทำให้การผสมระหว่างอากาศกับน้ำมันมีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ และเป็นการเพิ่มอัตราส่วนปริมาตรของอากาศต่อน้ำมันได้เป็นอย่างดี (คณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร, 2545) จึงทำให้เผาไหม้ในกระบอกสูบเป็นไปอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ค่าแรงบิดเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7.5 และให้กำลังเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซล

    ส่วนข้อด้อยของไบโอดีเซลก็มีนะครับ

    เป็นของแข็งที่อุณหภูมิสูงกว่าน้ำมันดีเซล ปลดปล่อยแก๊สไนโตรเจนออกไซด์ สูงกว่าน้ำมันดีเซล

    ชิ้นส่วนจากยางของปั๊มน้ำมันจะเสื่อมคุณภาพเร็ว ค่าพลังงานความร้อนต่ำกว่าน้ำมันดีเซลประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ การแก้ไขข้อด้อยเหล่านี้อาจกระทำด้วยการผสมกับน้ำมันดีเซล เช่น ผสมน้ำมันดีเซล 80% กับเมทิลเอสเตอร์ 20% ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     ช่วงนี้เรามาทำความรู้จักกับพืชชนิดหนึ่งที่ใช้นำมาเป็นวัตถุดิบทางเลือกในการผลิตไบโอดีเซล คุณผู้ฟังครับ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ “มะเยาหิน” เริ่มเป็นชื่อที่คุ้นเคยในวงการพืชพลังงานมากขึ้น มะเยาหิน หรือ Candlenutมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vernicia Montana Lour เป็นพืชเขตร้อน โดยเชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดจากประเทศลาว หรือแถบอินโด-มาเลเซีย ในพื้นที่ที่มีระดับความสูงไปจนถึง 1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลำต้น สามารถสูงได้ถึง 15-25 เมตร  แพร่กระจายได้ในวงกว้างแผ่กิ่งก้านสาขาไม่เป็นระเบียบ ส่วนใบของมะเยาหินเกิดขึ้นได้ 3  ลักษณะในต้น หรือในกิ่งเดียวกันครับ แม้แต่ในยอดเดียวกันก็สามารถเกิดใบได้ทุกลักษณะ คือ ใบเดี่ยวรูปไข่ (ovate) ใบเดี่ยวรูปฝ่ามือ (palmately lobed) ที่มีสามแฉก และใบเดี่ยวรูปฝ่ามือ(palmately lobed) ที่มีห้าแฉกครับ ซึ่งลักษณะของใบแต่ละแบบจะพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ตาใบ  ไม่ได้เป็นลักษณะที่เปลี่ยนแปลงขึ้นภายหลัง  เมื่อต้นมะเยาหินมีความพร้อมที่จะออกดอก ลักษณะใบของทั้งต้นนั้นจะเป็นใบรูปไข่ทั้งหมดเป็นที่สังเกตของเกษตรกรผู้ปลูกถึงความพร้อมของต้นที่กำลังจะออกดอก ส่วนใบสีเขียวเข้ม  แผ่นใบบาง  มีผิวใบเกลี้ยง เส้นใบเป็นร่างแหแบบขนนก ดอกเพศเมียของมะเยาหิน  มีความยาวดอกรวมเฉลี่ยประมาณ 29  มิลลิเมตร  มีกลีบเลี้ยง 1  กลีบ โอบหุ้มฐานดอก ตรงใบสีเขียวมีเส้นขนานในแนวตั้งตลอดทั้งกลีบ กลีบดอกมีจำนวน 5 กลีบ  สีขาว  ผิวเรียบบาง  แยกออกจากกันเป็นอิสระ วงกลีบดอกเรียงแบบขอบพับเข้า กลีบดอกมีขนาดประมาณ 22 x 9 มิลลิเมตร  รังไข่เป็นแบบอยู่เหนือวงกลีบ ขนาดเฉลี่ย 8.02 x 2.92  มิลลิเมตร  มีสีเขียว ผิวขรุขระเป็นร่างแห  แบ่งออกเป็น 3 พู แต่ละพูเชื่อมต่อกับเกสรเพศเมียจำนวน 3 อัน  ดอกเพศเมียสามารถมองเห็นรังไข่ และยอดเกสรเพศเมียได้อย่างชัดเจน  ดอกเพศผู้ของมะเยาหิน  ความยาวดอกรวมเฉลี่ย 31  มิลลิเมตร  กลีบเลี้ยงมีจำนวน 1 กลีบ  สีเขียวผิวเรียบเช่นเดียวกัน กลีบดอกมีจำนวน 5-7 กลีบ  สีขาว  ผิวเรียบบาง  แยกออกจากกันเป็นอิสระ วงกลีบดอกเรียงแบบขอบพับเข้า กลีบดอกมีขนาดใกล้เคียงกับดอกเพศเมีย เกสรเพศผู้แบ่งออกเป็นวงในและวงนอกในลักษณะเชื่อมติดกัน 2 กลุ่ม  โดยเกสรวงในจะอยู่เหนือเกสรวงนอกขึ้นไปเล็กน้อยและมีความหนาแน่นมากกว่าอับเรณูมี 2 พู  เชื่อมต่อกับก้านชูอับเรณูในลักษณะติดตรงกลางของอับเรณู

    ดอกของมะเยาหินจัดเป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศ (imperfect  flower)มีลักษณะการแยกดอกแยกช่อ ร่วมต้น  มีจำนวนช่อดอกเฉลี่ย  48.10  ช่อต่อต้น  สามารถจำแนกเป็นช่อดอกที่เป็นดอกเพศเมียทั้งช่อเฉลี่ย  7.30  ช่อต่อต้น  ช่อดอกที่เป็นดอกเพศผู้ทั้งช่อเฉลี่ย  40.60 ช่อต่อต้น ส่วนช่อดอกที่มีทั้งดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ด้วยกันมีเฉลี่ย  0.2  ช่อต่อต้น  มีจำนวนดอกเพศเมียเฉลี่ย  7.20  ดอกต่อช่อ และจำนวนดอกเพศผู้เฉลี่ย 49.70ดอกต่อช่อ มีสัดส่วนช่อดอกเพศเมียต่อเพศผู้เท่ากับ18 : 100  และสัดส่วนดอกเพศเมียต่อเพศผู้เท่ากับ 14.5 : 100 ผลการศึกษาอัตราการงอกของของละอองเกสรบนยอดเกสรเพศเมีย (pollen tube growth) ของดอกมะเยาหิน พบว่า ระยะเวลาที่การผสมเกสรมีเปอร์เซ็นต์ความงอกของเกสรเพศผู้บนยอดเกสรเพศเมีย (pollen tube growth)  ของมะเยาหินมากที่สุด  คือ  ช่วงเวลา  48  ชั่วโมงหลังจากการผสมเกสร  แสดงว่าดอกของมะเยาหินมีโอกาสจะเกิดการปฏิสนธิระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย (ovule) และเพศผู้ (sperm) ได้มากที่สุดในช่วงเวลานี้ พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    มาฟังประโยชน์ของมะเยาหินกันก่อนนะครับ

    1. สามารถลดการใช้พลังงานจากน้ำมันดีเซล
    2. ลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนในด้านพลังงาน
    3. เป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำ ป่าชุมชน
    4. ปลูกเป็นไม้ประดับแก่บ้านเรือน เป็นร่มเงา ถือเป็นของแถมที่ได้นะครับคุณผู้ฟัง
    5. เพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกร เพราะในเรื่องการทำตลาดในปัจจุบันมีการแข็งขันกันสูงมากครับ ดังนั้นมะเยาหินจึงเป็นพืชทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจทีเดียวเลยครับ
    6. เป็นพืชที่โตเร็วมากๆครับ ดังนั้นจึงช่วยลดก็าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เร็วตามไปด้วย เป็นการลดภาวะโลกร้อน อีกทางหนึ่งเลยละครับ

    คุณผู้ฟังครับ การติดผลของมะเยาหินตามธรรมชาติ พบว่า มีอัตราส่วนประมาณ 55.6% แสดงให้เห็นว่าเมื่อต้นมะเยาหินออกดอกเพศเมียจำนวนเท่าไรก็จะสามารถได้ผลผลิตประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนดอกเพศเมียนั้น

    จากการนำเนื้อในเมล็ดมะเยาหิน  มาหีบด้วยวิธีหีบร้อน  ด้วยเครื่อง Screw press พบว่า ได้ปริมาณน้ำมันจากเมล็ด  คิดเป็นร้อยละ 54.5 (w/w) ซึ่งเมล็ดของมะเยาหินสามารถแกะเนื้อเมล็ดออกมาได้ด้วยการกะเทาะเปลือกหุ้มเมล็ดออกก่อน ส่วนที่ให้น้ำมันของมะเยาหิน คือ เนื้อเมล็ด (endosperm)เมื่อเปรียบเทียบกับพืชพลังงานชนิดอื่น พบว่า ปริมาณน้ำมันจากเมล็ดมะเยาหินมีเปอร์เซ็นต์ใกล้เคียงกับน้ำมันจากเมล็ดศรีทอง (Chinese Tallow Tree)แต่ในด้านคุณภาพแล้วมีความใสกว่า ไม่มีตะกอน สามารถนำไปใช้ในการผลิตไบโอดีเซลได้ทันที ส่วนน้ำมันจากเมล็ดศรีทองมีปัญหาจากตะกอนของไขที่หุ้มเมล็ดปนเปื้อนในน้ำมัน เพราะเมล็ดมีขนาดเล็กมากการจะกะเทาะเอาเฉพาะส่วนของเนื้อในเมล็ดจึงเป็นไปได้ยาก ส่วนน้ำมันจากเนื้อผลของอังก้าทรีมีปริมาณน้อยมากและมียางปน ทั้งสองชนิดจึงมีคุณภาพไม่ดีเท่าน้ำมันจากเมล็ดมะเยาหิน

    องค์ประกอบของน้ำมันจากเมล็ดที่สำคัญต่อการนำมาผลิตเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลพบว่า ความเป็นกรดและค่าไอโอดีนน้ำมันจากเมล็ดมะเยาหินมีค่าเกินค่ามาตรฐานในการผลิตไบโอดีเซลจะต้องมีการปรับปรุงลดค่าความเป็นกรด และค่าไอโอดีนน้ำมันจากเมล็ดมีกรดไขมันอิสระเพียง1.11%โดยมีค่ากรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกว่ากรดไขมันชนิดอิ่มตัวหากเก็บไว้นานอาจเกิดกลิ่นหืน แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเติมสารกันหืน

    ในด้านของค่า CN (Cetane Number)   เป็นค่าที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล เหมือนกับ ออคเทนเป็นค่าที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์เบนซินค่า CNเป็นค่าที่บ่งบอกถึงความพร้อมที่จะเผาไหม้ ยิ่งค่า CN นี้ ยิ่งสูงเท่าไรก็ยิ่งจะทำให้การเผาไหม้รวดเร็วยิ่งขึ้นท่านั้นในทางกลับกัน น้ำมันดีเซล ที่มีค่า CN ต่ำ จะทำให้การเริ่มต้นจุดระเบิดยากขึ้น และทำให้ความล่าช้าของการจุดระเบิดมีมากขึ้นด้วย จากการศึกษา พบว่า ค่า CN ของน้ำมันจากเมล็ดมะเยาหิน (Vernicia MontanaLour) เท่ากับ 47.0สูงกว่าค่า CN ของน้ำมันจากเมล็ดศรีทอง(Chinese Tallow Tree)ซึ่งเท่ากับ 30.7 นั่นแสดงถึงประสิทธิภาพการเผาไหม้ของน้ำมันไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันในเมล็ดของมะเยาหินมีสูงกว่า

    มะเยาหินจึงเป็นพืชพลังงานทดแทนตัวใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยศักยภาพด้านการปลูกที่สามารถขึ้นได้ในทุกระดับความสูง ทนทานต่อดินทุกสภาพ ให้ผลผลิตดี และคุณภาพของน้ำมันอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ และที่สำคัญไม่ใช่พืชอาหาร จึงสามารถผลิตเพื่อมุ่งเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานทดแทนเพียงอย่างเดียว ข้อมูลมะเยาหินและแปลงทดลองที่ทำการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากสวนมะเยาหินแม่นาป๊าก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จึงขอขอบพระคุณคุณลงสัมฤทธิ์  อัคระปะชะเจ้าของสวนที่เอื้อเฟื้อแปลงทดลอง และขอขอบพระคุณศาสตราจารย์ (เกียรติคุณ) ดร.วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ที่ให้คำปรึกษาชี้แนะเกี่ยวกับมะเยาหินแก่ผู้เขียนด้วย และที่สำคัญที่สุดกระผมขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก นางสาวจุฑามณี  แสงสว่าง  คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

     

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง การปลูกข้าวและจัดการแปลงนา/ธานี ศรีวงศ์ชัย ตอนที่ 2


    รายการวิทยุ เรื่อง การปลูกข้าวและจัดการแปลงนา/ธานี ศรีวงศ์ชัย ตอนที่ 2 ช่วงและระยะในการเจริญเติบโตของข้าว

    ผลงานวิจัยของ ผศ.ดร.ธานี ศรีวงศ์ชัย สังกัดภาควิชาพืชไร่ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

  • รายการวิทยุ เรื่อง การปลูกข้าวและจัดการแปลงนา/ธานี ศรีวงศ์ชัย


    รายการวิทยุ เรื่อง การปลูกข้าวและจัดการแปลงนา/ธานี ศรีวงศ์ชัย

    ผลงานวิจัยของ ผศ.ดร.ธานี ศรีวงศ์ชัย สังกัดภาควิชาพืชไร่ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

  • รายการวิทยุ เรื่อง การศึกษาธาตุอาหารและโลหะหนักในตะกอนดินป่าชายเลน

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่15 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558

    เรื่อง  การศึกษาธาตุอาหารและโลหะหนักในตะกอนดินป่าชายเลน 

     บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     ……………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ ทราบหรือไม่ว่า ป่าชายเลน หรือป่าโกงกาง นั่นก็คือกลุ่มของสังคมพืช ซึ่งขึ้นอยู่ในเขตน้ำลงต่ำสุดและน้ำขึ้นสูงสุดบริเวณชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำหรืออ่าว ป่าชายเลนเป็นบริเวณที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลายชนิดด้วยกัน ทั้งพืชและสัตว์ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เป็นฉากกำบังภัยธรรมชาติป้องกันการพังทลายของดินที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเล ป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เพราะรากต้นไม้ในป่าชายเลนที่งอกออกมาเหนือพื้นดิน ทำหน้าที่กรองสิ่งปฏิกูลต่างๆ ที่มากับกระแสน้ำ ทำให้แม่น้ำลำคลอง และชายฝั่งทะเลสะอาดขึ้น และยังช่วยทำให้เกิดการงอกของแผ่นดินจากการทับถมของตะกอนแขวนลอยที่มากับกระแสน้ำได้อีกด้วยครับ

    ทั้งนี้นะครับ จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในปัจจุบัน ทำให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน เพื่อขยายแหล่งที่อยู่ แหล่งอุตสาหกรรมและแหล่งเกษตรกรรมมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อระบบสมดุลในป่าชายเลน ดังนั้นการศึกษาปริมาณธาตุอาหารหลักและโลหะหนักในดินป่าชายเลน เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานของคุณภาพดินในป่าชายเลน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการบ่งชี้สภาวะแวดล้อมและใช้ในการวางแผนจัดการระบบ และการอนุรักษ์ป่าชายเลนได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

    ในงานวิจัยชิ้นนี้ ได้ศึกษาปริมาณธาตุอาหารหลักในดิน ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม และปริมาณโลหะหนัก 6 ชนิด ได้แก่ ทองแดง สังกะสี แคดเมียม ตะกั่ว นิกเกิล และโครเมียม ในตะกอนดินป่าชายเลนบริเวณชุมชนแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

    ซึ่งวัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้ คือ

    เพื่อเป็นศึกษาปริมาณธาตุอาหาร ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ในตะกอนดินในป่าชายเลนบริเวณชุมชนแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2551 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551

    เพื่อศึกษาปริมาณโลหะหนัก 6 ชนิด ได้แก่ ทองแดง สังกะสี แคดเมียม ตะกั่ว นิกเกิล และโครเมียม ในตะกอนดินป่าชายเลนบริเวณชุมชนแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2551 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551

    เพื่อใช้ประเมินสถานการณ์การสะสมของโลหะหนักที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบริเวณป่าชายเลนในเขตจังหวัดชลบุรีและเขตจังหวัดใกล้เคียง

    เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน สำหรับการวิจัยการปลูกป่าชายเลน ในเขตจังหวัดชลบุรีและเขตจังหวัดใกล้เคียงต่อไป ซึ่งข้อมูลดังกล่าวที่ต้องการศึกษานี้ ก็จะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการเอามาเปรียบเทียบในการศึกษาป่าเลนเลนที่อื่นด้วยครับ

    คุณผู้ฟังครับ ป่าชายเลนมีลักษณะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นบริเวณที่น้ำจืดจากแผ่นดินและน้ำเค็มจากทะเลมาผสมกัน พื้นดินของป่าชายเลนเป็นทรายปนโคลนเลน พันธุ์ไม้ป่าชายเลนเป็นพันธุ์ไม้พุ่มที่ทนต่อความเค็มของน้ำทะเล มีรากอากาศและระบบรากที่ทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในดินที่มีสภาพขาดออกซิเจนได้ ป่าชายเลนเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าป่าบก เพราะเป็นระบบนิเวศที่มีคุณค่าทั้งทางด้านทรัพยากรป่าไม้และการประมง นอกจากนี้ป่าชายเลนยังช่วยดักกรองสารมลพิษที่พัดพามากับกระแสน้ำก่อนลงสู่ทะเล ช่วยลดความรุนแรงของคลื่นลมและกระแสน้ำ จึงสามารถป้องกันการพังทลายของดินได้

    นิพัทธ์ และสุรพล (2543) จากการศึกษาพบว่าการปลูกป่าชายเลนทำให้ปลามีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยจากการสำรวจบริเวณป่าชายเลนบ้านคลองโคน จังหวัดสมุทรสงคราม พบปลาทั้งหมด 75 ชนิด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมก่อนจะมีการปลูกป่าชายเลน 20 ชนิด

    ปิยวรรณ และคณะ (2545) ศึกษาความสามารถของกล้าไม้โกงกางใบใหญ่และแสมทะเลในการบำบัดน้ำเสียชุมชนในดินป่าชายเลน พบว่ากล้าไม้ทั้งสองชนิดสามารถบำบัดน้ำเสียในชุมชนได้ดีกว่าชุดการทดลองซึ่งไม่ปลูกพืชครับ

    สนิท และคณะ (2544) ทำการศึกษาการใช้ป่าชายเลนในการบำบัดน้ำเสียบริเวณแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี โดยใช้ป่าชายเลน เพื่อดูดซับของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม บ้านเรือน และกิจกรรมอื่นของมนุษย์ พบว่าเมื่อขังน้ำเสียไว้ในแปลงทดลอง 2 สัปดาห์ ทำให้ค่าบีโอดีในน้ำลดลงอย่างมาก และเมื่อครบ 4 สัปดาห์ พบว่าคุณภาพน้ำมีค่าเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน และมีค่าออกซิเจนละลายน้ำสูงขึ้น ทั้งในแปลงทดลองที่เป็นป่าชายเลนธรรมชาติ ผสมป่าชายเลนที่ปลูก โดยป่าชายเลนธรรมชาติสามารถบำบัดน้ำเสียได้ดีที่สุด และพบว่าป่าชายเลนสามารถดูดซับโลหะหนักจากน้ำเสียได้อีกด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นข้อมูลประกอบของเนื้อหางานวิจัย ในครั้งนี้ครับ

    คุณผู้ฟังครับ ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่เป็นเอกภาพ เนื่องจากป่าประเภทนี้ขึ้นอยู่เฉพาะในแถบร้อน และอยู่ตามชายฝั่งทะเลระหว่างบริเวณน้ำทะเลขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุด องค์ประกอบและกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศป่าชายเลนคล้ายกันทุกแห่ง ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนคือ องค์ประกอบที่เป็นโครงสร้างของระบบนิเวศ และส่วนที่เป็นหน้าที่หรือกิจกรรมของระบบนิเวศซึ่งเกี่ยวข้องกับการหมุนเวียนของสารและธาตุอาหาร และการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ (วันชัย, 2539)

     

     

     

     

     

     

     

  • ฐานข้อมูลแนะนำ

    ISI_Logo58
    scopus_Logo58
    SciVal_Logo58-1

    Kasetsart Journal

     
    CoverAgriNat
    CoverSocialSci
    Vol.49 Issue 5
    Vol.36 Issue 3