รางวัลวิจัย

Filter

จากแฟ้มงานวิจัย มก.

รายการวิทยุ

  • พัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากไขมันกะทิในบ่อน้ำเสีย/วิทยา ปั้นสุวรรณ

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 17 เดือน มกราคม พ.ศ. 2558

    เรื่อง พัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากไขมันกะทิในบ่อน้ำเสีย

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา  

    ……………………………………………………………………………………… 

    -เพลงประจำรายการ-

     

              สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

              ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ถึงจะเป็นฤดูหนาว แต่บางวันก็ร้อน บางวันฝนก็ตก อย่างไรก็ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ  วันนี้กระผมก็มีผลงานวิจัยที่น่าสนใจมาฝากคุณผู้ฟังครับ เป็นผลงานของ รศ.ดร.วิทยา ปั้นสุวรรณ สังกัด ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาฟังวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้กันน่ะครับ มันคือ การพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากไขมันกะทิในบ่อน้ำเสียครับ แค่เกริ่นมาก็พอจะทราบกันแล้วว่าเป็นการใช้วัตถุดิบเหลือใช้นำกลับมาใช้ประโยชน์ โดยใช้ปฏิกิริยาสามขั้นตอนด้วยความตั้งใจเป็นพิเศษในการหาสภาวะที่เหมาะสม ขั้นตอนที่หนึ่งคือ ขั้นปฏิกิริยาไฮโดรไลซีสโดยใช้กรดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เพื่อเปลี่ยนไขมันกะทิให้เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันอิสระที่ประกอบอยู่สูง น้ำมันที่มีกรดไขมันอิสระประกอบอยู่สูงถึง 83.32% โดยน้ำหนัก จะถูกใช้เป็นวัตถุดิบในปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชั่นโดยใช้กรดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของขั้นตอนที่สอง เพื่อลดค่ากรดไขมันอิสระและผลิตไบโอดีเซล ส่วนขั้นตอนที่สามคือปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน ซึ่งใช้เปลี่ยนไตรกลีเซอไรด์ให้เป็นไบโอดีเซล ซึ่งไบโอดีเซลของไขมันกะทิจะถูกประเมินคุณภาพเชื้อเพลิง และพบว่าคุณสมบัติส่วนมากผ่านมาตรฐานของ ASTM และ EN ครับคุณผู้ฟัง

    -เพลงคั้นรายการ-

              คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า ไบโอดีเซล (Biodiesel) เป็นพลังงานสะอาดที่สามารถผลิตได้จากไขมันพืชและไขมันสัตว์ มีค่าซีเทนนัมเบอร์สูงกว่าน้ำมันดีเซล ไม่มีสารอะโรเมติก ไม่มีซัลเฟอร์ มีออกซิเจนประกอบ 10-11 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ทำให้ไบโอดีเซลปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) ก๊าซไฮโดรคาร์บอน ฝุ่นละออง จากการเผาไหม้ต่ำกว่าน้ำมันปิโตรเลียม จากการรายงานแห่งชาติ (Review of Nation communication: A case of Thailand, s Climate Chang Action plan) ที่รายงานสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC (2553) พบว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปลดปล่อยจากภาคขนส่งมากที่สุดนะครับ ที่ 34,476,600 ตัน รองลงมาคือภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรม ที่ 28,093,500 ตัน และ 12,207,500 ตัน ตามลำดับ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากปิโตรเลียมเป็นหลักครับ กระทรวงพลังงานจึงได้กำหนดนโยบายในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เช่น ไบโอดีเซล ซึ่งเป็นการสานต่อโครงการตามแนวพระราชดำริ ไบโอดีเซลเป็นพลังงานทดแทนที่ไม่เป็นพิษ ย่อยสลายได้ และมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล กรรมวิธีการผลิตไบโอดีเซลที่นิยมใช้ นั่นก็คือ กระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน (Transesterification) โดยใช้ไตรกลีเซอไรด์ในไขมัน และน้ำมันที่ได้จากสัตว์และพืช ทำปฏิกิริยากับเมทานอล โดยมีตัวเร่งปฏิกิริยาคือ โปตัสเซียมไฮดรอกไซด์ หรือโซเดียมไฮดรอกไซด์ เพื่อผลิตเป็นอัลคิลเอสเทอร์ หรือ ไบโอดีเซลนั่นเองครับคุณผู้ฟัง โดยปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณผลผลิตไบโอดีเซล และความคุ้มค่าของกระบวนการ มีหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น ชนิดของแอลกอฮอล์ อัตราส่วนของแอลกอฮอล์ต่อน้ำมัน อุณหภูมิที่ทำปฏิกิริยา ระยะเวลาในการทำปฏิกิริยา ชนิดของตัวเร่งปฏิกิริยา ปริมาณน้ำที่เจือปนอยู่ และปริมาณกรดไขมันอิสระ(Free fatty acid) ซึ่งจะส่งผลกระทบกับกระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน ในขั้นตอนการผลิตไบโอดีเซล โดยกรดไขมันอิสระเมื่อทำปฏิกิริยากับเบสที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และมีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่จะทำให้เกิดสบู่ ซึ่งสบู่จะทำให้มีการแยกไบโอดีเซลออกจากกลีเซอรีนที่เป็นผลิตภัณฑ์ร่วมแยกออกจากกันได้ยากในขั้นตอนการล้างน้ำ การกำจัดกรดไขมันอิสระออกจากไขมัน หรือน้ำมันก่อนการผลิตไบโอดีเซลด้วยกระบวนการเอสเทอริฟิเคชัน (Esterification) ด้วยการใช้กรดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับไขมัน หรือน้ำมันที่มีกรดไขมันอิสระประกอบอยู่สูง

    โดยงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าวัตถุดิบส่วนมากที่นิยมใช้ในการผลิตไบโอดีเซล นั่นคือ น้ำมันปาล์ม และน้ำมันที่ผ่านการทอดแล้วเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโดดีเซล เนื่องจากหาได้ง่าย มีปริมาณมาก และราคาไม่แพง

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ วัตถุดิบหลักในการวิจัยในครั้งนี้ก็คือ ไขมันกะทิในบ่อน้ำเสีย ซึ่งปัญหาของบริษัทอำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด คือ เนื่องจากบริษัทเป็นโรงงานผลิตกะทิ มีกะทิรั่วไหลลงสู่บ่อน้ำเสียแล้วจับตัวกันเป็นก้อนไขมันแข็งลอยตัวอยู่เหนือน้ำเสียของบ่อบำบัดน้ำเสีย ซึ่งโรงงานต้องตักเอาก้อนไขมันออกจากน้ำเสียวันละประมาณ 2-3 ตัน เพื่อจะนำน้ำเสียไปผลิตเป็นแก๊สชีวภาพ เพราะจุลินทรีย์ที่ผลิตแก๊สชีวภาพไม่สามารถย่อยสลายก้อนไขมันได้ ซึ่งก้อนไขมันที่ตักออกจะนำไปกองไว้ทำให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมเป็นมลพิษทางด้านอากาศในการส่งกลิ่นอันไม่พึ่งประสงค์ต่อชุมชนใกล้เคียงได้ ซึ่งทางโรงงานต้องหาวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อกระบวนการผลิตและสิ่งแวดล้อม โดยวิธีที่น่าสนใจ คือการเพิ่มมูลค่าของก้อนไขมันจำนวนมากโดยการผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซลใช้ภายในโรงงาน

              คุณผู้ฟังครับ ไบโอดีเซล คือน้ำมันพืช หรือน้ำมันสัตว์ที่แปรรูปเป็นอัลคิลเอสเทอร์ของกรดไขมันซึ่งได้จากกระบวนการเคลื่อนย้ายหมู่เอสเทอร์ ระหว่างสารตั้งต้นไตรกลีเซอไรด์กับแอลกอฮอล์ที่มีสายโซ่คาร์บอนสั้นไบโอดีเซลโดยทั่วไปมีองค์ประกอบที่มีลักษณะโมเลกุลใกล้เคียงกับน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล ซึ่งสามารถผลิตและพัฒนาได้จากไขมัน หรือน้ำมันพืชและสัตว์ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะมุ่งไปที่เมทิลเอสเทอร์ของกรดไขมันที่เตรียมได้จากปฏิกิริยาการเคลื่อนย้ายหมู่เอสเทอร์โดยใช้ไตรกลีเซอไรด์ในน้ำมันและไขมันที่ได้จากพืช และสัตว์กับเมทานอลมากที่สุดครับ

              การศึกษาวิจัยในครั้งนี้แบ่งขั้นตอนการศึกษาออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ การเตรียมน้ำมันจากไขกะทิในบ่อน้ำทิ้ง การวิเคราะห์หาองค์ประกอบของกรดไขมันในบ่อน้ำทิ้ง การผลิตไบโอดีเซลแบบ 2 ขั้นตอน คือกระบวนการทำเอสเทอริฟิเคชัน เพื่อลดปริมาณกรดไขมันอิสระของน้ำมันที่เตรียมขึ้นให้ต่ำกว่า 2% แล้วจึงทำกระบวนทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน เพื่อผลิตเมทิลเอสเทอร์ของกรดไขมัน (ไบโอดีเซล) และการตรวจสอบคุณภาพของน้ำมันไบโอดีเซลที่ได้จากการผลิต ช่วงหน้ามาฟังสรุปการทดลองกันนะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     มาสรุปผลการทดลองกันครับ

    1. จากการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการเปลี่ยนไขมันกะทิให้เป็นน้ำมันที่ประกอบด้วยกรดไขมันอิสระสูง คือการไฮโดรไลซิสโดยใช้กรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น 5% ที่อุณหภูมิ 100 oC จึงเหมาะสมที่จะใช้ในการเตรียมน้ำมันจากไขกะทิ และจากการเตรียมน้ำมันโดยใช้กรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น 5% พบว่ามีตะกอน 16 % และมีน้ำอยู่ 61.22%

    สรุปวิธีการเตรียมน้ำมันจากไขกะทิในน้ำเสียของโรงานกะทิที่เหมาะสม

    - เก็บตัวอย่างไขกะทิจากบ่อน้ำเสียของโรงงานกะทิ นำมากรองผ่านตะแกรงเพื่อกำจัดน้ำที่เก็บติดมา 1คืน            

    - นำไขกะทิจากบ่อน้ำเสียโรงงานกะทิที่ผ่านการกรองน้ำแล้ว มาเติมกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น 37% โดยอัตราส่วนของไขมันต่อกรดไฮโดรคลอริก เท่ากับ 100:5 (wt./v) ให้ความร้อนจากอุณหภูมิห้องจนกระทั่งถึง 100 องศาเซลเซียส ควบคุมเวลาจากอุณหภูมิห้องถึง100 องศาเซลเซียส 30 นาที โดยกำหนดอัตราความเร็วรอบในการกวน 500 รอบต่อนาที

    - เมื่อถึงอุณหภูมิที่กำหนดให้ทำการกรองทันทีเพื่อแยกกากมะพร้าวออกจากน้ำมัน โดยการกรองผ่านเครื่องกรองสูญญากาศ ของเหลวที่ได้จากข้อ 2 จะมีน้ำผสมอยู่กับน้ำมันที่ได้ ดั้งนั้นต้องนำมาทำการแยกน้ำออกจากน้ำมัน โดยตั้งทิ้งไว้ให้แยกชั้นประมาณ 15 นาที โดยชั้นบนจะเป็นน้ำมันส่วนชั้นล่างจะเป็นน้ำ แล้วไขชั้นล่างทิ้งก็จะได้น้ำมันออกมา

    - นำน้ำมันที่ได้ไปอบเพื่อระเหยน้ำออกอีก 30 นาที ก็จะได้น้ำมันที่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง

    1. สภาวะที่เหมาะสมที่สุดในการทำปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน เพื่อลดปริมาณกรดไขมันอิสระของน้ำมันที่เตรียมขึ้นให้ต่ำกว่า 2% คือการใช้อัตราส่วนโดยโมล ของเมทานอลต่อน้ำมันเท่า 10:1 เติมตัวเร่งปฏิกิริยากรดไฮโดรคลอริก โดยใช้ระยะเวลาในการทำปฏิกิริยา 1 ชั่วโมง อัตราเร็วในการกวน 400 รอบต่อนาที จะทำให้ปริมาณกรดไขมันอิสระลดลงเหลือ 68 %
    2. สภาวะที่เหมาะสมที่สุดในการทำปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน เพื่อเปลี่ยนไตรกลีเซอไรด์เป็นเมทิลเอสเทอร์ คือการใช้อัตราส่วนโดยโมล ของเมทานอลต่อน้ำมันเท่า 6:1 ความเข้มข้นตัวเร่งปฏิกิริยาโพแทสเซียมไฮดรอกไวด์ 1 %wt( ต่อน้ำหนักของน้ำมัน) โดยใช้ระยะเวลาในการทำปฏิกิริยา 1 ชั่วโมง อัตราเร็วในการกวน 400 รอบต่อนาที จะทำให้เปอร์เซ็นต์เมทิลเอสเทอร์สูงถึง 45 %
    3. คุณสมบัติของไบโอดีเซลที่เตรียมได้จากน้ำมันไขกะทิมีค่าอยู่ในเกณฑ์ ของไบโอดีเซลชุมชนที่กำหนดโดยกรมธุรกิจพลังงาน

    -เพลงคั่นรายการ-

              จากงานวิจัยที่ได้นี้นะครับ ทางบริษัทอำพลฟูดส์ได้นำไปขยายผลต่อ คือการสร้างโรงงานผลิตน้ำมันที่มีกรดสูงจากปฏิกิริยาการไฮโดรไลซีสของไขมันกะทิ เพื่อจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์อีกหนึ่งชนิดของโรงงาน ซึ่งถือว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริงครับ เห็นไหมครับว่า ผลงานการคิดค้นวิจัยในครั้งนี้เป็นประโยชน์มากในแง่ของการนำวัตถุดิบเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในโรงงานนำกลับมาแปรรูปเป็นพลัง หรือผลิตภัณฑ์เพื่อใช้เพิ่มรายได้ และยังสามารถช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้ หวังว่าคุณผู้ฟังน่าจะเห็นแนวทางที่ดีในการคิดผลงานวิจัยชิ้นนี้ของ รศ.ดร.วิทยา ปั้นสุวรรณ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นะครับ

              สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุ เรื่อง การผลิตกล้ายางพาราเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตยางพาราของประเทศ/วีระศรี เมฆตรง

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 18  เดือน ตุลาคม  พ.ศ. 2556

    เรื่อง การผลิตกล้ายางพาราเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตยางพาราของประเทศ

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา 

    …………………………………………………………………………………………………… 

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ 

    สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่าน พบกันอีกครั้งน่ะครับ ช่วงนี้ฝนตกบ่อยดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยน่ะครับ วันนี้เรามาฟังกันเรื่องการผลิตกล้ายางพันธุ์ดีที่มีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้นๆที่สามารถส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตน้ำยางให้สูงขึ้นครับ  เนื่องจากต้องมีการปลูกสร้างสวนยางใหม่อยู่ทุกปีไม่ว่าจะเป็นการปลูกในพื้นที่ใหม่หรือการปลูกทดแทนสวนเก่าที่เสื่อมสภาพไป  สถาบันวิจัยยางได้ประเมินการปลูกยางในภาพรวมไว้ที่ประมาณ 3-4 แสนไร่ต่อปีซึ่งจะต้องใช้ต้นกล้ายางพันธุ์ดีถึงปีละกว่า 40 ล้านต้น แต่ด้วย การที่ต้องผลิตเป็นจำนวนมากจึงเป็นไปได้ที่กล้ายางบางส่วนอาจไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งก็จะส่งผลถึงปริมาณและคุณภาพของน้ำยางพาราและเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงขึ้น   การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ การใช้เทคโนโลยีและวิชาการใหม่ๆ ตลอดจนการลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย จึงเป็นแนวทางสำคัญอย่างยิ่งที่จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการผลิตยางพาราของประเทศได้ครับ  ดังนั้นโครงการวิจัยของนางวีระศรี เมฆตรง ศูนย์วิจัยระบบนิเวศเกษตร สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร จึงมีเป้าหมายในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาและปรับปรุงการผลิตกล้ายางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และได้ต้นกล้าที่สมบูรณ์ตามมาตรฐาน มีเปอร์เซ็นต์รอดตายสูง  ซึ่งจะต้องดำเนินการตั้งแต่ การจัดการด้านเมล็ดพันธุ์  การจัดการแปลงเพาะต้นตอตลอดถึงการใช้วัสดุปลูกที่เหมาะสมเพื่อเลี้ยงกล้าให้สมบูรณ์และขนย้ายได้สะดวกในปริมาณมาก ๆ ครับ ช่วงนี้พักกันสักครู่น่ะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ ช่วงนี้เรามาฟังกันในวิธีของการวิจัยกันนะครับ

    วิธีของการวิจัยมีดังนี้ครับ

    การทดลองที่ 1    การพัฒนาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ของยางพาราสำหรับการผลิตต้นตอยาง

    ของขนาดเมล็ดที่มีต่อคุณภาพของเมล็ด

    1. ใช้เมล็ดพันธุ์ RRIM600 ที่เก็บเกี่ยวจากแปลงเกษตรกร บริเวณสถานีวิจัยสิทธิพรกฤดากร จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2553 และส่งเข้าห้องปฏิบัติการเมล็ดพันธุ์ ภาควิชา พืชสวน คณะเกษตร
    2. ชั่งน้ำหนัก 100 เมล็ด ของเมล็ดที่มีอายุ 2, 5, 10, 15, 20, 25 และ 30 วันหลังเก็บเกี่ยว

    (จำนวน 3 ซ้ำ)

    1. เพาะทดสอบความงอกของเมล็ดในกระบะทรายที่ฆ่าเชื้อแล้ว โดยใช้เมล็ดที่มีอายุ 2, 5, 10, 15 และ 20 วันหลังเก็บเกี่ยว

    การทดลองที่ 2 การศึกษาการจัดการแปลงเพาะต้นตอยางพารา

              ปัจจัยที่ศึกษามี  3 ปัจจัยคือ

    1. ความลึกของแปลงเพาะต้นตอยางพารามี 2 ระดับ คือ
      • ลึก 20 เซนติเมตร
      • ลึก 30 เซนติเมตร
    2. วัสดุปลูก 7 ชนิด ส่วนผสมเป็นสัดส่วนโดยปริมาตรของดินเดิมแปลงปลูก มีส่วนผสมดังนี้
      • ขุยมะพร้าว:ดิน 1:1
      • ขุยมะพร้าว:ดิน 2:1
      • ขุยมะพร้าว:ดิน:ทราย 1:1:1
      • กาบมะพร้าวสับ:ดิน 1:1
      • กาบมะพร้าวสับ:ดิน 2:1
      • กาบมะพร้าวสับ: ดิน:ทราย 1:1:1
    3. การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินในแปลงเพาะ
      • ปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด 200 ก.ก./ไร่
      • ปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด 400 ก.ก./ไร่           

        -วางแผนการทดลองโดยใช้แปลงทดลองขนาด  2×4  เมตร  จำนวน   84  แปลง

    การทดลองที่ 3 การทดสอบภาชนะปลูกและวัสดุปลูกที่เหมาะสมกับต้นตอยางพารา

    1. วัสดุปลูกที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ มี 3 ชนิดได้แก่  ดินเหนียว  ขุยมะพร้าว ขี้เลื้อย
    2. ภาชนะปลูกที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ ได้แก่  ถุงขนาด 4×13 นิ้ว และ 6×14 นิ้ว
    3. เชื้อไมคอร์ไรซา
    4. แผนผังการทดลองเป็นแบบ Factorial Randomized Complete Block Design จำนวน 4 ซ้ำแต่ละซ้ำใช้เมล็ดยางพารา 16  ตัวอย่าง  ครับคุณผู้ฟัง ช่วงนี้พักกันสักครู่น่ะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อน่ะครับ มาฟังผลและวิจารณ์กันน่ะครับ

    การทดลองที่ 1    การพัฒนาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ยางพาราสำหรับการผลิตต้นตอยาง  เป็นการศึกษาอิทธิพล

    ของขนาดเมล็ดที่มีต่อคุณภาพของเมล็ดน้ำหนัก 100 เมล็ดชั่งน้ำหนัก 100 เมล็ดของเมล็ดที่มีอายุ 2, 5, 10, 15, 20, 25 และ 30 วันหลังเก็บเกี่ยว  โดยบันทึกข้อมูลระหว่างวันที่ 6 สิงหาคม – 3 กันยายน พ.ศ. 2553 ในสภาพอุณหภูมิห้องซึ่งมีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 27.5 – 30.5 องศาเซลเซียส พบว่า ในระยะ 5 วันแรก เมล็ดมีอัตราการสูญเสียน้ำหนักสดค่อนข้างสูงและยังลดลงอย่างต่อเนื่อง (ตาราง 1) เมล็ดที่อายุ 2-5 วันหลังเก็บเกี่ยวมีแนวโน้มว่ามีเปอร์เซ็นต์ความชื้นในเมล็ดสูงที่สุด จึงน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนให้เมล็ดยางพารามีเปอร์เซ็นต์ความงอกลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากเมล็ดหล่นจากต้นและเก็บเมล็ดไว้ในสภาพปกติ คือ อุณหภูมิห้อง ทั้งนี้เนื่องจากเมล็ดพืชบางชนิดจะสูญเสีย การเจริญเติบโตได้ ถ้าความชื้นในเมล็ดต่ำลง เช่น จากการศึกษาถึงความชื้นของเมล็ด เมเปิ้ลพบว่าเมล็ดมีความชื้น 58 เปอร์เซ็นต์เมื่อเมล็ดแก่ในเดือนมิถุนายน และจะสูญเสีย การเจริญเติบโตเมื่อความชื้นลดลงมาเหลือ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมล็ดยางจะมีการเจริญเติบโตนานขึ้น

    คุณผู้ฟังครับ ในการประเมินผลการทดสอบการงอกของเมล็ดพิจารณาที่ความสามารถในการงอก ของเมล็ดโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์การงอกทั้งหมดของเมล็ด สำหรับค่าประเมินอัตราการงอก พิจารณาจากค่า Mean Germination Time หรือ MGT ซึ่งเป็นค่าที่ใช้สำหรับการประเมินความแข็งแรงของเมล็ดเปอร์เซ็นต์การงอกทั้งหมดของเมล็ด  เมล็ดมีความงอกต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์  ความงอกลดลงตามอายุการเก็บรักษาที่มากขึ้น และสูญเสียความงอกทั้งหมดตั้งแต่อายุ 15 วันหลังเก็บเกี่ยว แสงมีผลต่อเปอร์เซ็นต์ความงอก  คือเมื่ออายุการเก็บรักษามากขึ้นเมล็ดที่เพาะในที่มืดจะมีความงอกสูงกว่าในที่สว่าง และเมื่อพิจารณาค่า MGT พบว่า การเพาะในที่สว่างมีแนวโน้มว่ามีค่า MGT ต่ำกว่าเมื่อเพาะในที่มืด ครับคุณผู้ฟัง คุณผู้ฟังครับ เมล็ดที่อายุหลังเก็บเกี่ยวมากขึ้น มีแนวโน้มว่าจะให้จำนวนต้นกล้าปกติลดน้อยลง แต่ต้นกล้าที่ได้มีอัตราการเจริญเติบโตสูงมากกว่าต้นกล้าที่เกิดจากเมล็ดที่เก็บรักษาไว้ในระยะเวลาน้อยกว่า ครับ 

    มาต่อกันที่การทดลองที่ 2 กันน่ะครับ การศึกษาการจัดการแปลงเพาะต้นตอยางพารา

        1.ขุดดินเดิมในแปลงทดลองออกตามความลึกที่กำหนด 20 และ 30 เซนติเมตร แล้วผสมวัสดุปลูกตามอัตราส่วนของตำรับทดลอง อัดส่วนผสมในแปลงให้แน่นเพื่อป้องกันการยุบตัวระหว่างการทดลอง

    1. เพาะเมล็ดยางพาราโดยชักร่องตามความยาวของแปลง แปลงละ 3 แถว ระยะห่างระหว่างแถวเท่ากับ 90  เซนติเมตร   เว้นขอบแปลงข้างละประมาณ 5 เซนติเมตร    ขุดร่องลึกประมาณ 8-10 เซนติเมตร   โรยปุ๋ยคอกปั้นเม็ดในร่องแปลง ตำรับปุ๋ยอัตรา 200 กก./ไร่  ใช้ปุ๋ยแปลงละ 1 กก.   และตำรับปุ๋ยอัตรา 400 กก./ไร่  ใช้ปุ๋ยแปลงละ 2 กก.    

    - หยอดเมล็ดวันที่ 10 สิงหาคม 2553     โดยวางเมล็ดยางพาราลงร่องแปลง  ใช้เมล็ดในอัตรา  500 กก./ไร่ (เท่ากับ 1 แปลงใช้เมล็ดยาง  2.5 กก.)  กลบวัสดุปลูกให้เท่าระดับดินในแปลง

    - ใช้เมล็ดยางพาราพันธุ์ RRIM  600  ที่มีอายุ  7  วันหลังเก็บจากต้น ผลการทดลอง   ยังไม่สามารถบันทึกข้อมูลการเจริญเติบโตได้

     มาต่อกันกับการทดลองที่ 3 น่ะครับ การทดสอบภาชนะปลูกและวัสดุปลูกที่เหมาะสมกับต้นตอยางพารา

              การศึกษาอิทธิพลของภาชนะปลูกและวัสดุปลูกต่อการเติบโตของต้นตอยางพาราได้ทำการเพาะเมล็ดยางพาราเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 และได้ทำการเก็บข้อมูลการเติบโตของต้นตอยางพาราทุกเดือน ซึ่งมีผลการทดลองดังต่อไปนี้

    การเติบโตทางความสูง

                       เมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 1 เดือน ต้นตอยางพารามีความสูงเฉลี่ย  24.80 เซนติเมตร  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ  26.37 เซนติเมตร   

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 2 เดือน ต้นตอยางพารามีความสูงเฉลี่ย  36.84 เซนติเมตร  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ 38.52 เซนติเมตร ครับ

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 3 เดือน ต้นตอยางพารามีความสูงเฉลี่ย  41.78 เซนติเมตร  แต่ต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็กมีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ  44.04 เซนติเมตรครับ

    และเมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 4 เดือน ต้นตอยางพารามีความสูงเฉลี่ย  47.06 เซนติเมตร  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็กมีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่ และต้นตอ ยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ 50.46 เซนติเมตร ครับ

              จากการทดสอบทางสถิติพบว่าความสูงเฉลี่ยของต้นตอยางพาราอายุ 1 เดือนและ 4  เดือนที่ปลูกในวัสดุปลูกต่างชนิดกันมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% แต่ความสูงเฉลี่ยต้นตอยางพาราที่ปลูกในภาชนะขนาดต่างกันไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ ครับ ช่วงนี้พักกันสักครู่น่ะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              อัตราการเติบโตทางความสูง

              ภายหลังการปลูกต้นตอยางพาราได้ 1 เดือน  พบว่า ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ย  24.80 เซนติเมตร/เดือน  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ยต่อเดือนมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีอัตรา การเติบโตทางความสูงเฉลี่ยต่อเดือนมากที่สุด คือ  26.37 เซนติเมตร/เดือน   

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 2 เดือน  ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ย  12.06 เซนติเมตร/เดือน โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวผสมขุยมะพร้าวมีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ 12.62 เซนติเมตร/เดือน 

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุ 3 เดือน มีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ย  4.41 เซนติเมตร/เดือน  แต่ต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็กมีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวผสมเชื้อไมคอร์ไรซามีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ  5.12 เซนติเมตร/เดือน 

    และเมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 4 เดือน ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ย  4.48 เซนติเมตร/เดือน  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็กมีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ 5.61 เซนติเมตร/เดือน 

              อัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น

              ภายหลังการปลูกต้นตอยางพาราได้ 1 เดือน พบว่า ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางเส้น       ผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย  0.25 เซนติเมตร/เดือน  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวผสมขุยมะพร้าวมีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางมากที่สุด คือ  0.26 เซนติเมตร/เดือน    

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 2 เดือน  ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย  0.04 เซนติเมตร/เดือน  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวผสมเชื้อไมคอร์ไรซา, ดินเหนียวผสมขี้เลื้อย และ ดินเหนียวผสมขี้เลื้อยและเชื้อไมคอร์ไรซามีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากที่สุด คือ 0.05 เซนติเมตร/เดือน 

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุ 3 เดือน ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย  0.06 เซนติเมตร/เดือน โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวผสมขุยมะพร้าวมีอัตราการเติบโตทางเส้น ผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากที่สุด คือ  0.08 เซนติเมตร/เดือน 

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุ 4 เดือน ต้นตอมีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย 0.05 เซนติเมตร /เดือน  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวและดินเหนียวผสมเชื้อไมคอร์ไรซามีอัตราการเติบโต ทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากที่สุด คือ 0.06 เซนติเมตร/เดือน 

              จากการทดสอบทางสถิติพบว่าอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยต้นตอยางพาราที่อายุ 1, 2, 3 และ 4 เดือนที่ปลูกในภาชนะขนาดต่างกันมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95%  และอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยของต้นตอยางพาราที่อายุ 1 เดือนที่ปลูกในวัสดุปลูกต่างชนิดกันมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ครับคุณผู้ฟัง 

    มาฟังสรุปและข้อเสนอแนะกันครับ

    ในเบื้องต้นสามารถสรุปได้ว่า การลดลงของความชื้นในเมล็ดหลังจากเก็บเกี่ยว มีผลต่อการสูญเสีย  การเจริญเติบโตของเมล็ดยางพารา  ขนาดของภาชนะปลูกและวัสดุปลูกชนิดต่าง ๆ น่าจะมีผลต่อการเจริญ เติบโตของต้นตอยางพาราครับคุณผู้ฟัง

    สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง “มะม่วงดองไร้สารพิษ”

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่12 เดือนเมษายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง  มะม่วงดองไร้สารพิษ

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา 

    …………………………………………………………………………………………………….. 

    -เพลงประจำรายการ-

     สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อนชื้น ด้วยสภาพภูมิอากาศเช่นนี้จึงส่งผลให้ประเทศไทยมีผลิตผลทางการเกษตรอย่างมากมายครับ อย่างเช่นผลไม้ยังไงล่ะครับ คุณผู้ฟังคงจะเห็นด้วยนะครับว่า ประเทศไทยของเรานั้น มีผลไม้หลายชนิด หลายสายพันธุ์ ให้เราได้เลือกรับประทานกันได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น เงาะ ทุเรียน ส้ม มังคุด มะม่วง ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย และอีกมากมายหลายชนิดเลยครับ  แต่ด้วยสภาพอากาศในประเทศไทยที่เป็นภูมิอากาศแบบร้อนชื้นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงส่งผลให้ผลผลิตที่ได้เก็บเกี่ยวมาแล้วไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน ทำให้เกิดการเน่าเสียได้ง่าย ดังนั้น คนไทยจึงได้คิดค้นวิธีการถนอมอาหารในรูปแบบต่างๆ ขึ้น เพื่อเป็นการแปรรูปให้อาหารอยู่ได้นาน และสามารถเก็บไว้รับประทานนอกฤดูกาลได้ครับ ซึ่งการถนอมอาหารเป็นภูมิปัญญาไทยที่มีมาช้านาน ตั้งแต่สมัยโบราณและยังปฏิบัติสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน ซึ่งวิธีการถนอมอาหารที่นิยมวิธีการหนึ่งก็คือ การดอง นั่นเองครับ

    การดอง คือ การถนอมอาหารด้วยการแช่อาหารลงในน้ำเกลือหรือน้ำส้มสายชูครับ ซึ่งน้ำเกลือและน้ำส้มสายชูสามารถยับยั้งการเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุให้อาหารเน่าเสียและยังช่วยเก็บอาหารได้นาน ทำให้อาหารมีรสชาติแปลกขึ้น การใช้น้ำเกลือในการดองจะต้องมีความเข้มข้น 5% – 8% หรือ เกลือ 5 กรัม ต่อ น้ำ 95 กรัม หมักอาหารไว้ 3-5 วัน ก็จะเกิดกรดหรือรสเปรี้ยวป้องกันการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ส่วนการใช้น้ำส้มสายชูในการดอง คือการแช่ชิ้นอาหารในน้ำส้มสายชูหรือปรุงรสน้ำส้มสายชูด้วยน้ำตาล เกลือ และเครื่องเทศให้มีรสชาติกลมกล่อมครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ ถึงแม้การดองจะช่วยถนอมอาหาร และเพิ่มรสชาติของอาหารให้มีรสแปลกใหม่ขึ้น แต่ปัจจุบันมีการสำรวจมาแล้วครับว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการดอง ไม่ว่าจะเป็นผักดอง หรือผลไม้ดอง  ส่วนใหญ่ตรวจพบได้ว่ามีสารเจือปนระหว่างการดองทั้งสิ้น แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละสถานประกอบการครับ และวันนี้สิ่งที่กระผมจะพูดถึงนั้นก็คือการทำมะม่วงดองไร้สารพิษครับ

    เมื่อพูดถึงการทำมะม่วงดองแล้ว บ้านเรามีความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาหลากหลายและไม่มีหลักเกณฑ์ทางวิชาการที่แน่นอน ทำให้ปฏิบัติกันอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ ประกอบกับมีการใช้ผงดอง ตลอดจนสารเจือปนต่างๆ ในปริมาณและชนิดที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้มะม่วงดองมีอายุการเก็บนานโดยมิได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค

    ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการทำโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มะม่วงเพื่อเพิ่มมูลค่าและการส่งออก โดยทีมงานนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีคุณมณฑาทิพย์ ยุ่นฉลาด นักวิจัยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร เป็นหัวหน้าโครงการ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรรมวิธีการผลิตมะม่วงดองและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น ยืดอายุการเก็บรักษา และมีความปลอดภัยในการบริโภคครับ

    คุณผู้ฟังครับ การวิจัยได้เริ่มจากการสำรวจกระบวนการผลิตในโรงงานผักผลไม้ดองในภาคกลาง ภาคเหนือ  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ในอุตสาหกรรมการดองมะม่วงส่วนใหญ่ไม่กล้าเสี่ยงต่อการดองโดยใช้เกลือเพียงอย่างเดียว เพราะไม่สามารถควบคุมสภาพการดองไม่ให้เน่าเสีย เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆได้ ส่วนกลุ่มแม่บ้านหลายแห่งก็มีวิธีการเช่นเดียวกันกับที่ใช้ในโรงงาน แต่ส่วนใหญ่นิยมใช้ผงดองมะม่วงที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป ซึ่งพบว่าสารเจือปนต่างๆ ที่ใช้ดองมะม่วงในโรงงานและใช้เป็นส่วนผสมของผงดองนั้นมีเกลือเป็นหลักและผสมสารอื่นอีกหลายชนิด ซึ่งสารเจือปนที่ผู้ผลิตนิยมใช้และอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค ได้แก่

              แซคคาริน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ขันฑสกรหรือดีน้ำตาล เป็นสารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน มีราคาถูกกว่าน้ำตาล  จึงทำให้พ่อค้าแม่ค้านิยมนำมาใส่ในผลไม้  เพื่อเพิ่มความหวาน  โดยที่ไม่รู้ว่า  สารชนิดนี้นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้วยังมีโทษอีกด้วย เพราะถ้าร่างกายได้รับสารนี้เข้าไปในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น  จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะได้ครับ

              สารส้ม เป็นสารประกอบของอลูมิเนียม ซึ่งมีผลการวิจัยออกมาว่าอาจมีผลต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์  และจากการศึกษาวิจัยพบว่า มะม่วงที่ดองไว้นานเกิน 3 เดือน จะเริ่มมีสีคล้ำ จึงจำเป็นต้องใส่สีเพื่อทำให้น่ารับประทานมากขึ้น ด้วยเหตุนี้หากร่างกายได้รับสีที่เป็นสารที่ใช้ผสมลงในอาหารอยู่เป็นประจำ อาจจะมีการสะสมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ครับ

              ทั้งนี้ ทางโครงการวิจัยได้ศึกษาทดลองโดยใช้สารเจือปนชนิดที่มีการใช้ในโรงงานมะม่วงดองและใช้ผงดองมะม่วง โดยเจือปนในปริมาณที่กฎหมายอาหารและยากำหนด และหลีกเลี่ยงสารที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อทำให้สามารถนำผลงานวิจัยไปใช้แก้ปัญหาของผู้ประกอบการได้อย่างถูกต้องต่อไป เดี๋ยวช่วงหน้าเรามาฟังวิธีการทำมะม่วงดองไร้สารพิษกันครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ 

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ ก่อนอื่นเรามาเลือกพันธุ์มะม่วงกันก่อนครับ ซึ่งมะม่วงที่เหมาะในการดองนั้นควรใช้พันธุ์แก้วเขียว แก้วดำ และแก้วจุกครับ ที่สำคัญมะม่วงต้องแก่จัดและสดครับ หลังจากการเก็บเกี่ยวให้เก็บค้างคืนได้เพียงหนึ่งคืนครับ เพราะถ้านำมาดองด้วยขั้นตอนและวิธีที่ถูกต้อง จะได้มะม่วงที่มีเนื้อในเหลืองสวย เนื้อสัมผัสดีและกรอบแน่นน่ารับประทานครับ

              ส่วนวิธีการดองนั้น ขั้นแรกควรล้างมะม่วงให้สะอาด ก่อนบรรจุใส่ในไหหรือถัง จากนั้นเติมน้ำเกลือที่เติมไว้ในสัดส่วนมะม่วงต่อน้ำเกลือเท่ากับ 1 ต่อ 1 ใช้ถุงพลาสติกบรรจุน้ำหรือน้ำเกลือ รัดยางให้แน่น วางทับมะม่วงให้จมแล้วปิดฝา ดองประมาณ 1 เดือน จึงนำมาบริโภค  หรือทำมะม่วงดองปรุงรสได้ การดองในน้ำเกลือที่ระดับความเข้มของน้ำเกลือ 10-12% หมายถึง น้ำ 9 ส่วน กับเกลือ 1 ส่วน หรือ น้ำ 10 ส่วนกับเกลือ 1.36 ส่วน ซึ่งจะให้ผลในการดองดีที่สุดในช่วงระยะเวลาการดองตั้งแต่เริ่มแรกจนถึง 6 เดือน ถ้าต้องเก็บนานกว่านั้นควรเพิ่มความเข้มข้นของน้ำเกลือ ที่เก็บรักษาให้อยู่ในระดับความเข้มข้น ประมาณ 16 % หรือใช้ผงดอง มก. สูตร 1 โดยละลายผงดองด้วยน้ำ 10 กิโลกรัม ต่อมะม่วง 10 กิโลกรัม สูตรนี้เหมาะสำหรับมะม่วงที่จะเก็บไว้นานกว่า 6 เดือนก่อนนำไปแปรรูปครับ

              คุณผู้ฟังครับ การเลือกภาชนะในการดองก็มีส่วนสำคัญนะครับ ซึ่งภาชนะที่ใช้ในการดอง  สามารถใช้ถังพลาสติกเกรดเอ หรือถังไฟเบอร์กลาสครับ  การใช้ไหดองนั้น ถ้าไหมีคุณภาพต่ำ  เนื่องจากมีการเคลือบบาง ทำให้มีรูรั่วซึมหรือมีเนื้อพรุนมาก จะทำให้มีปัญหาในการดอง เพราะน้ำเกลือสามารถซึมผ่านได้ ระดับน้ำเกลือจึงลดลงเกิดช่องว่างของอากาศ ทำให้เชื้อราสามารถเจริญเติบโตได้ ซึ่งจะมีผลทำให้มะม่วงดองเน่าเสีย และเนื่องจากไหมีรูพรุนจึงมีการสะสมเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งจะทำให้เน่าเสียในการดองครั้งต่อๆ ไป จากการทดลองเปรียบเทียบการดองในไหและถังพลาสติก ในสภาพการดองเหมือนกันทุกประการ พบว่า การดองในถังพลาสติกไม่มีปัญหาการเน่าเสียเลยครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ จากการทดลองของทีมวิจัยพบว่า การดองมะม่วงโดยใช้น้ำเกลือเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอสำหรับการเก็บรักษาและได้มะม่วงดองที่มีคุณภาพดี แต่โดยทั่วไปแล้วโรงงานและผู้ดองมะม่วงส่วนมากไม่สามารถทำได้ เนื่องจากภาชนะดองที่ใช้ไม่สะอาดพอ จึงต้องใส่สารต่างๆ เพื่อป้องกันการเน่าเสีย และที่สำคัญคือการทำให้สภาพอากาศการดองอยู่ในสภาพไร้อากาศ ส่วนมากผู้ดองไม่สามารถปิดภาชนะให้มิดชิดและไม่สามารถควบคุมไม่ให้มีอากาศแทรกซึมเข้าไปในภาชนะที่ใช้ดองมะม่วงได้ ทำให้เชื้อราและฟิล์มยีสต์ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศสามารถเจริญได้และทำให้มะม่วงดองเน่าเสียค่ะ ผลจากการทดลอง กล่าวได้ว่า ถ้าสามารถปกปิดผิวหน้าของน้ำเกลือในภาชนะดอง ไม่ให้สัมผัสกับอากาศ จะไม่พบปัญหานี้เลย ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเติมสารเคมีหรือสารกันเสียใดๆ  เพื่อป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนี้ อุณหภูมิของการดองไม่ควรสูงเกินไป เพราะจะมีผลต่อคุณภาพของมะม่วง ซึ่งไม่ควรเกิน 30 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้การเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่เกี่ยวกับการดองให้ผลดีกับคุณภาพทางด้านกลิ่น รส และลักษณะเนื้อสัมผัสของมะม่วง ถ้าอุณหภูมิในโรงดองสูงขึ้นกว่านี้จะทำให้คุณภาพของการดองมะม่วงด้อยลง

              นอกจากนี้ทีมวิจัยยังเสนอแนะว่า มะม่วงดองสำเร็จ นอกจากจะขายเป็นมะม่วงดองทั้งผลแล้ว ควรทำเป็นผลิตภัณฑ์จากมะม่วงดองเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า และยังเป็นการสร้างงานให้กับคนไทยในท้องที่นั้นๆ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการรับจ้างแปรรูป และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ การทำธุรกิจมะม่วงดองจึงไม่ควรทำเพียงขั้นต้น แต่ควรแปรรูปต่อไปให้เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ได้แก่มะม่วงดองปรุงรส เป็นต้น ทางโครงการได้พัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในด้านกรรมวิธีการผลิต การควบคุมสุขลักษณะในการผลิตและยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเจือปนที่อาจเป็นอันตราย ช่วยเพิ่มปริมาณการจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศได้มากขึ้นด้วย และทำให้เกิดผลดีแก่ผู้บริโภคในประเทศ สามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยในการบริโภคครับ

              คุณผู้ฟังครับ วิธีการทำมะม่วงดองปรุงรสนั้น ทำได้โดยการนำมะม่วงดองมาล้างน้ำ ปอกเปลือก ฝานผ่าซีกและตัดเป็นชิ้นตามความยาวของผล แช่น้ำเพื่อลดความเค็มของเนื้อมะม่วงประมาณ 1 ชั่วโมง เปลี่ยนน้ำหลายๆครั้ง แล้วสรงขึ้นให้สะเด็ดน้ำใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ เตรียมน้ำดองปรุงรสตามสูตรสำหรับการแช่เนื้อมะม่วงดอง 12 กิโลกรัม โดยใช้น้ำตาลทรายขาว 5 กิโลกรัม เกลือ 200 กรัม กรดมะนาว 18 กรัม น้ำสะอาด 5.4 กิโลกรัม ต้มให้เดือด แล้วเติมน้ำส้มสายชู 1.4 กิโลกรัม กรองทิ้งไว้พออุ่น เทใส่เนื้อมะม่วงให้ท่วมแล้ววางถุงน้ำทับไม่ให้มะม่วงลอย แช่มะม่วง 1 คืน วันรุ่งขึ้น แยกเนื้อมะม่วงออก ต้มน้ำปรุงรสที่มีอยู่เดิมให้เดือด จุ่มเนื้อมะม่วงในน้ำปรุงรสและตักขึ้นทันที วางให้สะเด็ดน้ำ บรรจุถุงปิดผนึก แช่ตู้เย็นจะเก็บไว้ได้นานประมาณ 2 สัปดาห์ ถ้าบรรจุในถุงปิดผนึกแบบสุญญากาศแช่ตู้เย็นจะเก็บได้นาน 2-3 เดือน ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              นอกจากการบริโภคมะม่วงดองปรุงรสสด ยังสามารถนำมาทำเป็นมะม่วงปรุงรสอบแห้งได้ โดยนำมาอบที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ในตู้อบลมร้อน เป็นเวลา 6-8 ชั่วโมง ถ้าทำมะม่วงปรุงรสอบแห้งให้หั่นชิ้นมะม่วงเป็น 8 ชิ้น ต่อเนื้อมะม่วง 1 ซีก วางทิ้งไว้ในที่สะอาด ให้มะม่วงเย็นก่อน บรรจุใส่ถุง ปิดผนึกสามารถเก็บได้นาน 4 เดือนที่อุณหภูมิห้องครับ

              ทั้งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่การพัฒนากรรมวิธีการผลิตมะม่วงดองและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น ยืดอายุการเก็บรักษา และมีความปลอดภัยในการบริโภค ทางทีมผู้วิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการดองมะม่วงและการทำผลิตภัณฑ์ ด้วยการสาธิตและฝึกอบรมแก่กลุ่มแม่บ้าน โดยให้สูตรและวิธีการดองมะม่วง แล้วให้แม่บ้านทำการทดลอง และสอนวิธีการแปรรูปเป็นมะม่วงดองปรุงรส บรรจุถุงแช่เย็น และมะม่วงดองปรุงรสบรรจุขวดเก็บไว้ได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ในการสาธิตจะมีการเปรียบเทียบให้เห็นถึงผลดีผลเสียในการใช้วิธีการนี้กับผงดองที่แม่บ้านได้ซื้อมาใช้ ซึ่งจะเห็นว่า วิธีและสูตรของโครงการจะปลอดภัยและราคาถูกกว่า ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกลงได้กำไรมากขึ้นอีกด้วยครับ

              นอกจากการให้ความรู้เกี่ยวกับการทำมะม่วงดองแล้ว งานวิจัยนี้ยังได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหารในการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีในท้องถิ่น ตลอดจนการยืดอายุผลิตภัณฑ์ด้วยครับ เช่น การดองผักกาดเขียวปลี และการแปรรูปต่อเพื่อทำเกี้ยมฉ่าย การทำไข่เค็ม การทำกล้วยฉาบอบเนย การทำถั่วเคลือบน้ำตาล การทำน้ำอ้อย เป็นต้น

              ผลของการอบรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยี กลุ่มแม่บ้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและเห็นด้วยตามคำแนะนำของทีมวิจัย เพราะเล็งเห็นว่าจะทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตและคำนึงถึงผลกระทบที่อาจทำให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ มะม่วงที่ดองสำเร็จแล้วสร้างความพึงพอใจแก่กลุ่มแม่บ้านอย่างมาก เนื่องจากมีการเน่าเสียน้อยกว่าการดองด้วยวิธีเดิม ผลมะม่วงมีสีเหลืองสวย เนื้อกรอบแน่น ส่วนของผลิตภัณฑ์มะมวงปรุงรสตามสูตรที่แนะนำ ทำให้แม่บ้านสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้เป็นจำนวนมากตลอดปี เป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่กลุ่มแม่บ้านและเกิดการจ้างงานซึ่งเป็นอาชีพที่เหมาะและเข้ากับยุคเศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบันนี้เลยล่ะครับ

    เป็นอย่างไรบ้างครับคุณผู้ฟัง ได้ทราบสูตรการทำมะม่วงดองไร้สารพิษกันแล้ว คุณผู้ฟังลองนำเอาสูตรนี้ไปทำกันได้นะครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ และกระผมหวังว่า สาระในวันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ  สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุ เรื่อง “การปลูกและเกี่ยวกับมันฝรั่ง “

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 27  เดือน  ธันวาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง การปลูกและเกี่ยวกับมันฝรั่ง

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………….……………………………………

     -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือ เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

            คุณผู้ฟังครับ ใกล้ช่วงปีใหม่กันแล้วนะครับ เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความสุข เดือนแห่งงานเลี้ยงสังสรรค์ ปีใหม่นี้หลายคนอาจมีแผนไปเที่ยวหรือกลับบ้านเกิดตามภูมิลำเนา เพื่ออยู่กับครอบครัวอันเป็นที่รัก กระผมขออวยพรให้คุณผู้ฟังมีความสุขกายสุขใจในปีหน้าและปีต่อๆไป วันนี้ก็อีกเช่นเคยนะครับ กระผมก็มีผลงานวิจัยที่น่าสนใจมาฝาก เป็นผลงานเรื่อง มันฝรั่ง เป็นพืชเศรษฐกิจที่เราทุกต้องเคยรับประทานกันและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีครับ

    มันฝรั่ง เป็นพืชล้มลุกนะครับ อยู่ในตระกูล  พริก มะเขือ  มะเขือเทศ  ยาสูบ  ลักษณะลำต้นตรง  จะแตกกิ่งก้านมีความสูงอยู่ระหว่าง  50 – 100   เซนติเมตร  ขึ้นอยู่กับลักษณะประจำพันธุ์  ลำต้นโดยทั่วไป เมื่อตัดตามขวางจะกลวงและเป็นรูปสามเหลี่ยม  ใบเป็นแบบใบประกอบ ซึ่งประกอบด้วย   ใบยอด  และ ใบย่อย  ดอกจะมีสีขาว หรือสีม่วงอ่อนจนถึงม่วงเข้ม   ขึ้นอยู่กับพันธุ์ครับ    หัวมันฝรั่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของลำต้น ทำหน้าที่สะสมอาหารและขยายพันธุ์  ผิวของหัวมันฝรั่งจะมีรูเล็ก ๆ  ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการหายใจของหัวและถ่ายเทอากาศ  หัวมันฝรั่งจะขยายใหญ่ขึ้นหากปลูกมันฝรั่งในสภาพดินที่ชื้น   ซึ่งทำให้หัวมันฝรั่งที่เก็บเกี่ยวจะไม่สวย   นอกจากนั้นยังเป็นสาเหตุให้เชื้อโรคเข้าสู่ภายในหัวได้ง่ายด้วยครับ คุณผู้ฟังครับที่หัวมันฝรั่งจะมีตา  แต่ละตาจะแตกหน่อและเจริญเติบโตเป็นต้นต่อไป   จำนวนของตาต่อหัวขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพความอุดมสมบูรณ์ของหัว    หัวมันฝรั่งเป็นส่วนหนึ่งของลำต้นทำหน้าที่สะสมอาหารและขยายพันธุ์  บางครั้งหัวมันฝรั่งอาจเกิดขึ้นที่จุดต่อระหว่างใบและลำต้นในกรณีที่ใบไม่สามารถส่งอาหารไปเก็บไว้ที่หัวมันฝรั่งได้  เนื่องจากท่ออาหารถูกทำลายซึ่งเกิดขึ้นได้ในระหว่างการพูนโคน  การกำจัดวัชพืชหรือถูกเชื้อโรคและแมลงเข้าทำลายในส่วนของลำต้นครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ มันฝรั่งที่ปลูกในประเทศไทย  มีสองประเภทด้วยกันครับ นั่นคือ พันธุ์ที่ใช้บริโภคสดและพันธุ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูป  ซึ่งได้แก่  พันธุ์สปุนต้า  เป็นพันธุ์ของประเทศเนเธอร์แลนด์  เจริญเติบโตเร็วทรงต้นสูง  โคนต้นมีสีม่วง  ดอกสีขาว  ลักษณะหัวยาวใหญ่  ตาตื้น  ผิวสีเหลืองเรียบ  เนื้อในสีเหลือง  พันธุ์นี้เมื่อเก็บไว้นาน  ๆ  หัวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแก่เกือบดำ  ต้านทานแล้งได้ดีพอสมควร  ใช้ในการบริโภคสดได้ครับ

    ส่วนพันธุ์เคนนีเบค  เป็นพันธุ์จากสหรัฐอเมริกาและมีการผลิตหัวพันธุ์จำหน่ายในหลายประเทศด้วยกัน  อย่างเช่น  แคนาดา  เนเธอร์แลนด์  ออสเตรเลีย  นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยในปี  พ.ศ.  2521  โดยบริษัทแปรรูปมันฝรั่ง  ใช้เป็นพันธุ์ที่ใช้ในการแปรรูปเท่านั้นครับ  

    พันธุ์แอตแลนติค เป็นพันธุ์ที่มีถิ่นกำเนิดจากสหรัฐอเมริกา  มีการผลิตพันธุ์จำหน่ายในหลายประเทศ  อายุการเก็บเกี่ยวปานกลาง  มีทรงพุ่มหนาใบสีเขียวเข้ม   ค่อนข้างใหญ่  รูปร่างหัวกลม  ค่อนข้างเล็ก เนื้อมีสีขาวนะครับ  คุณภาพในการแปรรูปอยู่ในขั้นดี  ปัจจุบันเป็นพันธุ์ที่มีการปลูกมากที่สุดในประเทศไทยครับ

                 คุณผู้ฟังครับ สภาพการปลูกมีผลมากในการให้ผลผลิตของมันฝรั่ง   ประเทศแถบหนาว    ผลผลิตจะสูงกว่าประเทศทางแถบร้อน  เนื่องจากมีสภาพแวดล้อม  เช่น  อุณหภูมิ  ความยาวของวันที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและการสร้างหัวของมันฝรั่ง

                 คุณผู้ฟังครับ อุณหภูมิเป็นปัจัยที่สำคัญมากต่อการเจริญเติบโตของมันฝรั่ง มันฝรั่งจะเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดฤดูปลูกระหว่าง  15 – 18  องศาเซลเซียส  ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า  21  องศาเซลเซียส   ในระยะเริ่มสร้างหัวจะทำให้ผลผลิตลดลง  และผลผลิตจะต่ำลงอย่างมาก เมื่ออุณหภูมิสูงถึง  30  องศาเซลเซียส   แต่ถ้าอุณหภูมิในช่วงเวลากลางคืนไม่เกิน  20  องศาเซลเซียส  จะทำให้ผลผลิตของมันฝรั่งสูงขึ้นแต่ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

                            ในประเทศไทยควรปลูกมันฝรั่งช่วงต้นฤดูหนาว  คือ  ในเดือนพฤศจิกายนหรือต้นเดือนธันวาคมในบริเวณพื้นที่ราบต่ำของจังหวัดเชียงใหม่  เพื่อให้ระยะการสร้างหัวของมันฝรั่งมีอุณหภูมิพอเหมาะในช่วงกลางฤดูหนาว    จะทำให้ได้ผลผลิตสูงกว่าในช่วงอื่น  สำหรับนอกฤดูปลูกเกษตรกรจะปลูกมันฝรั่งบนที่สูงจากระดับน้ำทะเล  1,200 – 1,500    เมตร  ซึ่งสามารถปลูกได้เกือบตลอดปี  เนื่องจากมีอุณหภูมิต่ำ  แต่ควรเลือกช่วงปลูกในระยะที่มีฝนตก  เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูปลูก

                            มันฝรั่งจะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีการระบายน้ำได้ดี  และดินที่เหมาะสมในการปลูกมันฝรั่ง คือ ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายระดับความเป็นกรด – ด่างของดินที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง  5.5 – 6.5  ดินเหนียวไม่เหมาะแก่การปลูกมันฝรั่ง  เพราะการถ่ายเทอากาศในดินไม่ดีทำให้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างหัวและการเจริญเติบโตของหัวมันฝรั่ง

                            การเตรียมดินสำหรับปลูกมันฝรั่งเป็นสิ่งสำคัญ  ต้องมีการเตรียมดินให้ดีเนื่องจากมันฝรั่งเป็นพืชหัว  ถ้าหากเตรียมดินไม่ดีจะทำให้การลงหัวไม่ดี  ผลผลิตที่ได้จะต่ำ  การเตรียมดินควรไถดินให้ลึกแล้วตากดินไว้  1 – 2  สัปดาห์  เพื่อให้ดินแห้งการไถพลิกดินควรไถประมาณ  2 – 3  ครั้ง  เมื่อดินแห้งดีแล้วควรทำการพรวนย่อยอีกครั้งหนึ่งหลังจากนั้นทำแปลงปลูกโดยแยกเป็นแปลง ๆ    ขนาดกว้าง  1 เมตร แปลงสูง 20 – 30  เซนติเมตร  ปลูกได้ 2 แถว  การใส่ปุ๋ยคอกลงในดินจะทำให้ดินร่วนซุยและอุ้มน้ำได้ดีขึ้น  โดยใส่ลงในแปลงแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันกับดิน  ดินควรจะมีความชื้นพอควร  ถ้าดินแห้งเกินไปควรมีการให้น้ำ  แต่อย่าให้แฉะจนเกินไป

    -เพลงคั่นรายการ-

                 คุณผู้ฟังค่ะ เกษตรกรในเมืองไทยนิยมปลูกมันฝรั่งโดยการผ่าหัวเพื่อประหยัดหัวพันธุ์  เนื่องจากหัวพันธุ์ที่สั่งจากต่างประเทศมีราคาแพงและการใช้หัวพันธุ์ขนาดใหญ่  ปลูกจะทำให้สิ้นเปลืองหัวพันธุ์มาก  เช่น  ในเนื้อที่ปลูก 1 ไร่  อาจจะใช้หัวพันธุ์ถึงประมาณ  400   กิโลกรัม  แต่ถ้าทำการผ่าหัวแล้วจะใช้หัวพันธุ์เพียง   100 – 150  กิโลกรัม   เท่านั้น

                            โดยปกติต้นมันฝรั่งจะงอกขึ้นมาภายหลังการปลูกระหว่าง  10 – 20  วัน  เมื่อมันฝรั่งมีลำต้นสูงประมาณ  15 – 30 เซนติเมตร   ควรทำการพูนโคนกลบครั้งแรก โดยพูนดินระหว่างแถวยกขึ้นมาเป็นร่อง  กลบโคนต้น  เพื่อให้หัวที่จะสร้างขึ้นมาใหม่บริเวณโคนต้นเจริญเติบโตอยู่ภายในดิน  เพราะถ้าหัวโผล่พ้นดิน และถูกแสงแดดจะทำให้ผิวเป็นสีเขียวและไม่เจริญเติบโต

                            การพูนโคนครั้งที่สองหลังจากการพูนโคนครั้งแรกประมาณ 15 วัน  คือเมื่อต้นอายุได้ประมาณ  30 – 40 วัน ควรพูนดินกลบโคนต้นสูงประมาณ  20 – 25 เซนติเมตรเหนือระดับผิวดิน  ควรทำในช่วงระยะที่มันฝรั่งเริ่มสร้างหัวไม่ควรทิ้งไว้นาน เพราะจะกระทบกระเทือนต่อไหลใต้ดิน  ทำให้ผลผลิตลดลงได้ 

                            การพูนโคนนั้นนอกจากจะช่วยไม่ให้ผิวมันฝรั่งถูกแสงแล้ว ยังช่วยให้ลงหัวได้มาก  ถ้าดินแห้งมากควรจะยกร่องก่อน และขุดหลุมปลูกไปบนร่อง และควรปลูกให้ลึกกว่าปกติ ประโยชน์ของการพูนโคนอีกอย่างหนึ่งคือ  สามารถให้น้ำแบบร่องได้อีกด้วยครับ

                            คุณผู้ฟังค่ะ  การปลูกมันฝรั่งจำเป็นจะต้องมีการบำรุงดูแลที่ดี เช่น การใส่ปุ๋ย  ควรมีการให้ปุ๋ยสูตร  15 – 15 – 15  หรือ  13 – 13 – 21  ในอัตรา  100 – 120  กิโลกรัมต่อไร่  ครั้งแรกจะใส่ในระยะเตรียมดินหรือใส่ในระยะที่ทำการพรวนดิน  เพื่อทำการกำจัดวัชพืช  และพูนโคนครั้งแรกก็ได้   โดยใส่ตามระหว่างต้นและระหว่างแถว  แล้วพูนดินกลบโคนไปในตัวส่วนครั้งที่สอง  จะใส่เมื่อมีการพูนโคนครั้งที่ 2   สิ่งที่ควรคำนึงในการใส่ปุ๋ยมันฝรั่งอีกประการหนึ่ง คือ การขาดธาตุแมกนีเซียม  ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่มีการใส่ในอัตรา  5 – 8 กิโลกรัมต่อไร่  ในการปลูกมันฝรั่งในต่างประเทศ

                            สิ่งที่ควรคำนึงในการใส่ปุ๋ยมันฝรั่งอีกประการหนึ่ง คือ  การขาดธาตุแมกนีเซียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่มีการใส่ในอัตรา  5 – 8  กิโลกรัม  ต่อไร่  ในการปลูกมันฝรั่งในต่างประเทศ

                             เมื่อจะเริ่มทำการปลูกถ้าดินแห้งเกินไปควรทำการให้น้ำก่อนปลูก  3 – 5  วัน  เพื่อให้ดินมีความชื้นเพียงพอที่จะทำการปลูกได้  มันฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ  ถ้าได้รับน้ำไม่เพียงพอจะทำให้หัวมันชะงักการเจริญเติบโต  การให้น้ำแบบร่องจะทำให้มันฝรั่งได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ และไม่จำเป็นต้องให้น้ำบ่อย  ไม่ควรให้น้ำมากเกินไปจนแฉะเพราะจะทำให้เกิดโรคในดิน  หัวมันฝรั่งเน่าได้ง่ายและทำให้ผิวของหัวไม่สวย  และเกิดเป็นรูเล็ก ๆ ทั่วบริเวณผิวของหัวมันฝรั่ง

                            ควรมีการพรวนดินกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอในระยะแรก เพื่อควบคุมการแข่งขันของวัชพืช  ปกติจะทำควบคู่ไปกับการพูนโคนและการให้ปุ๋ย ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

                            คุณผู้ฟังครับ อายุการเก็บเกี่ยวหัวมันฝรั่งนั้น ขึ้นอยู่กับพันธุ์  อายุการเก็บเกี่ยวของพันธุ์สปุนต้า คือ  100 – 120 วัน พันธุ์เคนนีเบคและพันธุ์แอตแลนติก มีอายุเก็บเกี่ยวใกล้เคียงกับพันธุ์สปุนต้าด้วยครับ

                            คุณผู้ฟังควรทำการเก็บเกี่ยวหัวมันฝรั่งที่แก่เต็มที่ โดยสังเกตได้จากการที่ลำต้นเริ่มล้มและเอนทาบไปกับดิน ใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองประมาณ 10 – 15  เปอร์เซ็นต์  และใบจะเริ่มเหลืองจากด้านล่างขึ้นมา  ควรทำการตัดต้นก่อนขุด  7 – 10  วัน  เพื่อให้ผิวของหัวมันฝรั่งแข็งแรงไม่ถลอกและสามารถทนทานต่อการเกิดบาดแผลได้ในระหว่างการเก็บเกี่ยว และการขนส่ง อีกประการสำคัญ คือ สามารถเก็บรักษาได้นานกว่ามันฝรั่งที่เก็บเมื่อยังอ่อนอยู่  เวลาขุดควรทำด้วยความระมัดระวัง ถ้าหัวมันฝรั่งเกิดบาดแผล  จะทำให้เน่าง่าย  เมื่อเก็บรักษาในโรงเก็บ  และทำให้หัวดีพลอยเน่าไปด้วยการเก็บมันฝรั่งเข้าโรงเก็บจึงควรคัดเลือกหัวที่เสียหายออก  เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วควรนำเข้าที่ร่มในทันทีครับ  ไม่ควรปล่อยให้หัวมันฝรั่งถูกแดดเป็นเวลานานเพราะจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเน่า ในระยะหลังการเก็บเกี่ยวได้

                            จุดมุ่งหมายในการเก็บรักษามันฝรั่งก็คือ  ทำให้มีการสูญเสียต่ำที่สุด ซึ่งการสูญเสียหลังจากการเก็บเกี่ยวนั้นหมายถึง  การสูญเสียทั้งปริมาณและคุณภาพ  ซึ่งสาเหตุการสูญเสียได้แก่  การปฏิบัติที่มีผลกระทบแก่หัวมันฝรั่งโดยตรง  สาเหตุมาจาก  เครื่องมือที่เก็บเกี่ยว  การปฏิบัติในระหว่างและหลังการเก็บเกี่ยว เช่น  การขนมันฝรั่งเข้าจากแปลงถึงโรงเก็บ    การกระทบกระเทือนทางอ้อม เป็นการสูญเสียคุณภาพของหัวมันฝรั่ง เช่น การทิ้งหัวมันฝรั่งไว้กลางแจ้งที่มีแสงแดดจัด  ซึ่งทำให้ผิวของมันฝรั่งเป็นสีเขียวและเซลล์ที่หัวตายเน่าได้ง่าย การเก็บมันฝรั่งที่อายุอ่อนเกินไปทำให้อัตราการหายใจของมันฝรั่งสูง เกิดความร้อนในระหว่างการเก็บรักษา ผิวถลอกติดเชื้อโรคได้ง่าย    การสูญเสียจากโรคและแมลงศัตรู  เช่น  การเกิดโรคจากเชื้อรา  แบคทีเรียและไวรัส  การทำลายของแมลงต่าง ๆ เช่น  หนอนผีเสื้อ  เสี้ยนดิน  หนอนกระทู้

                             และการป้องกันการสูญเสียในการเก็บหัวมันฝรั่ง  นั้นเป็นสิ่งจำเป็น  คือ ควรเก็บเกี่ยวมันฝรั่งด้วยความระมัดระวัง  เก็บหัวมันฝรั่งที่มีอายุแก่จัดเพราะจะกระทบกระเทือนต่อการเก็บเกี่ยวน้อย เราควรเลือกหัวมันฝรั่งที่ดี  แห้งและไม่มีดินติด ไม่เปียกและไม่ถูกแสงแดดในการเก็บเกี่ยว    ควรทำการผึ่งหัวมันฝรั่งก่อนนำเข้าโรงเก็บ  โดยผึ่งหัวมันฝรั่งในที่ร่มระบายอากาศได้ดีนาน  7 – 15  วัน  และควรทำทันทีหลังการเก็บเกี่ยว   ควรลดอุณหภูมิในโรงเก็บมันฝรั่ง   โรงเก็บรักษาหัวมันฝรั่ง  ควรถูกสุขลักษณะปราศจากเชื้อโรค  โดยใช้ยาฆ่าเชื้อโรคพ่นในโรงเก็บก่อนนำมันฝรั่งเข้าเก็บ

                            สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการเก็บรักษามันฝรั่ง คือ อุณหภูมิภายในกองมันฝรั่งไม่ควรสูงเกินไป  เพราะจะทำให้เกิดการเน่าในโรงเก็บได้  เนื่องจากหัวมันฝรั่งมีการหายใจเมื่ออุณหภูมิสูง  จะทำให้เกิดความร้อนสูงขึ้นดังนั้นควรมีการลดอุณหภูมิในโรงเก็บมันฝรั่ง ถ้าความชื้นในอากาศสูง  และอุณหภูมิก็สูงด้วยจะทำให้หัวมันฝรั่งที่เป็นแผลจะหายช้ากว่าปกติ  และเป็นเหตุให้เชื้อราหรือแบคทีเรียเข้าทำลายหัวมันฝรั่งได้ง่าย เน่าเสียหายได้เร็ว   เมื่อหัวมันฝรั่งถูกแสง  จะทำให้หัวมันฝรั่งสร้างคลอโรฟิลล์และผิวจะเป็นสีเขียวทำให้คุณภาพของหัวมันฝรั่งต่ำลง  และเป็นพิษต่อผู้บริโภคด้วย   หลักการในการปรับปรุงสภาพในโรงเก็บมันฝรั่ง  คือ  ใช้อากาศเย็นจากภายนอกเข้ามาทำให้อุณหภูมิภายในโรงเก็บต่ำลง  รักษาอุณหภูมิภายนอกและภายในกองมันฝรั่งให้เท่ากันโดยเก็บเป็นชั้นบาง ๆ  หลีกเลี่ยงไม่ให้หัวมันฝรั่งถูกแสงแดดโดยตรง โรงเก็บควรมีการถ่ายเทอากาศดี  และพยายามให้แสงสว่างกระจายสม่ำเสมอ  ก็จะทำให้หัวมันฝรั่งมีคุณภาพดี        

                            คุณผู้ฟังเวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. “  ในวันนี้ได้หมดเวลาลงแล้ว  พบกับรายการนี้ได้ใหม่   ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

     

    ………………………………………………………………………………

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง “จลนศาสตร์การถ่ายเทมวลสาร วิธีการออสโมซิสผลแก้วมังกร”/เสาวณีย์ เลิศวรสิริกุล

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 20 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง จลนศาสตร์การถ่ายเทมวลสาร วิธีการออสโมซิสผลแก้วมังกร

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา 

     

    ………………………………………………………………………………………………………

     

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

            คุณผู้ฟังครับ วันนี้ก็อีกเช่นเคยนะครับ กระผมก็มีผลงานวิจัยที่น่าสนใจมาฝาก เป็นผลงานเรื่องจลนศาสตร์การถ่ายเทมวลสารระหว่างการทำแห้งด้วยวิธีการออสโมซิสผลแก้วมังกร ผลงานของ รศ.ดร.เสาวณีย์ เลิศวรสิริกุล จากภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร บางเขน คุณผู้ฟังครับ คำว่าจลนศาสตร์อาจเป็นคำที่ไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไร ความหมายคือ ว่าด้วยการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุที่เป็นของแข็ง หรือการคำนวณหาความเร็วของการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยไม่คํานึงถึงแรงที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนที่นั้น จลนศาสตร์เป็นศาสตร์ย่อยอีกทีของพลศาสตร์นั้นเองครับ ซึ่งในการวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาผลของปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ความเข้มข้นของสารละลายออสโมซิส อุณหภูมิในการแช่อิ่มและเวลาในการแช่อิ่ม ที่มีต่ออัตราการถ่ายเทมวลสารระหว่างการทำแห้งด้วยวิธีการออสโมซิสผลแก้วมังกร และเป็นการศึกษาค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของผลแก้วมังกร และพัฒนาแบบจำลองในการทำนายค่าร้อยละความชื้น ร้อยละการสูญเสียน้ำ และร้อยละของของแข็งที่เพิ่มขึ้น เมื่อใช้สภาวะในการแช่อิ่มที่แตกต่างกัน ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ แล้วช่วงหน้ามาทำความรู้จักกับผลไม้ที่ชื่อว่า “แก้งมังกร” กันครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับแก้วมังกรกันเลยครับ แก้วมังกร เป็นไม้เลื่อยในตระกูลกระบองเพชรมีถิ่นกำหนดในทวีปอเมริกากลาง แถบหมู่เกาะเวสต์ อินดีส โคลอมเบีย กัวเตมาลา และเวเนซูเอล่า สันนิษฐานว่าเจ้าแก้วมังกรนี้เข้ามาในเอเซียโดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ได้นำพันธุ์นี้มาจากอเมริการกลางมาปลูกในประเทศเวียดนาน ซึ่งเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งศตวรรษ มีชื่อสามัญว่า Pitayaส่วนชื่อ Dragonfruit เป็นชื่อสามัญที่นิยมเรียกกันในฝั่งเอเชียครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอเชียตะวันออก อย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีเหนือ – ใต้ ไต้หวัน ลักษณะลำต้นนะครับเป็นแฉก 3 แฉก คล้ายกับมังกร มีหนามเป็นกระจุกอยู่ที่ตา 4-5 หนาม ลำต้นเดียว แผ่ก้านออกไปรอบๆ ต้องมีคางคอยพยุง ดอกสีขาว เป็นรูปทรงกรวยขนาดใหญ่ มีกลีบยาวเรียวทับซ้อนกัน บานในเวลากลางคืน จึงเรียกว่า moonflower หรือ lady of the night หรือ queen of the  night ผลของแก้วมังกรนะครับเมื่อมันดิบก็จะเป็นสีเขียว รูปทรงกลมรี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของผล 6-10 ซม. กลีบเลี้ยงติดอยู่ตามเปลือกผล เมื่อสุกผิวเปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมชมพู เนื้อในมีทั้งสีแดงและสีขาวขุ่น มีเมล็ดเล็กๆสีดำคล้ายเมล็ดแมงลักกระจายทั่วทั้งผล ในประเทศไทยจะปลูกได้ทุกภาคทั่วประเทศเลยครับ แต่แหล่งที่จะมีการปลูกมากอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ชลบุรี กาญจนบุรี สระบุรีและสมุทรสงคราม แก้วมังกรจะมีหลากหลายพันธุ์ด้วยกันครับ เช่น แก้วมังกรพันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดง ผลทรงกลมรี ผิวเปลือกสีชมพูสด มีกลีบเขียนตามผิวเปลือก เนื้อสีขาวมีเมล็ดสีดำแทรกอยู่ในเนื้อ รสชาติจะหวานนิดๆ อมเปรี้ยวหน่อยๆ บางผลก็หวานจัด แล้วแต่ลูกครับ อีกพันธุ์ คือ แก้วมังกรพันธุ์เนื้อขาวเปลือกเหลือง ผลเป็นรูปไข่ ขนาดเล็กกว่าทุกพันธุ์ เปลือกหนาสีเหลือง เมล็ดสีดำมีขนาดใหญ่และปริมาณน้อยกว่าพันธุ์อื่นๆ รสชาติจะหวานเลยล่ะครับ คุณผู้ฟังครับแก้วมังกรในประเทศไทยนี้ จะมีผลดกในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤศจิกายน แต่ก็จะมีผลประปลายไปตลอดทั้งปี แก้งมังกรโดยทั่วไปแล้วมักนิยมกินกันเป็นผลไม้สด หรือกินรวมกับผลไม้อื่นๆเป็นฟลุตสลัด หรือจะนำไปปั่นเป็นน้ำแก้วมังกร เพราะเนื้อจะเยอะฉ่ำน้ำ รสชาติจะอมเปรี้ยวนิดหน่อยครับ ส่วนแก้วมังกรในพันธุ์เนื้อแดงเปลือกแดงเป็นพันธุ์ที่ผสมใหม่จากไต้หวั่นผลของพันธุ์นี้จะเป็นทรงกลม เปลือกสีแดงจัด ผลมีขนาดเล็กกว่าพันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดง เนื้อจะสีแดงจัด มีเมล็ดสีดำกระจายอยู่ทั่ว รสชาติจะหวานกว่าพันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดงครับช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าผลแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์หลายประการเลยทีเดียวครับ เนื่องจากมีสารกลุ่ม Fructooligosaccharides(FOS) ในปริมาณที่สูงอยู่ครับ สารนี้นะครับ มีคุณสมบัติเป็นสาร พรีไบโอติก ที่เป็นที่รู้จักและมีการใช้กันมานาน นั่นก็คือ น้ำตาลสายสั้น (Oligosaccharides) ซึ่งมี กลูโคส กาแลคโตส และ ฟรุคโตส รวมทั้ง เอ็น-อาเซทิลกลูโคซามีน เป็นองค์ประกอบ ด้วยโครงสร้างซึ่งซับซ้อน ทำให้เอนไซม์ในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กไม่สามารถย่อยสลาย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ผลิตกรดนม หรือกรดแลคติก สามารถใช้เป็นแหล่งอาหารได้ดีกว่าแบคทีเรียชนิดอื่นๆ และเมื่อเรารับประทานพรีไบโอติกไประยะหนึ่ง ประชากรแบคทีเรียในลำไส้ของเราก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีต่อสุขภาพนั่นเองล่ะครับคุณผู้ฟัง ตัวพรีไบโอติกนี้จะช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ ช่วยแก้ปัญหาการขับถ่ายต่างๆได้ดี ส่วนประกอบที่เป็นไฟเบอร์ ซึ่งมีปริมาณสูงในแก้วมังกร จะช่วยบำรุงการทำงานของระบบขับถ่ายและในสายเส้นใย ส่วนเนื้อของแก้วมังกรจะมีสารที่เรียกว่า Complex Polysaccharides ซึ่งเป็นตัวช่วยที่จะลดการดูดซึมของไขมันประเภทไตรกลีเซอร์ไรด์ ส่วนเมล็ดของแก้วมังกร อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว สามารถที่จะต่อต้านปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ และเมื่อเรารับประทานแก้วมังกรแล้ว นอกจากจะดับร้อน แก้กระหาย ยังบำรุงคุณภาพให้ผิวพรรณสดชื่น ในสุภาพสตรีจะช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนม ใช้เป็นผลไม้เสริมสุขภาพและความงามได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เมล็ดของแก้วมังกร ซึ่งเป็นสารคลอโรฟิลล์อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวช่วยบำรุงสุขภาพ เห็นไหมครับนี้ว่านี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของประโยชน์ที่เราได้จากผลแก้วมังกร ที่เรารับประทานเข้าไปเท่านั้น ดังนั้นผลไม้ชนิดนี้กระผมสรุปได้เลยว่าน่าสนใจจริงๆครับ คุณผู้ฟัง

    เรามาฟังการใช้ประโยชน์เนื้อแก้วมังกรกันครับ ส่วนใหญ่จะเป็นการบริโภคสด หรือนำมาใช้ทำเป็นเครื่องดื่ม เป็นส่วนผสมในฟรุ๊ตสลัด การนำเนื้อแก้วมังกรมาแปรรูปนั้นยังไม่หลากหลายมากนัก ดังนั้นการนำเนื้อแก้วมังกรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แช่อิ่มจะช่วยเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ ยืดอายุการเก็บรักษา เสริมให้เกษตรกรมีงานทำและเพิ่มรายได้ และสามารถนำไปเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ไอศกรีม โยเกิร์ต แยม เป็นต้น เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้นะครับยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการออสโมซิสของเนื้อแก้วมังกร รวมถึงลักษณะของแก้วมังกรแช่อิ่มที่ผู้บริโภคต้องการ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้ามาฟังวิธีการแปรรูปเจ้าผลแก้วมังกรกันครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ ผลไม้แช่อิ่ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำผลไม้สด หรือผลไม้ดองมาตัดแต่ง เช่น ปอกเปลือก คว้านเมล็ด ล้างยาง ผ่าเป็นชิ้น แกะสลักลวดลาย อาจนำไปใช้แช่น้ำปูนใส หรือสารช่วยทำให้กรอบ อาจต้มก่อนนำไปแช่อิ่มในน้ำเชื่อมด้วยกรรมวิธีการแช่อิ่มแบบช้าหรือเร็วก็ได้จนอิ่มตัว โดยอาจผสมส่วนประกอบอื่น เช่น เกลือกรดซิตริก ลงน้ำเชื่อมก็ได้ การผลิตผลไม้แช่อิ่มอาศัยหลักการของการทำให้น้ำตาลในรูปของ น้ำเชื่อมค่อยๆซึมเข้าไปในเนื้อของผลไม้ เพื่อดึงน้ำออกจากผลไม้ ด้วยการค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นของน้ำเชื่อมที่ใช้แช่ผลไม้ขึ้นเรื่อยๆ โดยการเปลี่ยนน้ำเชื่อมที่ใช้แช่ผลไม้ออก แล้วนำมาตั้งไฟ เติมน้ำตาลเพิ่มความเข้มข้น 3-4 ครั้ง จนเนื้อผลไม้อิ่มน้ำตาลแล้วจึงตักขึ้น การแช่อิ่มทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถเก็บไว้บริโภคยาวนานขึ้นครับ

    มาฟังการทำแห้งแบบออสโมซิสกันนะครับ หรือที่รู้จักของในนามว่าการแช่อิ่มนั้นเองครับ เป็นการถนอมอาหารโดยการใช้น้ำตาลเป็นเครื่องช่วยรักษาอายุของอาหาร ผักและผลไม้ให้เก็บไว้ให้นานมากขึ้น มีการทำลายคุณภาพความสดของผลิตภัณฑ์น้อยที่สุด โดยการผ่านกระบวนการที่ใช้อุณหภูมิน้อย ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อลักษณะการเลือกผ่านของเยื่อหุ้มเซลล์ นอกจากในกระบวนการทำแห้งโดยวิธีออสโมสิสนั้น น้ำจะถูกนำออกมาจากตัวผลิตภัณฑ์ในรูปของเหลว ไม่ใช่ในรูปของน้ำ ทำให้การทำแห้งโดยวิธีออสโมซิสนี้สามารถรักษาความเสถียรของผลิตภัณฑ์ไว้ได้

    ในระหว่างกระบวนการแช่อิ่มนั้นจะมีการเทมวลสารของน้ำและสารละลายออสโมซิส โดยน้ำจะเคลื่อนที่จากผลิตภัณฑ์ผ่านผนังเซลล์ไปยังสารละลายออสโมซิสภายนอก ในขณะที่สารละลาย ออสโมซิสจะถ่ายเทจากสารละลายผ่านผนังเซลล์ไปยังสารละลายออสโมซิสภายนอก ในขณะที่สารละลาย ออสโมซิสจะถ่ายเทจากสารละลายผนังเซลล์เข้าไปในตัวผลิตภัณฑ์ การถ่ายเทมวลสารในกระบวนการแช่อิ่มจะเกิดได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับปัจจัยและสภาวะต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการออสโมซิส ได้แก่ ลักษณะโครงสร้างตามธรรมชาติของผลไม้ ขนาดรูปร่างของผลไม้ ชนิดของออสโมติสเอเจนต์ ความเข้มข้นของสารละลายออสโมซิส อัตราส่วนระหว่างผลไม้และสารละลาย การเคลื่อนที่ของสารละลาย และอุณหภูมิ

    -เพลงคั่นรายการ-

    จากกระบวนการออสโมซิสแก้วมังกรที่ความเข้มข้นของสารละลายน้ำตาลซูโครส 3 ระดับ พบว่า เมื่อการออสโมซิสสนานขึ้นความชื้นจะลดลงช้าๆจนถึงจุดสมดุล โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้ความชื้นลดลงอย่าวลวดเร็วกว่าอุณหภูมิที่ต่ำ ในขณะปริมาณความชื้นของแก้วมังกรที่ผ่านการออสโมซิสลดลงเล็กน้อยเมื่อใช้ความเข้มข้นของสารละลายออสโมซิสเพิ่มขึ้น ส่วนปริมาณร้อยละขอแข็งที่เพิ่มขึ้น และร้อยละการสูญเสียน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงแรกของกระบวนการออสโมซิส จากนั้นจะเพิ่มน้อยลงจนถึงจุดสมดุล และอุหภูมิของการออสโมวิสมีผลต่ออัตราการถ่ายเทมวลสาร โดยเมื่ออุหภูมิเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ของแข็งที่ละลายได้ในสารละลายออสโมซิสแพร่เข้าสู่เนื้อแก้วมังกรมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น และมีการสูญเสียน้ำเพิ่มมากขึ้นด้วยครับ แก้วมังกรที่ผ่านกระบวนการออสโมซิส ณ สภาวะต่างๆที่ศึกษา เมื่อเข้าสู่จุดสมดุล มีความชื้น ค่าความสว่าง ค่า aw และค่าความแข็งลดลง แต่มีปริมาณน้ำตาลรีดวซ์ และปริมาณน้ำตาลทั้งหมดเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อแก้วมังกรสด และการพัฒนาแบบจำลองเครือข่ายประสาทเทียมโดยใช้ตัวแปรต้น เป็นเครือข่ายที่เหมาะสมในการทำนายค่าจึงสามารถนำแบบจำลองที่พัฒนาไปใช้ในการควบคุมกระบวนการแช่อิ่มแก้วมังกรได้ ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของน้ำจากกระบวนการออสโมซิสแก้วมังกรที่ความเข้มข้นของสารละลาย 3 ระดับ  ได้ค่าความสามารถในการแพร่ของน้ำออกจากเนื้อแก้วมังกรมีค่าสูงขึ้น ในขณะที่เมื่อความเข้มข้นของสารละลายออสโมซิสสูงขึ้น ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของน้ำมีแนวโน้มลดต่ำลง

    ดังนั้นนะครับ งานวิจัยนี้จึงมีจุดมุ่งหมาย เพื่อการศึกษาถึงอัตราการถ่ายเทมวลสารระหว่างการทำแห้งด้วยวิธีการออสโมซิสผ่านแก้วมังกร โดยมีปัจจัยที่ศึกษา คือ ความเข้มข้นของสารละลายออสโมซิส อุณหภูมิในการแช่อิ่มและเวลาในการแช่อิ่ม หาค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของน้ำ รวมถึงการศึกษาผลของการทำแห้งด้วยวิธีการออสโมวซิสต่อคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ เพื่อการพัฒนากระบวนการผลิตแก้วมังกรอบแห้งที่เหมาะสม ช่วนลดการใช้พลังงานในขั้นตอนการอบแห้งและทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีครับ

    สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง “การผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก “

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 10 เดือน พฤษภาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง การผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก      

     บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

     

           สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

                  คุณผู้ฟังครับปัจจุบันพืชผักมีความสำคัญทางเศรฐกิจเป็นอย่างมากครับ ทั้งในการบริโภคภายในประเทศ  และการส่งออกจำหน่ายไปยังต่างประเทศซึ่งสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียวครับ  การผลิตและการส่งออกมีทั้งในรูปของผลผลิตสดและอุตสาหกรรมแปรรูปต่าง ๆ อย่างเช่น  การแช่แข็ง  อบแห้ง  และบรรจุกระป๋อง  และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 / 2541  ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกผักเศรษฐกิจทั้งหมด  53  ชนิด  ประมาณ  3  ล้านไร่  ผลผลิตรวมประมาณ  5  ล้านตัน  ซึ่งพืชผักที่ปลูกเกือบทุกชนิดต้องใช้เมล็ดพันธุ์ในการปลูกทั้งสิ้น  ดังนั้นเมื่อมีการปลูกผักเพิ่มมากขึ้นปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ก็มากขึ้นเช่นกัน เราเริ่มจะเห็นความสำคัญของเมล็ดพันธุ์กันแล้วนะครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

                   กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับสำหรับเมล็ดพันธุ์ผักที่เกษตรกรใช้นั้น  มีทั้งที่เกษตรกรเก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง  หรือต้องซื้อหาจากร้านค้าเมล็ดพันธุ์  หรือส่วนราชการต่าง ๆ สำหรับเมล็ดพันธุ์ผักที่มีบริษัทหรือร้านค้าเมล็ดพันธุ์จำหน่ายนั้น  มีทั้งเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตเองภายในประเทศไทย  และรวมถึงเมล็ดพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศด้วยครับ   ถึงแม้ว่าเมล็ดพันธุ์ผักหลายชนิด   โดยเฉพาะผักเมืองร้อนต่าง ๆ จะสามารถผลิตได้เองภายในประเทศก็ตาม   แต่บางครั้งก็มีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้  จึงต้องมีการนำเข้าเมล็ดผักจากต่างประเทศ หรือเป็นการนำเข้าพันธุ์ใหม่ ๆ   ที่ตลาดมีความต้องการเข้ามา  นอกจากนั้นก็ยังมี  เมล็ดพันธุ์ผักอีกหลายชนิดที่ประเทศไทยสามารถผลิตและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วยเช่นกันครับ

                   คุณผู้ฟังครับ เมล็ดพันธุ์นับได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการผลิตพืชผักให้มีปริมาณและคุณภาพตามมาตราฐานที่ต้องการครับ  การเลือกใช้เมล็ด พันธุ์ที่ดีและเหมาะสมตรงกับความต้องการของตลาด  ถือว่าเป็นการลงทุนในการผลิตที่ต่ำครับ  แต่ก็จะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า  ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าหากเกษตรกรได้มีการใช้พันธุ์ที่ดีแล้ว  ย่อมประสบผลสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้วในการผลิตแต่ละครั้งครับ

                   คุณผู้ฟังครับเมล็ดพันธุ์ผักที่ใช้ในการค้าไทยทั่วไป  สามารถจำแนกออกได้เป็น  2  ประเภทครับ  นั่นก็คือ  เมล็ดพันธุ์ผสมปล่อยหรือเมล็ดพันธุ์ผสมเปิด  คือเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตโดยปล่อยให้ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ  นิยมใช้ในพืชตระกูลแตง  มะเขือและถั่ว  เนื่องจากเป็นพืชที่ผสมตัวเองทำให้เมล็ดพันธุ์ที่ได้เมื่อนำมาปลูกแล้วคุณภาพและปริมาณผลผลิตไม่แตกต่างจากพ่อแม่เดิม  เมล็ดพันธุ์ประเภทนี้ส่วนใหญ่มีราคาถูกครับ ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวเกษตรกรด้วยครับ

                   ส่วนเมล็ดพันธุ์อีกประเภทหนึ่ง นั่นคือ  เมล็ดพันธุ์ลูกผสม  เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากการเจาะจงสายพันธุ์แม่และพ่อ  แล้วทำการผสมเกสรด้วยมือ  หรือปล่อยให้มีการผสมข้ามตามธรรมชาติสายพันธุ์แม่และพ่อที่ใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์  จะได้รับการปรับปรุงและทดสอบจนได้คู่ผสมที่เหมาะสม   แล้วจึงนำมาผสมพันธุ์  และผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นการค้าต่อไป   ลูกผสมที่ได้จะมีคุณภาพและปริมาณที่ดีเด่นกว่าพ่อแม่  และรวมลักษณะที่ดีเด่นของพ่อแม่เอาไว้  เช่นลักษณะการต้านทานโรค  ความหวาน  หรือสี  ในปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมในการผลิตทางการค้ามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับราคาของเมล็ดพันธุ์ลูกผสมจะมีราคาสูงกว่าเมล็ดพันธุ์ผสมปล่อยมากครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

                   กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับสถานการณ์การผลิตเมล็ดเมล็ดพันธุ์ผักของประเทศไทย จะมีอยู่สองรูปแบบด้วยกันครับ นั่นก็คือ   เกษตรกรผลิตและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง  ส่วนใหญ่จะเป็นเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมที่เกษตรกรปลูกต่อ ๆ กันมาในท้องถิ่น  และเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดีมีคุณลักษณะที่ตลาดต้องการ  ทำให้เกษตรกรมีการเก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง  โดยเลือกเก็บจากผลที่ปลูกเพื่อขายตลาดสด  แต่มีการคัดเลือกผลที่มีลักษณะดีเก็บไว้ใช้ทำพันธุ์ต่อ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์ผสมปล่อย   ส่วนอีกรูปแบบ คือภาคเอกชนทำการผลิตครับ  ในปัจจุบันธุรกิจการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักของประเทศไทยโดยภาคเอกชน  มีบทบาทและความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ วิธีการดำเนินงานของภาคเอกชน  แบ่งออกได้เป็น  4 ลักษณะ  คือ  รับผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  โดยรับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ให้แก่บริษัทต่างประเทศ  ด้วยการรับสายพันธุ์พ่อแม่  ของบริษัทต่างประเทศมาทำการผลิต  และส่งเมล็ดพันธุ์ทำการจำหน่ายคืนกับบริษัทต่างประเทศทั้งหมด  การรวบรวม  คัดเลือก   และปรับปรุงพันธุ์พืชพื้นเมือง  เมื่อได้พันธุ์ดีจึงผลิตจำหน่ายภายในประเทศ   นอกจากนั้นจะนำสายพันธุ์ดีจากต่างประเทศมาผสมข้ามกับพันธุ์พื้นเมือง  เพื่อใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  สำหรับจำหน่ายภายในและต่างประเทศ           นำเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  หรือพันธุ์ผสมปล่อยจากต่างประเทศมาปลูกทดสอบ  และหากพันธุ์ใดมีลักษณะดีตามความนิยมของตลาด  ก็จะสั่งเมล็ดพันธุ์นั้นเข้ามาจำหน่ายต่อไป รับซื้อเมล็ดพันธุ์จากเกษตรกร  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ง่าย ๆ และเกษตรกรบางแหล่งผลิตเป็นอาชีพมาช้านาน               

                   คุณผู้ฟังครับการผลิตเมล็ดพันธุผักเพื่อการค้าในประเทศไทยมี  2  ประเภทด้วยกัน  คือ  1)   การผลิตเมล็ดพันธุ์ผสมเปิดหรือผสมปล่อย  ได้แก่  พืชตระกูลแตง  มะเขือ  ผักบุ้ง  ผักกาดหอม  พริก  และถั่วฝักยาว  โดยปล่อยให้มีการผสมเกสรตามธรรมชาติ  มีการลงทุนและผลตอบแทนต่ำเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้มากจำหน่ายทั้งภายในประเทศและส่งออก  เมล็ดพันธุ์ที่มีการส่งออก  เช่น  แตงโม  ผักบุ้ง  และผักกาดหอม  เมล็ดพันธุ์ผักประเภทนี้มีราคาค่อนข้างถูก  และนิยมใช้ทั่วไป    2)  การผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  ได้แก่  มะเขือเทศ   พริกยักษ์  แตงโมและแตงร้าน  โดยบริษัทเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศจะร่วมลงทุนกับบริษัทเอกชนภายในประเทศ  โดยนำเมล็ดพันธุ์หลักหรือพันธุ์แม่และพ่อมาจากต่างประเทศ  มาทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  โดยการใช้การผสมเกสรด้วยมือ  และเมล็ดพันธุ์ลูกผสมที่ผลิตได้ต้องส่งออกไปต่างประเทศ   เพื่อนำไปบรรจุและส่งขายทั่วโลกต่อไป    ธุรกิจการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมในประเทศไทยลักษณะนี้   มีการลงทุนมามากกว่า  20  ปีแล้ว   และประสบผลสำเร็จในการส่งเสริม  แก่เกษตรกร   เพราะให้ผลตอบแทนสูง   คุ้มค่า  ทำให้สามารถขยายพื้นที่การผลิตได้มาก   โดยเฉพาะพื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิต  คือ  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ   การผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมมีการลงทุนและผลตอบแทนสูง   และนิยมทำการผลิตในระหว่างปลายฤดูฝนถึงฤดูหนาว  ในพื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณ์และมีน้ำตลอดในระหว่างฤดูปลูก

                   คุณผู้ฟังครับ ในปัจจุบันความต้องการในการใช้และผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมสูงมากขึ้น   ทั้งนี้เนื่องจากพันธุ์ลูกผสมให้ผลผลิตและคุณภาพสูง  และตรงตามสายพันธุ์  สม่ำเสมอและตอบสนองปุ๋ยเคมี  มีความต้านทานโรคและแมลงตลอดจนสามารถปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ

     -เพลงคั่นรายการ-

                   คุณผู้ฟังครับในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ให้ได้คุณภาพ  จะต้องรู้หลักการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก  คือ  ต้องรู้ลักษณะเฉพาะของการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก  การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักเพื่อการบริโภคสด   ทั้งด้านพันธุ์  การเขตกรรม   และการคัดเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม   การจะผลิตเมล็ดพันธุ์ชนิดใด   ผู้ผลิตจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าเมล็ดพันธุ์นั้นเป็นพันธุ์ผสมเปิดหรือพันธุ์ลูกผสม   และผักชนิดนั้นเป็นผักที่มีการผสมพันธุ์ด้วยตนเองหรือผสมข้าม  เพื่อจะได้มีการวางแผนและจัดการผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ถูกต้อง  และมีคุณภาพดีตรงตามพันธุ์

                   ต้องรู้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก  พืชบางชนิด  เช่น  ตระกูลกะหล่ำและหอม  ต้องการอากาศเย็นหรืออุณหภูมิต่ำเป็นระยะเวลานานเพียงพอ  คือประมาณ  15 – 30  วัน  เพื่อกระตุ้นให้เกิดตาดอก  พืชตระกูลพริกและมะเขือ  เช่น  มะเขือเทศ  มะเขือ  และพริกยักษ์  ต้องการความแตกต่างของอุณหภูมิกลางวันและกลางคืนสูง   เพื่อการเจริญเติบโต   และเพิ่มผลผลิตเมล็ดพันธุ์           การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักทุกชนิด   เมื่อถึงระยะออกดอก  ติดฝัก  และเก็บเกี่ยว  ไม่ต้องการฝน  เพราะจะทำให้ผลผลิตเสียหายได้  และชักนำให้เกิดโรคระบาด   ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของเมล็ดพันธุ์   ช่วงแสงก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการชักนำให้เกิดตาดอกของผักบางชนิด  สำหรับประเทศไทยสามารถทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักได้ดี  สำหรับพืชประเภทวันสั้น  คือต้องการช่วงแสงน้อยกว่า  12  ชั้วโมงต่อวัน  เช่น  ผักกาดหอม  และพืชตระกูลแตง  และพืชวันปกติ  ต้องการแสงปกติ  12  ชั่วโมงต่อวัน  เช่น  มะเขือเทศ  พริก  มะเขือ  และถั่วฝักยาว     การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักต้องใช้ระยะเวลามากกว่าการผลิตเพื่อบริโภคสด  ดังนั้นสภาพดินต้องมีความอุดมสมบูรณ์สูง  ระบายน้ำได้ดี

                   ต้องรู้พื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก   สภาพอากาศแห้งเป็นปัจจัยสำคัญในระยะออกดอกและติดเมล็ด   ทำให้ผลผลิตและคุณภาพของเมล็ดพันธุ์สูง   พืชใดที่ต้องการอากาศเย็นในการเจริญเติบโตหากนำมาปลูกในสภาพอากากศร้อนจะทำให้ไม่เหมาะสมในการผลิตเมล็ดพันธุ์   เช่น  ตระกูลกะหล่ำหอมและหอม  และพื้นที่ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ต้เองมีระยะห่างที่เหมาะสมจากพันธุ์อื่น ๆ  เพื่อป้องกันการผสมข้ามและการปะปนพันธุ์

     -เพลงคั่นรายการ-

                   คุณผู้ฟังครับโดยปกติเมื่อเมล็ดเจริญเติบโตและพัฒนาถึงจุดแก่ทางสรีรวิทยา  ซึ่งเป็นระยะที่เมล็ดมีน้ำหนักแห้งสูงที่สุด  ถึงแม้ว่าสภาพการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาบางประการอาจจะยังไม่สมบูรณ์   แต่การสะสมองค์ประกอบต่าง ๆ ที่สำคัญและจำเป็นภายในเมล็ดได้สิ้นสุดลงแล้ว  ดังนั้นในทางทฤษฎีจึงสามารถทำการเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่จุดแก่ทางสรีรวิทยาเป็นต้นไป   การเก็บเกี่ยวที่ดี  ผู้ปฎิบัติจะต้องทราบข้อจำกัดในการเก็บเกี่ยวของพืชชนิดนั้น ๆ ทราบระยะเวลาที่เหมาะสม   และสามารถแยกเมล็ดหรือเก็บเกี่ยวเมล็ดออกจากต้นพืชได้โดยปราศจากความเสียหายก่อนที่จะเกิดการสูญเสีย  การเก็บเกี่ยวอาจเก็บเกี่ยวที่จุดแก่ทางสรีรวิทยาหรือเก็บเกี่ยวที่ระยะแก่เก็บเกี่ยวก็ได้

                   โดยทั่วไปที่จุดแก่เมล็ดยังคงมีความชื้นสูง  30 – 60  เปอร์เซ็นต์แล้วแต่ชนิดพืช  พันธุ์  และสภาพแวดล้อม  ณ จุดแก่ทางสรีรวิทยานี้   ระบบท่อน้ำท่ออาหารที่นำอาหารสะสมจะแก่และหยุดทำหน้าที่   ทำให้เมล็ดถูกตัดขาดจากต้นแม่  โดยไม่มีอาหารสะสมในเมล็ดอีกต่อไป  หลังจากจุดนี้ไปน้ำหนักแห้งของเมล็ดจึงคงที่หรืออาจลดลงเล็กน้อยขึ้นอยู่กับระดับความชื้นของเมล็ดและอุณหภูมิของอากาศ   ในพืชบางชนิด  เช่น  ข้าวโพดและข้าวฟ่าง เมล็ดที่พัฒนาถึงจุดนี้  จะมีลักษณะบ่งชี้ปรากฏให้เห็นที่ขั้วเมล็ด   ในทางทฤษฎีการปล่อยให้เมล็ดอยู่บนต้นพืชต่อไป   นอกจากผลผลิตจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว  เมล็ดอาจได้รับความเสียหายจากสาเหตุหลายประการได้แก่  การหักล้ม  การแตกของฝัก  เมล็ดงอกคาต้น  การทำลายของ  นก หนู  และศัตรูอื่น  การระบาดของโรคและแมลง  และสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่เหมาะสมที่เร่งการเสื่อมคุณภาพของเมล็ดพันธุ์

              คุณผู้ฟังครับการเก็บเกี่ยวและการปรับปรุงเมล็ดพันธุ์  เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการผลิตเมล็ดพันธุ์  ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ต้องให้ความสำคัญและเอาใจใส่เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี  หากกระทำโดยไม่ระมัดระวังเมล็ดพันธุ์ที่ได้อาจมีคุณภาพต่ำหรืออาจได้รับความกระทบกระเทือน  เสียหายได้นะครับ

    คุณผู้ฟังครับและวันนี้เวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ”  ในวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้วครับ  พบกับรายการนี้ได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า  ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ   โทรสอบถามได้ที่       0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

     

     

     

    …………………………………………………………………………………………………………

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง “เซรามิกส์ในวงการทันตกรรม”/ดวงฤดี ฉายสุวรรณ

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 6 เดือน ธันวาคม 2557 พ.ศ. 2557

    เรื่อง เซรามิกส์ในวงการทันตกรรม

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………………………

     

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่าน พบกันอีกครั้งกับรายการ  “ จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศทางวิทยุ มก. แห่งนี้ เป็นประจำทุกวันเสาร์ รายการนี้ผลิตโดย  ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย  สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันนี้ขอเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “เซรามิกส์ในวงการทันตกรรม ”  เป็นผลงานของ อ.ดวงฤดี  ฉายสุวรรณ ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครับ ก่อนอื่นเลยนะครับ กระผมขอสวัสดีวันพ่อนะครับ ในวันหยุดยาวนี้คุณผู้ฟังไปเที่ยวพักผ่อนที่ไหนกับครอบครัวกันบ้างครับ ซึ่งคุณพ่อเป็นผู้ที่มีพระคุณ เราลูกหลานควรจะดูแลท่านในยามแก่ชรา และในวันนี้กระผมมีผลงานวิจัยที่มีความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ เป็นนวัตกรรมทางทันตกรรม ก็จะได้เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาฟัน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ  คุณผู้ฟังครับการทันตกรรมในปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นตามลำดับ เพื่อสนองนโยบายในการมีสุขภาพดีถ้วนหน้าของประชาชน เพราะสุขภาพในช่องปากโดยเฉพาะฟันมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อสุขภาพทั่วไปของร่างกาย การทำให้ฟันมีประสิทธิภาพในการใช้งานได้ดีแม้เมื่อเกิดการเสื่อมสภาพ เช่น ฟันผุ ฟันหัก  ตลอดจนให้มีการคงความสวยงามเหมือนธรรมชาติ จึงนับได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นวันนี้ทางรายการจะขอเสนอเรื่อง “เซรามิกส์ในวงการทันตกรรม ” อีกสักครู่เราจะมาติดตามกันนะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ วัสดุที่ใช้ในการอุดฟันจากอดีตจนถึงปัจจุบันที่นิยมใช้กันมากที่สุดได้แก่ อมัลกัม ซึ่งมีส่วนผสมเป็นผงโลหะชนิดต่างๆ ได้แก่  เงิน 35%  , ดีบุก 9% , ทองแดง 6% และสังกะสีเล็กน้อย โดยมีปรอทซึ่งเป็นโลหะเหลวเป็นตัวเชื่อมประสานครับ

                   งานวิจัยจำนวนมากได้กล่าวถึงผลของการใช้ปรอทในสารอุดฟันที่มีต่อร่างกายมนุษย์ตลอดจนมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสารปรอทสามารถระเหยไปในบรรยากาศได้ เมื่อปรอทนได้รับความร้อน เช่นในขณะที่มีการผสมปรอทในอมัลกัมในงานของทันตแพทย์ เพื่อการอุดฟัน ในอเมริกาพบว่าทันตแพทย์ใช้ปรอทเป็นปริมาณมากถึง 40 ตันต่อปี และจากการศึกษาคนที่ได้รับการอุดฟันด้วยอมัลกัม เมื่อเสียชีวิตลง ไม่ว่าจะถูกฝังหรือถูกเผาก็ตาม จะพบว่ามีสารปรอทจากอมัลกัมปะปนเข้าไปในอากาศ ดิน และน้ำ ในสภาพแวดล้อมเป็นจำนวนมาก

                   ดังนั้นจึงมีการพัฒนาลดการใช้อมัลกัมเป็นสารอุดฟันทั้งในอเมริกาและยุโรปขึ้น เพื่อลดปริมาณใช้ปรอทในการอุดฟัน และเซรามิกส์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ใช้เป็นวัสดุทันตกรรมชนิดสารอุดฟัน นอกจากนั้นเซรามิกส์ยังนำมาใช้เป็นตัวฟันหรือครอบฟันอีกด้วยครับ

                   คุณผู้ฟังครับ เซรามิกส์ที่กล่าวนี้มีทั้งที่เป็นพอร์ซเลน และกลาสเซรามิกส์ วัสดุทั้งสองชนิดนี้ มีความแข็งแรงสูง ความแข็งแรงใกล้เคียงธรรมชาติ และทนต่อการเสียดสีได้ดี ซึ่งการเสียดสีนี้ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นจริงในช่องปากขณะเคี้ยวอาหารนั่นเอง นอกจากความเหมาะสมในการใช้งานแล้ว ความสวยงามอันเกิดจากความเหมือนฟันธรรมชาติก็เป็นปัจจัยอีกอันหนึ่งที่ทำให้การนำเซรามิกส์ ที่เป็นพอร์ซเลนมาใช้กันอย่างกว้างขวาง แม้ว่าเซรามิกส์จะแข็งมากและยากต่อการเจียระไนและตกแต่งของทันตแพทย์หรือหมอฟันก็ตามครับ

                   กลาสเซรามิกส์ง่ายต่อการเจียระไนตกแต่งจึงเหมาะแก่การทำเป็นฟันมากกว่าพอร์ซเลน งานวิจัยที่พัฒนาเกี่ยวกับกลาสเซรามิกส์ในงานทันตกรรมมีการวิจัยกันมาแล้วระดับหนึ่งโดยความร่วมมือของ 4 ประเทศ ในกลุ่ม EU ได้แก่ อังกฤษ ไอร์แลนด์ เบลเยียม และเนเธอร์ แลนด์ แต่ยังต้องมีการวิจัยและพัฒนายิ่งขึ้นไป เพื่อให้ง่ายต่อการเจียระไนตกแต่ง เช่นในการกรอฟันที่ผุ เพื่อให้เข้ากับรูปร่างของรูฟันที่ผุทำให้เข้ากับรูปร่างของฟันได้ดียิ่งขึ้นต่อไปนั่นเองครับ คุณผู้ฟัง

     -เพลงคั่นรายการ-

                   ท่านผู้ฟังครับ ท่านผู้ฟังเคยฟันหักหรือฟันหลุดไหมครับ ในแต่ละปีมีสถิติที่สหรัฐอเมริกามีอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บจนทำให้ฟันดีๆ ต้องหลุดออกจากปากของเจ้าของกว่า 2 ล้านซี่ จากพลเมืองกว่า 200 ล้านคนของเขา ถ้าคิดเทียบตัวเลขนี้กับประเทศไทย ซึ่งมีพลเมืองกว่า 60 ล้านคน คนไทยมีอาการบาดเจ็บจนฟันหลุดกว่า 6 แสนซี่ต่อปี ทันตแพทย์กล่าวว่าการที่ฟันหลุดออกจากเบ้ารองฟันถ้าสามารถใส่คืนหรือปลูกไว้ที่เดิมจะสามารถใช้งานได้เหมือนเดิม แต่ต้องทำให้ทันเวลาและถูกวิธี ข้อสำคัญต้องไม่ปล่อยให้ฟันและเอ็นรอบรากฟันแห้งตาย เพาะว่าฟันจะตายภายใน 1 ชั่วโมง ส่วนเอ็นเยื่อจะตายภายใน 30 นาที หลังจากฟันหลุดออก แต่ฟันอาจมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 4 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นได้ถ้าเก็บไว้ในสารละลายและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น ในน้ำลาย น้ำนม หรือน้ำยาพิเศษที่มีความเป็นกรดด่างพอเหมาะ อุดมด้วยแร่ธาตุ สารอาหาร วิตามินและยาต้านจุลชีพ  (ดังนั้น วิธีที่ง่ายที่สุด ถ้าเกิดฟันหลุดก็ควรจะอมไว้ก่อนนะครับ ถ้าหาน้ำนมหรือน้ำยาไม่ทัน)

                   ถ้าในกรณีที่ฟันและเซลล์รอบรากฟันไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ภายหลังจากฟันที่หลุดออกมา ก็จำเป็นต้องหาวัสดุอื่นเข้าไปแทนที่ ที่เรียกว่า ฟันปลอม ฟันปลอมคือสิ่งประดิษฐ์ หรือสิ่งที่ทำขึ้นเพื่อทดแทนฟันแท้ที่สูญเสียไป อันที่จริงคนเราสามารถใช้เหงือกบดเคี้ยวอาหารก็ได้ แต่อาจเคี้ยวได้เฉพาะพวกแป้งและอาหารอ่อนเท่านั้น ซึ่งทำให้สารอาหารไม่ครบหมู่ การบดเคี้ยวไม่ละเอียดเพียงพอเป็นผลเสียกับระบบย่อยอาหาร และทำให้กล้ามเนื้อบดเคี้ยวอาหารทำงานมากกว่าปกติ ฟันปลอมจึงมีบทบาทในด้านช่วยการบดเคี้ยวให้มีประสิทธิภาพเหมือนปกติ ช่วยให้มีความสวยงามเหมือนธรรมชาติทำให้ความสมบูรณ์ในร่างกายของใบหน้าอยู่ในสภาพเดิม และเป็นการปรับปรุงแก้ไขทำให้บุคลิกภาพอื่นๆที่สูญเสียไปเมื่อไม่มีฟัน เช่น การออกเสียงไม่ชัด เพราะจะปัญหาในการติดต่อสื่อสาร และบุคลิกภาพที่ดีได้

                   อีกสักครู่จะพูดถึงชนิดของฟันปลอมกันต่อครับ

     -เพลงคั่นรายการ

                   คุณผู้ฟังครับ ฟันปลอมแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดด้วยกัน แบบถอดได้และแบบติดแน่น ในครั้งนี้จะพูดถึงเฉพาะแบบติดแน่นนะครับ ฟันปลอมชนิดติดแน่นเป็นฟันที่ติดอยู่ในช่องปากอย่างถาวร ถอดออกมาล้างไม่ได้ ตัวฟันปลอมจะวางอยู่บนสันเหงือกและมีสวนยื่นออกไปจากฟันปลอมนี้เพื่อยึดกับฟันข้างเคียงที่อยู่ติดกับช่องว่าง โดยใช้วัสดุในการยึดติดฟันปลอมไว้ ฟันปลอมจะติดแน่นในช่องปากเหมือนฟันธรรมชาติ การใส่ฟันปลอมชนิดนี้เรียกว่าการทำสะพานฟัน ซึ่งมี 2 วิธี ด้วยกัน ดังนี้ 

                   วิธีที่ 1. ส่วนของฟันปลอมจะยื่นออกไปยึดกับฟันหลัก ทำเป็นปีก หรือฟันครอบเพื่อครอบทับฟันหลักโดยไม่ต้องกรอฟันหลัก หรือ กรอแต่งบ้างเล็กน้อย เพื่อให้ปีกของฟันปลอมมาเกาะ แต่จะทำให้ฟันหลักมีซี่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ถ้าปีกหนามากไปจะทำให้การสบฟันมีปัญหา แต่ถ้าบางเกินไปฟันปลอมจะไม่แข็งแรง

                   วิธีที่ 2. ส่วนของฟันปลอมที่ยื่นออกไปยึดกับฟันหลัก ทำเป็นครอบฟัน ครอบทับลงไปบนฟันหลักทั้ง 2 ซี่ โดยที่ต้องกรอฟันหลักออกโดยรอบอย่างน้อย 1 มิลลิเมตร การทำฟันปลอมชนิดนี้จะทำให้ได้แรงยึดมากขึ้น เพราะมีพื้นที่ใช้ยึดมากกว่า ครอบฟันที่ทำขึ้นจะมีขนาดเหมือนฟันเดิม

                   นอกจากอาการ ฟันหลุด ที่พบแล้ว อาการฟันผุ ยังเป็นโรคที่พบในช่องปากได้บ่อยมากๆครับ จากสถิติพบว่าเด็กไทยอายุ 3 ปี จะมีฟันน้ำนมผุโดยเฉลี่ย 3 ซี่ และผู้ใหญ่อายุ 35 – 44 ปีมีฟันแท้โดยเฉลี่ย 7 ซี่ โดยถ้าผุในชั้นในเนื้อฟันจะลุกลามเร็วกว่าชั้นเคลือบฟัน ที่อยู่ภายนอก และต้องกรอเอาส่วนผุออกให้หมดจึงจะซ่อมแซมฟันให้มีรูปร่างและขนาดเหมือนฟันเดิมได้ การซ่อมแซมฟันทำได้หลายวิธีด้วยกันครับ

                   วิธีแรกคือการอุดฟันธรรมดาการอุดฟันธรรมดาจะ ใช้ในกรณีที่มีเนื้อฟันเหลืออยู่มากพอจะยึดวัสดุอุดฟัน

                   วิธีที่สองคือการอุดฟันร่วมกับการฝังหมุด ถ้าเนื้อฟันเหลืออยู่น้อยเกินไป จะต้องฝังหมุดลงในเนื้อฟันก่อน เพื่อเพิ่มแรงยึดของวัสดุอุดฟันกับเนื้อฟัน แล้วจึงอุดเหมือนการอุดฟัน

                   วิธีที่สามคือการอุดฝัง ต้องทำชิ้นวัสดุอุดฟันให้มีขนาดพอดีกับเนื้อฟันที่ถูกกรอออกไป แล้วจึงอุดลงไปในเนื้อฟัน โดยมีสารตัวยึดให้ชิ้นวัสดุนี้ติดแน่นอยู่กับตัวฟัน

                   วิธีที่สี่คือการอุดครอบต้องทำชิ้นวัสดุอุดฟันให้มีขนาดพอดีกับเนื้อฟันที่ถูกกรอออกไปเหมือนการอุดฝัง แต่เนื้อฟันของการอุดแบบนี้ไม่ได้ถูกกรอลึกมากนัก จึงเป็นการอุดครอบชิ้นวัสดุโดยมีสารตัวยึดลงบนเนื้อฟัน

                   วิธีสุดท้ายคือการครอบฟัน การครอบฟันจะทำในรายการที่สูญเสียเนื้อฟันไปมากหรือฟันตาย คือฟันที่เปลี่ยนสีเป็นสีคล้ำ-ดำ  จนต้องกรอฟันรอบนอกออก ทำให้ต้องซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ทั้งซี่ การซ่อมแซมนี้ทำได้โดยการจำลองรูปแบบของฟันจากภาพถ่ายรังสีของฟันเดิมให้เป็นชิ้นวัสดุที่มีขนาดพอเหมาะในการครอบลงบนเนื้อฟันที่เหลืออยู่

                   คุณผู้ฟังครับ อีกสักคู่ เราจะพูดถึงการเลือกวัสดุที่ใช้สำหรับทำฟันปลอมและอุดฟันกัน

     -เพลงคั่นรายการ-

                   การเลือกวัสดุหรือชิ้นวัสดุสำหรับทำฟันปลอมและสำหรับอุดฟันนั้น ต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานและตำแหน่งของฟันเป็นหลัก เช่น ถ้าเป็นฟันกรามต้องมีความแข็งแรงทนการเสียดสีเป็นหลัก และถ้าเป็นฟันหน้าความแข็งแรงจะเป็นรอง แต่ต้องมีความเหมือนเดิม เช่น สีและความโปร่งแสงเป็นหลัก

                   วัสดุที่ใช้ในการทำฟันปลอมมีด้วยกัน 3 ชนิด นะครับ

                   ชนิดที่ 1.อะครีลิค โดยมากตัวโครงสร้างเป็นโลหะ ด้านนอกเคลือบอะครีลิค ซึ่งเป็นโพลิเมอร์ชนิดหนึ่ง มีความแข็งแรงพอควรแต่ทนแรงกระแทกไม่ได้มาก สามารถกรอแต่งได้ง่าย มีสีที่ปรับแต่งให้เหมือนธรรมชาติได้ แต่ขณะเดียวกัน ก็ดูดซับสีจากอาหารที่รับประทานได้ดี เบา ไม่แข็งมากทำให้มีปัญหาทำให้ฟันคู่สบสึก

                   ชนิดที่  2.พอร์ซเลน ตัวโครงอาจเป็นโลหะแล้วเคลือบด้วยพอร์ซเลนด้านนอก หรือเป็นพอร์เลนทั้งชิ้น  มีความแข็งแรงสูง ทนต่อการเสียดสี มีความแข็งแรงสูงเช่นกัน ทำให้มีปัญหาต่อฟันคู่สบ ปรับแต่งสีได้ แต่ไม่ดูดซับสีจากอาหาร หนักกว่าอะครีลิคมาก

                   ชนิดที่  3.กลาสเซรามิกส์ ปัจจุบันมีการพัฒนากลาสเซรามิกส์เพื่อให้ทำเป็นฟันปลอม เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ เช่นความแข็งแรงสูง ความเป็นฉนวน ไฟฟ้าและความร้อน ความแข็งแรงที่ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติ เพื่อลดปัญหาการสึกของฟันคู่สบ ง่ายต่อการตกแต่ง ทันตแพทย์สามารถใช้เครื่องมืกรอฟันธรรมดาที่ใช้อยู่ในการตกแต่ง และสามารถปรับแต่งสีให้มีความใกล้เคียงกับธรรมชาติได้โดยใช้ออกไซด์ของโลหะต่างๆช่วย

                   วัสดุที่ใช้ในการอุดฟัน มีด้วยกัน 4 ชนิด

                   วัสดุชนิดที่1.มีชื่อว่าอมัลกัมเป็นวัสดุอุดฟันที่ใช้กันมานาน เกิดจากการผสมของโลหะหลายชนิดได้แก่ เงิน , ดีบุก , สังกะสี , ทองแดง , ปรอท  โดยมีปรอทเป็นโลหะชนิดเดียวที่เป็นของเหลวเป็นตัวทำละลายทำให้วัสดุอุดฟันที่เป็นสีเทาเงิน มีความแข็งแรงสูง แต่ไม่สามารถยึดติดกับฟันได้ และไม่ปล่อยฟลูออไรด์ มักใช้ในการอุดฟันกราม รับแรงบดเคี้ยวได้ดีแต่ไม่ต้องการสวยงาม

                   วัสดุชนิดที่ 2. มีชื่อว่ากลาสไอออโนเมอร์ เป็นวัสดุอุดฟันที่เป็นผงแล้วใส่ของเหลวลงไปในการทำเป็นสารประกอบเพื่ออุดฟัน มีสีเหมือนฟันใช้อุดรอยผุเล็กๆของฟันหน้า คอฟัน และอุดร่องฟันของฟันน้ำนม สามารถปล่อยฟลูออไรด์ออกมาช่วยในการป้องกันฟันผุต่อได้ แต่ไม่แข็งแรงมากนัก มีการสึกหรอได้มากกว่าวัสดุอื่น

                   วัสดุชนิดที่ 3.มีชื่อว่าเรซินคอมโพสิท เป็นสารประกอบที่มีสีใกล้เคียงกันกับธรรมชาติ แข็งแรงกว่ากลาสไอออโนเมอร์ แต่ไม่มีการปล่อยฟลูออไรด์ มักใช้ในการอุดฟันหน้าเพื่อความสวยงามตามธรรมชาติ

                   วัสดุชนิดที่ 4.มีชื่อว่ากลาสเซรามิกส์ สามารถใช้ทำเป็นชิ้นวัสดุอุดฟันทั้งชนิด inlay (อินเล), onlay(ออนเล) และ crow(โครว) โดยใช้เครื่องขึ้นรูป  เพื่อเตรียมเป็นชิ้นวัสดุอุดฟัน โดยที่รูปร่างของเนื้อฟันส่วนที่ผุจะใช้ภาพถ่ายรังสีเป็นตัวกำหนด รูปร่าง

                   คุณผู้ฟังครับกลาสเซรามิกส์ คือ ของแข็งที่ผลิตขึ้นมาจากแก้ว โดยการทำให้แก้วผ่านกระบวนการทางความร้อน ที่มีการควบคุมทั้งอุณหภูมิและช่วงเวลา จนเกิดเป็นโครงสร้างผลึก ที่เป็นระเบียบและสมมาตร กระบวนการทางความร้อนมี 2 ขั้นตอน ได้แก่ การทำให้นิวเคลียสขึ้นในเนื้อแก้ว และ  การทำให้นิวเคลียสเติยโตขึ้นอย่างเหมาะสมในเนื้อแก้ว

                   กลาสเซรามิกส์จึงแตกต่างจากแก้วหลังจากที่ได้ผ่านกระบวนการที่มีความร้อนและช่วงเวลาที่เหมาะสมของกระบวนการทางความร้อน โดยที่แก้วคือวัตถุที่มีโครงสร้งแบบโครงข่ายแบบสามมิติที่ไม่เป็นระเบียบและไม่สมมาตร ดังนั้นลักษณะของความเป็นระเบียบ และความสมมาตร ของโครงสร้างเหล่านี้ทำให้สามารถจำแนกเป็นผลึกแก้วได้

                   การศึกษากลาสเซรามิกส์ ที่นำมาใช้งานทางด้านทันตกรรม จะเน้นให้ได้มาถึงกลาสเซลามิกส์ที่สามารถนำมาเจียระไนหรือกรอฟันได้ง่ายเพื่อที่ว่าทันตแพทย์จะได้นำ กลาสเซรามิกส์ นั้นไปใช้งาน ทั้งที่เป็นชิ้นวัสดุอุดฟันและฟันปลอม นอกจากนั้นกลาสเซรามิกส์ยังสามารถนำมาตกแต่งได้ง่าย เกิดความสวยงามและมีความเหมือนธรรมชาติของฟันเมื่ออยู่ในช่องปาก

                   คุณผู้ฟังครับนับว่าเซรามิกส์ที่เราเห็นอยู่ในรูปของพวกเครื่องเคลือบ และถ้วยชามนั้น มีประโยชน์มาก ทั้งเป็นภาชนะสำหรับใส่อาหารและช่วยซ่อมแซมอวัยวะที่ใช้ในการรับประทานอาหารอีกด้วย ถ้าไม่มีเจ้ากลาสเซลามิกส์ตัวนี้แล้วเราเมื่อเวลาฟันเราผุก็คงฟันหรอ ทานได้แต่อาหารเหลวนะครับ  ทางรายการต้องขอบคุณ อ.ดวงฤดี  ฉายสุวรรณ ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทีให้ข้อมูลมา ณ ที่นี้ หากผู้ฟังสนใจรายละเอียดเขียนคำถามส่งไปทางไปรษณียบัตรถึง รายการ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.   ตู้ ปณ.1077  ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือส่ง e-mail ไปที่ rdiwwy@ku.ac.th   ,มาได้   สำหรับรายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”  ในวันนี้ได้หมดเวลาลงแล้ว  พบกับรายการนี้ได้ใหม่   ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

     

    ……………………………………………………………………………………………

  • รายการวิทยุ เรื่อง “การพัฒนาซุปจากฟลาวมันเทศ สำหรับผู้สูงอายุ” /กมลวรรณ แจ้งชัด

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 26 เดือนเมษายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การพัฒนาซุปจากฟลาวมันเทศ สำหรับผู้สูงอายุ

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    ……………………………………………………………………………………………………………………………….

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้รับทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ วันนี้กระผมมีผลงานที่น่าสนใจ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องเน้นกันในเรื่องสุขภาพเป็นหลัก กระผมมีทางหนึ่งในการบริโภคอาหารมีนำเสนอครับ เป็นผลงานวิจัยของ รศ.กมลวรรณ แจ้งชัด ภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร บางเขน ในเรื่องการพัฒนาซุปกึ่งสำเร็จรูปทางโภชนาการจากฟลาวมันเทศสำหรับผู้สูงอายุครับ ซึ่งวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ ก็เพื่อสำรวจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคสูงอายุต่อการพัฒนาซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูป ศึกษาคุณภาพทางกายภาพและทางเคมีของวัตถุดิบมันเทศพันธุ์ที่มีเนื้อสีต่างกัน พัฒนาสูตรและกระบวนการผลิตซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูป ศึกษาการยอมรับของผู้บริโภคต่อซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปและซุปมันเทศพร้อมบริโภค มาเริ่มกันเลยครับ

    คุณผู้ฟังครับ ซุปเป็นอาหารชนิดหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้บริโภคเป็นอาหารเช้าหรือเป็นอาหารชุดแรกก่อนที่จะเสริมอาหารหลัก เหมาะที่จะเป็นอาหารสำหรับผู้บริโภคทุกระดับอายุ เช่น ผู้ป่วย เด็ก และคนชรา เพราะเนื่องจากซุปจะเป็นอาหารที่ให้ความสะดวก รับประทานง่าย ย่อยง่าย พร้อมทั้งให้คุณค่าทางอาหารสูง ซุปที่บริโภคโดยทั่วไปมักมีส่วนผสมของเนื้อสัตว์และผักเป็นหลักครับ

    ส่วนซุปกึ่งสำเร็จรูปนั่น คือผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ หรือพืช เช่น เนื้อสัตว์ ธัญชาติ ผัก ถั่ว เต้าหู้ ผสมกับเครื่องปรุงแต่งกลิ่นรส และอาจมีการผสมส่วนประกอบอื่น เช่น แป้ง เส้นบะหมี่ พาสต้า มาผ่านกรรมวิธีทำให้แห้ง หรือใช้ส่วนประกอบที่ทำให้แห้งแล้วมาผสมกัน โดยรักษาคุณภาพและกลิ่นรสของส่วนประกอบไว้ นำมาทำให้สุกตามวิธีที่ระบุไว้ที่ฉลาก รับประทานได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อยะครับ คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าประเภทของซุปสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทครับ ทั้งนี้ก็ตามลักษณะของซุปนั่นแหละครับ นั่นก็คือ ซุปใส และซุปข้น ซุปอาจมีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ เช่น หมู ไก่ ปลา และหอย ส่วนผสมของผัก ก็เช่น แครอท ข้าวโพด ถั่วลันเตา และมันฝรั่งครับ คุณผู้ฟังครับตัวอย่างของซุปใส ได้แก่ คอมซอมเม่ (Consomme) และบรอท (Broth) ส่วนซุปข้นมีลักษณะข้นหนืด

    โดยอาจข้นหนืดด้วยเครื่องปรุงของซุปเอง หรือข้นหนืดด้วยการปรุงแต่งด้วยครีม ไข่แดง หรือแป้ง ตัวอย่างซุปข้น ได้แก่ พิวเร่ซุป (Puree soup) ครีมซุป (Cream soup) และซุปข้นใส่หอยหรือปลาครับ

    คุณผู้ฟังครับ การศึกษาเพื่อพัฒนาซุปพร้อมบริโภคและซุปกึ่งสำเร็จรูปนั้น ส่วนใหญ่จะพัฒนาซุปให้มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น โดยมีการเติมสารประกอบ หรือผลิตภัณฑ์จากส่วนผสมที่มีผลในเชิงสุขภาพ เช่น การเติมวิตามินและแร่ธาตุ เครื่องเทศ สมุนไพร ธัญชาติ และผักชนิดต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ห่วงใยสุขภาพและต้องการความสะดวกในการบริโภคมากขึ้น มูลนิธิสถาบันวิจัยและการพัฒนาผู้สูงอายุไทยจึงได้รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยปี พ.ศ. 2550 ว่าจำนวนประชากรผู้สูงอายุไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องครับ โดยในปี 2550 จำนวนประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไปมีประมาณ 7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10.7 ของจำนวนประชากรทั้งหมด

    ดังนั้นจากสถานการณ์นี้ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งมีสัด ส่วนของผู้สูงอายุเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยมีสัดส่วนเพศหญิงต่อเพศชายร้อยละ 55:45 และสามารถจำแนกตามกลุ่มอายุได้เป็น วัยต้น (60-69 ปี) ร้อยละ 58.8 วัยกลาง (70-79 ปี) ร้อยละ 31.7 และวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) ร้อยละ 9.5 ของจำนวนประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด ข้อมูลที่ได้จากมูลนิธิสถาบันวิจัยและการพัฒนาผู้สูงอายุไทยครับ

    คุณผู้ฟังครับ การศึกษาภาวะโภชนาการและความต้องการสารอาหารในคนสูงอายุจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นและอย่าลืมนะครับว่าผู้สูงอายุต้องการสารอาหารเพื่อซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ ปริมาณอาหารที่บริโภคควรลดลงแต่เน้นในเรื่องคุณภาพด้วย

    คุณผู้ฟังครับ ส่วนอาหารสำหรับผู้สูงอายุต้องทำให้ย่อยง่ายที่สุดครับ ไม่ควรรับประทาน

    อาหารที่เป็นก้อนมากนักเพราะระบบยการย่อยอาหารอาจจะไม่ได้ดีเท่ากับคนวัยหนุ่ม สาว และผู้สูงอายุมักเบื่ออาหารง่ายครับ ดังนั้นควรรับประทานอาหารร้อนๆ เช่น ซุป หรือแกงจืดจะช่วยกระตุ้นระบบการย่อยให้ดีขึ้น อาหารไม่ควรมีรสจัด ไม่ควรใส่เครื่องเทศหรือผงชูรสมากเกินไปจากการสำรวจข้อมูลการบริโภคอาหารในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ต่อการบริโภคพืชหัว ได้แก่ มันเทศ มันฝรั่ง เผือก มันสำปะหลัง และมันแกว ได้พบว่ามันเทศเป็นพืชหัวที่ผู้สูงอายุบริโภคมากที่สุด มันเทศเป็นพืชอาหารของมนุษย์และสัตว์ ปลูกได้ง่าย ได้ผลเร็ว และมีผลผลิตสูง สามารถปลูกได้ทุกภาคในประเทศไทย เป็นส่วนของรากที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทางอาหารสูง นอกจากเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีโปรตีน เส้นใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และสารประกอบที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินซี แคโรทีน และแอนโธไซยานิน สามารถนำมาบริโภคได้โดยตรงครับ แต่การใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารยังมีข้อจำกัดครับ ทั้งที่มันเทศมีศักยภาพในการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด จะเห็นได้จากนักวิจัยในประเทศต่างๆ เช่น ประเทศญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ไนจีเรีย อินเดีย เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ได้ให้ความสนใจในการศึกษาวิจัยทั้งในด้านคุณค่าทางโภชนาการของมันเทศ สมบัติของแป้งจากมันเทศ รวมถึงการใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด มันเทศจึงเป็นวัตถุดิบที่น่าสนใจในการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ส่วนประเทศไทยการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับมันเทศ และการนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมอาหารยังมีน้อยครับ การวิจัยและพัฒนาวิธีการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากมันเทศ เป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศ ดังนั้นจึงได้ทำการศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปที่มีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อครับ มาฟังคุณภาพของวัตถุดิบมันเทศกันก่อนนะครับ

    มันเทศที่มีเนื้อสีแตกต่างกันจำนวน 4 สายพันธุ์ นั่นก็คือ มันต่อเผือกเนื้อหลังจากการปอกเปลืกจะมีสีม่วงปนขาว มันเกษตรมีสีเหลือง มันไข่มีสีเหลืองส้ม และแม่โจ้จะมีสีขาวปนครีม และนำมาวิเคราะห์ค่าสี องค์ประกอบทางเคมี และสมบัติการเป็นสารต้านออกซิเดชันที่มีในเนื้อมันเทศได้ผลการวิเคราะห์ดังนี้ครับ มันเทศที่มีเนื้อสีต่างกันส่งผลให้ค่าสีที่วัดได้แตกต่างกัน พันธุ์แม่โจ้มีค่าความสว่างสูงที่สุด ขณะที่ พันธุ์มันต่อเผือกมีค่าความสว่างต่ำที่สุด มันต่อเผือกมีค่าแสดงความเป็นสีแดงมากที่สุด รองมาคือ มันไข่ ส่วนมันเกษตรมีค่าแสดงความเป็นสีเหลืองมากที่สุด รองมาคือมันไข่ และแม่โจ้ ตามลำดับ ซึ่งสัมพันธ์กับค่าสีหลักที่วัดได้ คุณผู้ฟังครับผลการวิเคราะห์ส่วนประกอบทางเคมี พบว่ามันเทศมีปริมาณความชื้นอยู่ในช่วงร้อยละ 63 – 79 องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นคาร์โบไฮเดรตมากถึงร้อยละ 89 – 92 โดยน้ำหนักแห้ง โดยพันธุ์แม่โจ้มีปริมาณสูงที่สุดครับ ส่วนปริมาณโปรตีนมันต่อเผือกและมันเกษตรมีปริมาณโปรตีนมากกว่ามันไข่และแม่โจ้

    คุณผู้ฟังครับจากการทดลองพบว่าพันธุ์มันไข่มีปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์สูงสุด และพันธุ์แม่โจ้มีน้อยที่สุด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับรสหวานของเนื้อมันเทศต้มสุกเมื่อรับประทาน ซึ่งพบว่าน้ำตาลมีปริมาณแตกต่างกันขึ้นกับสายพันธุ์ และการเก็บรักษาอาจมีกิจกรรมของเอนไซม์อินเวอร์เทส ส่งผลให้น้ำตาลรีดิวซ์เพิ่มขึ้นได้และนักวิจัยก็ได้พบอีกว่าสารประกอบฟีนอลิกมีปริมาณผันแปรตามสีของเนื้อมันเทศ และมันเทศเนื้อสีส้มจะมีปริมาณฟีนอลิกมากกว่าพันธุ์เนื้อสีเหลืองส่วนปริมาณแอนโธไซยานิน ซึ่งสามารถตรวจพบในมันต่อเผือกซึ่งมีเนื้อสีม่วง ในขณะที่พันธุ์มันไข่ มันเกษตรและแม่โจ้ วิเคราะห์ไม่พบแอนโธไซยานิน และมันเทศที่มีเนื้อสีส้ม เหลืองปนส้ม อาจสามารถวิเคราะห์พบแอนโธไซยานินได้ แต่มีปริมาณน้อยครับ

    ส่วนปริมาณแคโรทีนในมันเทศ 4 พันธุ์ โดยในพันธุ์มันไข่ซึ่งมีเนื้อสีเหลืองส้มพบปริมาณสูงสุด รองลงมาคือมันเกษตร มันต่อเผือก และพันธุ์แม่โจ้พบน้อยที่สุด คุณผู้ฟังครับแคโรทีนเป็นสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่ง ละลายในไขมันและไม่ละลายในน้ำ สามารถพบในพืชให้สีเหลือง แดง ส้ม ขึ้นอยู่กับจำนวนพันธะคู่ในโมเลกุล และมันเทศเป็นแหล่งของสารประกอบแคโรทีนอยด์ที่ดี โดยเฉพาะพันธุ์ที่มีเนื้อสีส้ม เนื่องจากมีเบต้าแคโรทีนชนิดทรานส์ซึ่งแสดงกิจกรรมเป็นสารเริ่มต้นของวิตามินเอที่ดีที่สุดครับ

    คุณผู้ฟังครับ มันเทศพันธุ์ต่างกันจะมีความสามารถในการต้านออกซิเดชันแตกต่างกันขึ้นกับปริมาณและสัดส่วนของสารประกอบที่มีอยู่ในเนื้อมันเทศ พันธุ์มันต่อเผือกให้ค่า สูงสุดในการวิเคราะห์ทั้งสองวิธี รองลงมาคือมันไข่ มันเกษตร และแม่โจ้และเมื่อพิจารณาผลการวิเคราะห์มันเทศทั้งในด้านคุณค่าทางโภชนาการและสมบัติการเป็นสารต้านออกซิเดชันพบว่ามันเทศพันธุ์ที่มีเนื้อสีต่างกันจะมีองค์ประกอบทางเคมีและความสามารถในการต้านออกซิเดชันแตกต่างกัน พันธุ์ที่มีสมบัติเด่นที่สุดคือ พันธุ์มันต่อเผือกซึ่งมีปริมาณโปรตีน สารประกอบฟีนอลิก19 และแอนโธไซยานินสูงกว่าพันธุ์อื่น และส่งผลให้มีความสามารถในการต้านออกซิเดชันมีค่าสูงที่สุด พันธุ์ที่มีสมบัติเด่นรองลง มาคือพันธุ์มันไข่ ซึ่งมีปริมาณเส้นใยหยาบ เถ้า และแคโรทีนสูงที่สุด มีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกและความสามารถในการต้านออกซิเดชันโดยวิธี DPPH สูง รองมาจากพันธุ์มันต่อเผือก ดังนั้นจึงคัดเลือกมันเทศพันธุ์มันต่อเผือกซึ่งมีเนื้อสีม่วงปนขาว และพันธุ์มันไข่ซึ่งมีเนื้อสีส้มปนเหลืองเป็นวัตถุดิบในการผลิตแป้งฟลาวมันเทศเพื่อเป็นวัตถุดิบในการพัฒนาซุปในขั้นตอนต่อไปครับคุณผู้ฟัง ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    มาต่อกันกับการพัฒนาสูตรซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูป

    ซึ่งผลการศึกษาปริมาณฟลาวมันเทศและปริมาณน้ำที่มีต่อคุณภาพของซุปฟลาวมันเทศมีองค์ประกอบหลักเป็นแป้ง ปริมาณการเติมในสูตรซุปจึงมีผลต่อความข้นหนืดของซุป และเนื่องจากการพัฒนาสูตรซุปซึ่งมีฟลาวมันเทศเป็นส่วนผสมหลัก และส่วนผสมอื่นๆในอัตราส่วนคงที่ ได้แก่ นมผง เกลือ โปรตีนจากถั่วเหลือง และครีมเทียม และปริมาณน้ำสำหรับละลายซุป และเมื่อเพิ่มปริมาณฟลาวมันเทศที่ระดับน้ำเดียวกัน พบว่าซุปมีความหนืดเพิ่มขึ้น และเมื่อเพิ่มปริมาณน้ำในอัตราตราส่วนที่มีปริมาณฟลาวมันเทศเท่ากัน ทำให้ซุปมีความหนืดลดลง และจากผลการทดลองจะเห็นได้ว่าฟลาวมันต่อเผือกให้ค่าความหนืดของซุปมากกว่าทำจากฟลาวมันไข่ในสูตรเดียวกัน ทั้งนี้น่าจะเนื่องมาจากองค์ประกอบทางเคมีของฟลาวทั้งสองพันธุ์ที่ต่างกันครับ การนำสูตรซุปที่คัดเลือกทั้งสองพันธุ์มันเทศมาประเมินความชอบและความพอดีในแต่ละคุณลักษณะของซุป ผลการประเมินความชอบ พบว่าซุปจากพันธุ์มันไข่มีคะแนนความชอบในระดับชอบปานกลางทุกคุณลักษณะ ส่วนผลการทดสอบความชอบของซุปจากพันธุ์มันต่อเผือก พบว่ามีคะแนนความชอบในระดับชอบปานกลางเหมือนกันครับ ยกเว้นด้านสีของซุปที่มีความชอบเล็กน้อย

    คุณผู้ฟังครับมาฟังคุณภาพของซุปมันเทศกันนะครับ

    การนำผลิตภัณฑ์ซุปมันเทศที่พัฒนาได้จากฟลาวมันเทศพันธุ์มันไข่ และมันต่อเผือกมาวิเคราะห์คุณภาพทางกายภาพได้ว่าซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปพันธุ์มันไข่จะมีสีเหลืองนวล ส่วนซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปพันธุ์มันต่อเผือกมีสีคล้ำกว่าพันธุ์มันไข่ส่วนคุณภาพทางด้านเคมีผลการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของซุปกึ่งสำเร็จรูป พบว่าการบริโภคซุปมันเทศในหนึ่งหน่วยบริโภค (25 กรัม) จะได้รับพลังงานประมาณ 97 กิโลแคลอรี่ มีโปรตีน คิดเป็นร้อยละ 6.25 ของปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับต่อวัน ซึ่งซุปมันเทศนี้มีปริมาณโปรตีนสูงกว่าซุปกึ่งสำเร็จรูปทางการค้า ดังนั้นการบริโภคซุปมันเทศที่พัฒนาได้จึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้สูงอายุครับคุณผู้ฟัง ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

    มาฟังผลการทดสอบการยอมรับของผู้บริโภคกับการประเมินการยอมรับของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปที่พัฒนาได้จากพันธุ์มันไข่และมันต่อเผือก โดยเตรียมเป็นซุปพร้อมบริโภค ทำการทดสอบกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจำนวน 140 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 50-59 ปี และกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งอาศัยอยู่ภายในกรุงเทพมหานครครับ ซึ่งผู้บริโภคโดยเฉพาะที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะชอบรับประทานซุปอยู่แล้วครับ มีเพียงร้อยละ 5 ของผู้บริโภคทั้งหมดเท่านั้นที่ไม่ชอบซุป แต่ความถี่ในการรับประทานนั้นส่วนใหญ่บริโภคน้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งจะรับประทานในช่วงเวลาอาหารเช้ามากที่สุด และผู้บริโภคส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ซุปแบบขนาดเล็กสำหรับบริโภคครั้งเดียว และเมื่อให้ผู้บริโภคทดสอบผลิตภัณฑ์ซุปมันเทศที่จัดเตรียมให้โดยสอบถามผู้บริโภคถึงคะแนนความชอบต่อปัจจัยคุณภาพของซุปมันเทศได้แก่ ลักษณะปรากฏ กลิ่นโดยรวม กลิ่นรสมันเทศ รสเค็ม ความข้นหนืด และความชอบโดยรวม พบว่า ผู้บริโภคให้คะแนนความชอบเฉลี่ยอยู่ในระดับชอบปานกลางทั้งสองชนิดซุปจากผลการทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค พบว่า ซุปมันเทศที่พัฒนาได้ทั้งจากฟลาวพันธุ์มันไข่และมันต่อเผือกได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ โดยสัดส่วนการยอมรับซุปมันเทศทั้งสองพันธุ์มาจากกลุ่มผู้อายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่ากลุ่มอายุ 50-59 ปี และเมื่อถามถึงชนิดซุปมันเทศที่ชอบมากกว่าผลพบว่า ร้อยละ 54.30 เลือกซุปที่ผลิตจากมันไข่ ร้อยละ 25.70 เลือกซุปที่ผลิตจากมันต่อเผือก ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 20.00 ชอบซุปทั้งสองชนิดเท่ากัน ผู้บริโภคร้อยละ 78.60 ให้ความเห็นว่าซุปมันเทศที่พัฒนาได้นี้ไม่จำเป็น ต้องปรุงแต่งกลิ่นรส มีเพียงร้อยละ 21.40 ซึ่งเป็นความเห็นจากกลุ่มอายุ 50-59 ปี ร้อยละ 14.30 และกลุ่มผู้สูงอายุร้อยละ 7.10 ที่เห็นว่าซุปมันเทศนี้ควรมีการปรับปรุงกลิ่นรส เพิ่มความหอม และเพิ่มรสเค็มเพื่อให้ซุปน่ารับประทานมากขึ้น และมีรสกลมกล่อมขึ้น จากผลการทดสอบผู้บริโภคในครั้งนี้จะเห็นได้ว่า ซุปมันเทศที่ผลิตจากฟลาวมันเทศทั้งสองพันธุ์มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา และกลุ่มผู้สูงอายุได้ให้การตอบสนองที่ดีเลยทีเดียวครับคุณผู้ฟัง คุณผู้ฟังคงเห็นช่องทางการตลาดและกลุ่มเป้าหมายกันบ้างแล้วนะครับ และในทางกลับกันในฐานะผู้บริโภคเราก็ได้รับรู้คุณประโยชน์มากมาย ผลงานวิจัยนี่ก็เป็นการพัฒนาซุปกึ่งสำเร็จรูปทางการโภชนาการจากฟลาวมันเทศสำหรับผู้สูงอายุ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังนะครับ

    คุณผู้ฟังครับและวันนี้เวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ”  ในวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้วครับ  พบกับรายการนี้ได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า  ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ   โทรสอบถามได้ที่       0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง “ถั่วเหลืองพืชที่น่าสนใจ”

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 5  เดือน เมษายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง  ถั่วเหลืองพืชที่น่าสนใจ

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     ……………………………………………………………….…………………………

     

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกม่านครับ  พบกับรายการ  “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ” ทางวิทยุ มก. แห่งนี้เป็นประจำทุกวันเสาร์ รายการนี้ผลิตโดย  ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย  สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา  เป็นผู้ดำเนินรายการครับ  และสำหรับวันนี้กระผมขอเสนอ เรื่อง  “ ถั่วเหลืองพืชที่น่าสนใจ”คุณผู้ฟังครับถั่วเหลืองเป็นพืชเศรษฐกิจตระกูลถั่วที่สำคัญของประเทศไทย  โดยใช้บริโภคภายในประเทศ  ในรูปของอุตสาหกรรมน้ำมันพืช อุตสาหกรรมอาหารสัตว์  และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองรวมทั้งบริโภคโดยตรง   โดยการแปรรูปเป็นอาหาร  เช่น เต้าหู้  เต้าเจี้ยว   ประเทศไทยต้องการใช้ถั่วเหลืองสำหรับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ  แต่ในปัจจุบันการผลิตถั่วเหลืองยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศ   และถั่วเหลืองนี้มีแหล่งปลูกที่สำคัญ  ได้แก่  จังหวัดสุโขทัย  เลย  เชียงใหม่  อุตรดิตถ์   กำแพงเพชร   ตาก   พิษณุโลก และขอนแก่น

    คุณผู้ฟังครับโดยทั่วไปถั่วเหลืองเติบโตในดินเกือบทุกชนิดตั้งแต่ดินร่วนปนทรายจนถึงดินเหนียว   แต่เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน    ดินร่วนปนทรายและดินร่วนปนดินเหนียว   ดินที่มีความเป็นกรดและด่าง    ระหว่าง  6.0 – 7.0     มีแร่ธาตุอาหารปานกลางและไม่ขาดธาตุรองที่จำเป็น  เช่น  เหล็ก  แมงกานิส           โคบอล   ซัลเฟอร์   โบรอน   สังกะสี   และโมลิบดินัม    อย่างไรก็ตามถั่วเหลืองไม่ทนต่อสภาพดินเค็มหรือดินกรดจัดมากนัก    ถั่วเหลืองสามารถงอกได้ระหว่างอุณหภูมิ   5  ถึง  40  องศาเซลเซียส     แต่ที่อุณหภูมิประมาณ   30   องศาเซลเซียส    ถั่วเหลืองจะงอกได้เร็วที่สุดประมาณ  3 – 5   วัน   ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า   15  องศาเซลเซียส   การงอกของเมล็ดจะช้าลงอย่างมาก   ประมาณ  8 – 10   วันครับ   ในช่วงระยะการเจริญเติบโต   อุณหภูมิที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตที่สุดนั่นได้แก่   30  องศาเซลเซียส     ถั่วเหลืองจะหยุดการเจริญเติบโต  ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า  10  องศาเซลเซียสและถ้าอุณหภูมิสูงกว่า  40  องศาเซลเซียสจะทำให้เกิดการแคระแกรน    และมีผลเสียกับการออกดอกติดฝัก   ผลเสียที่เกิดจากอุณหภูมิสูงจะยิ่งร้ายแรงถ้าเกิดการขาดน้ำด้วย       โดยธรรมชาติ   ถั่วเหลืองจัดเป็นพืชวันสั้นและพันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้าส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อช่วงแสง   โดยต้องการช่วงแสงสั้นเพื่อการออกดอก   ดังนั้น  ถ้ามีการนำพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีในเขตใกล้เส้นศูนย์สูตร  ไปปลูกในเขตที่ห่างเส้นศูนย์สูตรจะออกดอกช้ากว่าปกติ   และถ้านำพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีในเขตที่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรไปปลูกในเขตใกล้ศูนย์สูตรก็จะทำให้การออกดอกเร็วขึ้น   คุณผู้ฟังครับ อย่างไรก็ตาม   การตอบสนองต่อช่วงแสง    ในแต่ละพันธุ์จะแตกต่างกัน   ซึ่งเป็นลักษณะประจำพันธุ์และมีผลโดยตรงต่อระยะเวลาการออกดอก   การสะสมน้ำหนักแห้งของเมล็ดและผลผลิต     สำหรับพันธุ์ที่ส่งเสริมในประเทศไทยจะไม่มีอิทธิพลของแสงมากนัก   เพราะได้คัดเลือกให้เหมาะกับสภาพการปลูกได้ตลอดทั้งปี    

    ถั่วเหลืองต้องการปริมาณน้ำฝนประมาณ   300 – 400  มิลลิเมตร   ตลอดฤดูปลูกแต่ต้องมีการกระจายตัวดีโดยเฉพาะในช่วงระยะการงอก   ออกดอกและติดฝักและสะสมน้ำหนักแห้งของเมล็ดจะต้องไม่ขาดน้ำ    โดยทั่วไปถั่วเหลืองทนต่อสภาพน้ำขังในระยะสั้น ๆ  ได้ดีกว่าพืชไร่ชนิดอื่น ๆ   แต่การเจริญเติบโตและผลผลิตอาจจะลดลง   ในช่วงการเก็บเกี่ยวไม่ควรมีฝนตก    เพราะจะทำให้ฝักและเมล็ดเน่าหรือเกิดเชื้อรา   ดังนั้น   ควรเลือกพันธุ์ที่เริ่มสุกแก่ในช่วง  2 – 3   สัปดาห์  หลังจากหมดฝนแต่ไม่ควรเกิน  4  สัปดาห์  เพราะอาจขาดน้ำในช่วงสะสมน้ำหนักแห้งในเมล็ดซึ่งอาจทำให้เมล็ดลีบและผลผลิตต่ำได้ครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ ปัจุบันการปลูกถั่วเหลืองมีทั้งการเตรียมดิน และไม่เตรียมดินในฤดูฝน  การเตรียมดินควรมีการไถพรวนให้ลึกประมาณ   15 – 20  เซนติเมตร   ทำการตากดินไว้  1 – 2 สัปดาห์  เพื่อให้แสงแดดเผาทำลายวัชพืชและศัตรูพืชหลังจากนั้นจึงพรวนให้ดินร่วนซุย   1 – 2  ครั้ง  สำหรับการปลูกในช่วงฤดูแล้งในดินนาที่มีการระบายน้ำไม่ดี   หรือในพื้นที่ที่จำเป็นต้องมีการให้น้ำ  ควรยกร่องปลูกหรือทำร่องระบายน้ำโดยรอบ  สำหรับการปลูกโดยไม่เตรียมดินสามารถกระทำได้   โดยจะเป็นการรักษาสภาพโครงสร้างของดินไม่ให้ถูกทำลาย และรักษาปริมาณความชื้นในดิน   แต่จะมีปัญหาเรื่องวัชพืชบ้าง

    ในการปลูกถั่วเหลืองควรทำการคลุกไรโซเบียมทุกครั้ง  ถึงแม้จะเป็นพื้นที่ที่เคยปลูกถั่วเหลืองมาก่อน    เพราะปริมาณเชื้อที่อยู่รอดในสภาพธรรมชาติอาจมีไม่เพียงพอ   ไรโซเบียมที่ใช้จะต้องเป็นชนิดที่แนะนำให้ใช้กับถั่วเหลือง      ไรโซเบียมจะช่วยตรึงไนโตเจนจากอากาศมาไว้ที่ปมราก ซึ่งถั่วเหลืองจะให้พลังงานและธาตุคาร์บอนแก่ไรโซเบียม     ในขณะที่ไรโซเบียมจะให้สารประกอบไนโตรเจนแก่ถั่วเหลือง  เป็นการอาศัยอยู่ร่วมกันแบบให้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน  อย่างไรก็ตามปริมาณไนโตรเจนที่จะตรึงได้จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม       ชนิดของเชื้อไรโซเบียม  ชนิดพันธุ์และอายุของพืช   นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วควรคำนึงถึงวิธีที่จะทำให้ไรโซเบียมที่คลุกเมล็ดถั่วเหลือง   มีความสามารถตรึงไนโตเจนได้สูงขึ้นด้วย  โดยจะต้องดำเนินการเป็นขั้นตอนดังนี้  คือ เตรียมน้ำเชื่อมเจือจางโดยใช้น้ำตาลทราย   ประมาณ  5   ช้อนแกง   ผสมน้ำให้น้ำตาลละลายได้น้ำเชื่อม   ประมาณ  300   มิลิลิตร   เทน้ำเชื่อมลงเคล้าเมล็ดถั่วเหลืองได้   15  กิโลกรัม   ถ้าใช้เมล็ดน้อยให้ลดน้ำเชื่อมลงตามส่วน   เคล้าเบา ๆ  ให้น้ำเชื่อมเคลือบผิวเมล็ด   เทผงไรโซเบียมลงบนเมล็ดในอัตราไรโซเบียม   1 ถุง    คลุกถั่วเหลืองได้  10 – 15  กิโลกรัม    แล้วคลุกเคล้าเบา ๆ  ให้ทั่ว     ผงไรโซเบียมจะเคลือบติดเมล็ดแล้วตากลมไว้ประมาณ   15   นาที    ผงไรโซเบียมจะแห้งยึดติดกับเมล็ดไม่หลุดร่วงง่าย     เมล็ดพันธุ์ที่คลุกไรโซเบียมแล้วสามารถนำไปปลูกอย่างได้ผลดีมากไม่ว่าจะหยอดด้วยมือ  หรือด้วยเครื่องหยอด      ถั่วเหลืองจะได้รับไรโซเบียมที่มีประสิทธิภาพสูงเข้าสร้างปมรากทำให้ผลิตปุ๋ยไนโตรเจนได้มาก   และเป็นปุ๋ยไนโตรเจนที่วัชพืชไม่สามารถแย่งไปใช้ได้ครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ การปลูกและระยะการปลูกถั่วเหลืองสามารถแบ่งออกได้เป็น  2  วิธี  ตามฤดูปลูก   คือ  ฤดูฝน   หลังเตรียมดินแล้ว  การปลูกได้แก่  หว่านหรือเปิดร่องแล้วโรยเป็นแถว   หรือหยอดเป็นหลุม    แต่วิธีที่ได้ผลดีคือการปลูกเป็นแถวครับ   ใช้ระยะระหว่างแถว  50  เซนติเมตร   ระยะระหว่างหลุม    20   เซนติเมตร    หลุมละ   4 – 5   ต้น  หรือการโรยเป็นแถวให้มีจำนวน  20  ต้นต่อแถวยาว   1    เมตร    จะมีจำนวนต้นประมาณ   64,000   ต้นต่อไร่     การปลูกถั่วเหลืองในฤดูแล้งหรือหลังการทำนา  ถ้ามีการไถพรวนดิน  ควรปฏิบัติการปลูกเช่นเดียวกับการปลูกในฤดูฝน    แต่ถ้าไม่มีการไถพรวนดินควรเริ่มต้นด้วยการตัดตอซังข้าว    แล้วขุดร่องเพื่อใช้เป็นร่องให้น้ำและร่องระบายน้ำโดยไม่มีการไถพรวน    การขุดร่องระบายน้ำดังกล่าวทำให้เกิดเป็นแปลงปลูกถั่วเหลืองกว้างประมาณ  3 – 4  เมตร   มีร่องน้ำเป็นเขตแบ่งแปลง    สร้างความชื้นในดินโดยให้น้ำเข้าท่วมแปลงประมาณครึ่งวันจึงระบายน้ำออกแล้วตากดินนาน  1 – 2  วัน   ให้หน้าดินไม่แฉะ    แล้วหยอดเมล็ดถั่วเหลืองที่คลุกไรโซเบียมแล้วหลุมละ  4 – 5  เมล็ด    ห่างกันหลุมละประมาณ   25 – 30  เซนติเมตร  จะทำให้ได้ต้นถั่วเหลืองเจริญเติบโตประมาณไร่ละ   70,000 – 100,000   ต้น    หลังหยอดเมล็ดเสร็จแล้ว   ถ้าจะใส่ปุ๋ยควรใส่ในช่วงนี้     เสร็จแล้วใช้ฟางที่ได้จากการนวดข้าวมาเกลี่ยคลุมพื้นดินอย่างสม่ำเสมอบนพื้นที่ปลูกถั่วเหลือง ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง   มีปริมาณอินทรีย์วัตถุสูง  ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยแต่หากเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางหรือต่ำ   ควรมีการใส่ปุ๋ย   โดยเฉพาะปุ๋ยฟอสฟอรัสมีความต้องการมากที่สุด    รองลงมาคือปุ๋ยโปตัสเซียม   สำหรับปุ๋ยไนโตเจนในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำก็ควรมีการใส่ด้วย   เพื่อช่วยทำให้ถั่วเหลืองสามารถตั้งตัวได้ในระยะแรก   แต่หลังจากงอกประมาณ  3   สัปดาห์   ไรโซเบียมที่ไปเกะอาศัยที่รากถั่วจะเริ่มกิจกรรมการตรึงไนโตรเจนจากบรรยากาศมาใช้     ปุ๋ยไนโตรเจนก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป   ดังนั้นการใส่ปุ๋ยจึงต้องคำนึงถึงปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินเป็นหลักแต่โดยทั่ว ๆ ไป   ในดินที่ปลูกถั่วเหลืองในฤดูฝนมักจะมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำจึงนิยมใส่ปุ๋ยสูตร   12 – 24 – 12  ประมาณ   20 – 30   กิโลกรัมต่อไร่ ช่วงนี้พักกันก่อนยสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ ถั่วเหลืองมีโรคที่สำคัญได้แก่  โรคราสนิม   โรคแอนแทรคโนส   โรคใบจุดนูน    โรคราน้ำค้าง  โรคใบด่าง และแมลงศัตรูที่สำคัญ  ได้แก่   หนอนแมลงวันเจาะลำต้น   หนอนเจาะฝักถั่วเหลือง   หนอนม้วนใบ   หนอนเจาะสมอฝ้ายและเพลี้ยอ่อน ถ้าถั่วเหลืองเริ่มสุกแก่ในช่วงที่มีสภาพอากาศแห้งจะเป็นช่วงที่เหมาะที่สุด   เมล็ดที่ได้จะมีคุณภาพสูงเพราะเมล็ดไม่เน่าเสียหาย   อันเนื่องมาจากเชื้อรา     อายุการสุกแก่ของถั่วเหลืองแต่ละพันธุ์จะแตกต่างกัน   ดังนั้นควรเก็บเกี่ยวทันทีเมื่อใบร่วงและฝักแก่เปลี่ยนสี   95 %  ของจำนวนฝักทั้งหมดเมื่อเก็บเกี่ยวแล้ววางเรียงเป็นแถว     มัดเป็นฟ่อนตากไว้ในแปลง   ถ้ามีฝนตกอาจนำเข้ามาเก็บไว้ในโรงเรือนยกพื้น    มีการถ่ายเทอากาศดี     แล้วนำออกตากแดดจนแห้งพอดีขณะที่ความชื้นของเมล็ดประมาณ   14 %  นวดด้วยเครื่องนวดถั่วเหลือง    นำเมล็ดไปลดความชื้นด้วยการตากแดดและคอยหมั่นกลับเพื่อให้เมล็ดแห้งโดยสม่ำเสมอทั่วถึงกัน  หรือลดความชื้นด้วยการอบไอร้อน  อุณหภูมิไม่เกิน   40 องศาเซลเซียส    นกระทั่งความชื้นของเมล็ดลดลงเหลือประมาณ   12  %  เมล็ดที่จะเก็บไว้ใช้ขยายพันธุ์นั้น  เมื่อเก็บเกี่ยวและนวดตามวิธีข้างต้นอย่างถูกต้องแล้ว  ให้ลดความชื้นของเมล็ดลงอีกให้เหลือประมาณ  8 %   แล้วคัดเมล็ดเสีย   เช่น  เมล็ดเขียว   เมล็ดย่น    เมล็ดเป็นโรค   ออกทิ้งให้หมด     ตรวจสอบการงอกของเมล็ด   ซึ่งควรสูงกว่า   85 %   จากนั้นนำมาบรรจุในภาชนะปิดสนิท  ไม่ให้ความชื้นจากอากาศภายนอกเข้ามาได้  วางภาชนะในที่แห้งและเย็น   ถ้าปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้อย่างถูกต้องแล้วก็สามารถจะเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกในฤดูต่อไปได้

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับเนื่องจากถั่วเหลือง  เป็นพืชที่มีโปรตีนสูง และสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์    ได้มีการนำถั่วเหลืองมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนสูงจากถั่วเหลือง  หลายชนิดด้วยกันคือ  นมถั่วเหลือง  เป็นนมถั่วเหลืองที่ผลิตขึ้นโดยใช้อัตราส่วนถั่วเหลืองต่อน้ำ   เท่ากับ  1 ต่อ  5   โดยน้ำหนัก  ได้มีการปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการให้เท่าเทียมกับปริมาณโปรตีนและไขมัน   ของน้ำนมวัวหรือน้ำนมมารดา   โดยมีปริมาณโปรตีนและไขมันร้อยละ  4.3  และ  6.0  ตามลำดับ   เวลารับประทานให้เติมน้ำเย็นที่ต้มสุกหรือน้ำร้อนต่อนมถั่วเหลืองเข้มข้นในอัตราส่วนเท่ากับ  1 ต่อ 1     อาหารเสริมเด็กอ่อนเกษตร   เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอายุตั้งแต่  3  เดือนขึ้นไป    ทำจากแป้งถั่วเหลืองชนิดไขมันเต็ม    แป้งข้าวเจ้า  และน้ำตาลทราย   เป็นส่วนประกอบเสริมวิตามิน  และเกลือแร่    แล้วผ่านกระบวนการอัดพอง   อบแห้ง   และบดเป็นผง   ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีปริมาณโปรตีนและไขมันร้อยละ  11.0  และ  3.0  ตามลำดับ   ก่อนบริโภคให้เติมน้ำร้อนลงไป 3  เท่า   แล้วกวนให้เข้ากัน    มีคุณค่าทางโภชนาการเท่าเทียมกับนมผง   ราคาถูกกว่านมผงและอาหารเสริม    จากท้องตลาดประมาณ   3 – 9  เท่า  ดังนั้น   อาหารเสริมเด็กอ่อนเกษตร    จึงเหมาะที่จะใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับเด็กที่มีอายุ    3   เดือนขึ้นไป   โดยใช้ทดแทนนมผงและอาหารเสริมต่าง ๆ  ที่มีราคาแพงได้เป็นอย่างดี       โปรตีนเกษตร  เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทดแทนเนื้อสัตว์ต่าง ๆ  ในการประกอบอาหารได้เป็นอย่างดี     ซึ่งมีราคาถูกกว่าเนื้อสัตว์ประมาณ  3  เท่า   ทำจากแป้งถั่วเหลืองพร่องไขมัน   เสริมด้วยแอลเมทไธโอนินร้อยละ  1   แล้วผ่านขบวนการอัดพอง  และอบแห้ง   ผลิตภัณฑ์ที่ได้   มีปริมาณโปรตีนและไขมันร้อยละ  49.7  และ  0.3  ตามลำดับ    มีคุณค่าทางโภชนาการเท่าเทียมกับเนื้อสัตว์   ก่อนการบริโภคให้นำมาแช่น้ำเย็นหรือน้ำร้อน  ประมาณ  5  นาที    หรือจนกระทั่งนิ่มหลังจากนั้นก็นำเอาไปประกอบอาหารทดแทนเนื้อสัตว์ได้ทันที    ประชาชนให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์นี้มาก  โดนมีสถิติในการจำหน่ายเพิ่มขึ้นทุกปี โปรตีนเกษตร   นอกจากจะทำจากแป้งถั่วเหลืองพร่องไขมัน   ดังกล่าวแล้วยังสามารถทำได้จากแป้งถั่วเหลืองชนิดไขมันเต็ม   เสริมด้วยแอลเมทไธโอนินร้อยละ  1  และผ่านเครื่องวิลเลจเทคเจอร์ไรเซอร์ แล้วอบแห้ง    ได้โปรตีนเกษตรมีลักษณะเป็นแผ่นกลม  พอง  ฟู   มีสีเหลืองนวล   ก่อนบริโภคนำไปแช่น้ำจนกระทั่งนิ่ม    ซึ่งถ้าเป็นน้ำร้อนใช้เวลาประมาณ   2  นาที  และ  5  นาที  สำหรับน้ำเย็น   นำมาหั่นเป็นชิ้น ๆ  หรือเป็นเส้น   เพื่อประกอบเป็นอาหารต่าง ๆ  แทนเนื้อสัตว์   มีคุณค่าทางโภชนาการเท่าเทียมกับเนื้อสัตว์  โปรตีนเกษตร  ที่ได้มีปริมาณโปรตีนร้อยละ  47.4  ไขมันร้อยละ   17.9  และความชื้นร้อยละ  5.2    นอกจากนี้แล้ว  ยังมีผลิตภัณฑ์อีกมาก เช่น  ขนมผิงเกษตร หรือคุกกี้เกษตร  ,  บะหมี่เกษตร  หรือบะหมี่โปรตีน  ,  กรอบ  กรอบ  เกษตร  หรือ  อาหารขบเคี้ยวโปรตีนสูง   ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่วนมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น  นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากพืชผลทางการเกษตรอีกมาก   ถ้าท่านผู้ฟังสนใจสามารถหาซื้อได้ที่ห้องขายของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ”  ในวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้ว  พบกับรายการนี้ได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า  ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

     

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง “การเลี้ยงไก่พื้นเมืองเพื่อเพิ่มรายได้และปลอดภัยจากไข้หวัดนก”

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 8 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การเลี้ยงไก่พื้นเมืองเพื่อเพิ่มรายได้และปลอดภัยจากไข้หวัดนก

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    ……………………………………………………………………………………………………..

     

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศให้ผู้ฟังได้ฟังกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการ วันนี้กระผมขอเสนอเรื่อง “การเลี้ยงไก่พื้นเมืองเพื่อเพิ่มรายได้และปลอดภัยจากไข้หวัดนก”

    ในช่วงหน้าหนาวซึ่งมีสภาพอากาศที่หนาวเย็น ทำให้คุณผู้ฟังหลายๆ ท่านมีอาการเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากระบบทางเดินหายใจ อย่างเช่น ไข้หวัด แพ้อากาศ หรือภูมิแพ้ ได้ง่ายกว่าในฤดูอื่นๆ เนื่องจากเชื้อไวรัสบางชนิดนั้นสามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ และมีความชื้นอยู่ในอากาศสูง ซึ่งนับวันเชื้อโรคเหล่านี้เริ่มที่จะกลายพันธุ์ให้ตัวเองแข็งแรง และต่อต้านต่อยาหรือวัคซีนที่นำมารักษาได้มากขึ้น ผิดกับมนุษย์เราที่นับวันภูมิคุ้มกันในร่างกายเริ่มอ่อนแอลง ทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าไปในร่างกายจนทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานี้ โรคไข้หวัดนก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เชื้อโรคชนิดนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะใช้เวลาเพียงไม่นานที่จะทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย และส่งผลให้ผู้ที่ได้รับเชื้อเสียชีวิตในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งพาหะของโรคนี้มาจากสัตว์ปีกทุกชนิด ทั้งที่เรานำมารับประทานและนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงครับ หากเราสัมผัสหรือรับประทานสัตว์ปีกที่ติดเชื้อไข้หวัดนกไปแล้ว โอกาสที่เราจะติดเชื้อไข้หวัดนกนั้นมีสูงมาก ซึ่งในปีแรกๆ ที่โรคไข้หวัดนกได้เกิดขึ้น ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกหลายๆ ฟาร์มต้องฆ่าสัตว์ปีกที่เลี้ยงไว้ เนื่องจากติดเชื้อไข้หวัดนกหมดทั้งฟาร์ม ประชาชนต่างกลัวโรคนี้กันมาก ส่งผลให้การบริโภคสัตว์ปีกโดยเฉพาะเนื้อไก่หยุดชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง เกษตรกรที่เลี้ยงไก่หลายรายต้องขาดทุนกันเป็นจำนวนมากครับ

    คุณผู้ฟังครับ เราจะมีวิธีการป้องกันและแก้ไขอย่างไรให้เกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ปีกสามารถเลี้ยงสัตว์ปีกได้อย่างปลอดภัยปราศจากไข้หวัดนก  คุณผู้ฟังสามารถหาคำตอบได้ในช่วงหน้าครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ เมื่อประมาณหลายปีก่อนโรคไข้หวัดนกกลายเป็นปัญหาระดับชาติที่ทุกประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ และจากปัญหาโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกที่ระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา นับว่าสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิต ตลอดจนการส่งออกสัตว์ปีกของประเทศมากมายมหาศาลนับเป็นหมื่นล้าน กระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม รัฐบาลจึงออกกฎหมายและมีผลบังคับใช้โดยให้ผู้ประกอบการผลิตสัตว์ปีกต้องขึ้นทะเบียนมาตรฐานฟาร์มตามที่กำหนดจึงจะสามารถเลี้ยงสัตว์ปีกได้ครับ

    แต่คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า สำหรับการเลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบหลังบ้านนั้น รัฐบาลยังไม่มีการกำหนดมาตรการหรือแนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจน จึงทำให้ชาวบ้านไม่กล้าหรือขาดความมั่นใจในการเลี้ยงไก่พื้นเมืองเป็นจำนวนมาก หากพิจารณาถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังชะลอตัวในปัจจุบัน  ประกอบกับไก่พื้นเมืองมีราคาดีมาโดยตลอด จะเห็นได้ว่าการเลี้ยงไก่พื้นเมือง เป็นโอกาส และทางเลือกที่น่าสนใจของชาวบ้านในการที่จะเพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพการเกษตรแบบผสมผสานได้เป็นอย่างดี เนื่องจากโดยธรรมชาติไก่พื้นเมืองจะมีความแข็งแรง ทนต่อโรค หากินเองได้ และประกอบกับสภาพภูมิประเทศของไทยที่เป็นพื้นที่ราบลุ่ม อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารธรรมชาติที่เหมาะแก่การนำมาเลี้ยงไก่พื้นเมือง สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนที่ธรรมชาติช่วยเอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ทำให้ผู้เลี้ยงไม่ต้องใช้ต้นทุนสูง อีกทั้งยังเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องของการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติอีกด้วยครับ

    ด้วยเหตุนี้เอง  คุณสุชาติ สงวนพันธุ์ นักวิชาการเกษตร จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตสัตว์ปีก สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาหลักการเพื่อการเลี้ยงไก่พื้นเมืองระบบปิด เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดนกตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น เพื่อเป็นแนวทางให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบหลังบ้าน เพื่อเพิ่มรายได้และปลอดภัยจากไข้หวัดนกครับ

    คุณผู้ฟังครับ จากผลการศึกษาดังกล่าวทำให้ทราบว่า การที่จะเลี้ยงไก่พื้นเมือง เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประสบความสำเร็จและปลอดจากโรคไข้หวัดนกนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากเกินกว่าความสามารถของชาวบ้านที่เคยเลี้ยงมา เพียงแต่ผู้เลี้ยงต้องมีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องของรูปแบบการเลี้ยงไก่และเทคนิควิธีการเลี้ยงและพยายามปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้ผลผลิตไก่ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพตามที่ต้องการ และประการสำคัญคือเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หวัดนกกับไก่พื้นเมืองและตัวผู้เลี้ยงเองด้วยครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ รูปแบบการเลี้ยงไก่พื้นเมือง เพื่อเพิ่มรายได้ปลอดภัยจากโรคไข้หวัดนก เป็นรูปแบบที่อาศัยหลักการของระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ที่รัฐบาลได้กำหนดเป็นมาตรการให้ผู้เลี้ยงสัตว์ปีก เพื่อการค้าต้องปฏิบัติตาม เพื่อควบคุมป้องกันโรคไข้หวัดนก แต่ได้นำมาทำการประยุกต์ใช้ให้เป็นรูปแบบวิธีการปฏิบัติที่ง่าย เหมาะกับศักยภาพความพร้อมของผู้เลี้ยงและสภาพความเป็นอยู่ของไก่พื้นเมืองแบบเดิมตามธรรมชาติ  ซึ่งประกอบด้วยหลักสำคัญ 3 ประการ ด้วยกันคือ การเลี้ยงไก่ในบริเวณที่กำหนด  การปฏิบัติตามระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ  และการจัดการเลี้ยงดูไก่ที่ถูกต้องและเหมาะสมครับ

    สำหรับการที่จะเลี้ยงไก่พื้นเมืองในบริเวณที่กำหนดโดยให้ไก่อยู่ได้อย่างเป็นปกติสุขนั้นต้องมีการกำหนดรูปแบบลักษณะโรงเรือนที่เหมาะสม เนื่องจากธรรมชาติของไก่พื้นเมืองมีนิสัยชอบคุ้ยเขี่ยหาอาหารกินเอง ซึ่งทำให้ไก่มีความแข็งแรงและมีความทนทานต่อโรค ดังนั้นรูปแบบโรงเรือนที่เหมาะสมต่อไก่พื้นเมืองจึงควรเป็นโรงเรือนแบบกึ่งเปิด กึ่งปิด คือ มีโรงเรือนเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยและที่นอนของไก่ในตอนกลางคืน และมีบริเวณพื้นดินรอบนอกโรงเรือนด้วยครับ

    ลักษณะโรงเรือนเลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบกึ่งเปิดกึ่งปิดนั้นขนาดโรงเรือนควรมีความกว้าง คูณยาว อย่างน้อย 4×8 ม. ซึ่งสามารถเลี้ยงไก่พื้นเมืองได้ประมาณ 80-100 ตัว มีการปิดกั้นด้วยลวดตาข่ายหรืออวนเพื่อป้องกันสัตว์อื่นๆ ที่เป็นพาหะของโรคไข้หวัดนก เช่น นก และสัตว์อื่นๆ ที่เป็นศัตรูเข้าไปภายในโรงเรือน เช่น หนู หรืองู หลังคาโรงเรือนอาจมุงด้วยจาก  หญ้าแฝก หรือกระเบื้องก็ได้ ซึ่งต้องคำนึงถึงการระบายถ่ายเทอากาศที่ดี หน้าโรงเรือนควรมีประตูเข้า – ออก และมีอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อโรคหน้าโรงเรือน ในสภาวะปกติอาจจะไม่ต้องปิดประตู แต่ในสภาวะที่เกิดโรคไข้หวัดนกควรจะปิดประตูให้ไก่อยู่แต่ในโรงเรือน พื้นภายในโรงเรือนควรเป็นพื้นปูนและใช้แกลบเป็นวัสดุรองพื้น เพื่อสะดวกในการทำความสะอาดมูลไก่ ส่วนภายในโรงเรือนควรทำคานนอน เพื่อให้ไก่นอนสูงจากพื้นประมาณ 50-70 ซม. และควรกั้นห้อง เพื่อเลี้ยงลูกไก่ระยะแรกเกิดด้วย สำหรับรอบๆ โรงเรือนควรมีบริเวณหรือพื้นที่เพื่อให้ไก่คุ้ยเขี่ยหาอาหารอย่างน้อย 150 ตารางเมตร มีการกั้นบริเวณพื้นที่ด้วยลวดตาข่ายหรืออวนที่มีตาถี่ ความสูงประมาณ 2 เมตร และควรมีพื้นที่ร่มเงาเพื่อให้ไก่ได้พักอาศัย และปลูกสมุนไพรบางชนิด เช่น ฟ้าทะลายโจร หญ้า และพืชสมุนไพรอื่นๆ เพื่อให้ไก่ได้จิกกินเป็นอาหารได้ครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    หลักสำคัญในการเลี้ยงไก่พื้นเมืองเพื่อป้องกันไข้หวัดนกข้อต่อไป นั่นก็คือการปฏิบัติตามระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งเป็นวิธีการปฏิบัติเบื้องต้นที่ไม่ยุ่งยาก ลงทุนต่ำ แต่ให้ผลคุ้มค่าต่อการป้องกัน หรือลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไข้หวัดนกต่อไก่ และที่สำคัญ คือปลอดภัยต่อผู้เลี้ยงและสมาชิกในครอบครัว ผู้เลี้ยงไก่พื้นเมืองควรให้ความสำคัญด้วยการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดดัง ต่อไปนี้

    ผู้เลี้ยงต้องมีรองเท้าประจำสำหรับเปลี่ยนเข้าไปในพื้นที่เลี้ยงไก่ อาจเป็นรองเท้าบูท หรือรองเท้าแตะก็ได้ ก่อนใส่รองเท้าควรจุ่มเท้าในอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกครั้งก่อนเข้าบริเวณเลี้ยงไก่และโรงเรือน ไม่ควรให้อ่างน้ำยาฆ่าเชื้อโรคถูกแสงแดด เพราะจะทำให้น้ำยาเสื่อมประสิทธิภาพ และควรเปลี่ยนน้ำยาฆ่าเชื้อโรคอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งหรือเมื่อพบว่าน้ำยาสกปรก ในเรื่องของเครื่องแต่งกายก็สำคัญเช่นกันครับ ผู้เลี้ยงควรเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือสวมเสื้อคลุมก่อนเข้าบริเวณพื้นที่เลี้ยงไก่ทุกครั้ง จากนั้นทำการฉีดพ่นร่างกาย แขน ขา ให้ทั่วด้วยแอลกอฮอล์ 70% ที่ใส่ในกระบอกฉีดพ่นฝอยก่อนเข้าพื้นที่เลี้ยงไก่ นอกจากนี้ควรฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อทั้งภายในโรงเรือน และบริเวณพื้นที่เลี้ยงไก่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ในกรณีที่เกิดโรคระบาดในพื้นที่ใกล้เคียงควรมีการฉีดพ่นทุกวัน ที่สำคัญไม่ควรให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องในการเลี้ยงไก่เข้าไปในบริเวณพื้นที่เลี้ยงไก่เด็ดขาด ถ้าจำเป็นต้องเข้าบริเวณพื้นที่เลี้ยงไก่ให้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนครับ

    คุณผู้ฟังครับ การที่จะเลี้ยงไก่พื้นเมืองให้ปลอดภัยจากโรคไข้หวัดนก ให้ประสบความสำเร็จและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน นอกจากการปฏิบัติตามที่กล่าวในหัวข้อข้างต้นแล้ว ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องเพิ่มความสนใจ เอาใจใส่ต่อการเลี้ยง มีการจัดการดูแลไก่ให้ถูกต้องและเหมาะสมตามหลักวิชาการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตตามธรรมชาติของไก่พื้นเมืองให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ไก่ที่เลี้ยงมีการเจริญเติบโต สมบูรณ์แข็งแรง และมีคุณภาพตามปกติ พร้อมทั้งมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นซึ่งต้องอาศัยเทคนิคในการจัดการดูแลไก่ที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยผู้เลี้ยงควรมีการเปลี่ยนน้ำสะอาดให้ไก่กินอย่างเพียงพอและทำความสะอาดภาชนะใส่น้ำทุกวัน เพื่อลดปัญหาการเกิดเชื้อแบคทีเรีย อันเนื่องจากการบูดเน่าของเศษอาหารที่ตกหล่นในน้ำกิน ซึ่งถ้าไก่กินน้ำนี้เข้าไปอาจทำให้เกิดโรคทางเดินอาหารได้ และควรแขวนภาชนะใส่น้ำให้สูงจากพื้นในระดับที่เหมาะสมกับการกินของไก่ 

    ภายในโรงเรือนควรมีการปูวัสดุรองพื้นบริเวณที่ไก่นอนด้วยแกลบหรือฟางข้าว เพื่อให้ดูดซับความชื้นของของเสียและกลิ่นจากมูลไก่ ซึ่งจะช่วยให้โรงเรือนมีความสะอาดปราศจากกลิ่นเหม็น และควรเปลี่ยนเมื่อพบว่าสกปรก ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยแก่พืชได้ครับ

    อีกประการหนึ่ง นั่นก็คือผู้เลี้ยงควรจัดให้มีภาชนะใส่อาหารให้ไก่กินอย่างเพียงพอและมีการเสริมอาหารสำเร็จรูปเพิ่มเติม นอกเหนือจากการเลี้ยงด้วยข้าวโพด ข้าวเปลือก และปลายข้าว นอกจากนี้ควรหาเศษพืชผักที่มีในท้องถิ่นให้เป็นอาหารเสริมเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ เช่น เศษพืชผัก ผลไม้ แหน หยวกกล้วยสับ หญ้าสด ใบกระถิน เป็นต้น  ภายในโรงเรือนควรติดไฟแสงสว่าง เพื่อล่อแมลงให้เป็นอาหารประเภทโปรตีนสำหรับไก่อีกทางหนึ่ง และจัดหาเปลือกหอยบดหยาบใส่ภาชนะวางไว้ให้ไก่ได้เลือกกิน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก โดยเฉพาะแม่ไก่ที่กำลังให้ไข่จะช่วยทำให้เปลือกไข่แข็งแรง นอกจากนี้ควรฉีดวัคซีนชนิดที่จำเป็น เช่น นิวคาสเซิล ฝีดาษ หลอดลมอักเสบทุกๆ 6 เดือน และหมั่นดูแลตรวจสุขภาพไก่เป็นประจำทุกๆวัน ถ้าพบว่าไก่มีอาการผิดปกติต้องรีบแก้ไขทันทีครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ  การปฏิบัติต่อไก่อายุต่างๆ ตามหลักวิชาการที่ถูกต้องเหมาะสมนั้น ถือว่ามีความสำคัญเช่นกันครับ โดยผู้เลี้ยงควรแยกแม่ไก่ที่เลี้ยงลูกออกจากฝูงไก่ใหญ่ เพื่อให้ลูกไก่ได้กินน้ำ อาหาร และอยู่ในความดูแลของแม่อย่างเต็มที่ ลูกไก่ก็จะแข็งแรงสมบูรณ์ภายในระยะเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ครับ  ผู้เลี้ยงควรจัดเตรียมรังสำหรับวางไข่ให้เหมาะสม และพอเพียงให้กับแม่ไก่ที่กำลังให้ไข่ และควรรองพื้นรังฟักไข่ด้วยพืชสมุนไพรที่ช่วยกำจัด หรือขับไล่ตัวไรหรือแมลง เช่น ใบกะเพรา ตะไคร้ มาปูรองพื้น และก่อนที่จะให้แม่ไก่ฟักไข่ ควรฆ่าไรและเหาบนตัวแม่ไก่ก่อนโดยจับแม่ไก่จุ่มน้ำยาฆ่าไรเหา ทั้งนี้เพื่อป้องกันไรและเหารบกวนแม่ไก่ในขณะฟักไข่

    คุณผู้ฟังครับ การแยกขังแม่ไก่ไว้ต่างหาก ไม่ให้แม่ไก่และลูกไก่ได้ยินเสียงกัน พร้อมกับจัดน้ำและอาหารให้แม่ไก่กินอย่างพอเพียง ประมาณ 1 สัปดาห์เท่านั้น ก็สามารถนำแม่ไก่ไปปล่อยเข้าฝูงพ่อพันธุ์ได้แล้ว  วิธีการดังกล่าวจะทำให้แม่ไก่วางไข่ชุดต่อไปได้เร็วขึ้นครับ

    เมื่อเปรียบเทียบการเลี้ยงไก่พื้นเมืองโดยให้แม่ไก่เลี้ยงลูกเองตามธรรมชาติกับใช้วิธีการแยกแม่ไก่และลูกไก่ออกจากกันนั้น สรุปได้ว่า แม่ไก่ที่เลี้ยงลูกเองจะใช้เวลา 4- 4.5 เดือน ในการผลิตลูก 1 ครอก  ใน 1 ปีจึงจะได้ลูกไก่เพียง 2.5 ครอกเท่านั้น ขณะเดียวกันถ้าผู้เลี้ยงแยกลูกไก่มาเลี้ยงดูแทนแม่ไก่จะใช้เวลา 1.5-2 เดือนต่อการผลิตลูกไก่ 1 ครอก ดังนั้นใน 1 ปีจึงได้ลูกไก่ประมาณ 5-6 ครอก ซึ่งโดยทั่วไปไก่พื้นเมืองจะให้ลูกครอกละประมาณ 8-10 ตัว ดังนั้น ถ้าเกษตรกรเลี้ยงโดยการแยกแม่ไก่และลูกไก่ออกจากกัน แม่ไก่ 10 ตัว จะผลิตลูกไก่หมุนเวียนเพื่อให้เกิดรายได้ 500- 600 ตัวต่อปี แต่ถ้าเกษตรกรเลี้ยงแม่ไก่ที่เลี้ยงลูกเองตามธรรมชาติ 10 ตัวเช่นกัน จะมีไก่หมุนเวียนเพื่อให้เกิดรายได้ 200-300 ตัวต่อปีเท่านั้นครับ

    คุณผู้ฟังครับ ข้อดีจากการเลี้ยงไก่ตามรูปแบบ หรือวิธีการที่แนะนำคือผู้เลี้ยงสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไข้หวัดนก และโรคอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นกับไก่ และผู้เลี้ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งจำนวนไก่ที่เลี้ยงจะเพิ่มมากกว่าการเลี้ยงแบบเดิม เนื่องจากโอกาสที่ไก่จะสูญเสียจากการที่ถูกสัตว์อื่นมากัดกินหรือทำร้ายลดลง ไก่มีสุขภาพแข็งแรง มีการเจริญเติบโตที่ดี เพราะผู้เลี้ยงดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด และด้วยการเลี้ยงในโรงเรือนนี้เอง ทำให้ไก่มีที่อยู่เป็นสัดส่วนไม่ไปรบกวนหรือสร้างความรำคาญแก่เพื่อนบ้าน ทำให้ผู้เลี้ยงไก่และเพื่อนบ้านมีความสุข สบายใจเพิ่มขึ้น จากข้อดีข้างต้น จะเห็นได้ว่านอกจากจะทำให้ผู้เลี้ยงมีรายได้เสริมเพิ่มมากขึ้นจากการขายไก่พื้นเมืองแล้ว ยังก่อให้เกิดความสุขสบายใจเพิ่มขึ้นด้วย และถ้าผู้เลี้ยงให้ความสนใจเลี้ยงดูไก่อย่างจริงจังต่อเนื่องแล้ว การเลี้ยงไก่พื้นเมืองสามารถจะพัฒนาให้เป็นอาชีพหลักได้ครับ

    เป็นอย่างไรบ้างครับคุณผู้ฟัง กับสาระดีๆ ที่ทางรายการของเราได้นำมาให้คุณผู้ฟังได้ฟังกันในวันนี้ กระผมหวังว่า สาระในวันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ คุณผู้ฟังสามารถติชมรายการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยการเขียนจดหมายและจ่าหน้าซองมายัง  “สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วงเล็บมุมซองว่า “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903” หรือ โทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 ในวันและเวลาราชการครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

    สุชาติ สงวนพันธุ์

    สุชาติ สงวนพันธุ์ นักวิชาการเกษตร จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตสัตว์ปีก สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

     

    …………………………………………………………………………………….

  • รายการวิทยุ เรื่อง “การรมยาด้วยสารฟอสฟีน เพื่อการเก็บรักษาข้าวเปลือก”

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 1 เดือนพฤศิจกายน พ.. 2557

    เรื่อง  การรมยาด้วยสารฟอสฟีน เพื่อการเก็บรักษาข้าวเปลือก

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    …………………………………………………………………………………………………………….

     

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่านคครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้รับทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

     สวัสดีครับคุณผู้ฟังครับ วันนี้กระผมมีผลงานวิจัยที่น่าสนใจในเรื่องการเก็บรักษาข้าวเปลือก ด้วยวิธีการรมยาด้วยสารฟอสฟีน ทั้งการเก็บในไซโลและที่เก็บในกระสอบป่าน เป็นผลงานวิจัยของอาจารย์วัชรพล ชยประเสริฐ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน  

    คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า ประเทศไทยเรานี้มีการผลิตข้าวได้มากกว่าปีละ30ล้านตัน และเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก เพื่อป้องกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นระหว่างการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยว  ผู้ประกอบการ เช่นโรงสีและโกดังเก็บสินค้าต่างๆ จะต้องวางแผนจัดการกับสต็อกข้าวที่ตนเองมีอยู่ เพื่อป้องกันการเข้ามาทำลายของแมลง อย่างเช่น ด้วงงวงข้าว

    คุณผู้ฟังครับ เรามาฟังการเก็บรักษาข้าวโดยทั่วๆไปกันก่อนนะครับ จะแบ่งออกเป็น 4 วิธีด้วยกัน ได้แก่

    1. การเก็บในสภาพปกติไม่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ หมายถึง การเก็บข้าวไว้ในโรงเก็บปกติที่ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเก็บ เป็นวิธีที่นิยมใช้อยู่เป็นส่วนใหญ่ เพราะมีการลงทุนน้อย และเสียค่าใช้จ่ายต่ำ แต่โอกาสที่จะเกิดความเสียหายในระหว่างการเก็บรักษามีสูง เช่น การเก็บในโรงเก็บหรือยุ้งฉางของเกษตรกร โรงสีหรือโกดังส่งออกข้าวขนาดใหญ่ๆ
    2. การเก็บในสภาพที่มีการควบคุมอุณหภูมิเพียงอย่างเดียวเช่น การเก็บข้าวไว้ในตู้แช่ ตู้เย็น หรือในไซโลเก็บข้าวที่มีการเป่าลมเย็น เป็นต้นครับ บางคนอาจยังจะไม่รู้จักไซโล ไซโลเก็บข้าวนั้นก็คือ สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ทำจากวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน ภายในมีระบบกันชื้นและระบายอากาศ สำหรับเก็บผลผลิตการเกษตรไว้ชั่วคราวก่อนส่งออก รูปแบบของไซโล มี 2 แบบ นั่นก็ คือไซโลแบบกรวย (hopper silo) และไซโลแบบก้นเรียบ (flat silo) ไซโลทั้งสองแบบมีหลักในการทำงานที่คล้ายกัน คือ ในถังไซโลจะมีสายพาน ลำเลียงวัตถุดิบออกจากถังไซโลไปยังโรงเรือน โดยไซโลแบบกรวย มีลักษณะเป็นถังก้นกรวย วางยกสูงจากพื้นดิน เพื่อสะดวกในการลำเลียงวัตถุดิบ ไซโลก้นเรียบ มีลักษณะเป็นถังก้นเรียบ มีสายพานเพื่อลำเลียงวัตถุดิบออกจากก้นถัง นอกจากนี้ในถังไซโลก้นเรียบยังมีใบกวาด เพื่อกวาดวัตถุดิบไม่ให้ติดค้างที่ก้นถัง ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คือ หลักการทำงานเบื้องต้นของไซโลนั่นเองครับ
    3. การเก็บในสภาพที่มีการควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศได้แก่ การเก็บข้าวไว้ในภาชนะเก็บที่มิดชิด สามารถป้องกันการเคลื่อนที่ผ่านเข้าออกของอากาศได้ เช่น การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ในปีปสังกะสี การเก็บข้าวในสภาพปิดเช่นนี้ ความชื้นของข้าวจะเป็นตัวกำหนดความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศภายในภาชนะที่เก็บ ถ้าความชื้นของข้าวต่ำ ความชื้นสัมพัทธ์ภายในภาชนะบรรจุก็จะต่ำด้วย ข้าวที่เก็บจะเกิดความเสียหายน้อย ถ้าความชื้นสัมพัทธ์ของข้าวสูง ความชื้นสัมพัทธ์ภายในภาชนะบรรจุก็จะสูงตามไปด้วย ข้าวที่เก็บก็จะเกิดความเสียหายสูง ดังนั้นการเก็บรักษาข้าวด้วยวิธีนี้ ข้าวควรมีความชื้นก่อนเก็บต่ำ ทั้งนี้ขึ้นกับระยะเวลาที่ต้องการเก็บรักษา อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปความชื้นไม่ควรเกิน 10% วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลดี และมีค่าใช้จ่ายต่ำครับ
    4. การเก็บในสภาพที่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศวิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด สามารถป้องกันและลดความเสียหายของข้าวได้ดี เก็บรักษาข้าวให้คงคุณภาพดี ได้เป็นเวลานาน แต่มีการลงทุน และเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง เช่นการเก็บอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ข้าวในธนาคารเชื้อพันธุ์

    ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้ากระผมมีวิธีปฏิบัติในการเก็บรักษาข้าวให้ฟังครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ วิธีปฏิบัติในการเก็บรักษาข้าว

    สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการเก็บรักษาข้าว นั่นก็คือการรักษาปริมาณและคุณภาพข้าวที่เก็บให้คงที่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาข้าวได้แก่

    1. ความชื้นของข้าวที่จะเก็บโดยทั่วไปความชื้นของข้าวไม่ควรสูงเกิน 14% ถ้าเป็นเมล็ดพันธุ์ความชื้นไม่ควรเกิน 12%
    2. ความสะอาดข้าวที่จะเก็บต้องสะอาดไม่มีสิ่งเจือปน อย่างเช่น เศษฟาง ตอซัง วัชพืช กรวด หิน ดิน ทราย เพราะสิ่งเหล่านี้ดูดความชื้นได้ดี ทำให้ข้าวมีความชื้นเพิ่มขึ้นในขณะเก็บรักษานั่นเอง
    3. การปลอดจากโรค แมลง ศัตรูต่างๆข้าวที่จะนำเข้าเก็บต้องปลอดจากโรค แมลง และศัตรูต่างๆ หากพบควรหาวิธีป้องกันกำจัดที่ถูกต้องและเหมาะสม
    4. การควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเก็บให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม
    5. ลักษณะและสถานที่ตั้งของโรงเก็บโรงเก็บที่ดีควรตั้งอยู่บนที่ดอนและแห้ง มีการระบายน้ำดี เพื่อป้องกันน้ำท่วม รอบๆบริเวณโรงเก็บต้องสะอาด โปร่ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม สภาพโรงเก็บต้องมีผนังปิดมิดชิด แน่นหนา มีหลังคากันแดด กันฝน น้ำค้าง ควรยกพื้นสูง เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศด้านล่างตามช่องเปิดต่างๆ ควรมีตาข่ายป้องกัน นก หนู และสัตว์ศัตรูต่างๆด้วยครับ
    6. การจัดการในขณะเก็บรักษาควรมีการตรวจสอบข้าวที่เก็บและโรงเก็บเป็นระยะๆครับ

    ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้ารู้จักกับอีกวิธีหนึ่งในการเก็บรักษาข้าวกันครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อครับ วิธีการเก็บรักษาข้าวอีกวิธีหนึ่ง ที่จะทำการทดสอบในผลงานวิจัยในครั้งนี้ นั่นก็คือ การรมยา (fumigation) เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการกำจัดศัตรูในผลผลิตการเกษตร เพื่อให้สามารถเก็บรักษาผลผลิตให้คงคุณภาพอยู่ได้เป็นระยะเวลานานๆ ถึงแม้ว่ากระบวนการรมยาหากดูอย่างผิวเผินจะเป็นกระบวนการที่ทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะและความรู้มากนักแต่ในความเป็นจริง เพื่อให้การรมยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยผู้ปฏิบัติงานรมยาจะต้องมีความชำนาญเข้าใจถึงหลักการพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรมยา และสามารถประเมิณความสำคัญของปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อผลสำเร็จของการรมยาได้

    คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า สารรมที่นิยมใช้กับการรมยาเพื่อการเก็บรักษาธัญพืช เช่นข้าวและข้าวโพดคือ ฟอสฟีน (phosphine) แต่การรมยาด้วยฟอสฟีนจำเป็นต้องใช้เวลานาน (ประมาณ 7-14 วัน) และฟอสฟีนยังเป็นก๊าซที่ทำปฏิกริยากัดกร่อนโลหะ นอกจากนี้งานวิจัยหลายชิ้นได้ยืนยันถึงความต้านทานของแมลงต่อฟอสฟีนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการใช้ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการรมยาเท่าเดิม ความต้านทานของแมลงต่อฟอสฟีนที่เพิ่มมากขึ้นนี้ เกิดจากการรมยาที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้มีแมลงบางส่วน ได้รับสารรมนี้เข้าไปแต่ไม่ได้ถูกกำจัดแมลงที่มีชีวิตรอดเหล่านี้ก็จะส่งผ่านคุณลักษณะทางพันธุกรรมที่ทำให้แมลงมีความต้านทานต่อฟอสฟีนให้กับแมลงรุ่นต่อๆไป ดังนั้นผู้ใช้งานฟอสฟีนต้องมีความรู้ความเข้าใจและใช้งานสารรมนี้อย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการเกิดขึ้นของปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นครับ

    คุณผู้ฟังครับ รูปแบบการเก็บรักษาข้าวเปลือกในปริมาณมากในปัจจุบันจะเป็นในลักษณะของการทำเป็นกองเปิดในโรงเก็บการบรรจุในกระสอบแล้วกองไว้เป็นชั้นๆหรือเก็บในโซโล เป็นที่ทราบกันดีว่าความเข้มข้นของสารรมจะมีค่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างการรมยาข้าวเปลือกไม่ว่าข้าวเปลือกนั้นจะมีลักษณะการจัดเก็บอย่างไรก็ตาม การสูญเสียความเข้มข้นของสารรมนี้เกิดจากสองปัจจัยหลัก นั่นก็คือการรั่วไหล ของสารรมจากภายในปริมาตรการรมออกสู่ภายนอกและการดูดซับสารรมโดยข้าวเปลือก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสามารถในการทำนายอัตราการสูญเสียความเข้มข้นเมื่อเทียบกับปัจจัยที่ผลกระทบอื่นๆ จะช่วยให้การรมยาประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองละครับ

    โครงการวิจัยนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการลดลงของความเข้มข้นของสารรมฟอสฟีนในระหว่างการรมในไซโล และในผ้าคลุมรมยาขนาดเล็กกับตัวแปรอื่นๆ เช่น ความหนาของผ้าคลุมรมยา สภาวะอากาศโดยรอบ และความมิดชิดของปริมาตรการรม เป็นต้น ความสัมพันธ์ที่ได้จะสามารถนำไปใช้ทำนายประสิทธิภาพการรมยาด้วยสารรมฟอสฟีนได้ครับ

    วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยนี้ เพื่อเปรียบเทียบการรั่วไหลของสารรมฟอสฟีนระหว่างการรมยาในไซโลและในผ้าคลุมรมยา และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการลดลงของความเข้มข้นของสารรมฟอสฟีนในระหว่างการรมยาทั้งสองแบบข้างต้นกับตัวแปรอื่นๆ เช่น ความหนาของผ้าคลุมรมยา สภาวะอากาศโดยรอบ และความมิดชิดของโครงสร้างการรม ช่วงหน้ามาดูผลการทดลองกันนะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    การทดสอบด้วยความดันมีความสำคัญต่อผลสำเร็จของการรมยาแต่ความเที่ยงตรงของผลการทดสอบสามารถได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกหลายปัจจัย เช่น ขนาดของโครงสร้างและสภาวะอากาศโดยรอบครับ อัตราการเปลี่ยนแปลงของความดันในระหว่างการทดสอบความดัน สามารถอธิบายได้ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์  คือ ความสามารถในการอธิบายอัตราการลดลงของความดันในไซโลด้วยสมการ  เมื่อไม่เปิดวาล์วปรับแต่งความหนาแน่นของอากาศ ไซโลที่ทดลองหมายเลข 2 สามารถรักษาความดันไว้ในระดับสูงกว่า 500 Pa (ปาสกาล) เป็นหน่วยวัดความดันนะครับ ได้เป็นเวลานานกว่า 30 นาที เป็นอย่างน้อย ถึงแม้ว่าโดยรวมค่าความดันจะมีแนวโน้มลดลงตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น การทดสอบซ้ำแต่ละครั้งให้ผลที่มีความแต่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ในบางช่วงเวลาค่าความดันมีค่าเพิ่มขึ้น และบางช่วงเวลาค่าความดันลดลงถึงเกือบ  -400 Pa (ปาสกาล) จากการสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้น และลดลงอย่างไม่แน่นอนนี้ เกิดจากการที่แสงแดดส่องกระทบลงบนไซโลโดยตรงในระหว่างการทดสอบทำให้อากาศภายในไซโลมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น เมื่อแสงแดดไม่สามารถส่องกระทบไซโลได้โดยตรง เนื่องจากการบดบังของเมฆ อุณหภูมิของอากาศภายในไซโลจึงลดลง ผลกระทบของแสงแดดนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของความดันภายในไซโลถึงแม้ว่ามวลโดยรวมของอากาศภายในไซโลจะมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากการรั่วไหลก็ตาม ทำให้เห็นว่าสมการ สามารถอธิบายอัตราการเปลี่ยนแปลงของความดันเทียบกับเวลาได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้สูตรคำนวนทางคณิตศาสตร์ ในการวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการทดสอบความดันหรือคาดการณ์ผลที่จะได้จากการทดสอบได้ก่อนการทดสอบจริง ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    อัตราการสูญเสียก๊าซฟอสฟีนออกจากโครงสร้างการรมยาที่เป็นไซโล หรือโครงสร้างผ้าคลุมสามารถคำนวนได้ในรูปของค่า HLT คือ ค่าที่ใช้วัดระดับความมิดชิดของระยะเวลาที่ระดับความดันลดลงจากค่าเริ่มต้นค่าหนึ่งถึงครึ่งหนึ่งของค่าเริ่มต้นนั้น

    ส่วนผ้าคลุมรมยาที่มีความหนา 0.05, 0.1 และ 0.2 mm มีความสามารถในการเก็บกักก๊าซฟอสฟีนได้ใกล้เคียงกันและปัจจัยสำคัญที่มีกระทบต่ออัตราการรั่วไหลของก๊าซฟอสฟีนระหว่างการรมยา คือคุณภาพการซีลของโครงสร้างการรมในโครงสร้างการรมยาที่สร้างจากผ้าคลุมรมยา 

    การสูญเสียก๊าซฟอสฟีนเนื่องจากการรั่วไหลออกจากโครงสร้างการรมสู่ภายนอกเกิดจากกลไกหลัก 2 กลไก คือ การรั่วไหลผ่านช่องเปิดต่างๆ ซึ่งเกิดจากการซีลที่ไม่สนิท และ การซึมของก๊าซทะลุผ่านผ้าคลุมรมยา ผ้าคลุมรมยาที่เป็นที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันจะเป็นผ้าคลุม PVC ซึ่งมีความหนาแตกต่างกันตั้งแต่ประมาณ 0.05 ถึง 0.2 mm ทำการทดลองวัดความสามารถในการให้ฟอสฟีนซึมผ่าน ของแผ่นวัสดุต่างๆ โดยใช้อุปกรณ์ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ  มีลักษณะเป็นกล่องทรงกระบอกขนาด 216 ml สร้างจากสเตนเลส คณะผู้วิจัยจึงทำการทดลองรมยาในโครงสร้างผ้าคลุมเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการเก็บกักก๊าซฟอสฟีนของผ้าคลุมรมยาPVC ที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันภายใต้เงื่อนไขการทดลองที่คล้ายกับการรมยาในทางปฏิบัติโดยเน้นให้ผลการทดลองง่ายต่อการเข้าใจคือ ใช้ค่า HLT ซึ่งสามารถคำนวนได้จากสมการ ในการเปรียบเทียบอัตราการสูญเสียก๊าซ

    การทดลองรมยาทำโดยการใส่เม็ดยาaluminium phosphideจำนวน 1 เม็ด ลงในถ้วยน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ภายในโครงสร้างผ้าคลุมแต่ละโครงสร้าง  เนื่องจากก๊าซฟอสฟีนสามารถลุกติดไฟได้ที่ความเข้มข้นประมาณ 18,000 ppm(explosive limit) การใส่เม็ดยาจึงทำด้วยความระมัดระวังนะครับ  โดยทำการวัดครั้งแรกหลังจากใส่เม็ดยาเป็นเวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมง และวัดครั้งต่อๆ ไปทุกๆ 8 –12 ชั่วโมง ต่อเนื่องกันเป็นเวลาอย่างน้อย 120 ชั่วโมง

    ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีผลต่ออัตราการสูญเสียก๊าซในระหว่างการรมยา คือ สภาวะอากาศในบริเวณโดยรอบโครงสร้างการรมยา  ดังนั้นผลการทดลองที่ไปเป็นไปตามที่คาดหมายนี้อาจมีสาเหตุมาจากความแตกต่างของสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกๆ การทดลองรมยาครับ หากคุณผู้ฟังอยากทราบรายละเอียดสามารถติดต่อสอบถามไปทาง อ.วัชรพล ชยประเสริฐ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน  โทรศัพท์ 0-3435-1896  คุณผู้ฟังสามารถติชมรายการ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 ในวันและเวลาราชการครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

     

     

     วัชรพล ชยประเสริฐ

    อาจารย์วัชรพล ชยประเสริฐ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

  • รายการวิทยุ เรื่อง “กล้วย” พืชที่ยังมีประโยชน์อีกมาก

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ที่ 25 เดือนตุลาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง “กล้วย” พืชที่ยังมีประโยชน์อีกมาก

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง  โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับกล้วยนั้นเป็นพืชเมืองร้อนที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายสิบชนิดและกล้วยที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายในบ้านเรา ได้แก่ กล้วยน้ำว้า  กล้วยหอมและกล้วยไข่ ส่วนกล้วยที่ได้รับความนิยมจากต่างประเทศ ได้แก่  กล้วยหอมทอง  กล้วยหอมเขียว และกล้วยไข่ หากจะพูดถึงประโยชน์ของกล้วยแล้วสามารถพูดได้ว่า กล้วยนั้นมีประโยชน์มากมาย และสามารถใช้ประโยชน์ได้ดีเกือบทุกส่วน เช่น กาบกล้วย  สามารถนำมาใช้ควั่นเชือก  ใบตองสดและแห้งนำมาใช้ห่อของ  มวนบุหรี่  ห่อหุ้มกิ่งตอน หรือห่อหุ้มผลไม้บางชนิด  เพื่อบ่มผิวและป้องกันแมลงได้เป็นอย่างดี  ส่วนปลีกล้วยก็นำมาเป็นอาหารหมูได้อีกด้วย  และที่แน่ๆนั้นก็คือ กล้วยนั้นรับประทานได้และอร่อย เป็นแหล่งวิตามิน เด็กและผู้ใหญ่ทานได้ทานดี นอกจากกล้วยจะเป็นผลไม้สำหรับทานสดๆแล้วเรายังสามารถนำกล้วยไปทำเป็นอาหารแปรรูปได้อีกมากมาย เช่น  นำมาตากแห้ง เป็นกล้วยตาก ทำของหวาน  กลั่นเป็นสุราหรือเครื่องดื่ม  รวมถึงสามารถนำมาทำน้ำส้มสายชูได้อีกด้วย

    คุณผู้ฟังคครับ กล้วยที่พบเห็นทั่วไปในท้องตลาดนั้น  พัฒนามาจากกล้วยป่าโดยมีการเปลี่ยนแปลงจากกล้วยที่มีเมล็ดจำนวนมาก  เป็นกล้วยที่ไม่มีเมล็ดและเกิดการเป็นหมันด้วย  จึงทำให้กล้วยมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น   เพราะสะดวกในการรับประทานจึงได้มีการนำไปปลูกต่อ  ๆ  กันไป   เมื่อเห็นว่าต้นไหนดีมีรสชาติอร่อย   ไม่มีเมล็ด  ทนต่อโรค  แมลง  มีความแข็งแรง   จะทำการขยายพันธุ์กล้วยต้นนั้นต่อ ๆ กันไป   เพราะว่ากล้วยขยายพันธุ์ง่ายโดยการแยกหน่อ   จึงทำให้มีการกระจายพันธุ์ของกล้วยไปได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นกล้วยยังสามารถผสมพันธุ์ได้เองเตามธรรรมชาติ  ทำให้ได้ลูกผสมหลายชนิดเกิดขึ้นและได้ลูกผสมที่ไม่มีเมล็ดเกิดขึ้นด้วยครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ- 

    คุณผู้ฟังครับ กล้วยเป็นพืชยืนต้นที่มีอายุหลายฤดู  ซึ่งโดยปกติการขยายพันธุ์กล้วยนั้นสามารถทำได้หลายวิธี คือ  การขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด  การขยายพันธุ์โดยการใช้หน่อ   และการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ   ส่วนการขยายพันธุ์โดยการใช้หน่อนั้นหน่อที่เหมาะสมในการขยายพันธุ์  คือ  หน่อใบแคบ  วิธีนี้เป็นที่นิยมทำกันอยู่โดยทั่วไป  การขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการขยายพันธุ์ เพื่อให้ได้จำนวนต้นมากและแข็งแรงปราศจากโรค   วิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะในการทำการค้าเพราะต้นที่ได้จะมีขนาดสม่ำเสมอ  และให้ผลผลิตพร้อมกันหรือในเวลาใกล้เคียงกัน

                   โดยทั่วไปแล้วกล้วยมักจะออกปลีเมื่ออายุราว  8  เดือน  ถึง  1  ปีนับแต่วันปลูก  ส่วนกล้วยไข่กล้วยน้ำว้า  และกล้วยหอมนั้น  จะออกปลีในระยะใกล้เคียงกันหากปลูกในท้องที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินที่เหมือน ๆ กัน  และหน่อที่ปลูกมีขนาดเท่า ๆ กัน กล้วยไข่มักจะออกเครือก่อน   ตามด้วยกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมจะออกล่าสุด  ซึ่งก่อนที่กล้วยจะแทงปลีจะสังเกตเห็นว่ากล้วยจะแทงใบซึ่งมีลักษณะต่างกับใบปกติของกล้วย คือ  มีขนาดเล็กกว่าและมักจะชี้ตรงขึ้นท้องฟ้าเรียกว่า “ ใบธง”  ซึ่งจะเป็นสัญญาณบอกว่ากล้วยกำลังจะออกปลี  พอปลีโผล่พ้นตายอดแล้วก็จะเริ่มทะยอยบานให้เห็นดอกกล้วยไล่เวียนลงมา  และจะเจริญเติบโตเป็นหวีกล้วยต่อไป   กล้วยเครือหนึ่ง ๆ จะมีหวีสมบูรณ์ประมาณ  4 – 6  หวี ๆ ละ 10 – 16  ผล  เฉลี่ยแล้วในเครือหนึ่ง ๆ จะมี  70  ผล   ดังนั้นในเนื้อที่  1  ไร่ถ้าปลูก  64  ต้นจะได้กล้วยประมาณ  4,480  ผล 

                   สำหรับการปลูกกล้วยหอมนั้น  หลังจากเก็บเครือแล้วชาวสวนมักจะรื้อสวนทิ้ง  และนำหน่อย้ายไปปลูกในพื้นที่ใหม่มากกว่าจะปลูกซ้ำในพื้นที่เดิม  เพราะถ้าปลูกในที่เดิมผลผลิตจะลดลงไม่ดีเหมือนกับปลูกในพื้นที่ใหม่  พื้นที่เดิมอาจจะใช้ปลูกพืชล้มลุกชนิดอื่นหมุนเวียนไป   พอในปีต่อมาจึงค่อยกลับมาปลูกกล้วยหอมใหม่   แต่สำหรับกล้วยน้ำว้านั้นหากเป็นส่วนที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีก็จะมีอายุยืนนานพอหลังจากเก็บเครือจากต้นแม่แล้วเกษตรกรก็สามารถเลี้ยงหน่อที่แข็งแรงขึ้นทดแทนจนกว่าจะเห็นว่ากอกล้วยเริ่มโทรม  และผลผลิตไม่คุ้มค่าการดูแลรักษาแล้วจึงค่อยรื้อสวนปลูกใหม่

    -เพลงคั่นรายการ-

                   คุณผู้ฟังครับ ในการปลูกกล้วยนั้นควรจะต้องดูแลรักษาในเรื่องการคลุมดิน การปลูกพืชคลุมดินจะช่วยป้องกันวัชพืชได้เป็นอย่างดี   ช่วยรักษาความชื้นในดินและป้องกันการชะล้างหน้าดิน  พืชที่จะนำมาปลูกเพื่อคลุมดินควรจะเป็นพืชที่ปลูกได้ดีในที่ร่ม  นอกจากการใช้พืชคลุมดินแล้วอาจใช้วัสดุคลุมดิน  เช่น  ใช้ใบที่แห้งหรือลำกล้วยที่ตัดเป็นท่อน ๆ ซึ่งลอกเป็นกาบ ๆ แล้วใช้กาบคลุมดิน   แต่วิธีนี้ควรระวังโรคที่อยู่ที่ใบหรือกาบด้วย  ปัจจุบันได้มีการนำพลาสติกสีดำมาใช้ซึ่งก็ใช้ได้  แต่ควรใช้ร่วมกับการให้น้ำระบบน้ำหยด

                   โดยธรรมชาติแล้วกล้วย  จะมีระบบรากที่ตื้นและแผ่กระจายด้านข้างดังนั้นจึงไม่ควรพรวนดินอาจทำให้ระบบรากกระทบกระเทือนได้    การกำจัดวัชพืชจึงควรใช้วิธีถางและป้องกันโดยใช้พืชคลุมดินหรือวัสดุคลุมดินมากกว่า   สำหรับการตัดแต่งหน่อนั้น  การปลูกกล้วยให้ได้ผลดีมีคุณภาพ   ควรบังคับการเกิดหน่อไม่ให้มีหน่อมาก การคัดเลือกหน่อที่ดีสำหรับฤดูกาลต่อไป นอกจากนี้การดูแลสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ก็จะทำให้ได้ผลผลิตสูงให้มีคุณภาพดีจะเป็นความสำเร็จอย่างมากในการปลูกกล้วย

                      คุณผู้ฟังครับ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกกล้วยควรจะมีสภาพอากาศที่อบอุ่นชุ่มชื้น  คือ  มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า  15  องศาเซลเซียส  หรือสูงกว่า  33  องศาเซลเซียส  และความชื้นสัมพัทธ์อย่างน้อย  60  %  ปริมาณฝนตกเฉลี่ย  20 – 22  เซนติเมตรต่อเดือน อย่างไรก็ตามไม่ควรปลูกกล้วยในพื้นที่ที่มีมรสุมบ่อย ๆ สำหรับที่ที่เหมาะสมคือ  มีความเป็นกรดเป็นด่างตั้งแต่  4.5 – 7  ควรมีการปรับปรุงดินให้ร่วน  ถ้าพื้นที่นั้นไม่ใช่ดินทราย  ระยะปลูกกล้วยที่เหมาะสมประมาณ  1 X  3 เมตร  หรือ  1  เมตรครึ่ง  X 3  หรือ 2X  4  เมตร  และ 4X4  เมตร  ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับชนิด  ของกล้วยและระยะเวลาในการปลูก  ซึ่งหากต้องการทิ้งไว้นานปีก็ควรใช้ระยะห่างเพื่อให้หน่อเจริญด้วย สำหรับกล้วยที่มีต้นสูงก็ควรทำค้ำยัน   โดยใช้ไม้ไผ่ทำรูปกากบาท  โดยให้มุมเป็นที่รองรับน้ำหนักของต้นและเครือ   ในการปลูกเพื่อเป็นการค้าอาจใช้ลวดสลิงผูกโดยรอบเครือ เพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยว    และควรคลุมเครือกล้วยด้วยถุงพลาสติก  เมื่อผลกล้วยเติบโตแล้วก่อนคลุมควรฉีดยากันโรคแมลงและตัดแต่งเครือเสียก่อน   สำหรับถุงที่คลุมนั้นต้องมีขนาดใหญ่กว่าเครือกล้วยและต้องเจาะรูระบายอากาศและเปิดปลายถุงเอาไว้  การคลุมถุงนั้นจะทำให้คุณภาพของกล้วยดีและผิวสวยขึ้นครับ

                   คุณผู้ฟังครับ กล้วยต้องการปุ๋ยเช่นเดียวกัน การให้ปุ๋ยกับต้นกล้วยนั้น  ควรคำนึงถึงปริมาณธาตุอาหารที่อยู่ในดินและปริมาณธาตุอาหารที่ต้นกล้วยดูดขึ้นมาใช้  ซึ่งส่วนใหญ่ปริมาณธาตุอาหารที่พืชดูดขึ้นมาใช้จะสะสมไว้ที่ผลถึง  32 – 56  %  และธาตุอาหารที่สะสมอยู่ในผลกล้วยที่มากที่สุด คือ  โปแตสเซียม  รองลงมาคือ  ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสเล็กน้อย   ดังนั้นการใช้ปุ๋ยกับต้นกล้วยนั้นควรให้โปแตสเซียมที่สูงกว่าไนโตรเจนได้  สำหรับฟอสฟอรัสควรให้ในปริมาณไม่มากนัก  แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้ถูกต้องก็ควรนำดินไปวิเคราะห์ก่อนว่าควรจะให้ปุ๋ยชนิดใด  ในปริมาณเท่าใด  เพราะความอุดมสมบูรณ์ของดินแต่ละแหล่งปลูกไม่เหมือนกัน  อีกสักครู่มาติดตามเรื่องกล้วยกับผลการวิจัยและประโยชน์ใช้สอยด้านต่างๆของกล้วยกันต่อนะครับ 

    -เพลงคั่นรายการ- 

                   คุณผู้ฟังครับ ในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิจัยสาขาต่าง ๆ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยในประเทศไทย     การผลิตกล้วยเพื่อการส่งออกต่างประเทศ  รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าของกล้วยด้วยการแปรรูป  และการนำส่วนต่าง ๆ ของต้นกล้วยมาใช้ประโยชน์  เช่น  ปลี  ใบกล้วย  และกาบกล้วย  และในด้านการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยนั้นคณะนักวิจัยด้านพืชสวนได้สำรวจ  รวบรวมและจำแนกพันธุ์กล้วยในประเทศไทยตั้งแต่  พ.ศ.2522  ได้พันธุ์กล้วยถึง  56  พันธุ์  และได้เก็บรักษาพันธุ์ไว้ในแปลงรวบรวมพันธุ์ที่สถานีวิจัยปากช่อง  จังหวัดนครราชสีมา  และที่ภาควิชาพืชสวน  คณะเกษตร  วิทยาเขตกำแพงแสน

                   สำหรับพันธุ์กล้วยที่ปลูกในประเทศไทยนั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายหลายชนิด  และถ้าจะดูการใช้ประโยชน์แล้ว  สามารถแบ่งออกได้ดังนี้  คือ  หากเป็นการปลูกเพื่อใช้ใบ  มักจะปลูกกล้วยตานี  เพราะว่าใบจะเหนียวกว่า  ใบมีสีเขียวเข้มเป็นเงาและสวยกว่าใบกล้วยชนิดอื่น  นอกจากใบจะเหนียวกว่ากล้วยชนิดอื่นแล้ว กาบกล้วยยังเหนียวกว่ากล้วยชนิดอื่น ด้วย  หากเป็นการปลูกเพื่อรับประทานผลสดมักจะปลูกกล้วยไข่  กล้วยหอมชนิดต่าง ๆ  และกล้วยน้ำว้า  หากเป็นการปลูกเพื่อใช้ผลทำอาหารหรือแปรรูปมักจะปลูกกล้วยน้ำว้า  กล้วยหักมุก  กล้วยหิน  กล้วยงาช้าง  กล้วยนางพญา  ซึ่งเนื้อกล้วยเหล่านี้จะมีแป้งมาก   เมื่อทำให้สุกด้วยความร้อนจะทำให้มีรสหวาน   อร่อยกว่ารับประทานผลสด   ถ้าผลสดที่สุกจะมีรสหวานอมเปรี้ยว   ส่วนใหญ่กล้วยเหล่านี้จะมีต้นสูงใหญ่และมีความแข็งแรง  ทนทานต่อโรคมากกว่ากล้วยไข่และกล้วยหอม

                   นอกจากนี้เรายังปลูกกล้วยเพื่อใช้เส้นใย  เส้นใยของกล้วยส่วนใหญ่ที่ได้จากกาบกล้วย เมื่อรีดเอาน้ำออกแล้วจะให้เส้นใยที่เหนียว  สามารถใช้ทำเชือก  กระเป๋า  และยังนำไปทำเส้นใยกระดาษได้ดีอีกด้วย  ซึ่งเส้นใยของกล้วยตานีจะมีความเหนียวมาก  จึงนิยมนำมาทำกระเป๋าถือสตรี  โดยมีแหล่งทำอยู่ที่จังหวัดสงขลา  สำหรับเส้นใยที่ทำกระดาษได้ดีคือ  เส้นใยของกล้วยหอมคาเวนดิช

                   คุณผู้ฟังครับ  นอกจากการใช้ผลกล้วยแล้วยังมีการใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆ ของกล้วยเพื่อทำผลิตภัณฑ์อื่น ๆ  เช่น  การใช้ใบและลำต้นเทียมของกล้วย  การใช้ใบตอง  เพื่อนำมาทดแทนภาชนะพลาสติกและโฟมในการใส่อาหารชั่วคราว เพื่อลดปัญหาขยะและมลภาวะทางอากาศ   ซึ่งก็พบว่าการใช้ใบตองของกล้วยตานีและกล้วยหอมเขียว  จะได้คุณสมบัติใกล้เคียงกัน  มีความแข็งแรงดีกว่าใบตองของกล้วยน้ำว้าและใบที่ใช้ควรเป็นใบอ่อนจะมีสีสวยกว่าใบแก่    ในการวิจัยได้ทำการขึ้นรูปภาชนะ     รูปร่างเป็นวงกลม   สี่เหลี่ยมผืนผ้า  และสี่เหลี่ยมจัสตุรัส   ในการขึ้นรูปต้องใช้แม่พิมพ์อัดโดยใช้ความร้อน  แรงดัน  จากการศึกษาพบว่าการขึ้นรูปต้องใช้แม่พิมพ์ที่ประกบติดกันได้สนิทและระยะห่างของแม่พิมพ์ทั้ง   2ชั้น   ต้องสม่ำเสมอและควรใช้ใบตอง  7  ชั้นอัดที่อุณหภูมิ  80  องศาเซลเซียส  เป็นเวลา  1  นาที  30  วินาทีถึง  3  นาที   ส่วนภาชนะควรเป็นทรงกลมและตื้นประมาณ  3  เซนติเมตร  ก็จะได้ภาชนะที่แข็งแรงกว่าทรงเหลี่ยมและลึก  อย่างไรก็ตามความแข็งแรงทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับชนิดใบตองที่ใช้ด้วย

     ส่วนการผลิตกระดาษจากลำต้นเทียมของกล้วยนั้น   ได้มีการทำวิจัยพบว่ามวลของต้นกล้วยส่วนใหญ่จะเป็นน้ำจึงมีแรงต้านทานต่อแรงหักที่สูงกว่าไม้หลายชนิด   เหมาะที่จะทำเป็นกระดาษเพื่อความสวยงาม 

                   นอกจากการวิจัยในด้านการผลิตและแปรรูปแล้ว  นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ของการผลิตและการใช้ประโยชน์ต่าง ๆ จากกล้วย จากงานวิจัยพบว่า  เกษตรกรเห็นว่าต้นกล้วยพันธุ์แกรนด์เนนที่ผลิตจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อดีนั้น  เหมาะสมที่จะผลิตเป็นการค้า   จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดังกล่าวนี้จะเห็นได้ว่า  เราสามารถที่จะปลูกกล้วยได้ดีในประเทศไทย   และยังสามารถปลูกได้ในเชิงพาณิชย์ได้ด้วย  ส่วนต่าง ๆ ของกล้วย  รวมทั้งผล  และยังสามารถนำมาแปรรูปได้ซึ่งล้วนเป็นการเพิ่มมูลค่าของกล้วยให้มากยิ่งขึ้น 

    -เพลงคั่นรายการ- 

               คุณผู้ฟังครับ ลองทายสิว่ากล้วยอะไรบ้างที่ปลูกเป็นการค้าในประเทศไทยเรา ใช่แล้วครับ กล้วยไข่ กล้วยหอม  กล้วยน้ำว้าและกล้วยหักมุก ส่วนกล้วยตานีก็ปลูกเพื่อตัดใบขาย

    สำหรับพื้นที่ที่ปลูกกล้วยไข่มากที่สุด  ได้แก่  ที่จังหวัดกำแพงเพชรและเพชรบุรี  ส่วนกล้วยหอม  มีปลูกในแถบภาคกลาง  คือ  ที่จังหวัด  นนทบุรี  ปทุมธานีและกรุงเทพมหานคร  ส่วนกล้วยน้ำว้านั้นพบว่ามีการปลูกอยู่ทั่วไป  และกล้วยหักมุกก็มีการปลูกมากที่จังหวัดเพชรบุรี เช่นเดียวกัน

                   การปลูกกล้วยของประเทศไทยนั้นอยู่ในอันดับ  3  ของทวีปเอเซีย   โดยมีประเทศฟิลิปปินส์ปลูกมากเป็นอันดับหนึ่ง    ซึ่งมีปริมาณการส่งออกจากประเทศจนติดอันดับของโลก     สำหรับปริมาณการส่งออกกล้วยของประเทศไทยในสมัยก่อนเคยมีปริมาณมากแต่ก็ลดลงทุกปี  จนปัจจุบันหากเทียบปริมาณการส่งออกแล้วมีเพียงไม่ถึง1% ของการส่งออกของประเทศฟิลิปปินส์เท่านั้น เป็นที่น่าเสียดายนะครับ สำหรับการส่งออกกล้วยไปขายยังต่างประเทศนั้น  ประเทศไทยเคยส่งกล้วยหอมทองไปยังประเทศญี่ปุ่น  ฮ่องกง  สิงคโปร์และประเทศในทวีปยุโรปเป็นจำนวนมาก  แต่ว่าในปัจจุบันการส่งออกกล้วยหอมทองตกต่ำมาก  ทั้งนี้เพราะว่ากล้วยหอมมีเปลือกบาง  ช้ำง่าย  และผลผลิตต่ำทำให้ต้นทุนการผลิตสูง  น่าจะมีการพยายามผลักดันให้มีการส่งออกกล้วยไข่ให้มากขึ้นซึ่งก็มีแนวโน้มในการส่งออกที่ดี

    คุณผู้ฟังครับ เรื่องของกล้วยนั้น ไม่ใช่กล้วยๆอย่างที่คิดนะครับ สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

      

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง “การใช้ประโยชน์จากผักตบชวา”/ชาติชาย ยมะคุปต์

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ”

    ออกอากาศวันเสาร์ที่ 18  ที่  เดือน ตุลาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง การใช้ประโยชน์จากผักตบชวา

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    -เพลงประจำรายการ-

    ………………………………………………………………………………………………….

     

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟัง พบกับรายการ  “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ”  ทางวิทยุ มก. แห่งนี้เป็นประจำทุกวันเสาร์ รายการนี้ผลิตโดย  ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย  สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  และสำหรับวันนี้ขอเสนอ เรื่อง  “ การใช้ประโยชน์จากผักตบชวา”  ครับ                 

    คุณผู้ฟังครับ เมื่อพูดถึงผักตบชวาคุณผู้ฟังคงจะรู้ถึงอันตรายของมันพอสมควรนะครับเพราะถ้าหากเราไม่มีการกำจัดและป้องกันอย่างดีแล้วผักตบชวาอาจจะส่งผลร้ายต่อเราอย่างมากที่เดียวโดยเฉพาะเกษตรกรที่ยังต้องอาศัยน้ำในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตกันอยู่  ผักตบชวาก็ยังมีประโยช์อย่างมากถ้าหากมนุษย์เรารู้จักนำมันมาใช้อย่างถูกวิธี

    คุณผู้ฟังครับ ก่อนที่เราจะได้รู้ถึงวิธีการนำเอาผักตบชวาไปใช้ให้เกิดประโยชน์นั้น  เราลองมาพูดถึงวิธีการกำจัดผักตบชวาก่อนนะครับ  วิธีการกำจัดผักตบชวามีด้วยกันหลายวิธี  เช่น  การกำจัดด้วยสารเคมีวัชพืช   วิธีนี้เป็นที่นิยมมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว   เพราะเป็นวิธีที่ง่าย  ประหยัด   รวดเร็ว  และมีประสิทธิภาพมากที่สุด   แต่การใช้สารเคมีอาจทำให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์  สัตว์  และสิ่งแวดล้อม เช่น อาจจะทำให้เกิดการขาดออกซิเจนในน้ำทำให้ปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ  ตายได้ ทั้ง ๆ ที่สารเคมีไม่ได้เป็นพิษต่อชีวิตสัตว์น้ำเลย ก่อนใช้จึงควรศึกษาปัญหาที่แท้จริง  และผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม  ตลอดจนประสิทธิภาพของสารเคมีกำจัดวัชพืช  อัตราการใช้วิธีการผสม   วิธีการฉีดพ่น   ความคงทนของสารเคมีตลอดจนความเป็นพิษต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม   ควรพิจารณาในด้านค่าใช้จ่าย    เพราะต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ     ดังนั้น จึงควรอบรมผู้ทีมีหน้าที่กำจัดผักตบชวา

    การกำจัดผักตบชวา  โดยการใช้แรงงานคน  ได้แก่  การใช้แรงงานคนหรือสัตว์  ดึง ผักตบชวาขึ้นจากลำน้ำไปทำลาย  เป็นวิธีที่ประหยัด  ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ เครื่องจักรและเชื้อเพลิง  แต่อาจจะไม่เหมาะสมในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วน เพราะวิธีนี้ต้องใช้เวลานานครับ

    การกำจัดโดยการใช้เครื่องจักรกล   อาจใช้เครื่องจักรกลง่าย ๆ  ราคาถูก  ทำงานร่วมกับวิธีแรก  จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้เป็นอย่างมาก    แต่การใช้เครื่องจักรกลที่ราคาแพงจะให้ผลไม่คุ้มค่า

    การกำจัดโดยวิธีชีววิธี    โดยการใช้สิ่งมีชีวิต  เช่น  แมลง หรือโรคพืช  การกำจัดวัชพืชโดยวิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก    แต่วิธีนี้ต้องใช้เวลาในการศึกษาวิจัยและในปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดค้นพบวิธีการกำจัดผักตบชวาโดยชีววิธีที่ได้ผลแต่อย่างใด  ซึ่งสิ่งที่มีชีวิตที่ช่วยควบคุมปริมาณของผักตบชวาคือ ปลาเฉาฮื้อแม้ว่าจะกินผักตบชวาบ้างแต่ส่วนมากจะกินวัชพืชใต้น้ำมากกว่าอีกสักครู่ เราจะมารู้จักกับผักตบชวากันต่อ 

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ ผักตบชวานั้นเป็นวัชพืชน้ำที่ทำให้เกิดปัญหามากมาย  การกำจัดทำได้ยาก  แต่ถ้าเราพิจารณาอีกแง่มุมหนึ่งเราก็จะพบว่าผักตบชวานั้นก็มีประโยชน์เหมือนกัน  ส่วนดีของผักตบชวานั้นก็ คือ ช่วยทำให้น้ำสะอาดขึ้น โดยผักตบชวาที่อยู่ในน้ำค่อยดูดธาตุอาหารจากสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ที่อยู่ในน้ำ  จากสิ่งสกปรกต่างๆ  ซึ่งผักตบชวานั้นจะมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม   ในการดำรงอยู่ในน้ำที่มีธาตุอาหารมาก  และเปลี่ยนธาตุอาหารเหล่านี้เป็นโครงสร้างของมันอย่างรวดเร็ว   จึงช่วยลดการสูญเสียธาตุอาหาร น้ำก็จะมีสิ่งสกปรกน้อยลง และสามารถนำกลับมาใช้แล้วใช้อีกได้    นอกจากนั้นเรายังนำผักตบชวาที่ได้กำจัด แล้วกลับมาใช้เป็นประโยชน์ต่อไป    ผักตบชวามีคุณสมบัติช่วยสะสมพลังงานจากดวงอาทิตย์ เพราะมันมีโครงสร้างที่เหมาะสม   อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำและอาหารบริบูรณ์     พลังงานที่ผักตบชวาสะสมไว้ในโครงสร้างของมันถ้าสามารถหาวิธีนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จะคุ้มค่าอย่างมากครับ ยิ่งไปกว่านั้นผักตบชวายังมีประโยชน์ในการช่วยให้อากาศบริสุทธิ์เย็นสบาย   เพราะผักตบชวาก็เหมือนพืชทั่วไปที่จะคายออกซิเจน   ซึ่งเป็นผลผลิตของการสังเคราะห์แสง  และช่วยลดอุณหภูมิของอากาศจากการคายน้ำ    ช่วยลดปัญหาที่เกิดจากวัชพืชใต้น้ำ   และช่วยลดปริมาณของวัชพืชใต้น้ำได้เป็นอย่างมาก   เพราะผักตบชวาลอยอยู่เหนือน้ำจึงบังแสงแดด    และดูดธาตุอาหารส่วนใหญ่ไปช่วยลดโลหะหนักด้วย นอกจากนี้ผักตบชวายังเป็นที่อยู่อาศัยของปลาและสัตว์น้ำ เพราะสภาพใต้แพผักตบชวาเหมาะสำหรับการดำรงชีวิตของปลาและสัตว์อื่น ๆ     ช่วยทำให้เกิดทัศนียภาพที่เจริญตา  แม้ว่าผักตบจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนในการสัญจรไปมาทางน้ำ  แต่ถ้าแหล่งน้ำที่ไม่ได้มีการใช้ประโยชน์แล้ว  เมื่อได้สีเขียวจากผักตบชวาก็จะทำให้ได้ทัศนียภาพที่สวยงามได้เช่นกัน อีกสักครู่เราจะพูดถึงการนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์กัน 

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ นอกจากผักตบชวาจะทำให้น้ำใสสะอาดโดยการดูดสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ในน้ำออก ช่วยกำจัดสาหร่ายและแบคทีเรียที่อยู่ในน้ำโสโครก   ช่วยลดปริมาณของสารที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ   และช่วยขจัดกลิ่นต่าง ๆ  ให้หมดไปจากแหล่งน้ำ เราสามารถนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์ด้วยวิธีการต่าง ๆ  หลายวิธีด้วยกัน  เช่น  ใช้เป็นอาหารสัตว์   โดยปกติการปศุสัตว์หลายชนิดก็ใช้ผักตบชวาเป็นอาหารอยู่แล้ว   ปัจจุบันมีการนำผักตบชวาไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์    โดยการบดเอาน้ำออกและอบให้แห้ง   แล้วอัดเป็นเมล็ดแบบเดียวกับมันสำปะหลัง   เม็ดผักตบชวาแห้งมีโปรตีน  11.15  %  ซึ่งสูงพอสมควร และนอกจากนั้นผักตบชวา ยังใช้ทำปุ๋ยได้เนื่องจาก  ผักตบชวามีธาตุโปรแตชเซียมอยู่มากเป็นพิเศษ ส่วนธาตุไนโตเจนและฟอสฟอรัสก็มีพอสมควร และขึ้นอยู่กับสภาพของน้ำที่มันขึ้นอยู่    เราสามารถนำผักตบชวาไปทำเป็นปุ๋ยได้   3  วิธีด้วยกันคือ

    1. ปล่อยให้แห้งแล้วเผาเพื่อเก็บขี้เถ้า ซึ่งจะมีโปแตชเซียมอยู่สูงถึง  20  %  
    2. ทำเป็นปุ๋ยหมักโดยกองสลับชั้นกับดินซึ่งจะเน่าเปี่อยเป็นปุ๋ยหมัก    ใช้ได้ภายใน  2  เดือน  
    3. ทำวัสดุคลุมดิน   โดยการนำผักตบชวาไปคลุมพืชปลูก    เพื่อรักษาความชื้นไว้นอกจากนั้นผักตบชวาที่ตากแดดจนแห้งดีแล้วยัง    สามารถนำมาเพาะเห็ดฟางได้ดีอีกด้วย

    โดยใช้ผักตบชวาแห้ง  1  ส่วน กับฟางข้าว  1  ส่วน ก็สามารถจะเพาะเห็ดฟางได้แล้ว     ก้านใบผักตบชวาสามารถนำมาใช้ทำเครื่องถักสานได้ดี  เช่น   กระบุง  ตะกร้า   กระเป๋า  ซึ่งจะทำให้เกิดรายได้เลี้ยงครอบครัวและยังเป็นการกำจัดผักตบชวาไปได้ในตัว    

                                 ผักตบชวายังมีพลังงานสะสมอยู่ในรูปของสารอินทรีย์ที่มี ธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบจึงนำไปผลิตก๊าซหุงต้มได้

                      คุณผู้ฟังครับ นอกจากประโยชน์จากผักตบชวาที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น  ผักตบชวายังมีประโยชน์อีกหลายด้าน และหากเราสามารถที่จะคิดค้น ดัดแปลงผักตบชวาให้สามารถนำไปใช้ได้แล้ว ก็สามารถจะทำรายได้ให้เราได้   เช่น  ก้านใบผักตบชวามีเยื่อที่สามารถนำมาทำเยื่อกระดาษได้ ซึ่งมีวิธีการทำดังนี้  การเตรียมวัตถุดิบ    นำเอาต้นผักตบชวามาตัดส่วนใบ และส่วนรากทิ้ง เหลือไว้แค่ลำต้นนำไปล้างน้ำและตากแดดให้แห้ง การต้มเยื่อ นำต้นผักตบชวาที่ตากแดดให้แห้งไป  ชั่งหาน้ำหนักเพื่อคำนวนจำนวนน้ำ  ต่อโซดาไฟที่จะใช้ในการต้ม     โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผักตบชวา   8 – 10  เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผักตบชวาแห้ง   โดยต้มน้ำให้เดือดก่อนแล้วจึงใส่โซดาไฟลงไป   แล้วค่อยใส่ผักตบชวาลงไป จะใช้เวลาในการต้มประมาณ  2 ชั่วโมง จะได้ผักตบชวาที่เปื่อยยุ่ย        การเตรียมเยื่อ   นำเยื่อผักตบชวาที่เปื่อยยุ่ยดีแล้วไปล้างน้ำให้สะอาด     แล้วไปใส่เครื่องตีเยื่อหรือใช้ครกตำจนเป็นเยื่อ   กรองด้วยตะแกรงมุ้งลวดชนิดตาถี่     ล้างเอาน้ำดำออกอีกที    จะได้เยื่อกระดาษที่มีสีดำคล้ำ   ก่อนที่จะทำเป็นแผ่นจะต้องนำไปฟอกกับแคลเซียมไฮโปคลอไรด์     ในอัตราส่วนความเข้มข้นของน้ำยา  10  กรัม / ลิตร   โดยแช่ทิ้งไว้ประมาณ  2 – 3  ชั่วโมง    โดยตากแดดไว้  จากนั้นนำเยื่อไปล้างน้ำให้หมดกลิ่น และจะได้เยื่อชนิดเส้นใยสั้น   การทำแผ่นกระดาษ  นำเยื่อชนิดเส้นยาว  เช่น  เยื่อจากปอสาผสมลงไปด้วยในอัตราส่วน  20  เปอร์เซ็นต์ของเยื่อผักตบชวา   ผสมกันในเครื่องตีเยื่อ   และช้อนด้วยตะแกรงช้อนแผ่นกระดาษขอบทำด้วยไม้กรุด้วยไม้กรุด้วยตาข่ายไนล่อนชนิดตาถี่ แล้วนำไปตาก  ก็จะได้แผ่นกระดาษที่มีความสวยงาม และเป็นธรรมชาตินำไปใช้ประโยชน์และนำไปประดิษฐ์เป็นของใช้หรือของขวัญได้  

                   อีกสักครู่ เราจะมาพูดถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผักตบชวากันครับ 

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ อาจารย์ชาติชาย  ยมะคุปต์ และคณะ จากภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน  คณะวิศวกรรมศาสตร์   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการศึกษาวิจัยการใช้ประโยชน์จากผักตบชวาในรูปบรรจุภัณฑ์  โดยเล็งเห็นว่า  ผักตบชวาที่เกิดขึ้นตามลำคลองหนองบึง  โดยทั่วไปสร้างความรำคาญและเป็นวัชพืชที่เจริญงอกงามและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว   เป็นอุปสรรคในการคมนาคมทางน้ำ   หากสามารถนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ก็จะสามารถกำจัดวัชพืชทางน้ำได้อีกวิธีหนึ่ง

    คณะผู้วิจัยได้พยายามนำผักตบชวามาทำเป็นบรรจุภัณฑ์   เพื่อใช้ทดแทนบรรจุภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม   ซึ่งส่วนมากทำด้วยพลาสติกซึ่งย่อยสลายไม่ได้  ซึ่งเป็นมลพิษต่อชาวโลก   หากเราได้นำเอาวัสดุที่ย่อยสลายได้มาทำบรรจุภัณฑ์   อย่างเช่น  ผักตบชวาก็จะทำให้ลดมลพิษไปได้อีกวิธีหนึ่ง

    โครงการนี้เป็นการนำเยื่อผักตบชวามาขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์เพื่อใช้แทนวัสดุสังเคราะห์รูปถาดผลไม้ ผลที่ได้คือ  เยื่อผักตบชวาที่มีการผสมตัวประสานจะเกิดการหดตัวน้อยกว่าเยื่อผักตบชวาที่ไม่มีตัวประสาน    เนื่องจากตัวผสานจะเป็นตัวที่ช่วยทำให้การกระจายตัวและความหนาแน่นของเยื่อในแต่ละจุดมีความสม่ำเสมอมากขึ้น

    สาเหตุที่เยื่อผักตบชวาที่นำไปขึ้นรูปมีการหดตัวและบิดงอเกิดขึ้น อาจมีสาเหตุมาจาก    การกระจายตัวของเยื่อและตัวประสาน  ณ ตำแหน่งต่าง ๆ  ในแม่พิมพ์มีขนาดไม่สม่ำเสมอเท่ากันทุกจุด    ซึ่งมีผลต่อการอัดตัวกันของเยื่อหลังจากขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์   เพราะว่าการหดตัวของบรรจุภัณฑ์หลังจากอบจนแห้งจะขึ้นอยู่กับปริมาณของรูพรุนที่มีตั้งแต่เริ่มขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์   ดังนั้นบริเวณที่มีการกระจายตัวของเยื่อน้อย    ก็จะมีโอกาสเกิดการหดตัวได้มากกว่าบริเวณที่มีการกระจายตัวของเยื่อมาก     ความไม่สม่ำเสมอของแรงอัดในการขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์   ซึ่งผลที่เกิดจากความแตกต่างของแรงอัดในส่วนผสมของเยื่อผักตบชวา  คือ  ทำให้ภายในส่วนผสมของเยื่อผักตบชวามีความหนาแน่นไม่สม่ำเสมอ    จึงทำให้หดตัวภายในส่วนผสมของเยื่อเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ    และจะเป็นต้นเหตุทำให้ผลิตภัณฑ์บิดเบี้ยวและโค้งงอได้   ดังนั้นถ้าเราใช้แรงอัดที่เหมาะสมและสม่ำเสมอในการขึ้นรูปเยื่อผักตบชวา     ก็จะทำให้ส่วนผสมของเยื่อผักตบชวามีความหนาแน่นมากขึ้น    การหดตัวก็จะลดลงมากขึ้นด้วยเช่นกัน     ปริมาณน้ำที่อยู่ในส่วนผสมของเยื่อ   เมื่อนำไปอบแห้ง   น้ำที่อยู่ในส่วนผสมของเยื่อก็จะระเหยออกไป    ทำให้เกิดรูพรุนขึ้นในส่วนผสมของเยื่อ   ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดการหดตัวจะเห็นได้ว่าเยื่อผักตบชวาที่ปั่นจะมีความสามารถในการอุ้มน้ำได้มากกว่าเยื่อผักตบชวาที่ไม่ได้ปั่น    ดังนั้นเมื่อนำไปอบแห้งเยื่อผักตบชวาที่ปั่นก็จะมีรูพรุนเกิดขึ้นมากกว่าเยื่อที่ไม่ได้ปั่น   จึงเกิดการหดตัวมากกว่าเยื่อที่ไม่ได้ปั่น     การอบแห้งที่ไม่สม่ำเสมอ    เนื่องจากแม่พิมพ์ที่ใช้ในการทดลอง    ไม่สามารถระบายความร้อน   และนำความร้อนได้ไม่ดี   ทำให้ในระหว่างการอบแห้งเยื่อผักตบชวาบริเวณรอบ ๆ  ของแม่พิมพ์แห้งเร็วกว่าบริเวณด้านในของแม่พิมพ์ ทำให้เยื่อผักตบชวาเกิดการโค้งงอขึ้นในด้านที่แห้งเร็วกว่า   เนื่องจากเกิดความแตกต่างของความชื้นในเนื้อเยื่อผักตบชวา  

                                 อัตราส่วนของตัวประสานที่เหมาะสมในการขึ้นรูปเยื่อผักตบชวา  คือ  30 %  ของน้ำหนักเยื่อ  ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ทำให้เกิดการขึ้นรูปถาดผลไม้เกิดการหดตัวน้อยที่สุด

                   อีกสักครู่ เราจะมาเพิ่มเติมกันถึงเรื่องของตัวประสาน 

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับเนื่องจากตัวประสานที่ทำจากแป้งมันสำปะหลังนั้น  มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทนต่อน้ำและความชื้นได้ดี   ถ้าหากจะมีการใส่น้ำต้องมีการเคลือบพาราฟินที่ผิวก่อน    และมีอัตราการหดตัวค่อนข้างสูง   ถ้าเป็นไปได้ควรจะลองศึกษาหาตัวผสานชนิดใหม่ที่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องในส่วนนี้ได้

    ลักษณะเนื้อเยื่อผักตบชวาจะมีสีน้ำตาลแก่  เมื่อนำไปทำเป็นวัสดุภัณฑ์จะไม่ค่อยน่าดูเท่าไรนัก   ควรจะมีการฟอกสีก่อนนำมาทำ   ที่จะขอแนะนำควรใช้สารแคลเซียมไฮโปรคลอไรด์   ในอัตราส่วน   10   กรัมต่อลิตร

    วิธีที่ใช้ในการขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์รูปถาดจากเยื่อผักตบชวาในการ เป็นการอบเยื่อผักตบชวาให้แห้งภายในตู้อบ   ซึ่งใช้เวลานาน   และถาดผลไม้ที่ได้จะเกิดการหดตัวและบิดงอ  ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนวิธีที่ใช้ในการขึ้นรูป   วิธีที่จะขอแนะนำคือ  การขึ้นรูปโดยการอัดพร้อมกับใช้ความร้อนช่วย   ซึ่งต้องใช้ความดันและอุณหภูมิสูง   ทำให้เยื่อผักตบชวามีเนื้อแน่น  และสามารถแก้ปัญหาการหดตัวและบิดงอของเยื่อผักตบชวาได้

    แม่พิมพ์พลาสติกที่ใช้ในการขึ้นรูปถาดผลไม้จากเยื่อผักตบชวา  มีน้ำหนักมาก  ไม่ระบายความร้อน   นำความร้อนได้ไม่ดี   และเกิดการโก่งงอในระหว่างการอบเนื่องจากการเกิดการขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน   ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ทำแม่พิมพ์   ที่จะขอแนะนำคือ   แม่พิมพ์ที่ทำจากเหล็ก    ซึ่งจะเป็นตัวนำความร้อนที่ดี  มีน้ำหนักมาก  และไม่เกิดการโก่งงอในอุณหภูมิที่ใช้ในการขึ้นรูป  และเหมาะสมสำหรับการนำไปใช้ขึ้นรูปโดยการอัดพร้อมกับใช้ความร้อนช่วย เท่านี้เราก็จะได้แม่พิมพ์ที่เหมาะแก่การขึ้นรูปสิ่งของเครื่องใช้จากเยื่อผักตบชวาได้

    คุณผู้ฟังครับ ผักตบชวาถือได้ว่าเป็นพืชที่มีการแพร่ขยายพันธุ์ได้เร็วมาก และถ้าเกิดไม่มีการป้องกันหรือควบคุมให้มีอยู่ในจำนวนจำกัดแล้ว ผักตบชวาก็จะก่อปัญหาอย่างมากให้กับเราในอนาคตข้างหน้า   แต่ถ้าหากเรารู้จักนำผักตบชวามาใช้ให้เกิดประโยชน์แล้ว การกำจัดผักตบชวาก็ไม่ใช้ปัญหาสำหรับเราอีกต่อไป   แล้วยังสามารถสร้างรายได้ให้กับเราได้อีกด้วยครับ  หากผู้ฟังสนใจรายละเอียดเขียนคำถามส่งไปทางไปรษนียบัตรถึง รายการ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.   ตู้ ปณ.1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือส่ง e-mail ไปที่ rdiwwy@ku.ac.th เวลาสำหรับรายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”  ในวันนี้ได้หมดเวลาลงแล้ว  พบกับรายการนี้ได้ใหม่   ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุ เรื่อง “บทบาทแทนนินในการป้องกันตัวของไม้ป่าชายเลน” /พันธุ์ทิพย์ วิเศษพงษ์พันธ์/ฤทธิ์รงค์ พรหมมาศ/อรรถวุฒิ กันทะวงศ์

     YouTube Preview Image

         บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 11 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง บทบาทแทนนินในการป้องกันตัวของไม้ป่าชายเลน

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    ………………………………………………………………………………………………………………..

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศให้ผู้ฟังได้ฟังกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราก็เป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวงานวิจัยดีดีที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการ และเรื่องที่จะนำเสนอในวันนี้เป็นเรื่อง “บทบาทแทนนินในการป้องกันตัวของไม้ป่าชายเลน” ครับ

    คุณผู้ฟังครับ  แทนนินเป็นสารที่มีโมเลกุลใหญ่และโครงสร้างซับซ้อน มีสถานะเป็นกรดอ่อนรสฝาด เป็นสารให้ความฝาดในพืช พบได้ในพืชหลายชนิดครับ คุณสมบัติตกตะกอนโปรตีน ทำให้หนังสัตว์ไม่เน่าเปื่อย จึงมีการใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนังด้วย แทนนินมีฤทธิ์ฝาดสมาน จึงใช้เป็นยารักษาได้ แทนนินมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียได้ด้วยนะครับ

    จากการศึกษาบทบาททางนิเวศวิทยาของแทนนินในพืชทะเลยังมีน้อยมากครับ เมื่อเทียบกับพืชบนแผ่นดิน รวมทั้งการศึกษาบทบาททางนิเวศวิทยาของแทนนินในพรรณไม้ชายเลนที่พบในประเทศไทยซึ่งมีความหลากชนิดมากกว่า 74 ชนิดก็ยังมีการศึกษาไม่มากนัก การศึกษาในครั้งนี้เป็นผลงานของ ผศ.พันธุ์ทิพย์ วิเศษพงษ์พันธ์ นายฤทธิ์รงค์ พรหมมาศ นายอรรถวุฒิ กันทะวงศ์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะทำการศึกษาปริมาณแทนนินในพรรณไม้ป่าชายเลนในประเทศไทยครับ โดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างชนิดของพรรณไม้ในป่าชายเลนที่ขึ้นอยู่ในบริเวณเขตน้ำขึ้นน้ำลงแตกต่างกันและเปรียบเทียบในส่วนต่างๆ ของพืช รวมทั้งในใบที่ย่อยสลายในระยะเวลาต่างๆ และศึกษาบทบาทของแทนนินในทางนิเวศวิทยา  เพื่อใช้ในการป้องกันตัว ได้แก่ การสร้างสารยับยั้งจุลชีพการสร้างสารยับยั้งการถูกกินเป็นอาหาร การสร้างสารที่เป็นพิษ และการสร้างสารยับยั้งสิ่งมีชีวิตที่ลงเกาะ ซึ่งการศึกษานี้จะทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ทางนิเวศวิทยาที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของแทนนินที่พรรณไม้ชายเลนสร้างขึ้นมา เพื่อป้องกันตัวซึ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในป่าชายเลน และยังส่งผลต่อการแพร่กระจายและโครงสร้างประชาคมในป่าชายเลน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการทรัพยากรป่าชายเลนให้ใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดและยั่งยืน นอกจากนั้นข้อมูลปริมาณแทนนินและสารที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ได้จากไม้ป่าชายเลนยังสามารถพัฒนาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และเกษตรอุตสาหกรรมได้อีกด้วย ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ- 

    วัตถุประสงค์ในการศึกษาแทนนินในครั้งนี้ เพื่อ เปรียบเทียบความแตกต่างของปริมาณแทนนินในพรรณไม้ชายเลนชนิดต่างๆ และจากส่วนที่แตกต่างของต้น ศึกษาบทบาทของแทนนินในไม้ป่าชายเลนที่ใช้ในการป้องกันตัวจากจุลชีพที่ทำให้เกิดโรค สิ่งมีชีวิตที่ลงเกาะ และสัตว์กินพืช ศึกษาความเป็นพิษของแทนนินต่อลูกน้ำยุงและอาร์ทีเมียเพื่อใช้ในการป้องกันตัว

    คุณผู้ฟังครับ ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศทางทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยมีต้นไม้ป่าชายเลนเป็นผู้สร้างระบบนิเวศนี้ขึ้นมา และมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดเข้ามาอาศัยอยู่ภายในระบบนิเวศนี้ครับ ป่าชายเลนพบแพร่กระจายตามชายฝั่งทะเลบริเวณปากแม่น้ำ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เศรษฐกิจจำนวนมาก เป็นแหล่งวางไข่และอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน และก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่สลับซับซ้อน   ในด้านการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ป่าชายเลนเป็นแหล่งหมุนเวียนธาตุอาหาร ป้องกันพายุและน้ำท่วมได้  เป็นแหล่งกักเก็บสารพิษ เป็นที่ดักกรองตะกอนทำให้เกิดแผ่นดินใหม่และยังเป็นประโยชน์อื่น ๆ ต่อชุมชนท้องถิ่น เช่น การก่อสร้างบ้านเรือน การทำเครื่องมือประมง ถ่าน สมุนไพร ย้อมผ้า และอวน และการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมฟอกหนังและการทำเฟอร์นิเจอร์ไม้  เป็นต้นครับ

    คุณผู้ฟังครับแทนนินเป็นสารที่พบได้ในพืชทะเลทุกชนิด ได้แก่ ไม้ชายเลน หญ้าทะเล หญ้าในบึงน้ำเค็ม และสาหร่ายทะเล แทนนินเป็นสารประกอบฟีนอลที่มีคุณสมบัติสำคัญ คือการทำให้โปรตีนตกตะกอน และแทนนินยังเป็นสารที่มีคุณสมบัติสามารถเข้าไปสอดแทรกกระบวนการย่อยสลายของเอนไซม์ได้ จึงทำให้เชื่อว่าแทนนินน่าจะเป็นสารที่มีบทบาททางนิเวศวิทยา มีรายงานการศึกษาว่าไม้ชายเลนมีปริมาณแทนนินสูงได้ถึง 40% ของน้ำหนักแห้ง และเนื่องจากพรรณไม้ในป่าชายเลนมีความสามารถในการเจริญในที่เค็มแตกต่างจากพืชที่มีท่อลำเลียงทั่วไปที่พบอยู่บนบก และยังต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ ตลอดเวลา การปรับปรุงกระบวนการชีวสังเคราะห์ในไม้ป่าชายเลนจะทำให้เกิดสารทุติยภูมิที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีรายงานว่าพรรณไม้ชายเลนแต่ละชนิดมีปริมาณและองค์ประกอบแทนนินที่แตกต่างกัน รวมทั้งมีความผันแปรของแทนนินตามฤดูกาล ตามระยะเวลาที่ใบร่วงหล่นจากลำต้น และปริมาณธาตุอาหาร ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เชื่อว่าทำให้แทนนินที่พบในไม้ป่าชายเลนแต่ละชนิดมีบทบาททางนิเวศวิทยาที่แตกต่างกันด้วยครับ 

    คุณผู้ฟังครับ สิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดเข้ามาอาศัยอยู่ในป่าชายเลน และก่อให้เกิดความสัมพันธ์กับพรรณไม้ในป่าชายเลนหลากหลายรูปแบบ ในกรณีที่สิ่งมีชีวิตมากัดกินต้นไม้เป็นอาหาร มาลงเกาะบริเวณผิวหน้าของส่วนต่างๆ ของลำต้นทำให้ไม้สังเคราะห์แสงได้น้อย หรือกลุ่มจุลชีพที่ทำให้เกิดโรค  ทำให้พรรณไม้ในป่าชายเลนจะต้องมีวิวัฒนาการ เพื่อให้อยู่รอดได้ ซึ่งวิธีการหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือการสร้างสารทุติยภูมิ เพื่อใช้ในการป้องกันตัว ซึ่งมีรายงานการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าพรรณไม้ชายเลนสร้างแทนนินขึ้นมา เพื่อใช้ในการป้องกันตัว เช่น สร้างสารยับยั้งการถูกกินโดยสัตว์กินพืช ทำให้อัตราการย่อยของสัตว์ที่กินพืชเหล่านี้ไปลดลง แทนนินยังมีคุณสมบัติต้านจุลชีพ โดยช่วยเพิ่มความต้านทานต่อจุลชีพที่ทำให้เกิดโรคและที่ทำให้เกิดผุกร่อนของลำต้นของไม้ป่าชายเลน และยับยั้งการย่อยสลายใบไม้โดยจุลชีพ สร้างสารยับยั้งการลงเกาะโดยจุลชีพและสาหร่ายเซลล์เดียว และป้องกันรังสี UV สารที่ใช้ในการป้องกันตัวยังเป็นสื่อกลางในความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในรูปแบบที่หลากหลาย จึงส่งผลต่อการแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งทำให้เกิดโครงสร้างของประชาคมสิ่งมีชีวิตที่มีความแตกต่างกันด้วย เช่น มีผลต่อสัตว์หน้าดินขนาดใหญ่  และสัตว์หน้าดินขนาดเล็กเช่นไส้เดือนทะแลครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ 

    -เพลงคั่นรายการ- 

    เรามาสรุปผลการทดลองจากการศึกษาบทบาทของแทนนินในการป้องกันตัวของต้นไม้ในป่าชายเลนกันนะครับ โดยได้ทำการวิเคราะห์หาปริมาณแทนนินในพรรณไม้ชายเลน โดยแยกเป็นส่วนต่างๆ คือ ใบ 22 ชนิด เปลือก 17 ชนิด ราก 7 ชนิด และผล 9 ชนิด รวมทั้งเปรียบเทียบปริมาณแทนนินในใบสีเขียว ใบสีเหลือง และใบสีน้ำตาลรวมทั้งใบที่ผ่านการย่อยสลายเป็นเวลา 4 สัปดาห์ แล้วนำไปทดสอบทางชีวภาพ เพื่อศึกษาบทบาทของแทนนินในการป้องกันตัว โดยศึกษาบทบาทการป้องกันตัวจากจุลชีพ ผู้ล่า และสิ่งมีชีวิตที่ลงเกาะ ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ครับ

    1. ปริมาณแทนนินในใบ เปลือก ราก และผลของพรรณไม้ชายเลนชนิดต่างๆ มีค่าแตกต่างกันครับ โดยปริมาณแทนนินสูงสุดที่พบในส่วนต่างๆ ของพืช คือ ใบของตาตุ่ม เปลือกของโกงกางใบเล็ก รากของโกงกางใบใหญ่ และผลของโกงกางใบใหญ่ ทั้งนี้ส่วนของใบและผลเป็นส่วนที่มีปริมาณ แทนนินสูงกว่าส่วนของเปลือกและราก เนื่องจากใบและผลมีความบอบบางและเป็นส่วนที่ถูกกินเป็นอาหารมากกว่าเปลือกและรากครับ

    2.พรรณไม้ 5 ชนิดได้แก่ โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ ลำพู ลำแพน และถอบแถบน้ำ มีการสร้างสารแทนนินในส่วนของใบ เปลือก ราก และผลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพืชแต่ละชนิดมีปริมาณแทนนินสูงสุดในส่วนต่างๆ ที่แตกต่างกัน โดยโกงกางใบเล็กและลำแพนมีปริมาณแทนนินสูงสุดในเปลือก ในขณะที่ลำพูและถอบแถบน้ำมีปริมาณแทนนินสูงสุดในส่วนใบ และโกงกางใบใหญ่มีปริมาณ      แทนนินสูงสุดในรากครับ

    1. ใบที่มีอายุแตกต่างกันของโกงกางใบเล็กและโกงกางใบใหญ่ ได้แก่ ใบเขียว ใบเหลือง และใบ น้ำตาล มีปริมาณแทนนินแตกต่างกันครับ โดยจะมีค่าสูงขึ้นเมื่อใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและจะลดต่ำลงเมื่อใบผ่านการย่อยสลายกลายเป็นสีน้ำตาลครับ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เอื้ออำนวยให้ใบไม้ที่มีปริมาณแทนนินลดลงสามารถเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตที่กินซากสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลนได้นั่นเองครับ นี้แหละครับที่เป็นกลไกของธรรมชาติ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ 

    -เพลงคั่นรายการ- 

    คุณผู้ฟังครับมาต่อผลสรุปการทดลองจากการศึกษาบทบาทของแทนนินในการป้องกันตัวของต้นไม้ในป่าชายเลนกันนะครับ

    1. พรรณไม้ชายเลนแต่ละวงศ์มีการสร้างแทนนินในปริมาณแตกต่างกันครับ แม้แต่พรรณไม้ที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน เช่น โกงกางใบใหญ่ โกงกางใบเล็ก ถั่วขาว และพังกาหัวสุม ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกัน ก็มีปริมาณแทนนินที่แตกต่างกัน และยังพบว่าต้นไม้ที่ขึ้นในเขตน้ำขึ้นน้ำลงที่แตกต่างกัน ได้แก่ เขตเหนือน้ำขึ้นสูงสุด เขตน้ำขึ้นน้ำลง และเขตน้ำลงต่ำสุด ก็มีการสร้างสารแทนนินในปริมาณที่แตกต่างกัน และไม่มีความสัมพันธ์กับบริเวณที่ต้นไม้ขึ้นอยู่ครับ
    2. สารสกัดแทนนินในพรรณไม้ชายเลนแต่ละชนิดมีบทบาทในการป้องกันตัวจากจุลชีพ ผู้ล่า และสิ่งมีชีวิตที่ลงเกาะได้แตกต่างกัน ทั้งนี้ไม่มีความสัมพันธ์กับปริมาณแทนนิน ทั้งนี้น่าจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมีของแทนนินที่แตกต่างกันในพรรณไม้แต่ละชนิดรวมทั้งในส่วนต่างๆ ที่แตกต่างกัน
    3. พรรณไม้ชายเลนมีการสร้างสารสกัดแทนนินเพื่อป้องกันตัวจากจุลชีพที่ทำให้เกิดโรค โดยสารสกัดแทนนินที่สามารถต้านจุลชีพได้ดีที่สุดและในวงกว้างที่สุดมาจากลำพู และสารสกัดแทนนินที่สามารถต้านจุลชีพเฉพาะชนิดได้ เช่น สารสกัดแทนนินจากใบของแสมดำที่สามารถต้านเชื้อรา M. gypyseum สารสกัดจากใบของพังกาหัวสุมที่ออกฤทธิ์ต้านเชื้อ B. subtilis และสารสกัดแทนนินจากแสมขาวสามารถออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรียทะเลได้ดีที่สุดครับ
    4. พรรณไม้ชายเลนมีการสร้างสารแทนนิน เพื่อป้องกันตัวจากผู้ล่า โดยการสร้างสารยับยั้งการถูกกินโดยปลาได้ 12 สาร และสารที่เป็นพิษต่ออาร์ทีเมีย และลูกน้ำยุง โดยสารสกัดที่สามารถยับยั้งการถูกกินเป็นอาหาร ได้แก่ สารสกัดจากใบโกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ พังกาหัวสุม แสมขาว ลำพู ลำแพน ตะบูนขาว ตาตุ่ม ฝาด จาก ขลู่ และเหงือกปลาหมอ ส่วนสารสกัดแทนนินที่แสดงความเป็นพิษสูงสุดต่ออาร์ทีเมีย ได้แก่ ได้แก่ สารสกัดจากใบเบญจมาศน้ำเค็ม ผลโกงกางใบเล็ก ใบปรงทะเล และผลถอบแถบน้ำ ส่วนสารสกัดแทนนินที่ทำให้ลูกน้ำยุงมีอัตราการตายสูงมีเพียงสารสกัดจากรากของเถาถอบแถบและลำแพน  ทั้งนี้สารสกัดแทนนินมีความเป็นพิษต่อลูกน้ำยุงน้อยกว่าที่เป็นพิษต่ออาร์ทีเมีย ทั้งนี้จะพบว่าสารที่ยับยั้งการถูกกินเป็นอาหารไม่จำเป็นต้องเป็นพิษ และสารที่เป็นพิษก็ไม่จำเป็นต้องยับยั้งการถูกกินเป็นอาหารครับคุณผู้ฟัง
    5. พรรณไม้ชายเลนมีการสร้างสารแทนนินเพื่อป้องกันการลงเกาะ โดยการสร้างสารยับยั้งสาหร่ายเซลล์เดียว และยับยั้งการลงเกาะของตัวอ่อนของหอยและเพรียง โดยสารสกัดที่ยับยั้งสาหร่ายเซลล์เดียวได้ดีที่สุดคือ สารสกัดจากใบและเปลือกของแสมขาวและผักบุ้งทะเล และสารสกัดจากรากและผลของถอบแถบน้ำ ส่วนสารสกัดที่สามารถยับยั้งการลงเกาะของตัวอ่อนและเพรียงในภาคสนามได้มี 9 ชนิดคือ สารสกัดจากใบและเปลือกของโกงกางใบเล็ก ใบโกงกางใบใหญ่ ใบลำพู ใบเบญจมาศน้ำเค็ม ใบผักเบี้ยทะเล ใบผักบุ้งทะเล และเปลือกและผลของถอบแถบน้ำ
    6. สารสกัดแทนนินที่สามารถสร้างสารป้องกันตัวต่อสิ่งมีชีวิตทั้ง 4 กลุ่ม คือ ยับยั้งจุลชีพ ยับยั้งการถูกกินโดยปลา เป็นพิษต่ออาร์ทีเมียและลูกน้ำยุง ยับยั้งสาหร่ายเซลล์เดียว และยับยั้งการลงเกาะของเพรียงและหอยในภาคสนาม คือ สารสกัดแทนนินจากใบลำพู ซึ่งใบลำพูมีการสร้างแทนนินในปริมาณสูงถึง 34.21±0.34 % ต่อน้ำหนักแห้ง
    7. ความสามารถในการยับยั้งจุลชีพ ความเป็นพิษต่อลูกน้ำยุง และการยับยั้งการลงเกาะในภาคสนาม สามารถพัฒนาไปใช้ประโยชน์แทนนินในอุตสาหกรรมยาสำหรับรักษาโรค ยากำจัดแมลง สารป้องกันการลงเกาะ และข้อมูลปริมาณแทนนินในพรรณไม้อื่นๆ ยกเว้นโกงกาง ยังมีประโยชน์ในการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ทดแทนการใช้ประโยชน์แทนนินจากโกงกางเท่านั้น ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ 

    -เพลงคั่นรายการ- 

    จากผลการศึกษาที่สรุปมาจะพบว่าต้นไม้ป่าชายเลนแต่ละชนิดสร้างสารแทนนินได้แตกต่างกัน และสะสมไว้ในส่วนต่างๆ ของลำต้นที่แตกต่างกัน สารสกัดแทนนินในพรรณไม้ชายเลนแต่ละชนิดในแต่ละส่วนมีบทบาทในการป้องกันตัวจากจุลชีพ ผู้ล่า และสิ่งมีชีวิตที่ลงเกาะได้แตกต่างกัน  ซึ่งการที่พรรณไม้ชายเลนแต่ละชนิดใช้แทนนินในการป้องกันตัวได้แตกต่างกันนั้น จึงน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลักษณะโครงสร้างประชากรและชุมชนของพรรณไม้ชายเลนแต่ละชนิดแตกต่างกัน ซึ่งผลการศึกษานี้ก่อเกิดองค์ความรู้ใหม่ครับ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจในบทบาทการอยู่รอดของพรรณไม้ชายเลนแต่ละชนิด รวมทั้งลักษณะโครงสร้างประชากร และชุมชนของพรรณไม้ชายเลน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการทรัพยากรป่าชายเลน รวมทั้งการประยุกต์นำแทนนินจากไม้ป่าชายเลนไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมได้ในภายภาคหน้าต่อไปครับคุณผู้ฟัง

    ท้ายรายการนี้หากคุณผู้ฟังท่านใดสนใจ หรือมีข้อสงสัยอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม หรือจะติชมรายการ คุณผู้ฟังสามารถเขียนจดหมายมายังรายการของเราและจ่าหน้าซองมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 ครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้าในวันและเวลาเดียวกันนี้ วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุ เรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อย” /สมิต ยิ้มมงคล

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 4 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อย

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    ………………………………………………………………………………………………………………..

    -เพลงประจำรายการ- 

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศให้ผู้ฟังได้ฟังกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย        ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราก็เป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวงานวิจัยดีดีที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการ และเรื่องที่จะนำเสนอในวันนี้เป็นเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อย” ครับ

    คุณผู้ฟังครับ การเลี้ยงโคเนื้อของประเทศไทยในปัจจุบันได้ขยายตัวไปเร็วมาก แต่อย่างไรก็ตามปริมาณเนื้อโคก็ยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ การพัฒนาประเทศไปสู่ระบบอุตสาหกรรมใหม่ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากร ตลอดจนการขยายตัวและความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ต่างมีส่วนผลักดันให้ความต้องการอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศมีปริมาณที่สูงขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นแรงจูงใจและผลักดันให้มีการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อให้มีมาตรฐานสูงขึ้น จากระบบการเลี้ยงที่เป็นอาชีพเสริมหรือแบบรายย่อยที่มีการลงทุนต่ำ มาสู่ระบบการเลี้ยงที่อาศัยวิชาการและมีการลงทุนมากขึ้น แต่จากจำนวนโคเนื้อทั้งหมดภายในประเทศพบว่าร้อยละ 90 ยังคงอยู่ในมือของเกษตรกรรายย่อย การพัฒนาวิธีการเลี้ยงไปสู่ระบบฟาร์มขนาดใหญ่ จึงทำได้ยากเพราะต้องลงทุนสูงมาก โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องที่ดินมีราคาแพง การเพิ่มผลผลิตของเนื้อโคให้เพียงพอสำหรับการบริโภคในอนาคต จะต้องเพ่งเล็งหรือเน้นหนักไปที่เกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก เพราะการเพิ่มจำนวนโคเนื้อในระบบฟาร์มขนาดใหญ่ทำได้ยากและในวงจำกัด  ดังนั้นรูปแบบของการเลี้ยงแบบรายย่อยจะเหมาะสมมากที่สุด เพราะจะกระจายได้ในวงกว้าง อาศัยพื้นที่น้อย สอดคล้องกับสภาพสังคมและระบบการเกษตรซึ่งสามารถใช้แรงงานในครัวเรือน ผลพลอยได้หรือเศษเหลือทิ้งจากการเกษตรบางชนิดก็สามารถนำมาเป็นอาหารเลี้ยงโคได้ ดังนั้นการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจสู่เกษตรกรรายย่อยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงโคเนื้อจะมีวิธีการอย่างไรบ้างนั้น อีกสักครู่มาติดตามกันครับ

    -เพลงคั่นรายการ- 

    คุณผู้ฟังครับ การเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อยนี้ ผู้ที่ทำการศึกษาวิจัยจนได้ผลสำเร็จที่สามารถนำมาปฏิบัติจนได้ผลนั้น ผู้นั้นก็คือ รศ.สมิต ยิ้มมงคล อาจารย์จากภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งสิ่งที่เกษตรกรจะต้องปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงโคเนื้อ ประการแรกที่ต้องคำนึงก็คือ การตรวจโรคแท้งติดต่อของโคครับ ซึ่งโรคแท้งติดต่อเป็นโรคที่มีมานานแล้ว และก่อให้เกิดผลเสียอย่างมากมายมหาศาล เช่น การแท้งลูก ผสมไม่ติด เป็นสัดไม่สม่ำเสมอ และอาจทำให้แม่โคเป็นหมันได้ ในโคเพศผู้จะมีอาการข้อขาและอัณฑะบวม การติดต่อของโรคนี้ส่วนใหญ่ติดต่อทางระบบสืบพันธุ์และการสัมผัส โดยเฉพาะการดม การเลียรกหรือน้ำเมือกของแม่โคหลังคลอดลูก ในสมัยก่อนนั้นเกษตรกรยังไม่ให้ความสำคัญกับโรคนี้เท่าที่ควร อาจเป็นเพราะยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง กล่าวคือ แม่โคที่เป็นโรคแท้งติดต่อบางตัวอาจจะให้ลูกปกติ และบางตัวอาจจะแท้งลูก ในกรณีของแม่โคที่ให้ลูกปกติจะเป็นตัวที่แพร่โรคไปให้ตัวอื่นๆ ได้ง่ายโดยที่เกษตรกรไม่รู้ตัว โรคแท้งติดต่อเป็นโรคที่รักษาได้ยากและไม่คุ้มค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นเกษตรกรจะต้องกำจัดออกจากฝูง โดยการจำหน่ายเข้าโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งเนื้อสามารถนำมาบริโภคได้แต่ต้องนำมาทำให้สุกก่อน แต่ไม่ควรนำมาจำหน่ายเป็นพ่อแม่พันธุ์ให้เกษตรกรรายอื่นๆ เพราะจะเป็นการกระจายโรคไปสู่ที่อื่นได้ และยากต่อการกำจัดโรคนี้ให้หมดไป เกษตรกรไม่สามารถที่จะพิจารณาได้จากลักษณะภายนอกได้เลยว่า โคตัวใดเป็นโรคแท้งติดต่อ ยกเว้นว่าอาจจะสันนิษฐานได้เฉพาะในกรณีของโคบางตัวที่กำลังแท้งลูก หรือโคเพศผู้ที่มีลักษณะของอัณฑะและข้อขาบวม แต่นั่นยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้องและชัดเจนนอกเสียจากการเจาะเลือดเพื่อนำมาตรวจให้แน่ใจ  เกษตรกรอาจจะขอคำปรึกษาและขอความช่วยเหลือได้จากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะปศุสัตว์อำเภอ หรือสัตวแพทย์ ในกรณีที่โคของเกษตรกรจำเป็นต้องเลี้ยงปนกันกับของเกษตรกรรายอื่น ก็สามารถเจาะเลือดตรวจเพียงครั้งเดียวก็พอ แล้วคัดทิ้งตัวที่เป็นโรคออกจากฝูง และคอยระวังอย่าให้โคของตนได้ใกล้ชิดกับโคฝูงอื่นๆ ต่อไป การป้องกันโรคแท้งติดต่อในโคเนื้อทำได้โดย การทำวัคซีนป้องกันโรคแท้งติดต่อ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า วัคซีนสเตรน 19 วัคซีนชนิดนี้ทำได้เฉพาะลูกโคเพศเมียที่มีอายุในช่วง 3-8 เดือน วัคซีนมีผลคุ้มกันโรคได้นาน 7-8 ปี เกษตรกรสามารถหาซื้อวัคซีนชนิดนี้ได้ที่กรมปศุสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์เขตหรือจังหวัด หรืออาจจะติดต่อโดยตรงกับปศุสัตว์อำเภอก็ได้

    คุณผู้ฟังครับ สิ่งที่ควรปฏิบัติลำดับถัดไปคือการคัดเลือกลักษณะที่ดีเอาไว้ และคัดทิ้งลักษณะที่ไม่ดีออกไป ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถปรับปรุงคุณภาพของโคในฝูงให้ดีขึ้น โดยที่เกษตรกรไม่ต้องลงทุนอะไรเลย มีเกษตรกรอีกมาก ที่ยังขาดความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง และไม่เห็นความสำคัญของการคัดเลือก เกษตรกรมักจะเก็บโคเพศเมียทุกตัวในฝูงไว้ใช้เป็นแม่พันธุ์ต่อไป เพราะเห็นว่าให้ลูกได้ ผลเสียก็คือ ในกรณีที่โคตัวใดที่มีพันธุกรรมที่ไม่ดี เช่น อัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารต่ำ แคระแกรน แม่โคพวกนี้มีโอกาสที่จะกระจายลักษณะพันธุกรรมที่ไม่ดีไปสู่ลูกหลานได้อีก สรุปได้ว่า คุณภาพของโคในฝูงก็จะค่อยๆ ต่ำลงๆ นอกจากนี้แล้ว ลูกโคเพศผู้ในฝูงก็ไม่ควรเก็บไว้ใช้เป็นพ่อพันธุ์ แม้ว่าจะมีลักษณะก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์แบบเลือดชิด อันจะก่อให้เกิดผลเสียหายทางด้านพันธุกรรม และคุณภาพของโคในช่วงต่อๆ ไป ในทางตรงกันข้ามลักษณะที่ดีๆ เช่น มีอัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารสูง เชื่อง เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพอากาศร้อน  หรือปรับตัวได้ดี เป็นต้น พวกนี้ควรคัดเอาไว้ นานๆ เข้าคุณภาพของโคในฝูงก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ตัวอย่างลักษณะที่ควรคัดทิ้งออกจากฝูง เช่น แคระแกรน โตช้า รูปร่างหรือโครงร่างเล็ก โคเพศเมียที่เป็นสัดไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ค่อยแสดงอาการเป็นสัด ทั้งๆ ที่สภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ และได้รับอาหารอย่างเพียงพอ ส่วนโคเพศผู้ที่สังเกตได้จะมีอัณฑะเพียงข้างเดียวหรืออัณฑะทองแดง หรือ โคเพศเมียที่มีลักษณะเหมือนโคเพศผู้ เช่น ขนาดใหญ่โตมากเกินไป ไหล่ใหญ่และหนา คอสั้นและหนา มีเหนียงคอยานมาก มีขนหยาบกร้าน ลักษณะเช่นนี้จะเป็นโคที่มีความสมบูรณ์พันธุ์ต่ำ ลักษณะโคเนื้อที่ดีจึงต้องเป็นโคที่มีลำตัวยาว และไม่ลึกมากจนเกินไป หลังตรง แนวท้องตรงและขนานกับพื้น โครงร่างใหญ่ สะโพกกว้างกลมและยาว โครงสร้างกีบและขาแข็งแรงครับ

    -เพลงคั่นรายการ- 

    คุณผู้ฟังครับ การดูแลและเอาใจใส่ต่อสุขภาพของโคเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากครับ เกษตรกรส่วนใหญ่ละเลยหรือไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องนี้ เว้นเสียแต่ว่าโคของตนเกิดเจ็บไข้ขึ้นมา ส่วนหนึ่งยังเข้าใจผิดเพราะคิดว่าการทำโปรแกรมการป้องกันโรคต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ต้นทุนสูง บางส่วนเห็นความสำคัญแต่ยังขาดความรู้ที่จะปฏิบัติให้ถูกต้อง บางส่วนเคยปฏิบัติมาแล้วแต่ไม่ได้ผล เพราะยังขาดความเข้าใจในบางจุด และบางส่วนเห็นว่าไม่มีความจำเป็น เพราะบางครั้งโคของตนเป็นโรคแต่ก็สามารถหายเองได้ โดยไม่ต้องไปช่วยเหลืออะไรมากนัก หรือว่าถ้าตายก็ยังขายเนื้อได้ ดังนั้นการเผยแพร่ให้ความรู้และความเข้าใจถูกต้องต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อรายย่อย จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งผลให้ปริมาณการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโคและกระบือให้สูงกว่าที่แล้วมา และถ้าหากทุกฝ่ายเห็นความสำคัญและให้ความร่วมมือกันอย่างจริงจัง โรคระบาดบางโรคก็จะสามารถกำจัดให้หมดไปจากประเทศไทยได้ การส่งออกเนื้อสัตว์ไปยังตลาดต่างประเทศคงจะมีอนาคตที่สดใสขึ้น ซึ่งการป้องกันกำจัดโรคในโคเนื้อที่เกษตรกรควรปฏิบัติคือ

    1. การถ่ายพยาธิ ระบบการเลี้ยงดูโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อยเป็นการเลี้ยงแบบปล่อยทุ่ง เป็นการประหยัดไม่ต้องลงทุนทำแปลงหญ้า แต่ผลเสียที่ได้รับก็คือ หญ้าธรรมชาติมีผลผลิตและคุณค่าทางอาหารต่ำ ตลอดจนผันแปรไปตามฤดูกาล  อีกทั้งโคมักจะได้รับตัวอ่อนหรือไข่พยาธิอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำหรือที่มีน้ำท่วมขัง เพราะจะมีพยาธิหลายชนิดที่มีหอยน้ำจืดเป็นตัวกลาง และผลเสียที่เกิดขึ้นต่อโคก็คือ ซูบผอม การเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารต่ำ สุขภาพอ่อนแอ และถ้าเป็นมากๆ อาจถึงตายได้

    2. การทำวัคซีนป้องกันโรคระบาด ที่สำคัญในโคเนื้อ คือ โรคปากและเท้าเปื่อย และโรคคอบวม โรคทั้งสองชนิดนี้ระบาดไปได้รวดเร็วมาก การป้องกันสามารถทำได้ง่ายๆ คือ การทำวัคซีนป้องกันโรคอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

    3. จัดโปรแกรมการจัดการสุขภาพโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อยโดย

    อายุ 1เดือน    ทำการถ่ายพยาธิลูกโค

    อายุ 3-8 เดือน          ทำวัคซีนป้องกันโรคแท้งติดต่อให้กับลูกโคเพศเมีย

    อายุ 6 เดือน และทุก 6 เดือน หรือ 2 ครั้งต่อปีให้ถ่ายพยาธิครั้งที่ 2 และอีก 2 ครั้งต่อปี ทำวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย ทั้ง 3 ชนิดและโรคคอบวม 

    -เพลงคั่นรายการ- 

    คุณผู้ฟังครับ สิ่งที่เกษตรกรควรปฏิบัติในการเลี้ยงโคเนื้อวิธีการที่ 4 ก็คือ ให้ใช้วิธีการผสมเทียมครับ เพราะวิธีการผสมเทียมเป็นวิธีที่ได้ผลดี ประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งเกษตรกรไม่จำเป็นต้องซื้อพ่อโคมาเลี้ยงดูอีกทั้งลูกโคที่ได้ก็จะมีคุณภาพดี เนื่องมาจากพ่อโคที่ใช้ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งสำหรับการผสมเทียมเป็นพ่อโคที่มีคุณภาพ ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และปลอดจากโรคต่างๆ ที่สามารถติดต่อกันทางระบบสืบพันธุ์ นอกจากนี้เกษตรกรยังสามารถเลือกได้ว่าต้องการน้ำเชื้อของโคพันธุ์ใด โคเนื้อหรือโคนม เป็นต้น เกษตรกรสามารถขอรับบริการผสมเทียมได้จากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ  หรือสถานีผสมเทียมในพื้นที่  ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วแทบทุกอำเภอ ซึ่งวิธีการผสมเทียมจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อ เกษตรกรสามารถเช็คการเป็นสัดได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ นั่นหมายความว่าเกษตรกรต้องเอาใจใส่ดูแลแม่โคของตนโดยสม่ำเสมอ จนสามารถสังเกตสิ่งผิดปกติ หรืออาการเป็นสัดของแม่โคได้อย่างถูกต้อง วิธีการผสมเทียมที่ได้ผลก็คือการฉีดน้ำเชื้อเข้าไปในมดลูกของแม่โคในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อการผสมติดโดยอาศัยช่วงเวลาของการเป็นสัด เป็นตัวกำหนดที่เหมาะสมในการผสมเทียม ซึ่งแม่โคต้องไม่มีความผิดปกติทางระบบสืบพันธุ์ เช่น คอมดลูกไม่คด รังไข่สมบูรณ์ปกติ และมีอายุไม่มากเกิน 10 ปี ไม่ควรใช้วิธีการผสมเทียมกับแม่โคสาว โดยเฉพาะในแม่โคพื้นเมือง เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหาการคลอดยาก เนื่องจากช่องเชิงกรานยังขยายไม่เต็มที่ ซึ่งแม่โคที่เกษตรกรจะใช้เป็นแม่พันธุ์นั้นต้องได้รับอาหารอย่างเพียงพอ มีสุขภาพดี ปลอดจากโรคแท้งติดต่อ ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป มีการถ่ายพยาธิและทำวัคซีนป้องกันโรคระบาดอย่างสม่ำเสมอตามโปรแกรม

    วิธีการต่อไปคือ การให้พ่อพันธุ์คุมฝูง เพื่อช่วยแก้ปัญหาการผสมเทียมที่ไม่ได้ผล เนื่องจากเกษตรกรเช็คการเป็นสัดของแม่โคได้ไม่ทั่วถึง อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจำเป็นต้องซื้อพ่อพันธุ์มาเลี้ยงซึ่งเป็นการลงทุนที่สูงพอสมควร และถ้าจะให้ผลดียิ่งขึ้น อายุของพ่อพันธุ์และอัตราส่วนระหว่างพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ก็มีความสำคัญอย่างมากครับ ถ้าพ่อพันธุ์อายุ 2-3 ปี ควรมีจำนวนแม่พันธุ์ 20-30 ตัว พ่อพันธุ์อายุ 3-4 ปี ควรมีแม่พันธุ์ 30-40 ตัว พ่อพันธุ์ 4-5 ปี ควรมีแม่พันธุ์ 40-50 ตัว และถ้าพ่อพันธุ์อายุ 5-8 ปี ควรมีแม่พันธุ์ไม่เกิน 50 ตัวครับ

    นอกจากนี้แล้วเกษตรกรจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนพ่อพันธุ์ทุกๆ 2 ปี ทั้งนี้เนื่องจากในปีที่ 2 ลูกเพศเมียที่เกิดในปีแรกจะเริ่มแสดงอาการเป็นสัด ดังนั้นอาจเกิดปัญหาเรื่องการผสมแบบเลือดชิด ซึ่งจะทำให้คุณภาพของโคในฝูงด้อยลงไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อครบสองปีแล้ว โคพ่อพันธุ์ตัวนั้นจะใช้งานไม่ได้ พ่อพันธุ์ยังคงใช้งานได้ แต่เกษตรกรควรจำหน่ายออกไป แล้วซื้อพ่อพันธุ์ตัวใหม่แทน ที่สำคัญที่สุดคือ พ่อพันธุ์ที่ซื้อมาใหม่นั้นต้องแน่ใจว่าปลอดจากโรคแท้งติดต่อ และห้ามนำเพศผู้ที่เป็นลูกในฝูงมาใช้เป็นพ่อพันธุ์โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดการผสมแบบเลือดชิดครับ

    -เพลงคั่นรายการ- 

    คุณผู้ฟังครับ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ ร่างกายมีความต้องการให้ได้สารอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ แร่ธาตุครับ แม้ว่าร่างกายจะต้องการแร่ธาตุน้อยมาก แต่ว่าก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้ครับ เพราะแร่ธาตุเป็นตัวที่ทำให้เกิดความสมดุลของการทำงานในระบบต่างๆ ในร่างกายของคนและสัตว์ให้เป็นไปตามปกติ สำหรับโคปกติแล้วได้รับอาหารประเภทเกลือแร่หรือแร่ธาตุจากดิน โดยผ่านทางพืชอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นอาหารหลักของโค หรือจากน้ำและอาหารเสริม อย่างไรก็ตามนะครับเกษตรกรควรเสริมแร่ธาตุเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการขาดแร่ธาตุ โดยมีการเสริมในรูปของแร่ธาตุก้อน ซึ่งมีราคาไม่แพง

    และสารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั้นก็คือ ไวตามินครับคุณผู้ฟัง ไวตามินเป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกายของสัตว์อย่างมาก แม้ว่าจะต้องการในปริมาณน้อยก็ตาม แต่ก็ช่วยทำให้เกิดความสมดุลและการทำงานระบบต่างๆ ในร่างกายของสัตว์ให้เป็นปกติ ถ้าเกษตรกรดูแลโคของตนให้ได้รับสารอาหารอย่างพอเพียง มีสุขภาพดี ปัญหาเรื่องการขาดไวตามินก็จะมีน้อย เพราะส่วนใหญ่จะได้รับจากอาหารที่กินเข้าไป และอีกส่วนหนึ่งจุลินทรีย์ในกระเพาะผ้าขี้ริ้วของโคสามารถสังเคราะห์ไวตามินได้เองบางตัว เช่น ไวตามินบี ซี และเค ซึ่งทำให้โคได้รับไวตามินเหล่านี้ตามไปด้วย ไวตามินที่โคต้องการมากและมักจะขาด คือ ไวตามินเอ ดี และอี ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ผลิตไวตามินเหล่านี้จำหน่ายกันอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะที่ให้ในรูปของการฉีด อย่างน้อยที่สุดเกษตรกรควรเสริมให้กับโคพ่อแม่พันธุ์ที่อยู่ในช่วงผสมพันธุ์ หรือเสริมให้แม่โค 1 เดือน ก่อนและหลังคลอด เพื่อช่วยให้ร่างกายของแม่โคมีความสมบูรณ์ เต้านมมีการพัฒนาเพื่อกลั่นสร้างน้ำนมได้มาก มดลูกของแม่โคกลับสู่สภาพปกติได้เร็วหลังคลอด การทำงานของระบบสืบพันธุ์เป็นปกติ แต่นั่นต้องหมายความว่าแม่โคต้องมีสุขภาพดีและได้รับอาหารอย่างเพียงพอ และอาจมีการให้อาหารเสริมในบางระยะด้วยครับ

    คุณผู้ฟังครับ โดยปกติแล้วการเลี้ยงดูโคของเกษตรกรรายย่อยมักใช้แรงงานในครัวเรือนของตน ความใกล้ชิดของโคจึงค่อนข้างมีมาก ซึ่งในบางระยะควรมีการดูแลเอาใจใส่กันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อใกล้คลอด ควรขังแม่โคไว้ในคอดไม่ควรปล่อยทุ่ง เพราะถ้าหากเกิดการคลอดยาก หรือคลอดผิดท่าจะได้ทำการช่วยเหลือได้ทันท่วงทีก่อนที่ลูกโคจะตาย หรือกรณีที่ลูกโคอ่อนแอก็จะได้ดูแลอย่างใกล้ชิด ควรขังแม่โคและลูกโคไว้ด้วยกันจนแน่ใจแล้วว่าลูกโคแข็งแรงดีจึงปล่อยทุ่งได้ การเช็คการเป็นสัดของแม่โคก็เช่นกัน ต้องหมั่นสังเกตและเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดจึงจะไม่พลาด และในกรณีที่โคมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาผู้รู้ เพื่อจะได้ทำการช่วยเหลือหรือแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที

    คุณผู้ฟังครับ เนื่องจากการเลี้ยงโคเนื้อในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยวิชาการใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยที่ได้ผลคุ้มค่ากับการลงทุน อันเป็นผลเนื่องมาจากความต้องการและราคาเนื้อโคที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้การเลี้ยงโคของเกษตรกรประสบผลสำเร็จ เกษตรกรเองก็ควรจะขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ จากแหล่งต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย นอกจากนี้เกษตรกรควรให้ความสนใจกับการจดบันทึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับโคของตนหรือที่เรียกว่าพันธุ์ประวัติ ข้อมูลที่ต้องบันทึกได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย บันทึกการผสมพันธุ์ การให้ลูก การจัดการด้านสุขภาพต่างๆ เช่น การทำวัคซีน ถ่ายพยาธิ รวมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับโคตัวนั้นๆ เพื่อเป็นข้อมูลที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป นอกจากนี้แล้วในอนาคต ถ้าหากว่าโคของเกษตรกรปรับปรุงสายพันธุ์มาเป็นอย่างดี ข้อมูลต่างๆ ที่บันทึกไว้รวมไปถึงสำเนาบันทึกการผสมเทียมที่ได้จากเจ้าหน้าที่ผสมเทียม สามารถใช้เป็นหลักฐานเพื่อขอรับการจดทะเบียนรับรองพันธุ์จากสมาคมโคเนื้อพันธุ์ต่างๆ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรอย่างมากเพราะโคพ่อแม่พันธุ์ที่มีเอกสารรับรองพันธุ์จะจำหน่ายได้ราคาดีกับโคทั่วๆ ไป

    คุณผู้ฟังครับ และสิ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถที่จะเลี้ยงโคเนื้อให้มีประสิทธิภาพนั้น สิ่งหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมการเลี้ยงได้ดีนั้นก็คือ การรวมกลุ่มกันของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อครับ เพราะจะทำให้การติดต่อกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรับบริการต่างๆ ทำได้ง่ายยิ่งกว่าครับ อย่างเช่น การขอรับบริการการผสมเทียม หรือการทำวัคซีนหรือถ่ายพยาธิ เหล่านี้เป็นต้น ในส่วนของการจำหน่าย ก็สามารถทำได้ง่ายกว่าต่างคนต่างขายครับ มีการกดราคาของพ่อค้าคนกลางน้อยลง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการจัดการดูแลสุขภาพ การให้อาหาร หรืออื่นๆ สามารถเฉลี่ยกันไปได้ทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเลี้ยงดูไม่สูงจนเกินไป การเลี้ยงดูโดยการปล่อยเลี้ยงอาจจะเลี้ยงรวมกันโดยมีการผลัดเวรกันดูแล ก็จะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ประหยัดแรงงานคนเลี้ยง เท่าที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคมักจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมากกว่าเกษตรกรโดยทั่วๆ ไป ซึ่งอาจเป็นเพราะงบประมาณมีน้อย เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ จึงทำให้การส่งเสริมและช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรทำได้ง่ายและทั่วถึงกว่าครับ

    ท้ายรายการนี้หากคุณผู้ฟังท่านใดสนใจหรือมีข้อสงสัยอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม หรือจะติชมรายการ คุณผู้ฟังสามารถเขียนจดหมายมายังรายการของเราและจ่าหน้าซองมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 ครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้าในวันและเวลาเดียวกันนี้ วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

  • ฐานข้อมูลแนะนำ

    ISI_Logo58
    scopus_Logo58
    SciVal_Logo58-1

    Kasetsart Journal

    CoverNatSciNew
    CoverSocSciNew
    Vol.48 Issue 6
    Vol.35 Issue 3