รางวัลวิจัย

Filter

จากแฟ้มงานวิจัย มก.

รายการวิทยุ

  • รายการวิทยุ เรื่อง ปุ๋ยกับการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ตอนที่ 1/อำนาจ สุวรรณฤทธิ์

    บทวิทยุ รายการ  “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ที่ 21 เดือนมีนาคม  พ.ศ. 2558

    เรื่อง ปุ๋ยกับการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ตอนที่ 1

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………..

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีคะ คุณผู้ฟังทุกท่านคะ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้คะ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมี ดิฉัน……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการคะ

    สวัสดีคะคุณผู้ฟังทุกท่าน ดิฉัน ………………………ผู้ดำเนินรายการ วันนี้ดิฉันมีผลงานวิจัย เป็นความรู้ในเรื่องของปุ๋ยกับการเกษตรและสิ่งแวดล้อมมาฝากคะ เป็นผลงานของศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อำนาจ สุวรรณฤทธิ์ ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ท่านเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาคปฐพีวิทยา คณะเกษตร มก. ประธานสภาข้าราชการ มก. รองอธิการบดี มก. และอุปนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย เกษียณอายุราชการในตำแหน่งศาสตราจารย์ ระดับ 11 หลังเกษียณอายุราชการจึงได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ และกับการวิจัยในครั้งนี้ ท่านจึงได้ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลผลการวิจัยในเรื่อง “ปุ๋ยกับการเกษตรและสิ่งแวดล้อม” มีเนื้อหาย่อยที่น่าสนใจ คือชนิดและสมบัติปุ๋ย หลักการพิจารณาการใช้ปุ๋ย ประสิทธิภาพของปุ๋ยแต่ละชนิด การเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการใช้ปุ๋ย ข้อดีข้อด้อย และข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยของแต่ละชนิดในแง่การเกษตรและในแง่ของสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังครอบคลุมไปถึงสารอีเอ็มและน้ำหมักชีวภาพ และข้อมูลที่นำเสนอส่วนใหญ่ก็มาจากผลงานวิจัยในประเทศไทยคะคุณผู้ฟัง ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะค่ะ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังค่ะ มาทำความรู้จักกับปุ๋ยกันก่อนนะค่ะ ปุ๋ยเป็นปัจจัยการเกษตรที่สำคัญชนิดหนึ่งคะ แต่อย่างไรก็ตามการปลูกพืชในดินแต่ละแห่งอาจจะไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเสมอไป เพราะในดินที่มีแร่ธาตุอาหารพืชครบถ้วนทุกชนิดและในปริมาณที่พอเหมาะแล้วการเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืช ซึ่งเรียกตามภาษาทางการเกษตรว่าการใส่ปุ๋ยนั้น จะไม่ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายความว่ากรณีที่กล่าวมานี้ การใส่ปุ๋ยให้แก่พืชเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตโดยไม่ทำให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นหรือการใช้ปุ๋ยนั้นขาดทุน นอกจากนี้ในกรณีที่พืชได้รับธาตุอาหารมากเกนไปจนธาตุอาหารชนิดนั้นเกิดเป็นพิษต่อพืชโดยตรง หรือการที่พืชได้รับธาตุอาหารบางชนิดมากเกินไปอาจทำให้ความสมดุลระหว่างธาตุอาหารชนิดต่างๆเสียไป ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่น้อยลงได้คะ ดังนั้นน่ะค่ะความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปุ๋ย ประเภทและสมบัติของปุ๋ย และดิฉันจะกล่าวถึงความหมายของคำบางคำที่ใช้เกี่ยวกับปุ๋ย ประเภทและสมบัติของปุ๋ยที่ใช้กันโดยทั่วไปว่าเป็นปุ๋ยแต่ได้รับความสนใจ การนำมาใช้เป็นปุ๋ย ซึ่งได้แก่น้ำหมักชีวภาพ และสารอีเอ็ม เพื่อประกอบความเข้าใจเกี่ยวกับปุ๋ยและสารเหล่านี้นั้นเองคะ

    มาฟังความหมายของคำว่า “ปุ๋ย” กันนะค่ะ

    ปุ๋ย หมายถึงวัสดุหรือสารที่ใส่ลงไปในดิน ใส่ในวัสดุปลูกพืช พ่นบนส่วนเหนือดินของพืช หรือใส่ในต้นไม้ มีความต้องการให้พืชได้รับแร่ธาตุอาหาร อย่างเช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมเพิ่มขึ้น เพื่อให้พืชได้รับธาตุอาหารดังกล่าวในปริมาณที่เพียงพอและสมดุลตามที่พืชต้องการ และได้ให้ผลผลิตสูงขึ้นหรือมีคุณภาพตามที่ต้องการ ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า ปุ๋ยหมายถึงสารอินทรีย์  หรืออนินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือจะทำขึ้นมาเองก็ตาม สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชไม่ว่าจะโดยวิธีการใด หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเพื่อที่จะบำรุงความเติบโตของพืชต่อไป

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังคะ เราจะมาฟังการจำแนกปุ๋ยกันว่ามีกี่ชนิดด้วยกัน

    ปุ๋ยจะแบ่งออกเป็น 3 ชนิดด้วยกัน นั้นคือ ปุ๋ยอนินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอนินทรีย์ หมายถึงปุ๋ยที่เป็นสารอนินทรีย์แบ่งออกได้เป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือปุ๋ยอนินทรีย์ธรรมชาติ และปุ๋ยอนินทรีย์สังเคราะห์ ปุ๋ยอนินทรีย์ธรรมชาติหมายถึง ปุ๋ยที่มีส่วนประกอบของสารอนินทรีย์เช่นหินฟอสเฟตบดและแร่ซิลไวท์ (ปุ๋ยโพแทสเซียม) เป็นต้น ส่วนปุ๋ยอนินทรีย์สังเคราะห์หมายถึง ปุ๋ยอนินทรีย์ที่มนุษย์เราทำขึ้นเองโดยวิธีทางเคมี เช่นปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟต และปุ๋ยทริเปิลซูเปอร์ฟอสเฟต เป็นต้น เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์สังเคราะห์ได้มาจากการผลิตโดยวิธีเคมี จึงถูกจัดว่าเป็นปุ๋ยเคมี ดังนั้นจะเห็นได้ว่าปุ๋ยอนินทรีย์อาจจะเป็นปุ๋ยเคมีสังเคราะห์หรือปุ๋ยธรรมชาติก็ได้

    มาต่อกันที่ปุ๋ยอินทรีย์คะ เป็นปุ๋ยที่มีส่วนประกอบของสารอินทรีย์ แบ่งออกได้เป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติและปุ๋ยอินทรีย์สังเคราะห์ ปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติคือปุ๋ยที่มีส่วนประกอบของสารอินทรีย์ที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิต ที่รู้จักกันดีมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักและปุ๋ยพืชสด นอกจากนี้ยังรวมไปถึง ซากพืช ซากสัตว์ ของเหลือทิ้งและผลพลอยได้จากโรงงานอุตสาหกรรมตะกอนน้ำทิ้งและของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและจากครัวเรือนซึ่งหากถูกนำมมาใช้เป็นปุ๋ยก็ถูกจัดว่าเป็นปุ๋ยอินทรีย์เพราะมีสารอินทรีย์เป็นส่วนประกอบในอัตราที่สูง ส่วนปุ๋ยอินทรีย์สังเคราะห์หมายถึงปุ๋ยที่ส่วนประกอบเป็นสารอินทรีย์ ได้มาจากการสังเคราะห์โดยวิธีทางเคมี คือ ปุ๋ยยูเรีย จะถูกจัดว่าเป็นปุ๋ยเคมีชนิดหนึ่ง

    ส่วนปุ๋ยชีวภาพ เป็นวัสดุมีจุลินทรีย์เป็นตัวออกฤทธิ์ ในการก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ทำให้พืชได้รับธาตุอาหารมากขึ้น ปุ๋ยชีวภาพที่แนะนำให้ใช้กันอยู่ในปัจจุบันได้แก่ปุ๋ยที่มีเชื้อแบคทีเรียบางชนิดเชื้อราบางชนิด และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินบางชนิดเป็นตัวออกฤทธิ์

    คุณผู้ฟังคะ จากข้อมูลข้างต้นเห็นได้ว่า ความจริงแล้วปุ๋ยเคมีอาจจะเป็นสารอนินทรีย์หรือสารอินทรีย์ก็ได้ และปุ๋นอินทรีย์อาจเป็นสารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือสารที่มนุษย์ทำขึ้นมาก็ได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เป็นการเข้าใจที่ตรงกันของข้อมูลเกี่ยวกับปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ โดยปุ๋ยเคมีในที่นี้จะหมายถึงปุ๋ยที่มนุษย์ทำขึ้นด้วยวิธีการทางเคมี ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรืออนินทรีย์ก็ตาม ปุ๋ยอินทรีย์หมายถึงปุ๋ยที่มีส่วนประกอบหลักเป็นสารอินทรีย์ที่ได้มาด้วยวิธีที่ไม่ใช่วิธีทางเคมี และปุ๋ยชีวภาพมีความหมายตามที่กล่าวมาแล้วนั้นเองคะ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะค่ะ

    -เพลงคั่นรายการ-

    ต่อกันในเรื่อง “การบอกปริมาณธาตุอาหารพืชในปุ๋ย ” ปริมาณธาตุอาหารในปุ๋ยเป็นสิ่งหนึ่งที่มีผลต่อประสิทธิภาพของปุ๋ยในการเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืช ปุ๋ยที่มีปริมาณธาตุอาหารอยู่มากจะสามารถช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืช ปุ๋ยที่มีปริมาณธาตุอาหารอยู่มากจะสามารถช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืชได้มาก การบอกปริมาณธาตุอาหารในปุ๋ยนิยมบอกดังนี้ครับ ในปุ๋ยเคมี ในพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 กำหนดให้บอกปริมาณธาตุปุ๋ยขั้นต่ำที่สุดที่มีอยู่ในปุ๋ย โดยบอกเป็นร้อยละหรือเปอร์เซนต์โดยน้ำหนักของไนโตรเจนทั้งหมด ปริมาณฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ต่อพืช โดยคิดเป็นน้ำหนักฟอสฟอรัสเปรตอกไซด์ ที่มีฟอสฟอรัสเท่ากับฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ในปุ๋ยนั้น และโพแทสเซียมที่ละลายน้ำได้ที่อยู่ในปุ๋ย โดยคิดเป็นน้ำหนักโพแทช ที่มีน้ำหนักโพแทสเซียมเท่ากับโพแทสเซียมที่ละลายน้ำในปุ๋ยนั้น หากนั้นตัวเลขบอกปริมาณธาตุอาหารดังกล่าวมาเขียนเรียงลำดับก่อนหลังตามลำดับข้างต้นโดยมียัติภังค์ ขั้นระหว่างตัวเลขสำหรับแต่ละธาตุ ก็จะได้สูตรปุ๋ย หรือเกรดปุ๋ย ตัวอย่างเช่น ปุ๋นเคมีสูตร15-20-10 ซึ่งหมายความว่าปุ๋ยนั้นมีปริมาณธาตุอาหารดังนี้

    ไนโตรเจนทั้งหมด ร้อยละ 15 โดนน้ำหนัก

    ฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์  ร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก

    โพแทชที่ละลายน้ำ ร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก

    คุณผู้ฟังคะ การบอกปริมาณปุ๋ยที่ให้แก่พืช นิยมบอกเป็น 2 แบบ คือ (1) บอกสูตรปุ๋ยและปริมาณสูตรนั้น เช่น ใช้ปุ๋ยสูตร 15-20-10 อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ และ(2)บอกปริมาณธาตุอาหารแต่ละชนิดที่ใส่แต่แทนที่จะบอกด้วยข้อความยืดยาว “ใส่ไนโตรเจนทั้งหมด 15 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ 20 กิโลกรัมต่อไร่ และโพแทชที่ละลายน้ำ 10 กิโลกรัมต่อไร่” ก็จะบอกให้กระชับลงว่า ใส่ปุ๋ยในอัตรา 15-20-10 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ช่วงนนี้พักกันก่อนนะค่ะ

    -เพลงคั่นรายการ-

    มาต่อกันในเรื่อง “ผลตกค้างของปุ๋ยต่อความเป็นกรด – ด่างของดิน”

    คุณผู้ฟังคะ ปุ๋ยบางชนิดเมื่อใส่ลงไปในดินแล้วทำให้ดินเป็นกรด บางชนิดทำให้ดินเป็นด่าง และบางชนิดไม่มีผลต่อความเป็นกรด – ด่างของดิน หรือเรียกว่ามีผลตกค้างเป็นกลาง ดังนั้นน่ะค่ะ ในการใช้ปุ๋ยจึงควรเลือกปุ๋ยให้เหมาะสมกับดิน หากดินมีความเป็นกรดด่างเหมาะสมกับพืชอยู่แล้ว พีเอชของดินที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสมบัติของดินและชนิดของพืช แต่มักจะอยู่ในช่วงกรดอย่างอ่อนถึงด่างอย่างอ่อน ก็ควรใช้ปุ๋ยที่ไม่ทำให้ดินเป็นกรดหรือเป็นด่าง หากดินเป็นกรดจัดอยู่แล้วก็ควรใช้ปุ๋ยที่ทำให้ดินเป็นด่าง และถ้าหากดินเป็นด่างอยู่แล้วก็ควรเลือกปุ๋ยที่ทำให้ดินเป็นกรด การเลือกปุ๋ยตามแนวดังกล่าวนี้นอกจากจะทำให้ดินเป็นกรดหรือด่างมากขึ้นแล้วยังทำให้ดินเป็นกรดหรือเป็นด่างน้อยลงอีกด้วย มาฟังตัวอย่างปุ๋ยไนโตรเจนประเภทต่างๆดังกล่าว พร้อมกับสมมูลกรดหรือสมมูลด่างของปุ๋ย ซึ่งหมายถึงค่าเทียบความเป็นกรดหรือเป็นด่างที่เกิดขึ้นจากปุ๋ยนั้นกับปริมาณของแคลเซี่ยมคาร์บอเนต ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟตมีสมมูลกรดเท่ากับ 110 กิโลกรัมของแคลเซียมคาร์บอเนตต่อปุ๋ย 100 กิโลกรัมหมายความว่า ปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟต 100 กิโลกรัมทำให้เกิดกรดในปริมาณที่ต้องใช้แคลเซียมคาร์บอเนต 110 กิโลกรัม จึงจะทำลายกรดนั้นได้หมด และปุ๋ยแคลเซียมไนเตรทมีสมมูลด่างเท่ากับ 203 กิโลกรัม ของแคลเซียมคาร์บอเนต หมายความว่าปุ๋ยนี้ 100 กิโลกรัมทำให้เกิดด่างได้เทียบเท่ากับแคลเซียมคาร์บอเนต 203 กิโลกรัม นั่นเองคะ

    สุดท้ายนี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่บุคคลทั่วไป เกษตรกรและนักวิชาการ ให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับผลของปุ๋ยแต่ละชนิดในแง่ของการเกษตรและแง่ของสิ่งแวดล้อม เพื่อสามารถตัดสินใจอย่างถูกต้องว่าควรจะใช้ปุ๋ยชนิดใดจึงจะเหมาะสมทั้งในแง่ต้นทุนการผลิตพืชและในแง่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคะ

    คุณผู้ฟังคะ สัปดาห์หน้าดิฉันจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วคะ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีคะ

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง การศึกษาเปรียบเทียบระบบการเพาะพันธุ์ปลานิล/เรืองวิชญ์ ยุ้นพันธ์

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 27  เดือน ตุลาคม  พ.ศ. 2555

    เรื่อง การศึกษาเปรียบเทียบระบบการเพาะพันธุ์ปลานิล

     บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………

     -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

     สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่านครับ วันนี้เรามารู้จักกับปลาชนิดหนึ่งกันนะครับ กระผมคิดว่าคุณผู้ฟังต้องรู้จักปลาชนิดนี้แน่นอนครับ และอาจจะเป็นเมนูโปรดของคุณผู้ฟังก็เป็นได้ครับ  ปลาที่กระผมจะพูดในวันนี้ก็คือปลานิลนั่นเองครับคุณผู้ฟัง ปลานิลเป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจที่สำคัญ เพราะเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดี จึงทำให้มีการเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงปลานิลเพศผู้ล้วนซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2549 มีผลผลิตปลานิลทั้งประเทศทั้งสิ้น 205,326 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 33 ของมูลค่าของผลผลิตสัตว์น้ำจืดทั้งหมด แค่นี้คุณผู้ฟังก็คงรู้แล้วว่าปลานิลคือปลาที่สำคัญต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่งครับ  และคาดว่าจะมีความต้องการผลผลิตจากปลานิลเพิ่มขึ้นอย่างต่อแน่นอนครับคุณผู้ฟัง

    ทั้งนี้เพื่อใช้บริโภคภายในประเทศและเพื่อการส่งออก ทำให้มีการขยายตัวในการเลี้ยงปลานิลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันครับ ดังนั้นความต้องการลูกปลานิลโดยเฉพาะลูกปลานิลเพศผู้ล้วนจึงมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เนื่องจากปลานิลเป็นปลาที่เพาะพันธุ์ง่ายสามารถทำการเพาะพันธุ์ได้ในที่กักขังต่าง ๆ กัน เช่น เพาะพันธุ์ในบ่อดิน บ่อซีเมนต์ หรือในกระชังแขวนลอยในบ่อดิน จากความแตกต่างของที่กักขังดังกล่าวเป็นไปได้ว่าอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการสืบพันธุ์วางไข่ของพ่อแม่พันธุ์ และท้ายที่สุดต่อผลผลิตไข่ และอัตรารอดของลูกปลานิลได้ครับ มีรายงานว่าการเพาะพันธุ์ปลานิลในบ่อซีเมนต์ และในกระชังทำให้พ่อแม่ปลานิลได้รับบาดเจ็บได้ง่ายขณะรวบรวมเพื่อเก็บไข่ในทุก ๆ สัปดาห์ และอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พ่อแม่ปลาเกิดความเครียด และมีผลต่อศักยภาพของกระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ความดกไข่ การผสมพันธุ์วางไข่ และอัตราฟักของไข่และคุณภาพของลูกปลาได้ในที่สุด ครับคุณผู้ฟัง

    ในการศึกษาในครั้งนี้มีคณะผู้วิจัยคือ นายเรืองวิชญ์ ยุ้นพันธ์ นายประพันธ์ศักดิ์ ศรีษะภูมิ นายสุบรรณ เสถียรจิตร และนายฉัตรชัย ไทยทุ่งฉิน ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อที่จะสืบสวนเปรียบเทียบการเพาะพันธุ์ปลานิล 3 ระบบ คือ การเพาะพันธุ์ในบ่อดิน บ่อซีเมนต์ และในกระชังแขวนลอยในบ่อดิน ที่มีต่อผลผลิต กำลังผลิตของไข่ อัตรารอดของลูกปลานิลระยะถุงไข่แดงยุบ และฮอร์โมนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ ช่วงนี้พักกันสักครู่นะครับคุณผู้ฟัง

     -เพลงคั่นรายการ-

     กลับมาฟังกันต่อนะครับ วางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด เพื่อเปรียบเทียบการเพาะพันธุ์ปลานิล 3 ระบบ ได้แก่ การเพาะพันธุ์ในบ่อดิน บ่อซีเมนต์ และกระชังแขวนลอยในบ่อดิน เพื่อการผลิตลูกปลานิลเพศผู้เชิงพาณิชย์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ชุดการทดลองครับ

    การเตรียมการทดลอง มีดังนี้ครับ

    1. การเตรียมพ่อแม่พันธุ์ปลานิล

    ใช้พ่อแม่ปลานิล อายุประมาณ 5 เดือน น้ำหนักตัวเฉลี่ยเริ่มต้น 100-50 กรัม เลี้ยงปรับสภาพแบบแยกเพศในกระชังมุ้งเขียว ขนาด 5 ม.x10 ม.x1.5 ม. แขวนลอยในบ่อดิน 800 ตารางเมตร ที่ความลึก 1.2 ม. ที่ความหนาแน่น 10 ตัว/ตารางเมตร เป็นระยะเวลา 1 เดือน ให้อาหารเม็ดลอยน้ำ ให้กินวันละ 1 มื้อ เวลา 15.00-16.00 น. อัตรา 1 เปอร์เซ็นต์ ต่อน้ำหนักตัวต่อวัน ปรับอาหารที่ให้ทุกสัปดาห์ และเปลี่ยนถ่ายน้ำสัปดาห์ละครั้ง ๆ ละ 50 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาตรน้ำในบ่อ และให้อากาศในบ่อพ่อแม่พันธุ์ในเวลากลางคืนด้วยเครื่องให้อากาศแบบปั๊มลมครับคุณผู้ฟัง

    1. การเตรียมระบบเพาะพันธุ์

    ในชุดการทดลองที่ 1 ได้เตรียมบ่อดินทดลองขนาดบ่อละ 5 ม. X 5 ม. X 1.5 ม. โดยใช้กระเบื้องลอนคู่แบ่งกั้นในบ่อดินขนาด 800 ตารางเมตรออกเป็น 4 บ่อ ส่วนในชุดการทดลองที่ 2 ทำการทดลองในบ่อซีเมนต์ขนาด 5 ม. X 5 ม. X 1.0 ม. ที่อยู่กลางแจ้ง จำนวน 4 บ่อ และในชุดการทดลองที่ 3 ใช้กระชังมุ้งเขียว  ขนาด 5 ม. X 5 ม. X 1.2 ม. จำนวน 4 กระชัง แขวนลอยในบ่อดินที่ใช้เป็นบ่อเดียวกันกับชุดการทดลองที่ 1 โดยทุกชุดการทดลองจะรักษาระดับความลึกของน้ำไว้ที่ 80 เซนติเมตร ส่วนความลึกของน้ำในบ่อดินจะควบคุมไว้ที่ความลึก 1.2 เมตร และในทุกชุดการทดลองใช้สแลนสีดำกางคลุมบ่อทดลองโดยให้อยู่สูงจากบ่อประมาณ 2-3 เมตร เพื่อลดความเข้มของแสงแดดได้ 70-80 เปอร์เซ็นต์ครับ

     คุณผู้ฟังครับเรามาดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลกันนะครับ

    จะปล่อยพ่อแม่ปลานิลที่ความหนาแน่น 6 ตัวต่อตารางเมตร ที่สัดส่วนเพศผู้ต่อเพศเมียเท่ากับ 1:1 หรือที่ 3 คู่ ต่อตารางเมตร หรือจำนวน 75 คู่ สุ่มพ่อแม่ปลามาชั่งน้ำหนักและวัดความยาวตัวตามมาตรฐานเริ่มต้นจำนวน 50 คู่ ปล่อยพ่อแม่ปลาลงบ่อโดยวิธีจับสลากแบบสุ่ม และเลี้ยงพ่อแม่ปลาในระหว่างการทดลองโดยให้อาหารเม็ดลอยน้ำที่ใช้เลี้ยงปรับสภาพพ่อแม่พันธุ์ก่อนการทดลองในอัตราให้ที่เท่าเดิมวันละ 1 มื้อ เวลาบ่าย 15.00-16.00 น. และปรับอาหารที่ให้ทุกๆ สัปดาห์ จากนั้นทำการตรวจสอบการวางไข่ของแม่ปลาทุก ๆ 7 วัน โดยใช้อวนมุ้งเขียว ลากรวบรวมปลาของระบบเพาะพันธุ์ ในบ่อดินและในบ่อซีเมนต์ แม่ปลาที่วางไข่จะดูจากการอมไข่ไว้ในปาก ไข่ที่รวบรวมจากแม่ปลาแต่ละตัวนำมาจำแนกระยะพัฒนาของไข่และตัวอ่อนของลูกปลานิล ที่ได้จำแนกระยะพัฒนาของไข่และตัวอ่อนของลูกปลานิลออกเป็น 5 ระยะ ดังนี้ครับคุณผู้ฟัง

    ไข่ระยะที่ 1 (undeveloped egg) หมายถึง ไข่ที่ยังไม่ปรากฏพัฒนาการใด ๆ ให้เห็น ไข่จะมีสีเหลืองตลอดทั้งฟอง

    ไข่ระยะที่ 2 (eyed egg) หมายถึง ไข่ที่มีการพัฒนาจนสังเกตเห็นจุดสีดำเกิดขึ้นบริเวณรอบ ๆ ไข่ และสังเกตเห็นการพัฒนาของตา (eyed) เป็นจุดสีดำ ๆ 2 จุด ชัดเจน สีของไข่เป็นสีเหลือง 

    ไข่ระยะที่ 3 หมายถึงไข่ที่มีการพัฒนาจนสังเกตส่วนตาและหางชัดเจนพันอยู่รอบไข่ สีของไข่จะเป็นสีน้ำตาลและยังไม่มีการเคลื่อนไหว หรือเรียกว่า ระยะ Pre-hatched หรือ head-tail egg

    ระยะที่ 4 เป็นระยะที่เป็นตัวอ่อนของลูกปลาแรกฟักออกเป็นตัวแล้วแต่ถุงไข่แดงยังยุบไม่หมด เริ่มขยับตัวได้

    ระยะที่ 5 เป็นระยะตัวอ่อนของลูกปลาที่ฟักออกเป็นตัวและถุงไข่แดงยุบหมดแล้ว สามารถว่ายน้ำได้

     คุณผู้ฟังครับ ในแต่ละสัปดาห์จะทำการชั่งน้ำหนักแม่ปลาและความยาวตัวมาตรฐานของแม่ปลาที่วางไข่แต่ละตัว ชั่งน้ำหนักของไข่และตัวอ่อนทั้งหมดที่ได้ในแต่ละระยะจากของแม่ปลาแต่ละตัว สุ่มไข่และตัวอ่อนที่ได้จำนวน 100 ฟอง นำไปชั่งน้ำหนักเพื่อหาขนาดไข่และตัวอ่อน ก่อนทำการชั่งน้ำหนักไข่และตัวอ่อนทุกครั้งได้ทำการซับน้ำที่ติดมากับไข่และตัวอ่อนออกให้ได้มากที่สุดนะครับ การชั่งน้ำหนักไข่และตัวอ่อนจะใช้วิธีชั่งน้ำหนักแบบเปียกโดยนำไข่และตัวอ่อนใส่ในภาชนะที่มีน้ำอยู่ จากนั้นทำการรวมไข่และตัวอ่อนที่มีระยะเดียวกัน เข้าไว้ด้วยกัน จากนั้นจึงจะทำการสุ่มไข่และตัวอ่อนของแต่ละระยะจำนวน 100 ฟอง ไปฟักในกรวยฟักไข่โดยใช้ขวดพลาสติกน้ำดื่มขนาด 1 ลิตร ที่เตรียมไว้ เพื่อหาอัตรารอดของลูกปลาจนถึงระยะเริ่มกินอาหาร หรือถุงไข่แดงยุบ โดยทำการทดลองเพาะพันธุ์ทั้งสิ้นเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ครับ และในระหว่างการทดลองจะควบคุมระดับน้ำในบ่อของทุกชุดการทดลองไว้ที่ความลึก 80 เซนติเมตร และเปลี่ยนถ่ายน้ำทุก ๆ สัปดาห์ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาตรน้ำในบ่อ และทดแทนพ่อแม่ปลาในกรณีที่เกิดการตายหรือสูญหายในขณะรวบรวมเพื่อให้มีความหนาแน่นและคงอัตราส่วนเพศไว้ที่ 1:1 โดยใช้พ่อแม่ปลานิลที่ได้เลี้ยงสำรองไว้ครับ ช่วงนี้พักกันสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ การตรวจวัดระดับฮอร์โมนและคุณภาพน้ำเชื้อ

    เก็บตัวอย่างน้ำเลือดจากพ่อแม่ปลาที่ได้จากการสุ่มจำนวนเพศละ 3 ตัว โดยแม่ปลาที่วางไข่เท่านั้นที่นำมาสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำเลือด เก็บตัวอย่างน้ำเลือดจำนวน 4 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เริ่มต้นการทดลองก่อนปล่อยพ่อแม่ปลาลงบ่อทดลอง และในระหว่างช่วงของการทดลอง คือ ครั้งที่ 2 ในสัปดาห์ที่ 2 ครั้งที่ 3 ในสัปดาห์ที่ 5 และครั้งสุดท้ายในสัปดาห์ที่ 8 ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายของการทดลอง การเก็บตัวอย่างน้ำเลือดโดยใช้เข็มฉีดยาดูดจากเส้นเลือดแดงบริเวณใต้แนวกระดูกสันหลังบริเวณคอดหาง ทิ้งไว้ให้เลือดแข็งตัวประมาณ 1-2 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ  20 องศาเซลเซียส ก่อนนำไปเข้าเครื่องเหวี่ยงโดยใช้ความเร็ว 3,000 รอบต่อนาที ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เป็นเวลาประมาณ 15 นาที แล้วแยกน้ำส่วนใสข้างบน (Plasma serum) เก็บแช่แข็งไว้ที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส เพื่อนำไปวิเคราะห์หาปริมาณฮอร์โมนในน้ำเลือด ส่วนการประเมินคุณภาพน้ำเชื้อในพ่อปลานิล พร้อมกันกับการตรวจวัดฮอร์โมนในสัปดาห์เดียวกัน โดยใช้ตัวอย่างพ่อปลาที่ได้เก็บตัวอย่างน้ำเลือด ซึ่งจำเป็นต้องฆ่าปลาเพื่อเก็บอัณฑะเพื่อนำมาย้อมสีอีโอซิน-นิโกรซิน (Eosin-Nigrosin) ของเซลล์สืบพันธุ์ โดยเชื้อตัวผู้ที่ตาย เซลล์จะดูดซับสีและทึบแสง ในขณะที่เชื้อตัวผู้ที่มีชีวิตจะไม่ดูดซับสี และได้มีการทดแทนพ่อปลาภายหลังการเก็บตัวอย่างเพื่อคงอัตราส่วนและความหนาแน่นตามแผนการทดลองครับคุณผู้ฟัง คุณผู้ฟังครับมาฟังผลที่ได้จากการทดลองกันนะครับ

     จากการทดลองเพาะพันธุ์ปลานิลทั้ง 3 ระบบ คือ ในบ่อดิน บ่อซีเมนต์ และกระชังแขวนลอยในบ่อดิน และเก็บรวบรวมไข่สัปดาห์ละครั้งเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ามีการวางไข่ ผลผลิตไข่ ที่ได้ทั้งหมด ผลผลิตไข่ที่ได้ต่อสัปดาห์ กำลังผลิตไข่ และความดกไข่  เปอร์เซ็นต์การวางไข่ ผลผลิตไข่ทั้งหมดและผลผลิตไข่ที่ได้ต่อสัปดาห์ของทั้ง 3 ระบบเพาะพันธุ์ในบ่อดิน บ่อซีเมนต์ และกระชังแขวนลอยในบ่อดิน ตลอดการทดลอง พบว่ามีความแตกต่างกัน โดยระบบเพาะพันธุ์ในกระชังแขวนลอยในบ่อดินมีเปอร์เซ็นต์การวางไข่ ผลผลิตไข่ทั้งหมด และผลผลิตไข่เฉลี่ยที่ได้ต่อสัปดาห์สูงกว่าของระบบเพาะพันธุ์ในบ่อดิน และบ่อซีเมนต์  ขณะที่กำลังผลิตไข่ของระบบเพาะพันธุ์ในกระชังแขวนลอยในบ่อดินมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าของระบบเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์และในบ่อดิน แต่กำลังผลิตไข่ของระบบเพาะพันธุ์ในบ่อดินและในบ่อซีเมนต์มีค่าเฉลี่ยที่ใกล้เคียงกัน ความดกไข่ของแม่ปลานิลของระบบเพาะพันธุ์ในกระชังแขวนลอยในบ่อดินพบว่ามีค่าเฉลี่ยสูงกว่าของระบบเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์ แต่มีค่าใกล้เคียงกันกับของระบบเพาะพันธุ์ในบ่อดิน ครับคุณผู้ฟัง

    คุณผู้ฟังครับ ระยะพัฒนาของไข่และตัวอ่อนของลูกปลานิลที่รวบรวมได้ทั้งหมดตลอดระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบไข่ระยะที่ 2 (eyed egg) และระยะที่ 3 (head-tail egg) เป็นส่วนใหญ่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันของทุกระบบเพาะพันธุ์ โดยมีไข่ทั้ง 2 ระยะรวมกันระหว่าง 70.8-78.6 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาได้แก่ ไข่ระยะที่ 1  และระยะที่ 4 ที่ลูกปลาแรกฟักออกเป็นตัว (hatchling) ขณะที่ได้ตัวอ่อนระยะที่ 5 (ระยะถุงไข่แดงยุบ) 3.9 เปอร์เซ็นต์ จากระบบเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์เท่านั้น

    ขนาดไข่ พบไข่ระยะที่ 1 (un-developed egg) ของระบบเพาะพันธุ์ในกระชังแขวนลอยในบ่อดินมีขนาดไข่เฉลี่ยต่ำสุด แตกต่างกันกับขนาดไข่ที่ได้จากระบบเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์ แต่กลับมีขนาดไม่แตกต่างกันกับของระบบเพาะพันธุ์ในบ่อดิน

    ในขณะเดียวกันพบว่าไข่ระยะที่ 2 (eyed egg) ระยะที่ 3 (head-tail egg) และระยะฟักออกเป็นตัว (ระยะที่ 4) (hatchling) ตลอดการทดลองของทั้ง 3 ระบบเพาะพันธุ์มีขนาดเฉลี่ยที่ไม่แตกต่างกันครับ

    อัตรารอดของลูกปลานิลจากการพัฒนาของไข่ระยะต่าง ๆ จนถึงระยะถุงไข่แดงยุบ (swim-up fry) ตลอดการเพาะพันธุ์เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าไม่มีความแตกต่างกันครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ การประเมินคุณภาพน้ำเชื้อพบว่าอัตรารอดของสเปอร์มาโตซัวเริ่มต้นของ 3 ระบบเพาะพันธุ์ และตลอดการทดลองมีค่าเฉลี่ยที่ไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามพบว่าอัตรารอดของสเปอร์มาโตซัวในสัปดาห์ที่ 5 ของระบบเพาะพันธุ์ในบ่อดินมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าของระบบเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์ อัตรารอดของสเปอร์มาโตซัวของระบบเพาะพันธุ์ในกระชังแขวนลอยในบ่อดินมีค่าเฉลี่ยไม่แตกต่างกันกับของระบบเพาะพันธุ์ในบ่อดินและบ่อซีเมนต์  โดยมีอัตรารอดของสเปอร์มาโตซัวในสัปดาห์ที่ 5 ส่วนอัตรารอดของสเปอร์มาโตซัวในสัปดาห์ที่ 2 และ 8 พบว่ามีค่าเฉลี่ยที่ไม่แตกต่างกันของทั้ง 3 ระบบเพาะพันธุ์ครับคุณผู้ฟัง 

     

              คุณผู้ฟังครับ ระดับฮอร์โมน cortisol ในพ่อแม่ปลานิลเริ่มต้นในสัปดาห์ที่ 2, 5 และ 8 ของระบบเพาะพันธุ์ในบ่อดิน บ่อซีเมนต์ และกระชังแขวนลอยในบ่อดิน ทดลองเพาะพันธุ์เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์

    ในพ่อปลานิลมีระดับฮอร์โมน cortisol เฉลี่ยเริ่มต้นของทั้ง 3 ระบบเพาะพันธุ์เท่ากับ 413.04+192.69 นาโนกรัมต่อเดซิลิตร ขณะที่ในสัปดาห์ที่ 2 ระดับฮอร์โมน cortisol ของพ่อปลานิลในกระชังแขวนลอยในบ่อดินมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าระบบเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์และในบ่อดิน แต่ในสัปดาห์ที่ 5 ระดับฮอร์โมน cortisol ในพ่อปลานิลของระบบเพาะพันธุ์ในบ่อดินสูงกว่าของระบบเพาะพันธุ์ในกระชังแขวนลอยในบ่อดิน แต่มีค่าใกล้เคียงกันกับของระบบเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์ และในสัปดาห์ที่ 8 มีระดับฮอร์โมน cortisol เฉลี่ยที่ไม่แตกต่างกันของทั้ง 3 ระบบเพาะพันธุ์ครับคุณผู้ฟัง

    มาต่อกันด้วยผลของคุณภาพน้ำกันนะครับ     

    ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในตอนเช้า 06.00-07.00 น. และในตอนบ่าย 15.00-16.00 น.ของระบบเพาะพันธุ์ในบ่อดิน บ่อซีเมนต์ และในกระชังแขวนลอยในบ่อดิน ตลอดการทดลองพบว่ามีค่าเฉลี่ยแตกต่างกัน อุณหภูมิน้ำในตอนเช้า 06.00-07.00 น. และในตอนบ่าย 15.00-16.00 น. ตลอดการทดลองพบว่าระบบเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์มีค่าเฉลี่ยอุณหภูมิต่ำกว่าของระบบเพาะพันธุ์ในบ่อดิน และในกระชังแขวนลอยในบ่อดินครับ

     

    การศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ระบบเพาะพันธุ์ปลานิลในกระชังแขวนลอยในบ่อดินให้ผลต่อการวางไข่ ผลผลิตไข่ทั้งหมดที่ได้ ผลผลิตไข่ที่ได้ต่อสัปดาห์ และกำลังผลิตไข่ เฉลี่ยตลอดการทดลองสูงสุด รองลงมา คือ ระบบเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์ และบ่อดิน ตามลำดับ โดยระบบเพาะพันธุ์ในกระชังแขวนลอยในบ่อดินมีเปอร์เซ็นต์การวางไข่อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 จนถึงสัปดาห์สุดท้ายของการทดลอง ทั้งนี้การวางไข่ของระบบเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 จนถึงสัปดาห์สุดท้ายของการทดลอง ผลจากการวางไข่เฉลี่ยสูงสุดของระบบเพาะพันธุ์ในกระชังแขวนลอยในบ่อดินทำให้ได้ผลผลิตไข่ โดยให้ผลผลิตไข่ทั้งหมดเฉลี่ยสูงกว่าระบบเพาะพันธุ์ในบ่อดินและบ่อซีเมนต์กว่าร้อยละ 81.7 และ 60.7 ตามลำดับครับ และมีกำลังผลิตไข่เฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 50+14 ฟอง/ตารางเมตร/วัน ในขณะที่ความดกไข่ของแม่ปลานิลของระบบเพาะพันธุ์ในกระชังแขวนลอยในบ่อดินมีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 5 ฟอง/กรัมแม่ปลาที่วางไข่ รองลงมา ได้แก่ ระบบเพาะพันธุ์ในบ่อดิน และบ่อซีเมนต์ ตามลำดับครับคุณผู้ฟัง ช่วงนี้พักกันสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    ระยะพัฒนาของไข่และตัวอ่อน ตลอดการทดลองพบว่า สัดส่วนของไข่และตัวอ่อนลูกปลานิลที่ได้ในแต่ละระยะมีค่าใกล้เคียงกันทั้ง 3 ระบบเพาะพันธุ์ ส่วนตัวอ่อนระยะถุงไข่แดงยุบ (swim-up fry) รวบรวมได้จากระบบเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์เท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่าความถี่ในการวางไข่ของแม่ปลานิลของระบบเพาะพันธุ์ในกระชังแขวนลอยในบ่อดินที่สูงกว่าระบบอื่น ๆ เป็นผลทำให้ได้ไข่ที่มีขนาดไข่เล็กลง แต่ไม่มีผลต่อระยะพัฒนาของไข่และตัวอ่อนในระยะอื่น ๆ และเป็นที่สังเกตว่าขนาดไข่และตัวอ่อนที่ได้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามระยะการพัฒนา ขณะที่อัตรารอดของลูกปลานิลจากการพัฒนาการของไข่ระยะต่าง ๆ และตัวอ่อนแรกฟักจนถึงระยะถุงไข่แดงยุบ (swim-up fry) ตลอดการทดลองพบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน ของทั้ง 3 ระบบเพาะพันธุ์

    โดยไข่ระยะที่ 1 (un-developed egg) มีอัตรารอดเฉลี่ยต่ำสุด และเพิ่มสูงขึ้นเมื่อไข่มีระยะพัฒนาที่สูงขึ้น โดยมีค่าเฉลี่ยอัตรารอดของลูกปลานิลทั้ง 3 ระบบเพาะพันธุ์ จะเห็นได้ว่าเมื่อไข่มีพัฒนาการที่สูงกว่าระยะที่ 1 ขึ้นไปจะทำให้มีโอกาสเพิ่มอัตรารอดของลูกปลา ในทางกลับกัน ไข่ในระยะที่ 1 มีอัตรารอดต่ำ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นไข่ที่ยังไม่มีสัญญาณใด ๆ ที่บอกได้ว่าไข่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว ประกอบกับมีระยะพัฒนาจนฟักออกเป็นตัวจนถึงระยะตัวอ่อนที่ถุงไข่แดงยุบที่ยาวนานกว่าในระยะอื่น ๆ ปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไข่ในระยะนี้มีอัตรารอดที่ต่ำกว่าระยะอื่น ๆ  ทั้งนี้จะสังเกตได้จากการที่พบไข่ที่ไม่ฟักออกเป็นตัวเป็นจำนวนมากกว่าในระยะที่ 2 และ 3 ครับคุณผู้ฟัง ซึ่งมีพัฒนาการจนถึงระยะตัวอ่อนถุงไข่แดงยุบที่มีอัตรารอดที่ไม่แตกต่างกันทั้ง 3 ระบบเพาะพันธุ์ ทั้งนี้เป็นเพราะเป็นไข่ที่ได้รับปฏิสนธิจากเชื้อตัวผู้แล้วและมีคุณภาพน้ำเชื้อในภาพรวมที่ไม่แตกต่างกัน จึงทำให้มีอัตราการปฏิสนธิ และอัตรารอดของตัวอ่อนจนถึงระยะถุงไข่แดงยุบที่ไม่แตกต่างกัน และเป็นที่สังเกตว่าระยะพัฒนาของไข่และตัวอ่อนที่สูงขึ้นมีแนวโน้มต่อการเพิ่มอัตรารอดของลูกปลานิลระยะถุงไข่แดงยุบอีกด้วยครับคุณผู้ฟัง

    คุณผู้ฟังครับ เมื่อพิจารณาคุณภาพน้ำในแต่ละระบบเพาะพันธุ์ จึงมีความเป็นไปได้ที่ระบบเพาะพันธุ์ส่งผลต่อคุณภาพน้ำและมีผลกระทบต่อการสืบพันธุ์วางไข่โดยตรงได้ โดยระบบเพาะพันธุ์ในบ่อดินมีปริมาณออกซิเจนละลายในตอนเช้าและตอนบ่าย มีปริมาณที่ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทำให้มีเปอร์เซ็นต์การวางไข่ลดลง โดยทั่วไปปริมาณออกซิเจนละลายไม่ควรต่ำกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร และจะให้ผลผลิตที่ดีทั้งการเพาะพันธุ์และการเลี้ยงควรมีปริมาณออกซิเจนละลายไม่ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัมต่อลิตร ในขณะที่ระบบเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์และในกระชังแขวนลอยในบ่อดินมีปริมาณออกซิเจนละลายเฉลี่ยสูงกว่าในระบบเพาะพันธุ์ในบ่อดิน

    ทั้งนี้ระบบเพาะพันธุ์ในกระชังแขวนลอยในบ่อดินมีข้อได้เปรียบกว่าระบบเพาะพันธุ์อื่น ๆ ตรงที่มีปริมาตรน้ำที่มากกว่าเนื่องจากแขวนลอยกระชังในบ่อดินขนาด 800 ตารางเมตร ทำให้มีคุณภาพน้ำค่อนข้างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีปริมาณออกซิเจนละลายที่ค่อนข้างสูงกว่าในระบบเพาะพันธุ์อื่น ๆ

    อย่างไรก็ตาม ปริมาณออกซิเจนละลายทั้งในระบบเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์และในกระชังแขวนลอยในบ่อดินโดยเฉลี่ยก็ไม่สูงมากนัก และอาจมีผลทำให้มีการวางไข่ที่ไม่สูงมากด้วยเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกันระบบเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์มีอุณหภูมิน้ำเฉลี่ยในตอนเช้าต่ำกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม และอาจมีผลกระทบต่อการสืบพันธุ์ที่ลดลงของปลาได้ครับคุณผู้ฟัง

    คุณผู้ฟังครับ จากผลการศึกษา สรุปได้ว่า ระบบเพาะพันธุ์ปลานิลในกระชังแขวนลอยในบ่อดิน อัตราปล่อยพ่อแม่ปลานิล 6 ตัวต่อตารางเมตร สัดส่วนเพศ 1:1 มีความเหมาะสมในการผลิตลูกปลานิลเชิงพาณิชย์มากที่สุด เพราะให้ผลผลิต และกำลังผลิตของลูกปลาสูงสุด สามารถลดผลกระทบที่มีต่อความเครียดและการสืบพันธุ์ของพ่อแม่ปลาได้ดี รองลงมาได้แก่ ระบบเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์ และบ่อดิน ตามลำดับครับ

    ข้อเสนอแนะจากผลการศึกษาในครั้งนี้ ควรศึกษาหาวิธีการปรับปรุงระบบเพาะพันธุ์ปลานิลแขวนลอยในบ่อดิน หรือในระบบเพาะพันธุ์อื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการควบคุมสิ่งแวดล้อม เช่น คุณภาพน้ำ เพื่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น ปริมาณออกซิเจนที่ละลาย และอุณหภูมิของน้ำ ตลอดจนเทคนิคต่าง ๆ ในการจัดการพ่อแม่ปลา เช่น การพักพ่อแม่ปลาเพื่อหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น เพื่อลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตให้สูงมากยิ่งขึ้นครับ หวังว่าคุณผู้ฟังคงได้ความรู้จากรูปแบบการเลี้ยงปลานิลทั้ง 3 แบบ กันนะครับ

    สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง การปลูกฟ้าทะลายโจร/นภาภรณ์ พรหมชนะ

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่7 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2558

    เรื่อง  การปลูกฟ้าทะลายโจร

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     ……………………………………………………………….

     -เพลงประจำรายการ-

     สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศให้ผู้ฟังได้ฟังกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย        ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีกระผม…………………………………………เป็นผู้ดำเนินรายการครับ วันนี้กระผมขอเสนอเรื่อง “การปลูกฟ้าทะลายโจร” ครับ

    คุณผู้ฟังครับ สมุนไพรเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีประวัติอยู่คู่กับชีวิตมนุษย์มาช้านาน ในครั้งสมัยดึกดำบรรพ์นั้นมนุษย์ได้รู้จักการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การได้ความรู้ในการรักษาโรคนี้ได้จากการสังเกต ทดลองใช้ และประสบการณ์ จนมีการบอกเล่าและสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนเป็นที่ยอมรับในการที่จะนำสมุนไพรมาใช้ในการรักษาโรคต่างๆ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากสมุนไพร ต่อมาจึงเกิดหมอยาท้องถิ่นทั่วไปในหลายประเทศทั่วโลก

    ในขณะนี้ประชากรของโลกมีมากถึง 6,000 กว่าล้านคน และส่วนใหญ่ ต่างก็มีความตื่นตัวหันมาให้ความสนใจดูแลสุขภาพ รวมทั้งการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ด้วยการหันมานิยมใช้ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรทั้งในรูปอาหาร อาหารเสริม เครื่องสำอาง และยารักษาโรคกันเป็นจำนวนมาก    ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีความได้เปรียบในภูมิประเทศและภูมิอากาศที่ทำให้มีพืชสมุนไพรที่มีคุณค่าอยู่มากมายและมีศักยภาพในการที่จะปลูกสมุนไพรได้ เป็นอย่างดี 

           ฟ้าทะลายโจร เป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดีในประเทศไทย ปัจจุบันมีการปลูกฟ้าทะลายโจรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมยาสมุนไพรในคนกันอย่างแพร่หลาย เรามารู้จักกับฟ้าทะลายโจร คุณประโยชน์ และวิธีการปลูกกันครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     ฟ้าทะลายโจร เป็นพืชที่ชาวอินเดียและจีนใช้เป็นยาแต่โบราณ ในประเทศไทยได้เริ่มนิยมใช้ไม่กี่ปีมานี้เอง ฟ้าทะลายโจรเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับต้อยติ่งสูง 30 – 100 เซนติเมตร ทั้งต้นมีรสขม ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม แตกออกเป็นพุ่มเล็ก ใบเรียวสีเขียวเข้มเป็นมันเป็นคู่ตรงข้าม ดอกออกเป็นช่อขนาดใหญ่ ที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาวแกมม่วง มีขน กลีบเลี้ยงโคนติดกันปลายแยกเป็น 5 กลีบ ยาว 3 – 4 มิลลิเมตร ผลเป็นฝักสีเขียวอมน้ำตาล เมื่อผลแก่จะแตก ดีดเมล็ดออกมา ฟ้าทะลายโจร เป็นยาที่มีความหมายในตัวเองไม่น้อย เพราะแม้แต่ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับว่าฟ้าประทานมาให้ปราบโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนเหล่าโจรร้าย ส่วนในภาษาจีนกลาง ยาตัวนี้มีชื่ออย่างเพราะพริ้งว่า “ชวนซิเหลียน” แปลว่า “ดอกบัวอยู่ในหัวใจ”ครับ ซึ่งมีความหมายสูงส่งมาก วงการแพทย์จีนได้ยกฟ้าทะลายโจรขึ้นทำเนียบ เป็นยาตำราหลวงที่มีสรรพคุณโดดเด่นมากตัวหนึ่ง ที่สำคัญคือสามารถใช้เป็นยาเดี่ยวเพียงตัวเดียวก็มีฤทธิ์แรงพอที่จะรักษาโรคได้  ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในสมุนไพรตัวอื่น

    คุณผู้ฟังทราบมั้ยครับว่า ในฟ้าทะลายโจรนั้น เราจะพบสารสำคัญในการรักษาโรคครับ นั่นก็ คือ สารแอนโดรแกรฟโพไลด์  จัดอยู่ในสารจำพวกยาปฏิชีวนะ เช่น เพนนิซิลลินและเตตราซัยคลิน ซึ่งเป็น ยาแผนปัจจุบันครอบจักรวาล แต่ปลอดภัยกว่าเพราะไม่มีพิษต่อตับ และไม่ตกค้างในร่างกาย ซ้ำยังมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคบางอย่างดีกว่ายาแผนปัจจุบันเสียอีกครับ นอกจากนี้ยังมีการทดลองทางคลินิกของโรงพยาบาลบำราศนราดูร พบว่าสมุนไพรฟ้าทะลายโจรสามารถรักษาโรคบิด ท้องร่วง และโรคท้องเสียชนิดเฉียบพลันได้ดีเท่ากับเตตราซัยคลิน นอกจากฟ้าทะลายโจรจะสามารถแก้อาการร้อนในได้ผลดีแล้ว ฟ้าทะลายโจรยังมีสรรพคุณเด่นในการแก้ไข้หวัด ตัวร้อน ระงับการอักเสบ เจ็บคอ แก้ติดเชื้อ และเป็นยาขมเจริญอาหาร จึงนับได้ว่าฟ้าทะลายโจรเป็นยาครอบคลุมได้กว้างขวางเหมาะสำหรับเป็นยาสามัญประจำบ้านแบบไทย ๆ ได้อย่างดีทีเดียวครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     ฟ้าทะลายโจรชอบอากาศร้อนชื้น พบมากในจีน อินเดีย และไทย มักขึ้นเองตามป่า เป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่เลือกดิน แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ชอบแดดปานกลาง ถ้าอยู่ในที่ร่มทึบเกินไปจะทำให้โตช้า ถ้าโดนแดดจัดเกินไปจะทำให้ใบเล็กและเป็นสีม่วง ฟ้าทะลายโจรเป็นพืชล้มลุก ปลูกจากเมล็ดได้ง่าย เมล็ดมีสีน้ำตาลแดง ซึ่งใน 1 ช้อนโต๊ะจะมีเมล็ดประมาณ 7,000 เมล็ด

    สำหรับการปลูกฟ้าทะลายโจรสามารถปลูกได้หลายวิธีครับ ได้แก่ การปลูกแบบหว่าน ควรหว่านเมล็ดให้กระจายสม่ำเสมอ โดยปลูกในพื้นที่ที่มีปัญหาวัชพืชไม่รุนแรง วิธีนี้เหมาะสมกับการปลูกจำนวนมาก ๆ และมีแรงงานน้อย แต่จะพบกับปัญหาวัชพืช เพราะไม่สามารถนำเครื่องมือ เครื่องทุ่นแรงเข้าไปใช้ได้ ต้องใช้มือถอนอย่างเดียว วิธีที่สองเป็นการปลูกแบบโรยเมล็ดเป็นแถว ขุดร่องตื้น เป็นแถวยาว โรยเมล็ดเกลี่ยดินกลบบาง ๆ ควรมีระยะปลูกระหว่างแถว 40 เซนติเมตร โดยทั่วไปใช้เมล็ดประมาณ 50 – 100 เมล็ดต่อความยาว 1 เมตร การปลูกด้วยวิธีนี้ กำจัดวัชพืชได้ง่ายและสะดวกขึ้น วิธีที่สามคือการปลูกแบบหยอดหลุม คือเตรียมหลุมปลูกลึกประมาณ 2 – 5 เซนติเมตร ให้เป็นแนวโดยมีระยะปลูกระหว่างต้น 20 – 30 เซนติเมตร และระหว่างแถว 40 เซนติเมตร แล้วหยอดเมล็ดหลุมละ 5 – 10 เมล็ด เกลี่ยดินกลบบาง ๆ การปลูกวิธีนี้จะประหยัดเมล็ดพันธุ์ แต่มักประสบปัญหาเกี่ยวกับการกำจัดวัชพืชขณะที่ต้นยังเล็ก เพราะมีพื้นที่ว่างระหว่างระยะปลูกและตำแหน่งที่งอกของเมล็ดฟ้าทะลายโจรอยู่ห่างกัน วิธีนี้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกที่ไม่มีวัชพืชรบกวน

     การปลูกโดยใช้ต้นกล้า โดยใช้ต้นกล้ามีอายุประมาณ 45 – 60 วัน หรือมีใบประมาณ 10 – 14 ใบ โดยย้ายกล้าลงในแปลงปลูกที่มีระยะปลูกระหว่างต้น 20 – 30 เซนติเมตร และระหว่างแถว 40 เซนติเมตร ถ้าดินไม่ดีควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ 125 กรัมต่อหลุม วิธีนี้เหมาะกับแปลงปลูกที่มีปัญหาวัชพืชรุนแรง หรือกรณีที่เมล็ดพันธุ์มีราคาแพงหรือมีจำกัดแต่จะให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าการปลูกโดย 3 วิธีแรก

     -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ สำหรับการดูแลรักษาต้นฟ้าทะลายโจรนั้น เราสามารถทำได้ด้วยการคลุมแปลง ในพื้นที่ปลูกที่เป็นที่โล่งแจ้ง ลมพัดแรง แดดจัด ฝนตกชุก ควรคลุมแปลงด้วยฟางหรือ ใบหญ้าคาบาง ๆ เพื่อช่วยพรางแสง ลดการชะล้างของน้ำ ควบคุมความชื้นในดินไม่ให้น้ำระเหยเร็ว ความชื้นจะทำให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น และเมื่อต้นกล้าอายุได้ประมาณ 1 เดือน ให้เอาฟางหรือใบหญ้าคาในส่วนที่หนา ออกบ้าง  หลังจากปลูกแล้วประมาณ 7-15 วัน ถ้าพบว่าต้นกล้าที่ปลูกตายหรือเมล็ดไม่งอก ควรมีการปลูกซ่อมทันทีเพื่อให้พืชเจริญเติบโตทันกัน หลังจากปลูกแล้วประมาณ 30-45 วัน ถ้าพบว่าต้นกล้าที่ขึ้นมาแน่นเกินไป ควรทำการถอนแยกไปปลูกในแปลงอื่น ๆ เพื่อให้ต้นกล้าที่ขึ้นสมบูรณ์เต็มที่ ไม่แย่งอาหารกัน  ประการสำคัญก็คือหลังจากปลูกพืชทุกครั้งต้องให้น้ำพืชทันที ซึ่งจะช่วยให้ต้นกล้าไม่เฉาและตายง่าย ในระยะ 1-2 เดือนแรกหลังจากปลูก ถ้าแดดจัดควรให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ถ้าแดดไม่จัดควรให้น้ำวันละครั้ง และหลังจากอายุ 2 เดือนไปแล้วอาจจะให้น้ำวันเว้นวันก็ได้หรือตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และสภาพอากาศ ถ้าพืชขาดน้ำเป็นระยะเวลาหลายวันจะทำให้พืชเหี่ยวเฉา แคระแกรน ออกดอกเร็ว และทำให้พืชไม่สามารถดึงธาตุอาหารจำเป็นบางชนิดจากดินขึ้นมาใช้ได้

    การใส่ปุ๋ยให้กับฟ้าทะลายโจร จะเริ่มใส่เมื่อต้นกล้ามีอายุ 2 เดือน ส่วนใหญ่นิยมใส่ปุ๋ยคอกหรือถ้าเป็นปุ๋ยเคมีก็จะใช้สูตร 15-15-15  ซึ่งวิธีการใส่ปุ๋ยนั้นมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับความสะดวกและวิธีการปลูกพืชครับ ซึ่งมีวิธีการดังนี้ครับ การใส่ปุ๋ยแบบหว่าน เกษตรกรต้องหว่านปุ๋ยให้กระจายทั่วและสม่ำเสมอ หลังจากหว่านปุ๋ยแล้วต้องรดน้ำทันที อย่าให้ปุ๋ยค้างอยู่ที่ใบเพราะจะทำให้ใบไหม้และต้นพืชตายได้ ซึ่งเหมาะกับแปลงเพาะกล้าและการปลูกแบบหว่าน

    การใส่ปุ๋ยแบบโรยหรือหว่านเป็นแถว ตามแนวขนานระหว่างแถวปลูก ห่างจากแถวปลูกประมาณ 10-15 เซนติเมตร โดยขุดเป็นร่องใส่ปุ๋ยพรวนดินกลบ หรือโรยปุ๋ยก่อนแล้วพรวนดินกลบ ซึ่งจะเหมาะกับการปลูกแบบโรยเป็นแถว และการใส่ปุ๋ยแบบหยอดโคน เป็นการใส่ปุ๋ยห่างจากโคนต้นประมาณ 10 เซนติเมตร โดยขุดหลุมฝังกลบดินหรือโรยรอบ ๆ โคนต้น แล้วพรวนดินกลบก็ได้ ซึ่งเหมาะกับการปลูกแบบมีระยะปลูกครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     การกำจัดวัชพืช ในแปลงปลูกแบบหว่านและแปลงเพาะเมล็ด กำจัดได้โดยการถอน ส่วนในแปลงปลูกแบบโรยเป็นแถว แบบหยอดหลุมและแบบปลูกด้วยต้นกล้า ซึ่งมีระยะปลูก การกำจัดวัชพืช จะทำได้สะดวกขึ้น ซึ่งทำได้โดยใช้การถอนหรือใช้เครื่องมือช่วย และควรทำการพรวนดินเข้าโคนต้นไปพร้อมกัน  การพรวนดิน ส่วนใหญ่จะพรวนดินและดายหญ้าไปพร้อม ๆ กัน หรือพรวนดินเมื่อเห็นหน้าดินแน่น ดูดซึมน้ำได้ช้า การพรวนดินทำให้ดินร่วนซุย ดูดซึมซับน้ำและปุ๋ยได้ดี ซึ่งจะช่วยให้ระบบรากพืชใช้น้ำและปุ๋ยมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ส่วนการป้องกันกำจัดโรคและแมลงนั้น ปัจจุบันการปลูกฟ้าทะลายโจรยังไม่พบว่ามีโรคและแมลงชนิดใดทำความเสียหายอย่างรุนแรง เพียงแต่ทำความเสียหายบ้างเล็กน้อยเท่านั้น ได้แก่ โรคโคนเน่าและรากเน่า ต้นที่เป็นโรคจะมีอาการเหี่ยวเพิ่มขึ้นเป็นลำดับจนแห้งตายในที่สุด จะพบบริเวณรากและโคน รากขาดได้ง่าย และบางส่วนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม  การป้องกันและกำจัดในเบื้องต้นควรถอนและทำลายต้นพืชทิ้งไป  โรคที่สำคัญอีกโรคคือโรคแอนแทรคโนส จะพบอาการที่ตรงกลางใบหรือปลายใบ อาการที่พบบนใบจะเกิดกระจายทั่วไป เนื้อใบแห้งตายเป็นสีฟางข้าว ขอบแผลสีเข้ม การป้องกันและกำจัดในเบื้องต้นควรถอนและทำลายต้นพืชเช่นกัน

    การเก็บเกี่ยวฟ้าทะลายโจรนั้น เกษตรกรจะเริ่มเก็บเกี่ยวฟ้าทะลายโจรเมื่อฟ้าทะลายโจรเริ่มออกดอก จนถึงติดฝัก เกษตรกรจะทยอยเก็บฟ้าทะลายโจร โดยจะใช้วิธีถอนทั้งต้นหรือตัดต้นจนชิดกับดิน เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวในช่วงเริ่มออกดอกนี้เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีน้ำหนักแห้งสูง เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะนำไปแปรรูป หากเกษตรกรต้องการเก็บผลผลิตบางส่วนไว้เพื่อใช้ทำเมล็ดพันธุ์ เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวฟ้าทะลายโจรเมื่อระยะฝักแก่ และปล่อยให้ฝักแก่และแห้งกับต้น จึงจะเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์ได้  ส่วนการแปรรูปฟ้าทะลายโจรนั้นสามารถทำได้โดยนำฟ้าทะลายโจรที่เก็บเกี่ยวมาสับให้เป็นท่อนด้วยเครื่องสับ หรือแรงงานคน เกษตรกรจะนำฟ้าทะลายโจรที่สับแล้วมาตากแดดบนผ้าใบจนกว่าฟ้าทะลายโจรจะแห้งสนิท หลังจากนั้นนำมาบรรจุใส่กระสอบ กระสอบละ 30 กก.นำหนังสือพิมพ์ปิดด้านบนและผูกด้วยเชือกเก็บในที่แห้งและมิดชิด ไม่ให้โดนแสงแดด เพราะจะทำให้ฤทธิ์ยาของฟ้าทะลายโจรลดลง

     -เพลงคั่นรายการ-

     ผศ.นภาภรณ์  พรหมชนะ จากภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการวิจัยในโครงการการวิเคราะห์เศรษฐกิจการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่ออุตสาหกรรม โดยทำการศึกษาสภาพทั่วไปของการปลูกฟ้าทะลายโจรของเกษตรกรในเขตภาคกลางและภาคตะวันตก โดยผลการศึกษาการผลิตฟ้าทะลายโจรของเกษตรกรพบว่า เกษตรกรในแต่ละภูมิภาคมีการผลิตฟ้าทะลายโจรที่แตกต่างกัน สามารถผลิตฟ้าทะลายโจรได้เป็น 3 แบบคือ การผลิตฟ้าทะลายโจรที่เกษตรกรอาศัยระบบน้ำชลประทาน ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดวัชพืชในการผลิต  แบบที่สองคือการผลิตฟ้าทะลายโจรที่เกษตรกรอาศัยระบบน้ำชลประทานใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยชีวภาพและสารเคมีกำจัดวัชพืช และแบบสุดท้ายคือการผลิตฟ้าทะลายโจรแบบธรรมชาติ เกษตรกรจะอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติ ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดวัชพืช  เกษตรกรที่ผลิตฟ้าทะลายโจรจะปลูกฟ้าทะลายโจรเป็นพืชเสริมกับพืชหลัก โดยมีพื้นที่การปลูกฟ้าทะลายโจรตั้งแต่ 1-5 ไร่  โดยเกษตรกรจะซื้อเมล็ดพันธุ์จากผู้รวบรวมในช่วงแรกที่ทำการผลิตฟ้าทะลายโจรในราคากิโลกรัมละ 500-600 บาท จากนั้นเกษตรกรจะเก็บพันธุ์ฟ้าทะลายโจรไว้ใช้เองในการผลิตฟ้าทะลายโจรในครั้งต่อๆไป เกษตรกรที่ปลูกฟ้าทะลายโจรโดยอาศัยระบบน้ำชลประทานจะทำการผลิตฟ้าทะลายโจรได้ปีละ 2 ครั้ง เกษตรกรที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝนจะทำการผลิตฟ้าทะลายโจรได้ปีละ 1 ครั้ง ระยะเวลาในการผลิตฟ้าทะลายโจร 1 ครั้งจะใช้เวลาในการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเป็นเวลา 5 เดือน ส่วนการจำหน่ายฟ้าทะลายโจรเกษตรกรจะจำหน่ายให้กับผู้รวบรวมผลผลิต โดยผู้รวบรวมจะเป็นผู้กำหนดราคา ราคาฟ้าทะลายโจรตากแห้งที่เกษตรกรขายได้คือ 10-12 บาทต่อกิโลกรัม

    นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้ให้ข้อเสนอแนะว่า หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ควรเข้ามาดูแลและสนับสนุนด้านการผลิตฟ้าทะลายโจรของเกษตรกรให้ได้มาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตรวจสอบและรับรองคุณภาพผลผลิต สนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มการผลิตเพื่อมีอำนาจในการต่อรองราคาจากพ่อค้าคนกลาง มีการประกันราคาพืชสมุนไพร รวมทั้งสนับสนุนด้านการผลิต การแปรรูป การจำหน่าย ข้อมูลข่าวสาร การตลาด เทคโนโลยีการผลิตต่างๆ ให้กับเกษตรกร นอกจากนี้รัฐบาลควรสนับสนุนการใช้สมุนไพรในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ และการผลิตยาสมุนไพรที่ใช้ในคน เพราะเป็นการสนับสนุนภูมิปัญญาพื้นบ้านไทยให้แพร่หลาย

    คุณผู้ฟังครับ คุณผู้ฟังคงพอจะทราบเรื่องราวต่างๆของฟ้าทะลายโจรที่กระผมได้เสนอให้กับคุณผู้ฟังได้ฟังกันแล้วนะครับ   กระผมหวังว่า สาระในวันนี้คงจะเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ  สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

     

    ……………………………………………………………………………………………………………

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง เลี้ยงผึ้งเพื่อการประกอบอาชีพ

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่28 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

    เรื่อง เลี้ยงผึ้งเพื่อการประกอบอาชีพ

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

     ………………………………………………..

     -เพลงประจำรายการ-

                   สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่าน วันนี้มาพบกับรายการ  “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.” ทางวิทยุ มก. แห่งนี้เป็นประจำทุกวันเสาร์  รายการนี้ผลิตโดย  ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย  สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ  และสำหรับในวันนี้กระผมขอเสนอ เรื่อง  “ คุณภาพน้ำกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ”                                                                               

                   ผึ้งในสกุล “เอพิส”  ซึ่งเป็นภมรที่เก็บสะสมน้ำหวานปริมาณค่อนข้างมากในรัง  มีอยู่ทั้งหมด  4 ชนิด   ผึ้ง  3  ชนิดแรกได้แก่  ผึ้งมิ้ม    ผึ้งหลวงและผึ้งโพรง   ซึ่งเป็นผึ้งพื้นเมืองในแถบเอเซียตอนใต้  ส่วนผึ้งชนิดที่ 4 คือ  ผึ้งพันธุ์เป็นผึ้งพื้นเมืองของทวีปยุโรปและแอฟริกา  ซึ่งมักนิยมนำไปเลี้ยงเป็นการค้าทั่วไปครับ   

                   เรามาทำความรู้จักกับผึ้งชนิดแรกกันนะครับนั่นคือ “ผึ้งมิ้ม” เป็นผึ้งที่สร้างรังประกอบด้วยรวงเพียงรวงเดียว    รูปทรงกลมหรือรี  ขนาดรังไม่ใหญ่นักประมาณเส้นผ่าศูนย์กลางรวงส่วนใหญ่ไม่เกิน  20  เซนติเมตร   ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วผึ้งมิ้มเป็นผึ้งที่มนุษย์ไม่สามารถนำมาให้สร้างรวงในภาชนะหรือในหีบเลี้ยงที่ต้องการได้   มีลักษณะสำคัญของการที่ผึ้งมิ้มจะต้องสร้างรวงในที่โล่ง  บวกกับผลผลิตน้ำผึ้งแต่ละรวงมีน้อย   ซึ่งส่วนใหญ่มักจะไม่เกิน  400  กรัมจึงทำให้ผึ้งมิ้มไม่ถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งนั่นเองครับ

                   คุณผู้ฟังครับ ผึ้งอีกชนิดหนึ่งก็ คือ  “ผึ้งหลวง” คงจะได้ยินชื่อกันบ่อยๆนะครับ เป็นผึ้งพื้นเมืองอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ทางคาบสมุทรอินเดียและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ผึ้งหลวงมีลักษณะของการมีชีวิตคล้ายคลึงกับผึ้งมิ้มครับ นั่นคือจะสร้างรังประกอบด้วยรวงเพียงรวงเดียวห้อยจากกิ่งไม้ หน้าผาหรือจากชายคาบ้าน รวงของผึ้งหลวงมีขนาดใหญ่บางครั้งกว้างเกินกว่า  1  เมตร ซึ่งผิดกับรวงของผึ้งมิ้มที่มีขนาดเล็ก ดังนั้นผึ้งหลวงจึงเป็นผึ้งอีกชนิดที่เราไม่สามารถนำมาเลี้ยงในภาชนะ หรือในอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งได้

                   ผึ้งชนิดที่  3  นั่นคือ  “ผึ้งโพรง”     เป็นผึ้งที่มีแนวทางของวิวัฒนาการที่แตกต่างไปจากผึ้งมึ้มและผึ้งหลวงโดยที่ผึ้งชนิดนี้ในธรรมชาติจะทำรังด้วยการสร้างรวงซ้อนกันเป็นหลืบ ๆ  อยู่ในโพรงไม้หรือโพรงหิน  ที่มีทางเข้าออกค่อนข้างเล็กแต่ภายในมีที่กว้างพอให้ผึ้งสร้างรวงได้  รังของผึ้งโพรงรังหนึ่ง ๆ  มีขนาดรังไม่ใหญ่มากนัก  ผึ้งโพรงเป็นผึ้งที่เก็บสะสมน้ำผึ้งไว้ในรังในปริมาณไม่มากนักประมาณ  2 – 10  กิโลกรัมหรือน้อยกว่า   ผึ้งโพรงเป็นผึ้งที่มีอัตราการแยกรังค่อนข้างบ่อยครั้ง  และมีพฤติกรรมที่มักจะทิ้งรังไปหาที่อยู่ใหม่ถ้าในบริเวณตำแหน่งที่ตั้งของรังเดิมมีสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม  เช่น  อาหารขาดแคลน  มีโรคหรือศัตรูรบกวน

                   ด้วยสาเหตุที่ผึ้งโพรงให้ผลผลิตน้ำผึ้งต่อรังค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับผึ้งพันธุ์  ประกอบกับมีพฤติกรรมในการแยกรังและทิ้งรังในอัตราที่สูงมาก  จึงทำให้หลายๆ ประเทศในเอเซีย   เช่น  จีน  เกาหลี  ญี่ปุ่น  และบางส่วนของอินเดียและปากีสถาน   ได้เปลี่ยนรูปแบบของอุตสาหกรรมผึ้งด้วยการหันไปเลี้ยงผึ้งพันธุ์แทน ซึ่งโดยทั่วไปจะให้ผลผลิตสูงกว่า และจัดการดูแลเอาใจใส่ได้ง่ายกว่าผึ้งโพรง

                   และผึ้งชนิดสุดท้ายที่จะพูดถึง คือ “ผึ้งพันธุ์”          เป็นผึ้งพื้นเมืองของทวีปยุโรปและแอฟริกา  ซึ่งมีพฤติกรรมในการทำรังเช่นเดียวกับผึ้งโพรงของเอเซีย  คือ ทำรังเป็นรวงซ้อนกันเป็นหลืบๆ  อยู่ภายในโพรงไม้ตามธรรมชาติ  ผึ้งพันธุ์ที่ถูกนำไปจากยุโรปไปเลี้ยงอย่างประสบความสำเร็จมีคุณลักษณะที่เด่น คือผึ้งชนิดนี้จะสร้างรังในที่มืด สามารถนำไปเลี้ยงในภาชนะได้ จำนวนประชากรในรังผึ้งค่อนข้างมากในรังผึ้งพันธุ์แต่ละรัง ปกติประมาณ  20,000 – 50,000 ตัว มีพฤติกรรมในการสะสมอาหารจึงสามารถเก็บอาหารได้ในปริมาณมากและมีพฤติกรรมไม่ทิ้งรัง

     -เพลงคั่นรายการ-

                   คุณผู้ฟังครับ การที่จะทำการเลี้ยงผึ้งให้ประสบผลสำเร็จนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เลี้ยงผึ้งจะต้องรู้จักคุ้นเคยกับข้อมูลที่เกี่ยวกับชีวิตของผึ้งวรรณะต่างๆ ตลอดจนพฤติกรรมและหน้าที่ของผึ้งแต่ละวรรณะภายในสังคม อีกทั้งต้องเข้าใจเรื่องราวของวงจรชีวิตสังคมและปรากฎการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในรังผึ้ง 

                   จากการศึกษาสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมผึ้งพบว่ารังผึ้งรังหนึ่งๆ  หรือสังคมหนึ่ง ๆ จะประกอบด้วย  ผึ้งแม่รัง  ผึ้งงาน  และผึ้งตัวผู้  ซึ่งผึ้งแต่ละประเภทได้แบ่งหน้าที่กันไป ผึ้งแม่รังหรือผึ้งนางพญามีหน้าที่วางไข่ ควบคุมสังคมให้อยู่ในสภาพสมดุลย์ด้วยการผลิตสารเคมีแล้วปล่อยออกไปทั่วบรรยากาศภายในรังผึ้งและผสมพันธุ์

                   ผึ้งงานจะมีหน้าที่สร้างและซ่อมแซมรวง ตลอดจนทำความสะอาดรัง  หาอาหาร  ซึ่งได้แก่  เกสรและน้ำหวาน ตลอดถึงการสะสมอาหารและถนอมอาหาร เก็บหาวัสดุอื่น เพื่อใช้ในสังคมยามจำเป็น  ได้แก่ น้ำและยางไม้ ป้อนอาหารให้ผึ้งแม่รัง ผึ้งตัวผู้และตัวอ่อนผึ้ง ป้องกันรัง ถ่ายทอดสารเคมี ที่ได้จากผึ้งแม่รังให้กระจายทั่วรัง ควบคุมอุณหภูมิภายในรังและควบคุมอัตราการวางไข่ของผึ้งแม่รัง  ส่วนผึ้งตัวผู้มีหน้าที่ผสมพันธุ์กับผึ้งแม่รังที่มาจากรังอื่นกลางอากาศครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

                  คุณผู้ฟังครับ ปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงในการเลือกสถานที่สำหรับเลี้ยงผึ้งนั้น ก็แบ่งออกเป็น  เรื่องของชนิดและปริมาณของพืชอาหารในท้องที่  คือ  ผึ้งงานจะบินไปดูดน้ำหวานจากต่อมน้ำหวานของดอกไม้หลากหลายชนิดในบริเวณใกล้เคียง  แล้วนำกลับมาสู่รังเพื่อบ่มให้เข้มข้นขึ้นจนกลายเป็นน้ำผึ้งที่เราเห็นนั่นเองครับ ซึ่งก็คือ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรทที่ให้พลังงานต่อผึ้งและน้ำตาล เพื่อเสริมสร้างพลังงาน สำหรับเกสรดอกไม้นั้นเป็นหน่วยที่พืชใช้ในการสืบพันธุ์จึงอุดมไปด้วยกรดอมิโน โปรตีน  ไขมัน  มีแร่ธาตุและวิตามินเป็นส่วนประกอบครับ ส่วนเกสรดอกไม้เป็นอาหารที่มีความจำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าน้ำหวานหรือน้ำผึ้ง เพราะรังผึ้งจำเป็นต้องได้รับโปรตีน เพื่อเลี้ยงดูประชากรภายในรังให้มีผึ้งใหม่มาทดแทนสมาชิกเก่าที่ตายไปแล้วนั่นเองครับ

                  ดังนั้นบริเวณที่เลี้ยงที่ดีๆนั้น จะต้องเป็นแหล่งที่มีทั้งน้ำหวานและเกสรอย่างเพียงพอเพื่อความอยู่ดีของรังผึ้ง  และเพื่อที่ผึ้งจะได้เก็บสะสมไว้ในรังในปริมาณมากเกินพอในพื้นที่ ซึ่งมีดอกไม้ที่เป็นอาหารของผึ้งออกดอกปริมาณหนาแน่นต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ภายในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน พื้นที่นั้นๆก็จะเหมาะกับการเลี้ยงผึ้งมากกว่าบริเวณที่มีพืชออกดอกกระจัดกระจายโดยมีจำนวนดอกน้อยในพื้นที่ภายในช่วงเวลาหนึ่งๆ นั่นคือ มีปริมาณอาหารอยู่อย่างไม่หนาแน่นอุดมสมบูรณ์  ทำให้ผึ้งต้องเสียพลังงานในการเก็บอาหารแต่ละเที่ยวบินมากกว่าครับ

                  เรามาฟัง ลักษณะของพื้นที่ที่คนเลี้ยงผึ้งต้องการมากที่สุด นั่นคือจะต้องมีพืชอาหารออกดอกหนาแน่น และบานสะพรั่งติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ ซึ่งส่วนใหญ่อาณาบริเวณเลี้ยงผึ้งที่ดีของโลกนั้นมักจะมีช่วงเวลาที่พืชอาหารผึ้งออกดอกหนาแน่นเป็นบางฤดูกาลเท่านั้น  โดยทั่วไปจะประมาณ  3 – 4  เดือน  ซึ่งระยะเวลาเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะเก็บผลผลิตน้ำผึ้งจากรังผึ้งได้  ทั้งนี้เพราะผึ้งพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันนั้นจะมีประสิทธิภาพสูงและมีการสะสมอาหารไว้ภายในรังผึ้งอย่างมากเกินพอ

     -เพลงคั่นรายการ-

                   คุณผู้ฟังครับสำหรับเรื่องแหล่งและชนิดของพืชอาหารผึ้ง  คนเลี้ยงผึ้งจะต้องมีความรอบรู้เกี่ยวกับพืชพรรณไม้ในท้องถิ่นที่ตนกำหนดเป็นที่ตั้งรังผึ้ง  และปัจจัยต่าง ๆ  ที่ควรคำนึงถึงแบ่งออกได้เป็นหัวข้อ ๆ ดังนี้  ชนิดของพรรณไม้ที่ให้น้ำหวานและเกสร   รวมถึงระยะเวลาและปัจจัยที่ควบคุมการออกดอกและการบานของไม้แต่ละชนิด  ความหนาแน่นของดอกไม้ต่อพื้นที่ที่จะเกี่ยวข้องถึงประสิทธิภาพในการบินเก็บอาหารของผึ้งงาน  จำนวนผึ้งและรังผึ้งในบริเวณแหล่งอาหาร   ควรจะประเมินสภาพการว่าในอาณาบริเวณรอบ ๆ ลานเลี้ยงผึ้งแต่ละแห่ง  มีปริมาณอาหารที่เพียงพอสำหรับรังผึ้งกี่รังเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการสูงสุด  ระยะห่างระหว่างลานเลี้ยงผึ้งระหว่างคนเลี้ยงผึ้งต่างเจ้าของกัน

                   ในเรื่องของสภาพภูมิประเทศ  ก็นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเลี้ยงผึ้งเช่นกัน  เพราะว่าตำแหน่งที่ตั้งรังผึ้งหรือที่เรียกว่า  “ลานเลี้ยงผึ้ง”   นั้น  นอกจากจะอยู่ในบริเวณหรืออยู่ใกล้บริเวณแหล่งอาหารแล้ว  สภาพทำเลที่ตั้งควรจะเป็นลานโล่งแห้ง  สภาพพื้นผิวดินเรียบไม่อับชื้น  ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์อย่างเพียงพอโดยเฉพาะในตอนเช้ามืดและตอนเย็น  บริเวณรอบ ๆ  ลานเลี้ยงผึ้งควรมีไม้ใหญ่ขึ้นเพื่อเป็นแนวป้องกันลม  และเป็นแนวบังคับให้ผึ้งที่บินออกจากรังบินตรงขึ้นสูงเหนือยอดไม้ก่อนจึงจะมุ่งไปยังแหล่งอาหาร  เป็นการลดและป้องกันปัญหาผึ้งบินเตี้ย ๆ  ซึ่งอาจบินไปชนและต่อยคนในอาณาบริเวณข้างเคียง  ร่มเงาจากต้นไม้จะช่วยลดรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ในเวลากลางวัน    ลานเลี้ยงผึ้งควรเป็นสถานที่ลับตาคนและไม่อยู่ใกล้ชุมชนจนเกินไปจนผึ้งไปก่อนความรำคาญในชุมชนเขตนั้น    นอกจากนั้นควรจะอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำจืดสะอาดที่ผึ้งจะบินไปขนน้ำมาใช้ในวันที่มีอากาศร้อน    

                   และที่ต้องคำนึงถึงอีกประการหนึ่งก็  คือ  เรื่องของศัตรูในธรรมชาติ  ซึ่งบริเวณลานเลี้ยงผึ้งควรจะเป็นแหล่งที่ปลอดภัยจากศัตรูธรรมชาติที่จะเข้ารบกวนทำอันตรายรังผึ้ง  ศัตรูธรรมชาติที่ควรระมัดระวังไม่ให้เข้าไปรบกวนรังผึ้งหรือกินผึ้ง  จนประชากรลดน้อยหรืออ่อนแอลงและทำลายรังผึ้งทั้งรัง   นับตั้งแต่แมลงด้วยกันเอง  เช่น  มด  ต่อ  แตน  สัตว์เลื้อยคลานประเภทตุ๊กแก  จิ้งจก  จิ้งเหลน  กิ้งก่า  สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ  ได้แก่  กบ  คางคก  นอกจากนี้แล้วยังมีนก  เหยี่ยว  สัตว์เลือดอุ่น  นับตั้งแต่กระแต  ลิง  จนถึงขนาดใหญ่  คือ  หมี

                   ศัตรูเหล่านี้จะกินตัวเต็มวัย  ตัวอ่อน  น้ำผึ้งและรวงผึ้งเป็นอาหาร  ซึ่งบางชนิดอาจทำลายผึ้งได้ทั้งรังบางชนิดทำให้จำนวนประชากรในรังลดน้อยลงจึงจำเป็นที่จะต้องดูแลผึ้งให้ปลอดภัยจากสัตว์เหล่านี้เป็นพิเศษ

    -เพลงคั่นรายการ-

                   คุณผู้ฟังครับสำหรับวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเลี้ยงผึ้งนั้น  ควรเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่มีคุณภาพดี  ในต่างประเทศนั้นนิยมใช้ไม้สนทำหีบเลี้ยงผึ้ง  ซึ่งมีคุณสมบัติคือ  น้ำหนักเบา  แต่คนเลี้ยงผึ้งในภาคเหนือของประเทศไทย และพม่านิยมใช้ไม้สักทำหีบเลี้ยงเพราะมีความคงทนถาวรและไม่ปิดตัว  ภายหลังก็มีบริษัทผลิตวัสดุอุปกรณ์สำหรับเลี้ยงผึ้งบางราย   พยายามใช้พลาสติกเหนียวแทนไม้แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมจากคนเลี้ยงผึ้งมืออาชีพ   เพราะว่ารังผึ้งต้องวางอยู่กลางแจ้งตลอดเวลา  ได้รับความร้อน  ความเย็น    แสงแดดและความชื้น  ขณะที่ไม้มีคุณสมบัติเป็นฉนวน  สามารถยืดหยุ่นรับแรงกระแทกได้ดีพอสมควร  ซึ่งพลาสติกที่ทิ้งไว้กลางแจ้งนาน ๆ  มักจะเปราะกว่าไม้  อีกทั้งไม่มีคุณสมบัติในการดูดซับไอน้ำที่เกิดจากการหายใจของผึ้งในรัง  ไอน้ำก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเกาะอยู่ภายในรัง  จึงทำให้รังผึ้งพลาสติกชื้นกว่ารังที่ทำด้วยไม้ซึ่งไม่เป็นผลดีกับผึ้ง

                   ส่วนชุดหีบเลี้ยงผึ้งนั้นจะประกอบด้วย   ฐานรัง  หีบมาตรฐานสำหรับวางตัวอ่อน  แผ่นตะแกรงกันผึ้งแม่รัง  หีบสำหรับรวงน้ำผึ้ง  แผ่นฝาชั้นใน   ฝาครอบนอกและคอนหรือกรอบรวง  นอกจากนี้แล้วสิ่งที่จำเป็น สำหรับการเลี้ยงผึ้งได้แก่  ชุดอุปกรณ์เก็บและสกัดน้ำผึ้งจากรวง  ซึ่งชนิดและรูปแบบของอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บและสกัดน้ำผึ้งจากรวงนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของงานและความประสงค์ของคนเลี้ยงผึ้ง  ซึ่งก็มีตั้งแต่อุปกรณ์ธรรมดาที่อาจหยิบฉวยหรือดัดแปลงจากสิ่งของที่มีอยู่ในครัวเรือน  โดยใช้แรงคนล้วน ๆ  หรืออุปกรณ์เฉพาะอย่างกึ่งอัตโนมัติหรือแบบอัตโนมัติที่ใช้แรงจากเครื่องยนต์หรือกระแสไฟฟ้าในการเดินเครื่อง

                   คุณผู้ฟังครับ  การเก็บน้ำผึ้งจากรังผึ้งนั้น  ลำพังคนเลี้ยงผึ้งที่มีผึ้งอยู่เพียงไม่กี่สิบรังก็อาจใช้อุปกรณ์ที่ง่าย ๆ  ได้แก่  แปลงปัดตัวผึ้งออกจากรวงน้ำผึ้ง   ซึ่งควรจะมีเส้นขนแปลงยาวประมาณ  2.5 – 3  นิ้ว  และอ่อนนุ่มพอสมควรที่จะไม่ทำให้ผึ้งชอกซ้ำ   วิธีใช้ก็คือ คนเลี้ยงผึ้งเปิดสำรวจรังผึ้งดูว่ารวงไหนพร้อมที่จะเก็บได้   โดยสังเกตจากที่ผึ้งงานใช้ไขผึ้งปิดฝาหลอดรวงน้ำผึ้งเต็มทั้งคอน   ก็แสดงว่าน้ำผึ้งนั้นบ่มจนได้ที่แล้ว  ใช้แปลงปัดตัวผึ้งที่เกาะอยู่นบรวงออกเบาๆ  แล้วรีบน้ำรวงเหล่านั้นเก็บไว้ในหีบที่มีฝาปิดมิดชิด  ป้องกันไม่ให้ผึ้งมุดเข้าไปกินน้ำผึ้ง

                   ในกรณีที่คนเลี้ยงผึ้งมีรังผึ้งจำนวนมากและอยากที่จะทุ่นแรงงานและเวลา   ก็อาจใช้อุปกรณ์อื่น ๆ ที่อำนวยความสะดวกในการเก็บได้แก่  ใช้สารเคมีเบนซาลดีไฮด์หรือบิวทีริคแอนไฮโณทาลงบนแผ่นผ้า   ที่ขึงอยู่ระหว่างกรอบไม้วางซ้อนเหนือหีบบนสุดของรังผึ้ง   พร้อมกับเอาฝารังครอบลงอีกชั้นหนึ่ง   เมื่อฝารังซึ่งมีสังกะสีเคลือบผิวอยู่ได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์   ไอของสารเคมีก็จะระเหยลงสู่ภายในหีบ  ขับไล่ให้ผึ้งลงมารวมกลุ่มกันอยู่ข้างล่าง  คนเลี้ยงผึ้งก็สามารถยกหีบบนที่มีแต่รวงน้ำผึ้งไปทั้งหีบได้

                   อีกวิธีหนึ่งที่ใช้ได้ผลดี  คือใช้แผ่นกระดานที่มีประตูกลสอดเข้าไปคั่นระหว่างหีบน้ำผึ้งกับตัวอ่อนในช่วงที่พร้อมจะเก็บน้ำผึ้งได้แล้ว  ประตูกลจะอำนวยให้ผึ้งงานที่ติดอยู่ในหีบน้ำผึ้งมุดออกจากหีบบนไปสู่หีบล่างที่เป็นที่อยู่ตัวอ่อน  แต่ไม่สามารถมุดจากหีบข้างล่างขึ้นสู่หีบน้ำผึ้งได้  เมื่อเวลาผ่านไป  1 – 2  วัน  หีบบนที่เป็นหีบน้ำผึ้งก็จะไม่มีตัวผึ้งหลงเหลืออยู่  คนเลี้ยงผึ้งสามารถยกไปทั้งหีบได้โดยสะดวก

                   สำหรับการใช้เครื่องมือไฟฟ้า  หรือเครื่องยนต์ในการเก็บน้ำผึ้งจากรัง  ก็ได้แก่  การใช้เครื่องเป่า  ซึ่งอาจดัดแปลงจากเครื่องดูดฝุ่นที่สลับทิศทางลมเข้าออก  หรือซื้อเครื่องเป่าผึ้งต่างหาก  หรือซื้อเครื่องยนต์ขนาดเล็กดัดแปลงเสริมใบพัดและท่อให้มีลมพุ่งออกจากท่อ  หลักการก็คือยกหีบน้ำผึ้งออกจากรัง  แล้วใช้เครื่องเป่าให้ตัวผึ้งที่เกาะติดอยู่กับรวงผึ้งในหีบหลุดกระเด็นไปกลางอากาศ   ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผึ้งและส่วนใหญ่จะกลับสู่รังได้โดยปลอดภัย  เมื่อเป่าผึ้งออกจากหีบน้ำผึ้งแล้วก็พร้อมที่จะโยกย้ายหีบที่มีรวงน้ำผึ้งอยู่เต็มไปได้

                   คุณผู้ฟังครับ  เวลาของรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ในวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้ว  พบกับรายการนี้ได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า  ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  สำหรับวันนี้  สวัสดีครับ

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง ปลูกพืชอินทรีย์ไม่ดีอย่างที่คิด ปลูกพืชปลอดสารพิษดีกว่า/อำนาจ สุวรรณฤทธิ์

    บทวิทยุ รายการ  “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ที่ 21 เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ. 2558

    เรื่อง ปลูกพืชอินทรีย์ไม่ดีอย่างที่คิด ปลูกพืชปลอดสารพิษดีกว่า

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………………………

     -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง  โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    ปัจจุบันนะครับ ได้เกิดกระแสทางความคิดและความเชื่อกันอย่างกว้างขวาง ในระดับโลก รวมทั้งประเทศไทย ว่าการผลิตพืชอินทรีย์เป็นการผลิตที่ดีที่สุด ทั้งในแง่ต้นทุนการผลิต มีความเสี่ยงน้อยต่อการเกิดมลพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูง ไม่เกิดสารพิษในผลผลิต ทำให้มีโรคและแมลงทำลายพืชน้อย และคุณภาพด้านโภชนาการของผลผลิตสูง คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าการผลิตพืชอินทรีย์ในที่นี้หมายถึงการผลิตพืชที่ไม่มีปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีเลยแม้แต่น้อย เช่น การไม่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง ไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช รวมทั้งไม่ใช้ปุ๋ยเคมี การห้ามใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งไม่ใช้สารพิษแต่เป็นสารที่ให้ธาตุอาหารพืช อาจฟังดูแล้วขัดกับหลักความเป็นจริงและหลักวิชาการ นั่นคือจะเห็นได้ว่าปุ๋ยเคมี ก็มีคุณสมบัติหลายอย่างที่ทำได้ดีกว่า และมีความได้เปรียบกว่าปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ และผลงานวิจัยนี้เป็นของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อำนาจ สุวรรณฤทธิ์ ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ท่านเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาคปฐพีวิทยา คณะเกษตร มก. ประธานสภาข้าราชการ มก. รองอธิการบดี มก. และอุปนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย เกษียณอายุราชการในตำแหน่งศาสตราจารย์ ระดับ 11 หลังเกษียณอายุราชการจึงได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ และกับการวิจัยในครั้งนี้ ท่านจึงได้ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลผลการวิจัย เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับกระแสความคิดหรือความเชื่อดังกล่าว ซึ่งทำให้เห็นว่ากระแสความคิด หรือความเชื่อเรื่องข้อดีของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่กล่าวข้างต้นนั้นไม่ถูกต้อง การปล่อยให้เกิดกระแสความเข้าใจผิดของสังคมไทยโดยไม่มีการทักท้วง อาจทำให้เกษตรกรไทยหลงทางได้ แทนที่จะมีกำไรจากการผลิต แต่ต้องกลับมาขาดทุน แล้วยังทำให้เสียโอกาสในการลดมลพิษ และการปรับปรุงคุณภาพด้านโภชนาการของผลผลิตพืชอีกด้วย คุณผู้ฟังครับ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับข้อดีและข้อด้อยของการปลูกพืชอินทรีย์ การปลูกพืชปลอดสารพิษ และการปลูกพืชที่ปลอดภัยจากสารพิษ จะส่งผลให้การเกษตรในประเทศพัฒนาไปในแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมในที่สุดครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ เรามาฟัง ปริมาณผลผลิตพืชที่ได้เมื่อใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เท่ากัน คุณผู้ฟังครับเมื่อเราใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เท่ากัน ในที่ดินแปลงเดียวกัน ปุ๋ยอินทรีย์จะผลิตพืชได้น้อยกว่าปุ๋ยเคมีมาก หากจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ให้ผลผลิตเท่ากับปุ๋ยเคมีจะต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นจำนวน 8-70 เท่าของปุ๋ยเคมีเลยทีเดียวครับ และก็ขึ้นอยู่กับปุ๋ยอินทรีย์ด้วย เรามาดูตัวอย่างการทดลองของปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ให้ผลผลิตพืชเท่ากับปุ๋ยเคมี 1 กิโลกรัม เมื่อปลูกในที่ดินแปลงเดียวกัน เช่น มูลค้างคาว 8 กก. เท่ากับปุ๋ยเคมี 1 กก. มูลไก่ 12 กก. มูลเป็ด 14 กก. มูลสุกร 18 กก. มูลโค 20 กก. ปุ๋ยหมัก 44-70 กก. ทั้งหมดนี้เท่ากับปุ๋ยเคมีแค่ 1 กก. เท่านั้นนะครับ

    ส่วนราคาต้นทุนผลผลิตพืชจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยเคมี หากเราต้องการให้ได้ผลผลิตพืชที่ปลูกในดินเดียวกันเท่ากันนั้น จะต้องใช้ปุ๋ยอินทรียืมากกว่าปุ๋ยเคมีหลายเท่า เช่น หากปลูกพืชชนิดเดียวกันในดินเดียวกัน ต้องใช้มูลไก่ 1,200 กิโลกรัมจึงจะเพิ่มผลผลิตพืชได้เท่ากับปุ๋ยเคมี 100 กิโลกรัม ดังนั้นปุ๋ยอินทรีย์ 1 กิโลกรัมก็จะถูกกว่าปุ๋ยเคมี 1 กิโลกรัมหลายเท่า ก็สักประมาณ 8-70 เท่า ขึ้นอยู่กับชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อคำนวรโดยไม่รวมค่าขนส่งและค่าแรงใส่ปุ๋ย ซึ่งในกรณีที่ปุ๋ยอินทรีย์ปริมาณสูงกว่ามาก จึงจะทำให้ต้นทุนต่อหนึ่งกิโลกรัมของผลผลิตพืชที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เท่ากับผลผลิตพืชที่ใช้ปุ๋ยเคมี และหากใช้ราคาปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีที่จำหน่ายในปัจจุบันในการคำนวณราคาต้นทุนต่อหน่วยผลผลิตพืช โดนไม่รวมค่าขนส่งและค่าแรงใส่ปุ๋ย จะพบว่าการผลิตโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์มีราคาต้นทุนที่สูงกว่าการผลิตโดยการใช้ปุ๋ยเคมี หากต้องการให้ราคาต้นทุนผลผลิตพืชที่ปลูกโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ถูกกว่าผลผลิตพืชที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมี เกษตรกรจะต้องทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองหรือมีแหล่งปุ๋ยอินทรีย์ที่ราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมี 8-70 เท่า ซึ่งจะขึ้นอยู่กับชนิดของปุ๋ยอินทรีย์

    -เพลงคั่นรายการ-

    นอกจากจะต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในปริมาณที่มากกว่าปุ๋ยเคมีหลายเท่าในการเพิ่มผลผลิตพืชขึ้นเท่าๆกันแล้ว ในบางกรณีปุ๋ยอินทรีย์ไม่สามารถทำให้ผลผลิตพืชเพิ่มขึ้น เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์มีชนิดและปริมาณธาตุอาหารไม่เหมาะสมกับดินและพืชที่ปลูก แต่ปุ๋ยเคมีที่ได้รับการคัดเลือกสูตรปุ๋ยที่ใช้ให้เหมาะสมกับดินและพืชทำให้คุณภาพและปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น

    และอีกอย่าง คือปุ๋ยชีวภาพที่แนะนำให้ใช้อยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ทีค่าใช้จ่ายในการใช้ต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี แต่ปุ๋ยชีวภาพส่วนใหญ่มีเงื่อนไขหลายอย่างที่จะทำให้การใช้ปุ๋ยได้ผลดี เรามาฟังตัวอย่างเงื่อนไขกันครับ คือว่า ดินจะต้องไม่มีจุลินทรีย์ชนิดเดียวกับจุลินทรีย์ที่ใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพหรือมีน้อย ต้องมีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตและกิจกรรมของจุลินทรีย์ในปุ๋ย ดินต้องไม่ขาดธาตุอาหารอื่นๆที่ไม่ใช่ธาตุที่จุลินทรีย์ในปุ๋ยจะช่วยเพิ่มให่แก่พืช และต้องทราบว่าจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยชีวภาพนั้นซ้ำหลังจากมีการใส่ไปแล้วครั้งหนึ่งหรือไม่ เงื่อนไขนี้นะครับจะแตกต่างกันอย่างมากในระหว่างพื้นที่ต่างๆ หรือแม้แต่ในจุดต่างๆในแต่ละแปลงปลูกพืช และจำเป็นจะต้องทำการวิจัยอีกมากเพื่อให้ทราบเงื่อนไขเหล่านี้ ดังนั้นนะครับ การให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยชีวภาพในปัจุบันจึงเป็นแบบ “เหวี่ยงแห” คือไม่ได้บอกเงื่อนไขที่จะทำให้การใช้ปุ๋ยได้ผลดี ทั้งนี้เพรายังไม่ทราบเงื่อนไข หรือไม่มีวิธีที่เหมาะสมที่จะทำให้ทราบว่าสภาพที่จะใช้ปุ๋ยมีเงื่อนไขเหมาะสมต่อการใช้ปุ๋ยชีวภาพหรือไม่ การขาดความรู้เรื่องเงื่อนไขหรือขาดวิธีที่เหมาะสมที่จะทำให้ทราบความเหมาะสมของเงื่อนไขดังกล่าวนี้ส่งผลให้การใช้ปุ๋ยชีวภาพให้ผลคุ้มค่าเฉพาะบางพื้นที่ แต่ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อไร่สูงขึ้นโดยผลผลิตไม่เพิ่มขึ้นในพื้นที่อื่นๆ ยกเว้นกรณีเชื้อไรโซเบียมซึ่งมีข้อมูลจากากรวิจัยมากพอสำหรับประกอบการให้คำแนะนำที่มีความแม่นยำที่น่าพอใจครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    เรามาฟัง ผลของปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีต่อการเข้าทำลายพืชโดยโรคและแมลง คุณผู้ฟังครับ ปุ๋ยอินทรีย์โดยส่วนใหญ่ทำให้พืชถูกโรคและแมลงเข้าทำลายมากขึ้น สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้กันทั่วไปมีเพียงชนิดเดียว คือ มูลค้างคาว ซึ่งมีฟอสฟอรัสสูงที่อาจจะช่วยลดการทำลายพืชโดยโรคและแมลง ตรงกันข้ามปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสหรือโพแทสเซียมมากแต่มีไนโตรเจนไม่มากเกินไปทำให้พืชถูกโรคและแมลงทำลายน้องลง ทำให้เกษตรกรสามารถลดการทำลายพืชของโรคและแมลงได้ด้วยการเลือกใช้ปุ๋ยเคมีที่มีสูตรที่ให้ฟอสฟอรัสและโพตัสเซียมที่เป็นสัดส่วนที่เหมาะสมกับปริมาณไนโตรเจน โดยไม่ควรมีไนโตรเจนสูงกว่าฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ซึ่งจะทำให้พืชแข็งแรงไม่อวบน้ำ เป็นวิธีการหนึ่งในการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อให้การผลิตพืชโดยไม่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชมีปัญหาด้านโรคและแมลงน้อยลงได้ด้วย

    มาผลของปุ๋ยประเภทต่างๆต่อคุณภาพด้านโภชนาการของพืชกันครับ ถึงแม้ว่ายังไม่มีผลการชี้ชัดว่าปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยเคมีให้ผลผลิตพืชที่มีคุรภาพด้านโภชนาการสูงกว่ากันหรือไม่ แต่ผลการวิจัยแสดงว่าพืชที่ใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อย่างเหมาะสมมีคุณภาพทางด้านโภชนาการสูงกว่าพืชที่ใส่ปุ๋ยประเภทเดียวร่วมกันอย่างเหมาะสมกับดินแต่ละแห่งและพืชแต่ละชนิดมีคุณภาพสูงกว่าพืชที่ใส่ปุ๋ยประเภทเดียวหรือสองประเภทร่วมกัน

    จากนั้นมาฟังผลกระทบของการใช้ปุ๋ญกันบ้างนะครับ คือการเกิดผลกระทบจากการใช้ปุ๋ยประเภทต่างๆ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งห้ามใช้ปุ๋ยเคมีทำให้เกิดมลพิษมากกว่าการผลิตพืชแบบปลอดสารพิษที่มีการใช้ปุ๋ยทั้งสามประเภทอย่างเหมาะสม ทำให้มีการชะล้างไนเทรตจากดินลงสู่แหล่งน้ำมากกว่า มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า มีความเข้มข้นของไนเทรตในพืชสูงกว่า และมีความเสี่ยงต่อการมีโลหะหนักในดินจนเกินระดับที่ปลอดภัยมากกว่า ดังข้อสรุปจากการวิจัยดังนี้

    7.1 การปลูกพืชอินทรีย์ที่ทำให้มีการชะล้างไนเทรตจากดินมากกว่าการปลูกพืชที่มีการใช้ปุ๋ยทั้งสามประเภทอย่างเหมาะสม

    7.2 ปุ๋ยอินทรีย์ทำให้มีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์จากดินมากกว่าปุ่ยเคมี ทั้งในสภาพน้ำขังและสภาพปลูกพืพชบนที่ดอน เพราะคาร์บอนในปุ๋ยอินทรีย์ทำให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตและใช้ออกซิเจนมากขึ้น ส่งผลให้เกิดสภาพขาดออกซิเจนในดินมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์ออกมาจากดินมากขึ้น ซึ่งรู้ไหมครับว่าก๊าซทั้งสองตัวนี้แหละเป็นตัวการที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน

    7.3 เมื่อใส่ปุ๋ยในปริมาณที่ให้ผลผลิตพืชเท่ากัน ปุ่ยอินทรีย์ทำให้การสะสมไนเทรตในผลผลิตพืชมากกว่าปุ๋ยเคมี

    7.4ปุ๋ยอินทรีย์มีความเสี่ยงสูงกว่าปุ๋ยเคมีในการทำให้เกิดการสะสมโลหะหนักในดิน ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคพืชที่ปลูกบนดินนั้น

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟัง การผลิตพืชอินทรีย์ไม่เพียงจะด้อยกว่าการผลิตพืชปลอดสารพิษ สำหรับพื้นที่ที่ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและการผลิตพืชปลอดภัยจากสารพิษสำหรับพื้นที่ที่จำเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชดังที่กล่าวข้างต้น แต่ยังไม่มีวิธีตรวจพิสูจน์ว่าผลผลิตที่อ้างว่าเป็นผลผลิตพืชปลอดสารพิษและพืชปลอดภัยจากสารพิษสามารถตรวจพิสูจน์ได้ด้วยการตรวจปริมาณสารพิษในผลผลิตเหล่านั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าการผลิตพืชอินทรีย์มีข้อเสียในด้านวิชาการและในด้านสังคม ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้การเกษตรของประเทศหลงทาง แต่ยังทำให้เกิดปัญหาด้านสังคมจากการที่การผลิตพืชอินทรีย์เปิดช่องทางให้ผู้บริโภคถุกหลอกโดยกฏหมายไม่สามารถคุ้มครองได้อีกด้วย เพราะอาจทำให้มีผู้นำผลผลิตพืชที่ผลิตโดยมีการใช้ปุ๋ยเคมีมาจำหน่าย โดยอ้างว่าเป็นผลผลิตพืชอินทรีย์ โดยการอาศัยช่องโหว่จากการที่ไม่มีวิธีตรวจพิสูจน์ว่าผลผลิตนั้นได้จากการปลูกพืชโดยใช้ปุ๋ยเคมีหรือไม่ กระผมหวังว่าความรู้ในวันนี้อาจทำให้เกษตรกรได้ตาสว่างขึ้น และนำไปประยุกต์ใช้ได้กับการประกอบอาชีพการเกษตร ที่ต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจในการผลผลิต ดังนั้นผลผลิตที่จะได้รับก็ควรจะมีคุ้มค่ากับสิ่งที่ทุ่มเทไป

    คุณผู้ฟังครับ สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง จลนศาสตร์การถ่ายเทมวลสาร วิธีการออสโมซิสผลแก้วมังกร/เสาวณีย์ เลิศวรสิริกุล

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 20 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง จลนศาสตร์การถ่ายเทมวลสาร วิธีการออสโมซิสผลแก้วมังกร

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา 

     …………………………………………………………………………………………

     -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ คุณผู้ฟังครับ วันนี้ก็อีกเช่นเคยนะครับ กระผมก็มีผลงานวิจัยที่น่าสนใจมาฝาก เป็นผลงานเรื่อง จลนศาสตร์การถ่ายเทมวลสารระหว่างการทำแห้งด้วยวิธีการออสโมซิสผลแก้วมังกร ผลงานของ รศ.ดร.เสาวณีย์ เลิศวรสิริกุล จากภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร บางเขน คุณผู้ฟังครับ คำว่าจลนศาสตร์อาจเป็นคำที่ไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไร ความหมายคือ ว่าด้วยการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุที่เป็นของแข็ง หรือการคำนวณหาความเร็วของการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยไม่คํานึงถึงแรงที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนที่นั้น จลนศาสตร์เป็นศาสตร์ย่อยอีกทีของพลศาสตร์นั้นเองครับ ซึ่งในการวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาผลของปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ความเข้มข้นของสารละลายออสโมซิส อุณหภูมิในการแช่อิ่มและเวลาในการแช่อิ่ม ที่มีต่ออัตราการถ่ายเทมวลสารระหว่างการทำแห้งด้วยวิธีการออสโมซิสผลแก้วมังกร และเป็นการศึกษาค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของผลแก้วมังกร และพัฒนาแบบจำลองในการทำนายค่าร้อยละความชื้น ร้อยละการสูญเสียน้ำ และร้อยละของของแข็งที่เพิ่มขึ้น เมื่อใช้สภาวะในการแช่อิ่มที่แตกต่างกัน ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ แล้วช่วงหน้ามาทำความรู้จักกับผลไม้ที่ชื่อว่า “แก้งมังกร” กันครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับแก้วมังกรกันเลยครับ แก้วมังกร เป็นไม้เลื่อยในตระกูลกระบองเพชรมีถิ่นกำหนดในทวีปอเมริกากลาง แถบหมู่เกาะเวสต์ อินดีส โคลอมเบีย กัวเตมาลา และเวเนซูเอล่า สันนิษฐานว่าเจ้าแก้วมังกรนี้เข้ามาในเอเซียโดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ได้นำพันธุ์นี้มาจากอเมริการกลางมาปลูกในประเทศเวียดนาน ซึ่งเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งศตวรรษ มีชื่อสามัญว่า Pitayaส่วนชื่อ Dragonfruit เป็นชื่อสามัญที่นิยมเรียกกันในฝั่งเอเชียครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอเชียตะวันออก อย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีเหนือ – ใต้ ไต้หวัน ลักษณะลำต้นนะครับเป็นแฉก 3 แฉก คล้ายกับมังกร มีหนามเป็นกระจุกอยู่ที่ตา 4-5 หนาม ลำต้นเดียว แผ่ก้านออกไปรอบๆ ต้องมีคางคอยพยุง ดอกสีขาว เป็นรูปทรงกรวยขนาดใหญ่ มีกลีบยาวเรียวทับซ้อนกัน บานในเวลากลางคืน จึงเรียกว่า moonflower หรือ lady of the night หรือ queen of the  night ผลของแก้วมังกรนะครับเมื่อมันดิบก็จะเป็นสีเขียว รูปทรงกลมรี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของผล 6-10 ซม. กลีบเลี้ยงติดอยู่ตามเปลือกผล เมื่อสุกผิวเปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมชมพู เนื้อในมีทั้งสีแดงและสีขาวขุ่น มีเมล็ดเล็กๆสีดำคล้ายเมล็ดแมงลักกระจายทั่วทั้งผล ในประเทศไทยจะปลูกได้ทุกภาคทั่วประเทศเลยครับ แต่แหล่งที่จะมีการปลูกมากอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ชลบุรี กาญจนบุรี สระบุรีและสมุทรสงคราม แก้วมังกรจะมีหลากหลายพันธุ์ด้วยกันครับ เช่น แก้วมังกรพันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดง ผลทรงกลมรี ผิวเปลือกสีชมพูสด มีกลีบเขียนตามผิวเปลือก เนื้อสีขาวมีเมล็ดสีดำแทรกอยู่ในเนื้อ รสชาติจะหวานนิดๆ อมเปรี้ยวหน่อยๆ บางผลก็หวานจัด แล้วแต่ลูกครับ อีกพันธุ์ คือ แก้วมังกรพันธุ์เนื้อขาวเปลือกเหลือง ผลเป็นรูปไข่ ขนาดเล็กกว่าทุกพันธุ์ เปลือกหนาสีเหลือง เมล็ดสีดำมีขนาดใหญ่และปริมาณน้อยกว่าพันธุ์อื่นๆ รสชาติจะหวานเลยล่ะครับ คุณผู้ฟังครับแก้วมังกรในประเทศไทยนี้ จะมีผลดกในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤศจิกายน แต่ก็จะมีผลประปลายไปตลอดทั้งปี แก้งมังกรโดยทั่วไปแล้วมักนิยมกินกันเป็นผลไม้สด หรือกินรวมกับผลไม้อื่นๆเป็นฟลุตสลัด หรือจะนำไปปั่นเป็นน้ำแก้วมังกร เพราะเนื้อจะเยอะฉ่ำน้ำ รสชาติจะอมเปรี้ยวนิดหน่อยครับ ส่วนแก้วมังกรในพันธุ์เนื้อแดงเปลือกแดงเป็นพันธุ์ที่ผสมใหม่จากไต้หวั่นผลของพันธุ์นี้จะเป็นทรงกลม เปลือกสีแดงจัด ผลมีขนาดเล็กกว่าพันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดง เนื้อจะสีแดงจัด มีเมล็ดสีดำกระจายอยู่ทั่ว รสชาติจะหวานกว่าพันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดงครับช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าผลแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์หลายประการเลยทีเดียวครับ เนื่องจากมีสารกลุ่ม Fructooligosaccharides(FOS) ในปริมาณที่สูงอยู่ครับ สารนี้นะครับ มีคุณสมบัติเป็นสาร พรีไบโอติก ที่เป็นที่รู้จักและมีการใช้กันมานาน นั่นก็คือ น้ำตาลสายสั้น (Oligosaccharides) ซึ่งมี กลูโคส กาแลคโตส และ ฟรุคโตส รวมทั้ง เอ็น-อาเซทิลกลูโคซามีน เป็นองค์ประกอบ ด้วยโครงสร้างซึ่งซับซ้อน ทำให้เอนไซม์ในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กไม่สามารถย่อยสลาย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ผลิตกรดนม หรือกรดแลคติก สามารถใช้เป็นแหล่งอาหารได้ดีกว่าแบคทีเรียชนิดอื่นๆ และเมื่อเรารับประทานพรีไบโอติกไประยะหนึ่ง ประชากรแบคทีเรียในลำไส้ของเราก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีต่อสุขภาพนั่นเองล่ะครับคุณผู้ฟัง ตัวพรีไบโอติกนี้จะช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ ช่วยแก้ปัญหาการขับถ่ายต่างๆได้ดี ส่วนประกอบที่เป็นไฟเบอร์ ซึ่งมีปริมาณสูงในแก้วมังกร จะช่วยบำรุงการทำงานของระบบขับถ่ายและในสายเส้นใย ส่วนเนื้อของแก้วมังกรจะมีสารที่เรียกว่า Complex Polysaccharides ซึ่งเป็นตัวช่วยที่จะลดการดูดซึมของไขมันประเภทไตรกลีเซอร์ไรด์ ส่วนเมล็ดของแก้วมังกร อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว สามารถที่จะต่อต้านปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ และเมื่อเรารับประทานแก้วมังกรแล้ว นอกจากจะดับร้อน แก้กระหาย ยังบำรุงคุณภาพให้ผิวพรรณสดชื่น ในสุภาพสตรีจะช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนม ใช้เป็นผลไม้เสริมสุขภาพและความงามได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เมล็ดของแก้วมังกร ซึ่งเป็นสารคลอโรฟิลล์อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวช่วยบำรุงสุขภาพ เห็นไหมครับนี้ว่านี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของประโยชน์ที่เราได้จากผลแก้วมังกร ที่เรารับประทานเข้าไปเท่านั้น ดังนั้นผลไม้ชนิดนี้กระผมสรุปได้เลยว่าน่าสนใจจริงๆครับ คุณผู้ฟัง

    เรามาฟังการใช้ประโยชน์เนื้อแก้วมังกรกันครับ ส่วนใหญ่จะเป็นการบริโภคสด หรือนำมาใช้ทำเป็นเครื่องดื่ม เป็นส่วนผสมในฟรุ๊ตสลัด การนำเนื้อแก้วมังกรมาแปรรูปนั้นยังไม่หลากหลายมากนัก ดังนั้นการนำเนื้อแก้วมังกรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แช่อิ่มจะช่วยเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ ยืดอายุการเก็บรักษา เสริมให้เกษตรกรมีงานทำและเพิ่มรายได้ และสามารถนำไปเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ไอศกรีม โยเกิร์ต แยม เป็นต้น เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้นะครับยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการออสโมซิสของเนื้อแก้วมังกร รวมถึงลักษณะของแก้วมังกรแช่อิ่มที่ผู้บริโภคต้องการ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้ามาฟังวิธีการแปรรูปเจ้าผลแก้วมังกรกันครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ ผลไม้แช่อิ่ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำผลไม้สด หรือผลไม้ดองมาตัดแต่ง เช่น ปอกเปลือก คว้านเมล็ด ล้างยาง ผ่าเป็นชิ้น แกะสลักลวดลาย อาจนำไปใช้แช่น้ำปูนใส หรือสารช่วยทำให้กรอบ อาจต้มก่อนนำไปแช่อิ่มในน้ำเชื่อมด้วยกรรมวิธีการแช่อิ่มแบบช้าหรือเร็วก็ได้จนอิ่มตัว โดยอาจผสมส่วนประกอบอื่น เช่น เกลือกรดซิตริก ลงน้ำเชื่อมก็ได้ การผลิตผลไม้แช่อิ่มอาศัยหลักการของการทำให้น้ำตาลในรูปของ น้ำเชื่อมค่อยๆซึมเข้าไปในเนื้อของผลไม้ เพื่อดึงน้ำออกจากผลไม้ ด้วยการค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นของน้ำเชื่อมที่ใช้แช่ผลไม้ขึ้นเรื่อยๆ โดยการเปลี่ยนน้ำเชื่อมที่ใช้แช่ผลไม้ออก แล้วนำมาตั้งไฟ เติมน้ำตาลเพิ่มความเข้มข้น 3-4 ครั้ง จนเนื้อผลไม้อิ่มน้ำตาลแล้วจึงตักขึ้น การแช่อิ่มทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถเก็บไว้บริโภคยาวนานขึ้นครับ

    มาฟังการทำแห้งแบบออสโมซิสกันนะครับ หรือที่รู้จักของในนามว่าการแช่อิ่มนั้นเองครับ เป็นการถนอมอาหารโดยการใช้น้ำตาลเป็นเครื่องช่วยรักษาอายุของอาหาร ผักและผลไม้ให้เก็บไว้ให้นานมากขึ้น มีการทำลายคุณภาพความสดของผลิตภัณฑ์น้อยที่สุด โดยการผ่านกระบวนการที่ใช้อุณหภูมิน้อย ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อลักษณะการเลือกผ่านของเยื่อหุ้มเซลล์ นอกจากในกระบวนการทำแห้งโดยวิธีออสโมสิสนั้น น้ำจะถูกนำออกมาจากตัวผลิตภัณฑ์ในรูปของเหลว ไม่ใช่ในรูปของน้ำ ทำให้การทำแห้งโดยวิธีออสโมซิสนี้สามารถรักษาความเสถียรของผลิตภัณฑ์ไว้ได้

    ในระหว่างกระบวนการแช่อิ่มนั้นจะมีการเทมวลสารของน้ำและสารละลายออสโมซิส โดยน้ำจะเคลื่อนที่จากผลิตภัณฑ์ผ่านผนังเซลล์ไปยังสารละลายออสโมซิสภายนอก ในขณะที่สารละลาย ออสโมซิสจะถ่ายเทจากสารละลายผ่านผนังเซลล์ไปยังสารละลายออสโมซิสภายนอก ในขณะที่สารละลาย ออสโมซิสจะถ่ายเทจากสารละลายผนังเซลล์เข้าไปในตัวผลิตภัณฑ์ การถ่ายเทมวลสารในกระบวนการแช่อิ่มจะเกิดได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับปัจจัยและสภาวะต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการออสโมซิส ได้แก่ ลักษณะโครงสร้างตามธรรมชาติของผลไม้ ขนาดรูปร่างของผลไม้ ชนิดของออสโมติสเอเจนต์ ความเข้มข้นของสารละลายออสโมซิส อัตราส่วนระหว่างผลไม้และสารละลาย การเคลื่อนที่ของสารละลาย และอุณหภูมิ

    -เพลงคั่นรายการ-

    จากกระบวนการออสโมซิสแก้วมังกรที่ความเข้มข้นของสารละลายน้ำตาลซูโครส 3 ระดับ พบว่า เมื่อการออสโมซิสสนานขึ้นความชื้นจะลดลงช้าๆจนถึงจุดสมดุล โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้ความชื้นลดลงอย่าวลวดเร็วกว่าอุณหภูมิที่ต่ำ ในขณะปริมาณความชื้นของแก้วมังกรที่ผ่านการออสโมซิสลดลงเล็กน้อยเมื่อใช้ความเข้มข้นของสารละลายออสโมซิสเพิ่มขึ้น ส่วนปริมาณร้อยละขอแข็งที่เพิ่มขึ้น และร้อยละการสูญเสียน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงแรกของกระบวนการออสโมซิส จากนั้นจะเพิ่มน้อยลงจนถึงจุดสมดุล และอุหภูมิของการออสโมวิสมีผลต่ออัตราการถ่ายเทมวลสาร โดยเมื่ออุหภูมิเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ของแข็งที่ละลายได้ในสารละลายออสโมซิสแพร่เข้าสู่เนื้อแก้วมังกรมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น และมีการสูญเสียน้ำเพิ่มมากขึ้นด้วยครับ แก้วมังกรที่ผ่านกระบวนการออสโมซิส ณ สภาวะต่างๆที่ศึกษา เมื่อเข้าสู่จุดสมดุล มีความชื้น ค่าความสว่าง ค่า aw และค่าความแข็งลดลง แต่มีปริมาณน้ำตาลรีดวซ์ และปริมาณน้ำตาลทั้งหมดเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อแก้วมังกรสด และการพัฒนาแบบจำลองเครือข่ายประสาทเทียมโดยใช้ตัวแปรต้น เป็นเครือข่ายที่เหมาะสมในการทำนายค่าจึงสามารถนำแบบจำลองที่พัฒนาไปใช้ในการควบคุมกระบวนการแช่อิ่มแก้วมังกรได้ ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของน้ำจากกระบวนการออสโมซิสแก้วมังกรที่ความเข้มข้นของสารละลาย 3 ระดับ  ได้ค่าความสามารถในการแพร่ของน้ำออกจากเนื้อแก้วมังกรมีค่าสูงขึ้น ในขณะที่เมื่อความเข้มข้นของสารละลายออสโมซิสสูงขึ้น ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของน้ำมีแนวโน้มลดต่ำลง

    ดังนั้นนะครับ งานวิจัยนี้จึงมีจุดมุ่งหมาย เพื่อการศึกษาถึงอัตราการถ่ายเทมวลสารระหว่างการทำแห้งด้วยวิธีการออสโมซิสผ่านแก้วมังกร โดยมีปัจจัยที่ศึกษา คือ ความเข้มข้นของสารละลายออสโมซิส อุณหภูมิในการแช่อิ่มและเวลาในการแช่อิ่ม หาค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของน้ำ รวมถึงการศึกษาผลของการทำแห้งด้วยวิธีการออสโมวซิสต่อคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ เพื่อการพัฒนากระบวนการผลิตแก้วมังกรอบแห้งที่เหมาะสม ช่วนลดการใช้พลังงานในขั้นตอนการอบแห้งและทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีครับ

    สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง ประโยชน์ของการปลูกแฝกและการใช้ใบแฝกคลุมดินเพื่อปรับปรุงสภาพดิน

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 7 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

    เรื่อง ประโยชน์ของการปลูกแฝกและการใช้ใบแฝกคลุมดินเพื่อปรับปรุงสภาพดิน

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา 

     ………………………………………………………………………………………………………

     -เพลงประจำรายการ-

     สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก.แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมนายวิทวัส ยุทธโกศา และนางสาวกัญญารัตน์ สุวรรณทีป เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

     สวัสดีค่ะ คุณผู้ฟัง วันนี้เราสองคนมีผลงานวิจัยดีๆมาฝากคุณผู้ฟังกันค่ะ เกี่ยวกับการปลูกหญ้าแฝกค่ะ ก่อนที่จะพูดถึงงานวิจัย อยากจะให้คุณผู้ฟังรู้จักกับหญ้าแฝกกันก่อนนะคะว่า หญ้าแฝกคืออะไร ปลูกอย่างไร และทำไมต้องปลูก คุณวิทวัสและคุณผู้ฟังค่ะ หญ้าแฝกเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวตระกูลหญ้าชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วไปหลายพื้นที่ตามธรรมชาติค่ะ จากการสำรวจพบว่า มีกระจายอยู่ทั่วโลกประมาณ ๑๒ ชนิดด้วยกัน และสำรวจพบในประเทศไทย ๒ ชนิดค่ะ ชนิดแรกคือ กลุ่มพันธุ์หญ้าแฝกลุ่ม ได้แก่ พันธุ์สุราษฎร์ธานี กำแพงเพชร ๒ ศรีลังกา สงขลา ๓ และพระราชทาน ฯลฯ และชนิดที่สองก็คือ กลุ่มพันธุ์หญ้าแฝกดอน ได้แก่ พันธุ์ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ร้อยเอ็ด กำแพงเพชร ๑ นครสวรรค์ และเลย เป็นต้นค่ะ ลักษณะของหญ้าแฝกเป็นหญ้าที่ขึ้นเป็นกอ หน่อเบียดกันแน่น ใบของหญ้าแฝกมีลักษณะแคบยาว ขอบขนานปลายสอบแหลม ด้านท้องใบจะมีสีจางกว่าด้านหลังใบ มีรากเป็นระบบรากฝอยที่สานกัน แน่นยาว หยั่งลึกในดิน มีข้อดอกตั้ง ประกอบด้วยดอกขนาดเล็ก และมีดอกจำนวนครึ่งหนึ่งเป็นหมันค่ะ

    วิธีการปลูกก็มีหลายแบบด้วยกันค่ะ เช่น การปลูกในลักษณะของระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ แบบสระน้ำปลูก 2 แถว แบบอ่างเก็บน้ำปลูก ๓ แถว แบบปลูกริมคลองส่งน้ำ ๑ แถว ห่างขอบคลองส่ง ๓๐ เซนติเมตร และยังมีแบบอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งไม่ว่าจะปลูกแบบไหนก็ตาม การปลูกหญ้าแฝกทุกครั้งจะต้องปลูกให้ต้นชิดติดกันเป็นแถวค่ะ

    คุณผู้ฟังค่ะ เหตุผลที่ต้องมีการปลูกหญ้าแฝก เพราะเนื่องจากจากสภาพปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินและสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยค่ะ ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และบางพื้นที่ประสบปัญหาการชะล้างพังทลายของดินอย่างรุนแรง ดังนั้น จึงต้องมีการปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งการใช้ระบบหญ้าแฝกจะช่วยลดต้นทุนในการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินให้น้อยลง ขณะเดียวกันมีประสิทธิภาพในการดักตะกอนดิน ป้องกันดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลันได้ในระดับหนึ่ง และความคงทนสามารถอยู่ได้นานหลายปี พร้อมทั้งยังเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมอีกด้วยค่ะ ช่วงหน้าคุณวิทวัสจะมาพูดถึงการปลูกหญ้าแฝกในปัจจุบันกัน คุณผู้ฟังอย่างเพิ่งไปไหนนะคะ ช่วงนี้เราพักกันสักครู่ค่ะ

     -เพลงคั่นรายการ-

     กลับมาพบกันในช่วงที่สองของรายการครับ คุณผู้ฟังครับ ปัจจุบันหญ้าแฝกเป็นพืชที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากหลายประเทศในการใช้เพื่อฟื้นฟูสภาพดินและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินในประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมในการปลูกอย่างแพร่หลายจากทางภาครัฐ ดังเห็นได้จากสถิติการปลูกกล้าแฝกเพื่อแจกจ่ายที่มีจำนวนรวมถึง 915 ล้านต้น ในระหว่างปี พ.ศ. 2536 ถึง 2545 ทั้งนี้เนื่องจากแฝกเป็นพืชที่สามารถขึ้นได้โดยทั่วไป มีลักษณะเป็นกอ ทรงพุ่มและใบยาว และรากสามารถหยั่งลึกในดินได้อย่างดี ซึ่งช่วยลดการพังทลายหน้าดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แฝกมีคุณสมบัติพิเศษหลายประการที่เป็นประโยชน์ในการเพิ่มและรักษาอินทรียวัตถุในดิน เช่น การเป็นพืชโตเร็วสามารถเพิ่มอินทรียวัตถุในดินผ่านทางรากและใบพืชในเวลาอันสั้น และระบบรากที่หนาแน่นและลึกของแฝกช่วยลดการสูญเสียหน้าดิน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของอินทรียวัตถุและยังสามารถเพิ่มอินทรียวัตถุในดินชั้นล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วยครับ การสะสมอินทรียวัตถุของแฝกอาจส่งผลต่อความชื้นและอุณหภูมิดิน ความหนาแน่นดิน และการซึมผ่านน้ำของดิน นอกจากนี้นะครับ ยังอาจเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการกักเก็บคาร์บอนสู่ดินเพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่งด้วยครับ

     การใช้ระบบปลูกพืชแบบอนุรักษ์เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ลดการปลดปล่อยของก๊าซเรือนกระจกได้ โดยเป็นการใช้พื้นที่การเกษตรเพื่อเป็นแหล่งสะสมของคาร์บอน ซึ่งเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพดีและต้นทุนต่ำครับ ซึ่งหญ้าแฝกเป็นพืชที่อาจจะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินได้ดี ดังนั้น การปลูกหญ้าแฝกร่วมกับพืชไร่อาจเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการสะสมคาร์บอนผ่านการเพิ่มอินทรียวัตถุในดินครับ และยังสามารถใช้การกักเก็บคาร์บอนสู่ดิน (soil carbon sequestration)  ได้อีกทางหนึ่ง โดยคาร์บอนอาจคงอยู่ในดินได้เป็นเวลาอันยาวนาน เมื่อเปรียบเทียบกับการเก็บคาร์บอนในพืชส่วนเหนือดินครับ

              คุณผู้ฟังทราบอย่างนี้แล้วก็เริ่มจะสนใจขึ้นมากันบ้างแล้วใช่ไหมครับ ผมมีงานวิจัยของคุณภัทรา เพ่งธรรมกีรติ ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาฝากครับ ภายใต้ผลงานวิจัยชื่อว่า “ผลของการปลูกแฝกและการใช้ใบแฝกคลุมดินที่มีต่อสมบัติทางกายภาพ ผลผลิตมันสำปะหลัง และการกักเก็บคาร์บอนในดินทราย” ครับ

     คุณฟังทราบไหมครับว่า มันสำปะหลังนั้นนิยมปลูกเป็นแถวในลักษณะพืชเชิงเดี่ยว และอาจมีการปลูกร่วมกับพืชไร่ชนิดอื่นบ้าง เช่น ข้าวโพด ซึ่งการปลูกพืชในลักษณะนี้มักพบปัญหาการพังทลายหน้าดิน โดยเฉพาะในเขตร้อนชื้นที่มีปริมาณฝนมากเพียงพอจะเร่งการกัดเซาะหน้าดิน การจัดการพื้นที่เกษตรที่เหมาะสมจะช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านี้ได้ เช่น การปลูกพืชแซม การลดการไถพรวนดิน การเติมวัสดุคลุมดิน เป็นต้น จากงานวิจัยในอดีตพบว่า การปลูกแฝกเป็นแถวแซมหรือตามแนวขอบของพื้นที่เพาะปลูกเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการอนุรักษ์ดินและน้ำ เพราะแถวกอแฝกช่วยชะลอการไหลของน้ำ เป็นที่ดักตะกอน และยังช่วยเพิ่มการซึมผ่านของน้ำอีกด้วยครับ นอกจากนี้ร่มเงาของการปลูกพืชแซม (ข้าวโพด) ในเขตภูมิอากาศร้อน ช่วยปรับอุณหภูมิอากาศและดินในบริเวณพื้นที่เพาะปลูกและช่วยรักษาความชื้นในดิน ทำให้มีสภาวะที่ส่งเสริมการแตกหน่อของพืชที่ปลูกร่วม (มันฝรั่ง) โดยเฉพาะในช่วงแรกของการปลูกมันฝรั่ง ช่วงหน้าเราจะได้ทราบวิธีการทดลองกันครับ ช่วงนี้พักกันสักครู่ครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     กลับเข้าสู่รายการกันอีกครั้งนะคะ กับงานวิจัยของคุณภัทรา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการปลูกแฝกและการใช้ใบแฝกคลุมดินที่มีต่อสมบัติทางกายภาพบางประการของดิน ผลผลิต และการกักเก็บคาร์บอนในดินของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เพื่อประเมินความสามารถของแฝกและใบแฝกในการปรับปรุงสภาพดิน โดยทำการศึกษาต่อเนื่องที่สถานีวิจัยเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2552-2554 ตัวอย่างดินเริ่มต้นถูกเก็บก่อนเริ่มการเพาะปลูกในปีที่ 1 โดยเก็บดินที่ 2 ระดับความลึก  คือ 0-10 และ 10-30 ซม. จากผิวดิน เพื่อวิเคราะห์คุณลักษณะดินเริ่มต้น ได้แก่ เนื้อดิน ความเป็นกรด-ด่าง ธาตุอาหารดิน อินทรียวัตถุในดิน ทำการวิเคราะห์โดยใช้วิธีมาตรฐานตาม Methods for Soil Analysis ของ Soil Science Society of America หรือวิธีการตามสำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และเก็บข้อมูลน้ำฝนและอุณหภูมิอากาศจากสถานีตรวจวัดอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา จ.ฉะเชิงเทรา

     แผนการทดลองเป็นแบบ randomized complete block design (RCBD) และมีจำนวน 4 ซ้ำ เลือกใช้มันสำปะหลัง (Manihot esculenta Crantz) พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 (KU50) ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกในพื้นที่ศึกษา และคัดเลือกขนาดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง (ประมาณ 30 ซม.) และแฝกที่เลือกใช้ในงานวิจัย คือ แฝกหอม (Vetiveria zizanioides L. Nash) พันธุ์สุราษฎร์ธานี คัดเลือกกล้าแฝกที่มีขนาด ความสูง และจำนวนต้น/กอใกล้เคียงกัน เพื่อปลูกในพื้นที่ศึกษาที่มีขนาดแปลงย่อย 5 x 7 เมตร ทำการปลูกมันสำปะหลังในลักษณะแถว (row-crop system) โดยมีระยะห่างระหว่างท่อนพันธุ์และระหว่างแถว 1 เมตร (100 x 100 ซม.) และระยะห่างระหว่างแถวแฝก 2 เมตร แต่ละแปลงมีแถวของมันสำปะหลัง 4 แถว และตำรับ (treatment) ที่ศึกษาเป็น (1) แปลงที่มีเฉพาะมันสำปะหลังอย่างเดียว (C) (2) แปลงที่มีมันสำปะหลังปลูกสลับกับแฝก (CV) และ (3) แปลงที่มีมันสำปะหลังปลูกสลับกับแฝกและคลุมด้วยใบหญ้าแฝก (CVVL) (Figure 1) โดยแปลง CVVL ถูกคลุมด้วยใบแฝกในอัตรา 1.43 ตันต่อเฮกแตร์ ในตอนเริ่มต้นของงานศึกษา และสำหรับแปลง CV และ CVVL ภายหลังการปลูกในปีที่ 1 ทำการตัดใบแฝกเพื่อลดการใช้น้ำ โดยตัดก่อนการปลูกพืชรอบต่อไป และในปีที่ 2 ทำการตัดใบแฝกทุก 6 เดือนแทน เพื่อให้เหมาะสมกับการเติบโตของแฝก ทั้งนี้ ใบแฝกที่ตัดออกถูกใช้คลุมดินเฉพาะแปลง CVVL เท่านั้น ส่วนใบแฝกที่ตัดออกจากแปลง CV ถูกนำออกไปจากพื้นที่ศึกษา

     งานศึกษานี้เริ่มปลูกมันสำปะหลังช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม ทั้งนี้ได้ทำการใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 50 กก.ต่อไร่ โดยใส่ครั้งเดียวภายหลังการปลูกประมาณ 3 เดือน (กุมภาพันธ์หรือมีนาคม) โดยในช่วงแรกของงานศึกษา (ปีที่ 1) แปลงทดลองมีการให้น้ำเพื่อให้แฝกตั้งตัวในช่วงแรกของปลูก ทำการปลูกมันสำปะหลังซ้ำในแปลงทดลองเดิมสำหรับการทดลองในปีที่ 2 หลังจากนั้นทำการเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ วัดความชื้นและอุณหภูมิดินในพื้นที่ เก็บเกี่ยวผลผลิตและวิเคราะห์พืชค่ะ ช่วงหน้าเรามาติดตามผลการทดลองกับคุณวิทวัทด้วยกันนะคะ ช่วงนี้พักสักครู่ค่ะ

    -เพลงคั่นรายการ-

     กลับเข้าสู่รายการช่วงสุดท้ายกันแล้วนะคะคุณผู้ฟัง จากการศึกษาของคุณภัทราพบว่า แปลงที่ปลูกแฝกร่วม (CV) และแปลงที่ปลูกแฝกร่วมกับคลุมด้วยใบแฝก (CVVL) มีแนวโน้มของค่าอุณหภูมิดินโดยเฉลี่ยที่ต่ำกว่าแปลงที่ปลูกมันสำปะหลังเพียงอย่างเดียว (C) ทุกระดับความลึกดินและสำหรับการทดลองทั้งสองปี ซึ่งเป็นเพราะพุ่มของแฝกช่วยลดอุณหภูมิดินในแปลงปลูกมันสำปะหลังได้ดี แต่ความชื้นดินไม่ได้รับอิทธิพลที่ชัดเจนจากแถวแฝกและการคลุมใบแฝกในงานศึกษานี้โดยพบว่าแปลงที่ปลูกแฝกร่วมกับคลุมด้วยใบแฝก (CVVL) มีความชื้นดินที่ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าแปลงที่ปลูกมันสำปะหลังเพียงอย่างเดียว (C) และ แปลงที่ปลูกแฝกร่วม (CV) ทั้งสองระดับความลึกดินที่ศึกษา ส่วนผลของแฝกที่มีต่อปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ในดิน (SOC) คาร์บอนในรูปพาร์ทิคูเลทคาร์บอน (POM-C) และคาร์บอนในรูปที่อยู่ร่วมกับอนินทรีย์สารในดิน (MaOM-C) พบว่า แม้ไม่มีความแตกต่างทางสถิติระหว่างตำรับทดลอง แต่ดินของแปลงที่ปลูกแฝกร่วมกับคลุมด้วยใบแฝก (CVVL) มีแนวโน้มการกักเก็บปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ในดิน (SOC) คาร์บอนในรูปพาร์ทิคูเลทคาร์บอน (POM-C) และ คาร์บอนในรูปที่อยู่ร่วมกับอนินทรีย์สารในดิน (MaOM-C) ได้ดี เมื่อเปรียบเทียบกับแปลงที่ปลูกมันสำปะหลังเพียงอย่างเดียว (C) และ แปลงที่ปลูกแฝกร่วม (CV) ผลที่ได้ชัดเจนโดยเฉพาะที่ระดับความลึกดิน 10 ซม. และทุกตำรับทดลองพบว่า ปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ในดิน (SOC) และ คาร์บอนในรูปที่อยู่ร่วมกับอนินทรีย์สารในดิน (MaOM-C) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ปลูกพืช โดยเฉพาะในปีที่ 2 ของการศึกษา ซึ่งชี้ว่าดินร่วนปนทรายที่ศึกษามีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนในดินได้ อย่างไรก็ตาม การปลูกแฝกร่วมในงานศึกษานี้ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลง แม้ว่าในปีที่ 2 ของการศึกษาได้ทำการตัดใบแฝกระหว่างฤดูเพาะปลูกเพื่อลดการใช้น้ำของแฝกแล้วก็ตาม

     

    ผลการศึกษานี้แสดงว่าการปลูกแฝกแซมและการคลุมแปลงมันสำปะหลังด้วยใบแฝกมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภายในแปลงทดลอง โดยพบว่าการปลูกแฝกแซมน่าจะเป็นวิธีที่ดีในการควบคุมการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิดิน แต่รูปแบบการปลูกแฝกในงานศึกษานี้ส่งผลทางลบต่อความชื้นดิน โดยเฉพาะในดินที่มีเนื้อหยาบและอุ้มน้ำไม่ดีของพื้นที่ศึกษา ซึ่งทำให้เกิดการแย่งน้ำระหว่างแฝกและต้นมันสำปะหลัง และเป็นเหตุให้ผลการลดลงของผลผลิตมันสำปะหลังในแปลงที่มีการปลูกแฝกร่วม (ลดลงมากกว่าร้อยละ 44) การปลูกแฝกและใช้ใบแฝกคลุมเป็นเวลา 2 ปีที่ศึกษายังไม่ส่งผลที่ชัดเจนต่อความหนาแน่นดินและปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ในดิน แม้จะมีแนวโน้มลดความหนาแน่นดินที่ผิวดินของแปลงที่ปลูกแฝกร่วมก็ตาม การคลุมใบแฝกน่าจะเป็นสาเหตุหลักของการสะสมคาร์บอนอินทรีย์ในดินมากกว่าการปลูกแฝกร่วมในงานศึกษานี้ เป็นที่น่าสนใจว่าดินร่วนปนทรายที่ศึกษามีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนในดินได้ไม่ว่าจะมีการปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียวหรือมีการปลูกแฝกร่วมก็ตาม อย่างไรก็ตาม ควรทำการปรับปรุงรูปแบบการปลูกแฝกหรือใส่เฉพาะใบแฝกเพื่อส่งเสริมการสะสมคาร์บอนในดินและลดผลกระทบต่อผลผลิตมันสำปะหลัง

     สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุ เรื่อง การพัฒนากระดาษซับน้ำมันจากอาหารทอด/วุฒินันท์ คงทัด

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 31 เดือนมกราคม พ.ศ. 2558

    เรื่อง  การพัฒนากระดาษซับน้ำมันจากอาหารทอด

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………………….

    -เพลงประจำรายการ-

     สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้รับทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    สวัสดี คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” เจอกับกระผม วิทวัส ยุทธโกศา และคุณกัญญารัตน์ สุวรรณทีป เช่นเคยนะครับ

     วิทวัส : คุณผู้ฟังครับ เนื่องจากในปัจจุบันนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่กำลังพัฒนานั่นก็คงรวมประเทศไทยเราไปด้วย ซึ่งในสภาพสังคมเมืองก็จะมีความเจริญมากทั้งด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจมีความเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเมืองหลวง หรือตามเมืองใหญ่ ๆทั้งหลาย ซึ่งผลของการเจริญเติบโตดังกล่าวนี้ ทำให้ประชาชนก็พากันเข้ามาอยู่อาศัย และประกอบอาชีพต่างๆมากมาย และสิ่งหนึ่งที่หลีกหนีไม่พ้น นั่นก็คือความเป็นอยู่ที่แออัด คับคั่งไปด้วยประชากร ผลที่ตามมาก็คือ การใช้ชีวิตในแต่ละวันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ เพื่อต้องการแข่งกับเวลา และสภาพของการจราจรที่ติดขัด และในสภาพดังกล่าวนี้จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีเวลาที่จะประกอบอาหาร เพื่อที่จะรับประทานนั้นเอง ใช่ไหมครับคุณกัญญารัตน์

     กัญญารัตน์: ใช่คะ ดังนั้นนะค่ะ อาหารส่วนใหญ่จึงเป็นอาหารจานเดียว เช่น ข้าวราดแกง หรืออาหารจานด่วน รวมทั้งอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ อาหารดังกล่าวนี้ จะมีส่วนประกอบหลัก ก็คือ แป้ง ไขมัน น้ำตาล และเกลือ เป็นส่วนประกอบที่คนไทยชอบบริโภคมากที่สุด ทั้งนี้ยังรวมไปถึงอาหาร หรือขนมที่ผ่านการทอดด้วยน้ำมัน ส่งผลให้คนไทยมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพโดยเฉพาะโรคอ้วนนั่นเอง ซึ่งจะมีระดับโคเลสเตอรอลในเลือดที่สูง และปัญหาอีกอย่างหนึ่งทีเกิดจากการปรุงอาหาร หรือรับประทานอาหารดังกล่าว ก็คือเศษเหลือของไขมันที่ติดอยู่ตามภาชนะที่ใส่ ภาชนะที่รองอาหาร หรืออยู่ในส่วนผสมของสูตรอาหารที่เหลือจากการรับประทานไม่หมด ไขมันดังกล่าวจะถูกเททิ้งและล้างออกไปจากภาชนะ ซึ่งไขมันส่วนนี้แหละคะ ที่จะไหลไปตามท่อระบายทำให้เกิดน้ำเสีย เน่าเหม็น เป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนที่อยู่อาศัยโดยรอบได้ ช่วงหน้าเรามาฟังปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญจากคุณวิทวัสกันนะคะ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะคะ

    -เพลงคั่นรายการ-

     วิทวัส: กลับมาฟังกันต่อเลยนะครับ คุณผู้ฟังครับ และปัญหาที่มีต่อสุขภาพอีกอย่างหนึ่งที่เห็นอย่างชัดเจน นั่นคือการใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษสำนักงานที่ใช้งานแล้ว มาห่อ หรือรองอาหาร ประเภททอด เพื่อเป็นการประหยัด หรือผู้ใช้ขาดความรู้ก็ตาม  ผลของการใช้กระดาษดังกล่าวนี้จะมีโทษต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เนื่องจากกระดาษที่ใช้งานแล้วจะมีน้ำหมึกที่ใช้พิมพ์ ซึ่งภายในน้ำหมึกจะมีสารที่เป็นโลหะหนักปนอยู่มาก พวกโลหะหนักนี้นะครับจะปนเปื้อนกับอาหารได้ง่าย เนื่องจากน้ำมันเป็นตัวทำละลายได้ดี ส่วนการใช้กระดาษที่มี 2 ส่วน ประกบกัน คือแผ่นกระดาษ และพลาสติกนั้น จะปลอดภัยกว่าการใช้กระดาษที่ใช้งานแล้ว แต่กระดาษนี้จะมีคุณสมบัติป้องกันการไหลออกมาของน้ำมันโดยใช้พลาสติกกันไว้ ไขมันส่วนใหญ่ก็จะยังอยู่ในอาหารนั้นเองครับ คงจะเห็นกันแล้วนะครับว่าเรื่องดังกล่าวสมควรอย่างยิ่งที่ต้องมีการพัฒนา เพื่อเป็นประโยชน์ทั้งในด้านสุขภาพ ที่เราจะได้ไม่รับไขมันจากอาหารไปแบบเต็มๆ และรวมไปถึงด้านสิ่งแวดล้อม ที่ในปัจจุบันเราทุกคนควรจะตระหนักกันในเรื่องนี้อย่างจริงจังกันเสียทีนะครับ

     กัญญารัตน์: ค่ะ แล้วคุณผู้ฟังรู้กันหรือไม่ค่ะ ว่าน้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหารทุกวันนี้ถูกเททิ้ง หรือล้างออกไปจากภาชนะหลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว แล้วน้ำมันพวกนี้จะไปไหนหล่ะค่ะ คุณวิทวัส

     วิทวัส: อ่อ ผมคิดว่า ไขมันส่วนนี้ก็จะไหลไปตามท่อระบายน้ำ ที่แน่นอน คงทำให้เกิดน้ำเสีย เน่าเหม็น เป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนที่อยู่อาศัยโดยรอบ วิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้ นั่นก็คือ การบําบัดน้ำเสีย ถ้าหากเป็นโรงงานอุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ ก็จะมีการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยน้ำลงสู่ธรรมชาติ ซึ่งวิธีนี้ผมมองว่ามันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุนะครับ

     กัญญารัตน์:  ใช่คะ แล้วทำไมเราถึงจะหาวิธีการลดปริมาณน้ำมันเหลือใช้ในครัวเรือนก่อนล้างภาชนะแล้วปล่อยน้ำลงสู่ธรรมชาติ เพื่อเป็นการลดปัญหาที่จะเกิดต่อสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งไม่ได้  ดังนั้นดิฉันมีผลงานวิจัยที่น่าสนใจเป็นอย่างมากคะ มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้รับฟังกัน เป็นผลงานวิจัยของ นายวุฒินันท์ คงทัด และคณะ จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร  ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งนายวุฒินันท์ และคณะได้ศึกษาการพัฒนากระดาษดูดซับไขมันที่เคลือบด้วยไคโตแซน และกลูโคแมนแนน ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง สำหรับการนำไปใช้แก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากกระดาษดังกล่าวสามารถดูดซับไขมันได้ดี และมีความปลอดภัยต่อสุขภาพ

    วิทวัส: คุณกัญญารัตน์ครับ  แล้วเจ้ากระดาษที่ดูดซับไขมันที่เคลือบด้วยไคโตแซน และกลูโคแมนแนนที่ว่านี้มีความปลอดภัยและมีความพิเศษอย่างไรครับ

     

    กัญญารัตน์: คุณวิทวัสอยากทราบแล้วใช่ไหมค่ะ และดิฉันก็เชื่อว่าคุณผู้ฟังก็คงอยากจะทราบกันแล้ว แต่อดใจรอกันสักครู่ ไว้ติดตามกันในช่วงหน้า แล้วเรากลับมาฟังกันนะคะ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    กัญญารัตน์: คุณผู้ฟังค่ะ ฟังกันต่อเลยนะคะ กระดาษที่ดูดซับไขมันที่เคลือบด้วยไคโตแซน และกลูโคแมนแนนที่ว่านี้มีความปลอดภัยและมีความพิเศษ เนื่องมาจากเป็นวัสดุ ที่ได้จากธรรมชาติโดยใช้เหยื่อจากเปลือกของต้นปอสา ส่วนสารเคลือบไคโตแซนและกลูโคแมนแนน ก็เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการพัฒนากระดาษดูดซับน้ำมันที่เคลือบด้วยสารละลายไคโตแซนและกลูโคแมนแนน เพื่อให้ได้กระดาษที่สามารถดูดซับน้ำมันจากอาหารทอด ที่อุ่นด้วยเตาไมโครเวฟได้

    ซึ่งจะมีวิธีการศึกษาโดยการต้มเยื่อปอสาเกรด A ด้วยสารโซเดียมไฮดรอกไซด์ความเข้มข้น 8% ของน้ำหนักเปลือก อบแห้งอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงด้วนกัน แล้วฟอกด้วยสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ความเข้มข้น 4%  ของน้ำหนักเยื่ออบแห้ง ทำแผ่นกระดาษด้วยมือแบบไทยน้ำหนักมาตรฐาน 40  60  80  100  120  และ 140  g/m2 เคลือบด้วยสารละลายกลูโคแมนแนน ไคโตแซน กลูโคแมนแนนแล้วเคลือบทับด้วยไคโตแซน และเคลือบด้วยส่วนผสมของสารละลายกลูโคลแมนแนนและไคโตแซน ที่ความเข้มข้น 0.2  0.4 0.6  0.8 และ 1.0% โดยปริมาตร แล้วทดสอบสมบัติเชิงกลการดูดซับน้ำมัน และการดูดซับน้ำของกระดาษ ตามวิธีมาตรฐานของ  TAPPI ทดสอบการดูดซับน้ำมันจากอาหารทอดที่อุ่นด้วยเตาไมโครเวฟ และทดสอบการกรองน้ำแกงที่เหลือจากการรับประทาน ผลที่ได้ ก็คือกระดาษสาที่น้ำหนักมาตรฐาน 40 g/m2 แล้วเคลือบด้วยสารละลายไคโตแซนความเข้มข้น 0.2% โดยปริมาตร ซึ่งเป็นกระดาษที่มีคุณสมบัติเชิงกล และสามารถดูดซับน้ำมันจากอาหารทอดที่อุ่นด้วยเตาไมโครเวฟได้ดีที่สุด ซึ่งมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค รวมถึงต้นทุนในการผลิตต่ำ สามารถผลิตจำหน่ายได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ได้หลายรูปแบบ เช่น ใช้ห่อ รองอาหารทอดด้วยน้ำมัน หรืออาจจะใช้รองอาหารเพื่อใช้อุ่นด้วยเตาไมโครเวฟก็ได้นะคะ คุณผู้ฟังค่ะ ช่วงหน้าเรากลับมาฟังการทดสอบคุณภาพทางด้านจุลินทรีย์ของกระดาษดูดซับไขมันจากคุณวิทวัสกันนะคะ ช่วงนี้เราพักกันสักครู่ค่ะ

    -เพลงคั่นรายการ-

    วิทวัส: จากการที่ฟังวิธีวิจัยในครั้งนี้นะครับ น่าสนใจมากเลยทีเดียว ที่สำคัญเป็นการใช้วัสดุจากธรรมชาตินำมาทำเป็นกระดาษอีกเสียด้วย และผลในการวิจัยก็ออกมาดี สมควรเป็นอย่างยิ่งในการที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในวิถีทางการดำรงชีวิตแบบคนในเมือง โดยการได้รักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วยในตัว

    และมีอีกอีกอย่างหนึ่งที่เพิ่มความเชื่อมั่น คือ ผลการทดสอบคุณภาพทางจุลินทรีย์ เพื่อหาปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมด ผลการทดสอบปรากฏว่า ปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดน้อยกว่า 250 โคโลนีต่อกรัม ซึ่งมีค่าเหมือนกับกระดาษห่ออาหารตรา Cooking paper และ Lead cooking paper และผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์กระดาษห่ออาหาร เพื่อใช้สำหรับเตาอบแบบไมโครเวฟ ที่มีปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดน้อยกว่า 250 โคโลนีต่อกรัม แสดงให้เห็นว่ากระดาษที่เคลือบด้วยสารละลายไคโตแซนความเข้มข้น 0.2% ความหนา 40 g/m2 เป็นกระดาษที่ปลอดภัย สามารถใช้ห่ออาหารประเภททอด เพื่อดูดซับน้ำมันจากอาหารที่อุ่นด้วยเตาไมโครเวฟได้ครับ

     

    กัญญารัตน์: และต้นทุนในการผลิตกระดาษสาเพื่อใช้ในการดูดซับน้ำมันจากอาหาร ประเภททอดที่อุ่นด้วยเตาไมโครเวฟ มีต้นทุนการผลิตโดยประมาณแผ่นละ 1 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคากระดาษดูดซับน้ำมันตรา Cooking paper ที่จำหน่ายในราคาแผ่นละ 6 บาท และตรา Lead cooking paper จำหน่ายราคาแผ่นละ 7 บาทเลยทีเดียว จะเห็นได้ว่ากระดาษ ที่ได้จากการศึกษาทดลองยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่ากระดาษที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นโอกาสที่จะผลิตออกมาจำหน่ายสามารถทำได้ และเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ ให้อย่างไม่ยากเลยทีเดียวคะ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะคะ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    วิทวัส: กลับเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” เรื่องการพัฒนากระดาษซับน้ำมันจากอาหารทอดครับ คุณผู้ฟังและคุณกัญญารัตน์ครับ หลังจากที่เราได้ทราบกันแล้วนะครับ เกี่ยวกับประโยชน์ต่างๆของกระดาษดังกล่าว การนำกระดาษไปใช้งาน รวมถึงกรรมวิธีการผลิตกระดาษดูดซับไขมันที่เคลือบด้วยไคโตแซน และกลูโคแมนแนนนั้น คุณผู้ฟังและคุณกัญญารัตน์สงสัยเหมือนผมไหมครับว่า ทำไมเราไม่ใช้กระดาษทิชชูซับน้ำมันที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ใช้รองอาหาร และสามารถดูดซับน้ำมันจากอาหารได้เหมือนกันนะครับ เป็นกระดาษที่ผลิตใหม่ มีสีขาว สะดวกและง่ายต่อการนำไปใช้เป็นอย่างมาก ผมเชื่อว่าทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เลยนะครับ เกือบทุกบ้านจะต้องมีกระดาษทิชชูติดครัวเรือนไว้เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกันกับผลอย่างแน่นอนครับ

     

    กัญญารัตน์: ใช่ค่ะคุณวิทวัส แต่คุณวิทวัสและคุณผู้ฟังค่ะ ทราบหรือไม่ว่า ล่าสุดกรมอนามัยออกมาเตือนว่า การใช้กระดาษทิชชูซับน้ำมันจากอาหารนั้นมีความเสี่ยงต่อการรับสารก่อมะเร็งค่ะ เพราะปัจจุบันนั้น กระดาษทิชชูผลิตจากกระดาษหมุนเวียนใหม่ เช่น กระดาษ A4 ที่ใช้แล้ว เพื่อเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ในกระบวนการผลิตตีวัตถุดิบให้เป็นเนื้อเยื่อจะต้องใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) หรือโซดาไฟ อีกทั้งยังใช้สารไดออกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เป็นส่วนประกอบด้วยคะ เมื่อเรานำกระดาษทิชชูมาใช้รองอาหาร หากสารโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ทำปฏิกิริยากับโปรตีนและไขมัน จะมีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อรุนแรง ทำให้บริเวณนั้นอ่อนนุ่มกลายเป็นวุ้นหรือเจลตินและสบู่ ถ้าหายใจหรือละอองสารเข้าไป จะทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนระคายเคือง จนมีอาการจาม ปวดคอ น้ำหมูกไหล หายใจขัด นอกจากนี้นะคะ การสัมผัสถูกผิวหนังจะระคายเคืองรุนแรง เป็นแผลไหม้และพุพองได้ การกลืนกินทำให้แสบไหม้บริเวณปาก คอ และกระเพาะอาหารค่ะส่วนสารไดออกซิน (dioxins) เป็นสารที่สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างชาติจัดให้เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ เมื่อร่างกายได้รับเข้าไปจะไม่ทำให้เกิดอาการอย่างเฉียบพลัน แต่อาการจะค่อยๆ เกิดและเพิ่มความรุนแรงจนถึงเสียชีวิตได้ค่ะ ดังนั้นเราในฐานะผู้บริโภคสามารถหลีกเลี่ยงการใช้กระดาษทิชชูสัมผัสกับอาหารมันและอาหารทอด โดยการหันมาใช้กระดาษดูดซับไขมันที่เคลือบด้วยไคโตแซน และกลูโคแมนแนน เพื่อความปลอดภัยจากการรับสารเคมีตกค้าง และเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคอีกด้วยค่ะ

     

     คุณวิทวัส: ครับ ต้องขอขอบคุณคุณกัญญารัตน์ที่นำข้อมูลดีๆแบบนี้มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นประโยชน์มากๆเลยครับ ขอบคุณข้อมูลจากกรมอนามัยด้วยครับ ดังนั้นนะครับคุณผู้ฟัง ผลงานวิจัยของนายวุฒินันท์ และคณะ ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งและเป็นทางเลือกที่ดีมากเลยครับ สำหรับใช้แก้ไขปัญหาเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค เนื่องจากวัสดุที่ใช้ทำกระดาษเป็นเยื่อที่ได้มาจากธรรมชาติ โดยใช้เยื่อจากเปลือกของต้นปอสา ส่วนสารเคลือบไคโตแซนและกลูโคแมนแนน เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ และกระดาษดังกล่าวสามารถใช้งานได้หลายรูปแบบครับ อย่างเช่น ใช้ห่อ หรือรองอาหารทอดด้วยน้ำมัน ห่ออาหารเพื่อใช้อุ่นด้วยเตาไมโครเวฟ ใช้เช็ดจาน หรือภาชนะที่มีไขมันหรือเศษอาหารติด สามารถใช้เช็ดโต๊ะ เตาที่มีไขมันเปื้อนและใช้เป็นกระดาษกรองเศษอาหารที่เหลือจากครัวเรือนได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยลดน้ำมันจากอาหารประเภททอดที่ถูกปล่อยทิ้งลงไปตามท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นปัญหากับสิ่งแวดล้อมครับ จากงานวิจัยนี้นะครับ ถ้าในเชิงขอธุรกิจกันบ้างนะครับ ก็น่าจะเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งได้อีกทางหนึ่งเลยหล่ะครับ และน่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตจำหน่ายในเชิงอุตสาหกรรมได้ในอนาคตต่อไปด้วยครับ

     

    สำหรับวันนี้กระผมและคุณกัญญารัตน์ ขอจบรายการไว้เพียงเท่านี้นะครับ สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการ หรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุ เรื่อง การผลิตยาและวัคซีนฆ่าเห็บโค/ณรงค์ จึงสมานญาติ

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่24 เดือนมกราคม พ.ศ. 2558

    เรื่อง  การผลิตยาและวัคซีนฆ่าเห็บโค

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    …………………………………………………………………………………………

     

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ

    คุณผู้ฟังครับในการทำฟาร์มเลี้ยงโคนั้น นอกจากโรคระบาดต่างๆ ที่เป็นปัญหากวนใจของเกษตรกรแล้ว ยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่นับได้ว่ากวนใจเกษตรกรและสร้างความเสียหายให้กับโคอยู่ไม่น้อย ปัญหาที่ว่านั่นก็คือ ปัญหาเห็บที่คอยดูดเลือดโคนั่นเองครับ ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเห็บโค ที่มีกระจายตัวอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อนชื้น มีสภาพแวดล้อม ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ของเห็บ ทำให้เกษตรกรไทย ต้องประสบปัญหานี้มาโดยตลอด

    เห็บโคเป็นพยาธิภายนอกที่ก่อความเสียหายต่อการเลี้ยงโคมากที่สุด เห็บโคมีการแพร่กระจายอยู่ทั่วโลก พบในที่ที่มีการเลี้ยงโค และพบในสัตว์ป่า พวกสัตว์กีบและอาจพบได้ในแพะ แกะ สุกรและสุนัขด้วยครับ

    เห็บโคมีการเจริญจากตัวอ่อน เป็นตัวกลางวัยและโตเต็มวัยอยู่บนตัวโคเพียงตัวเดียว ไม่เหมือนกับเห็บสุนัข ที่มีการปล่อยตัวลงพื้นมาลอกคราบเพื่อเจริญไปเป็นตัวกลางวัย และปล่อยตัวลงพื้นอีกครั้งเพื่อลอกคราบไปเป็นตัวเต็มวัย การปล่อยลงพื้นแล้วขึ้นบนตัวสุนัขใหม่นั้นอาจจะขึ้นบนสุนัขตัวอื่นที่ไม่ใช่ตัวเดิมก็ได้

    เห็บโคตัวเมียที่ดูดเลือดจนตัวเปล่งโตเต็มที่แล้วจึงปล่อยตัวลงพื้นคลานไปหาที่ออกไข่ ซึ่งจะเป็นที่ที่ไม่มีแดดส่อง ถ้าเห็บหล่นในคอกโค มันจะคลานไปไข่ตามซอกมุมคอก ตามกองมูลสัตว์ ตามกองหญ้า ถ้าเห็บหล่นในแปลงหญ้ามันจะออกไข่บริเวณโคนกอหญ้าหรือใต้มูลโคโดยเห็บตัวเมียจะเริ่มออกไข่ภายใน2-3วันหลังจากหล่นลงพื้น และจะออกไข่หมดภายใน1สัปดาห์ เห็บตัวเมียหนึ่งตัวจะออกไข่เฉลี่ย 1800 ฟองเมื่อออกไข่หมดก็จะตายครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับไข่เห็บที่อาศัยอยู่ในที่ที่มีความชื้นค่อนข้างสูง  เมื่อครบ 3 สัปดาห์  ไข่จะฟักเป็นตัวเห็บอ่อน มีขา 6 ขา ขนาด1-2 มิลลิเมตร จากนั้นเห็บตัวอ่อนจะไต่ขึ้นที่สูงไปอยู่บนยอดหญ้า เพื่อรอเกาะติดขาโคที่เดินผ่านมา หรือเมื่อเราเกี่ยวหญ้ามาให้โคกิน เห็บตัวอ่อนก็จะติดมาด้วย เห็บตัวอ่อนสามารถมีชีวิตอยู่ได้นาน 2-3 เดือน หรือถึง 6 เดือน ถ้าในแปลงหญ้านั้นมีความชื้นสูง

              เมื่อเห็บตัวอ่อนขึ้นบนตัวโค เห็บตัวอ่อนจะดูดกินเลือดโค 1 สัปดาห์ แล้วลอกคราบ เป็นเห็บตัววัยรุ่น มีขา 8 ขา ดูดเลือดโคอีก 1 สัปดาห์จึงลอกคราบ เป็นเห็บตัวเต็มวัย แยกเพศเป็นเห็บตัวผู้และเห็บตัวเมียได้ หลังจากนั้นจะผสมพันธุ์กันทันทีหลังลอกคราบ และดูดกินเลือดโคต่ออีกประมาณ 1 สัปดาห์  เห็บตัวเมียจึงจะโตเต็มที่  พร้อมที่จะหล่นลงไปหาที่วางไข่ รวมเวลาที่เห็บดูดกินเลือดอยู่บนตัวโคประมาณ 3-4 สัปดาห์   เห็บตัวเมียตัวเปล่งเท่านั้นที่จะปล่อยตัวหล่นลงพื้นไปออกไข่ เมื่อออกไข่หมดก็จะตาย ไม่สามารถไต่ขึ้นตัวโคเพื่อมาดูดเลือดใหม่ได้ เห็บที่ไต่ขึ้นตัวโคใหม่นั้นจะเป็นเห็บตัวอ่อนเท่านั้น       รวมระยะเวลาวงจรชีวิตของเห็บแล้ว ใช้เวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์  ในกรณีที่เห็บตัวอ่อนนั้นฟักออกมาแล้วหาโคพบและไต่ขึ้นดูดเลือดโคเลย แต่ถ้าเห็บตัวอ่อนตัวไหนที่ยังไม่พบโคและยังไม่ตาย  วงจรของเห็บตัวนั้นโดยรวมแล้วก็จะเกิน 8 สัปดาห์ครับ

              ดังนั้น ในการกำจัดเห็บโค จึงควรฉีดพ่นยาฆ่าเห็บตัวอ่อนที่ขึ้นใหม่ที่ตัวโคทุกสัปดาห์ก่อนที่เห็บตัวอ่อนจะลอกคราบกลายเป็นเห็บวัยรุ่นครับ

    คุณผู้ฟังครับ คุณผู้ฟังทราบมั้ยครับว่า เห็บ จะดูดเลือดโคอย่างน้อย 0.5 ซีซี ต่อเห็บหนึ่งตัว ดังนั้นถ้าปล่อยให้โคมีเห็บจำนวนมาก จะทำให้โคเสียเลือดมาก ซูบผอม ไม่เจริญเติบโต สุขภาพทรุดโทรม น้ำหนักลด น้ำนมลด ทำให้เป็นโรคโลหิตจาง ถ้าหากเกษตรกรทราบช้าและทำการรักษาช้าโคอาจตายได้ครับ เกษตรกรจึงควรหมั่นตรวจดูว่าโคนั้นมีเห็บเกาะอยู่หรือไม่ หลังจากนั้นจึงรีบทำการรักษาให้ทันท่วงทีครับ

    ในการกำจัดเห็บโคนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมใช้ยาฆ่าเห็บที่มีขายในท้องตลาด ซึ่งเป็นสารเคมีสังเคราะห์ มีฤทธิ์ในการเสื่อมสลายช้า ก่อให้เกิดสายพันธุ์เห็บที่ดื้อยาฆ่าเห็บได้ เนื่องจากเห็บได้สัมผัสกับโครงสร้างทางเคมีที่ไม่เปลี่ยนแปลงของยาฆ่าเห็บสังเคราะห์เป็นเวลานาน จึงมีการพัฒนาสายพันธุ์รุ่นใหม่ที่ดื้อยาหรือทนต่อยาฆ่าเห็บสังเคราะห์นั้นๆ อีกทั้งการเสื่อมสลายช้าของยาฆ่าเห็บสังเคราะห์นี้ ยังทำให้เกิดการตกค้างสะสมของสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นอันตรายต่อผู้ใช้และอาจปนเปื้อนมาถึงผู้บริโภคได้ครับ ดังนั้น รศ.ดร.ณรงค์ จึงสมานญาติ จากคณะสัตวแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะ จึงได้ทำการศึกษาวิจัยหาพืชที่มีฤทธิ์ฆ่าเห็บโค ซึ่งการใช้สารสกัดจากพืชฆ่าเห็บโคนั้น มีข้อดีอยู่หลายประการครับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกร ในการซื้อยาฆ่าเห็บสังเคราะห์ที่มีราคาแพงเพราะเป็นยาที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้เงินไม่ออกนอกประเทศ เป็นการช่วยภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของไทยได้ส่วนหนึ่งครับ และอย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่ายาฆ่าเห็บสังเคราะห์นั้น ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างต่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค จึงเป็นการดีที่เราควรจะใช้สารสกัดจากพืชที่มีฤทธิ์ฆ่าเห็บ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งสนองกับกระแสพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อีกด้วยครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับจากนั้น รศ.ดร.ณรงค์  จึงได้ทำการทดสอบฤทธิ์ฆ่าเห็บ จากพืช 323 ชนิด จากการทดสอบความเข้มข้นของสารสกัดที่เกษตรกรจะนำไปใช้พ่นฆ่าเห็บแล้ว พบว่า ในสารสกัดพืช 6 ชนิด อันได้แก่ เมล็ดน้อยหน่า เมล็ดมันแกว ใบตะไคร้แกง ใบตะไคร้หอม เปลือกผิวส้ม และมะขามเปียกนั้น สารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าจะดีที่สุดครับ รองลงมาคือสารสกัดจากเมล็ดมันแกวและมะขามเปียก เนื่องจากเป็นพืชที่รู้จักกันดี หาง่าย ราคาถูก มีฤทธิ์ฆ่าเห็บเร็ว เสื่อมสลายง่ายและสารสกัดที่ได้สามารถเจือจางได้มาก จึงขอแนะนำให้ใช้สารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าเป็นยาฆ่าเห็บโคแทนยาฆ่าเห็บสังเคราะห์  ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น ส่วนในบางพื้นที่ไม่สามารถหาเมล็ดน้อยหน่าได้ ก็อาจจะใช้เมล็ดมันแกวหรือมะขามเปียกแทน

    ดังนั้น ในท้องถิ่นที่มีพืชดังกล่าวมากหรือหาง่าย เกษตรกรสามารถผลิตเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม นำไปใช้พ่นฆ่าเห็บโค หรือผลิตใช้กับโคนมของตนเองหรือผู้ผลิตสามารถรับบริการปราบเห็บโคให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งอาจจะไม่มีเวลาหรือแรงงานที่จะดำเนินการควบคุมเห็บ ซึ่งต้องพ่นทุกสัปดาห์ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

    คุณผู้ฟังครับ วันนี้กระผมขอเสนอวิธีการทำยาฆ่าเห็บโคด้วยสารสกัดจากพืช 3 ชนิด  นั่นคือ มะขามเปียก เมล็ดมันแกว และเมล็ดน้อยหน่าครับ เพราะพืชเหล่านี้เป็นพืชที่มีราคาถูก และหาได้ง่ายตามท้องถิ่น และที่สำคัญเกษตรกรสามารถทำได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือมากมายด้วยครับ

    สารสกัดตัวแรกที่จะนำเสนอคือ การผลิตสารสกัดที่มีฤทธิ์ฆ่าเห็บโคจากมะขามเปียกครับ เริ่มด้วยการเตรียมวัตถุดิบกันก่อนนะครับ  วัตถุดิบที่ต้องใช้ในการผลิตนี้คือ

    1.มะขามเปียกแกะเมล็ดออก

                   และ 2. แอลกอฮอล์ 10% คุณผู้ฟังครับ แอลกอฮอล์ 10% ที่ว่านี้คือการนำแอลกอฮอล์ 95% ที่สามารถหาซื้อได้ที่องค์การสุราและร้านขายยาทั่วไป มาผสมกับน้ำธรรมดาในอัตราส่วน แอลกอฮอล์ 95%  1 ส่วน ต่อน้ำ 9 ส่วนครับ หรือถ้าไม่ซื้อแอลกอฮอล์ดังกล่าวข้างต้น อาจจะซื้อเหล้าขาว 35 ดีกรี 1 ขวด ผสมกับน้ำ 2 ขวดครึ่งก็ได้เหมือนกันครับ

    ส่วนขั้นตอนในการทำสารสกัดนั้น เริ่มจากการแช่มะขามเปียกในแอลกอฮอล์ 10% ในอัตราส่วน แอลกอฮอล์ 10% ในปริมาตร 5 เท่าของน้ำหนักมะขาม ตัวอย่างเช่น ถ้าใช้มะขามเปียก 100 กรัม ก็จะใช้แอลกอฮอล์ 10%  500 กรัม นั่นเองครับ จากนั้นแช่ค้างไว้ 1 คืน แล้วเทเฉพาะสารละลายมาใส่ขวด เพียงเท่านี้ก็จะได้สารสกัดจากมะขามเปียกที่สามารถฆ่าเห็บโคได้แล้วล่ะครับ ส่วนวิธีการใช้ก็คือ นำสารสกัดจากมะขามเปียกมาฉีดพ่นให้ตัวเห็บเปียกโชกด้วยน้ำมะขามนานๆ ถ้าไม่แน่ใจว่าน้ำมะขามจะแห้งเร็วไปหรือไม่ ให้พ่นซ้ำอีกครั้ง กรดอินทรีย์ที่อยู่ในมะขามอย่างเช่นอ็อกซาลิคมัลลิคซัคซินิน ซิตริค และทาร์ทาริค กรดเหล่านี้จะเป็นตัวทำให้ผิวหนังเห็บพองเป็นแผลแตกหรือแห้งตายครับ ซึ่งการฉีดพ่นสารสกัดนี้สามารถฉีดได้บ่อยครั้งโดยไม่ต้องกลัวว่าโคจะเป็นแผล เพราะผิวหนังของโคมีไขมันมากกว่าเห็บหลายเท่าครับ 

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ สารสกัดจากพืชชนิดต่อไปที่จะกล่าวกับคุณผู้ฟังก็คือ สารสกัดจากเมล็ดมันแกวครับ ซึ่งมีวิธีการทำดังนี้ครับ ขั้นแรกคือนำเมล็ดมันแกวมาบดให้ละเอียดแล้วห่อด้วยผ้าขาว ซึ่งเมล็ดมันแกวที่ใช้จะมีคุณภาพในการงอกที่ดีหรือไม่ดีก็ได้  จากนั้นนำผงเมล็ดมันแกวที่ห่อด้วยผ้า มาต้มในน้ำ 2 เท่าของน้ำหนักผงเมล็ดมันแกว ต้มนาน 20 นาที ในขณะที่ต้มเราต้องคอยเติมน้ำอย่าให้น้ำแห้งครับ ขั้นตอนต่อไป คือการนำผงเมล็ดมันแกวที่ต้มแล้วมากรองเอาแต่น้ำ เก็บไว้ในตู้เย็น 7-20 วัน แล้วค่อยนำไปใช้  วิธีใช้คือนำน้ำจากเมล็ดมันแกวที่แช่เย็นมาผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 220  ทำการฉีดพ่นฆ่าเห็บตัวอ่อนบนตัวโคทุกสัปดาห์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 5 สำหรับฉีดพ่นเห็บตัวเมียแก่ไม่ให้ออกไข่ ซึ่งสารไฮด๊อกซี่โรตินอยในเมล็ดมันแกวจะมีฤทธิ์ในการฆ่าเห็บตัวอ่อนได้ดีครับ

    และสารสกัดลำดับสุดท้ายที่จะเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบในวันนี้ก็คือ สารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าครับ ซึ่งสารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่านี้ เป็นสารสกัดที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเห็บโคได้ดีที่สุด เพราะหาง่าย  ราคาถูก  มีฤทธิ์ฆ่าเห็บเร็ว เสื่อมสลายง่ายและสารสกัดที่ได้สามารถเจือจางกับสารละลายอื่นๆ ได้มากอีกด้วยครับการทำสารสกัดที่มีฤทธิ์ฆ่าเห็บโคจากเมล็ดน้อยหน่านั้น เริ่มต้นด้วยการบดเมล็ดน้อยหน่าให้เป็นผงใส่ไว้ในขวดโหลหรือขวดแก้ว น้ำหรือนำแอลกฮอล์ 10% เทให้ท่วมผงเมล็ดน้อยหน่า หรือในอัตราส่วนของเมล็ดน้อยหน่าบด 1 ส่วนต่อน้ำหรือแอลกอฮอล์ 10% 2 ส่วนครับจากนั้นปิดฝาขวดแล้วแช่ทิ้งค้างคืนไว้ 1 คืนวันรุ่งขึ้นจึงกรองคั้นเอาแต่น้ำไว้เป็นหัวเชื้อที่จะนำไปผสมน้ำเจือจางฆ่าเห็บต่อไป วิธีการใช้คือนำสารที่กรองเก็บไว้มาผสมกับน้ำหรือแอลกอฮอล์ 10% ในอัตราส่วน 1 ต่อ 6 ใช้สำหรับฉีดพ่นให้โดนเห็บบนตัวโค สารซควอโมซินในเมล็ดน้อยหน่าจะมีฤทธิ์ฆ่าเห็บได้ทั้งเห็บตัวอ่อน เห็บตัววัยรุ่นและเห็บตัวแก่ครับ

    การพ่นฆ่าเห็บโคให้ได้ผลดีนั้น ให้พ่นฆ่าเห็บทุกวัยในครั้งแรก ด้วยสารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าที่ผสมน้ำ 6 เท่า หลังจากนั้นอาทิตย์ต่อไป จะมีเฉพาะเห็บตัวอ่อนที่ขึ้นโคใหม่เท่านั้น ให้ใช้สารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่ากรองเก็บเฉพาะส่วนน้ำไว้แล้ว มาเจือจางด้วยน้ำ หรือแอลกอฮอล์ 10 %ในอัตราส่วน1 ต่อ 300  พ่นฆ่าเห็บตัวอ่อนเป็นประจำทุกสัปดาห์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง พ่นติดต่อกันทุกสัปดาห์ เป็นเวลาอย่างน้อย 8-16 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวอ่อนที่ขึ้นใหม่บนตัวโคลอกคราบเป็นเห็บวัยรุ่นได้ครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     วิธีการสกัดยาฆ่าเห็บโคจากเมล็ดน้อยหน่า สามารถทำได้โดยการต้มเมล็ดน้อยหน่าที่บดเป็นผงก็ได้ แต่สารสกัดที่ได้จะมีฤทธิ์ฆ่าเห็บอ่อนลงเหลือครึ่งเดียว วิธีการต้มนั้นให้ใส่น้ำในปริมาตรที่มากกว่าผงเมล็ดน้อยหน่า 2 เท่า ต้มเป็นเวลานาน 15 นาที จึงกรองคั้นเก็บส่วนน้ำไว้แล้วเติมน้ำลงไปล้างผงเมล็ดน้อยหน่าที่ผ่านการกรองแล้วอีก 1 ครั้งด้วยปริมาตรน้ำเท่าเดิม จากนั้นกรองเก็บส่วนน้ำมารวมกัน ใช้ฉีดพ่นฆ่าเห็บได้ทุกวัย หรือผสมสารสกัดที่ต้มได้กับน้ำ 150 เท่าสามารถใช้ฆ่าเห็บตัวอ่อนได้ครับ  การเก็บรักษาสารสกัดที่ได้จากเมล็ดน้อยหน่านั้น ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น เนื่องจากมันสลายตัวไว เมื่อแช่เย็นแล้วสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 3 ปี และยังมีฤทธิ์ฆ่าเห็บได้เหมือนเดิม แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรเก็บแต่เมล็ดน้อยหน่าในสภาพที่เป็นเมล็ดไว้ในที่แห้งจะดีที่สุดครับ

    และที่กล่าวมานี้ก็คือวิธีการผลิตยาฆ่าเห็บโคที่ฉีดพ่นจากภายนอกครับ เป็นวิธีการที่ง่าย สามารถหาวัตถุดิบได้ตามท้องถิ่น และมีประสิทธิภาพดีอีกด้วย แต่ถ้าหากเกษตรกรท่านใดไม่มีเวลามากพอ หรือไม่สะดวกในการที่จะผลิตยาฆ่าเห็บโคด้วยตนเอง วันนี้กระผมมีวิธีการฆ่าเห็บอีกวิธีหนึ่งมาฝากกันครับ

    คุณผู้ฟังครับ ปัจจุบันความปลอดภัยของอาหาร เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย การทำให้อาหารที่ผลิตจากสัตว์ หรือ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปลอดจากเชื้อโรค และปลอกสารเคมีที่มีความเป็นพิษต่อผู้บริโภค เป็นส่วนสำคัญของการผลิตอาหารแบบอินทรีย์ที่มีประโยชน์และมีคุณค่าที่ทุกคนอยากจะใช้บริโภคครับ จึงได้มีนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกท่านหนึ่งครับ ท่านผู้นั้นก็คือ รศ.ดร.สถาพร จิตตปาลพงศ์จากภาควิชาปรสิตวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   ท่านเป็นผู้คิดค้นวัคซีนต่อต้านเห็บโค ซึ่งมีซื่อเรียกว่า KU-VAC1 วัคซีนต่อต้านเห็บโคนี้เป็นทางเลือกใหม่ที่มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตไทย เนื่องจากการใช้วัคซีนจะสามารถป้องกันสัตว์จากเห็บได้นานกว่าสารเคมี วัคซีนนี้มีข้อดีคือ จะไม่มีอันตรายต่อตัวสัตว์ ไม่มีสารตกค้างในตัวสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ตลอดจนไม่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม รวมทั้งไม่เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ การใช้วัคซีนต่อต้านเห็บโคจะไม่ส่งผลต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย และจะมีผลต่อสุขภาพของคนไทยในระยะยาว เนื่องจากวัคซีนจะช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีในสัตว์ ที่มนุษย์ใช้เป็นแหล่งอาหารและลดการตกค้างของสารเคมีในสภาพแวดล้อมที่จะมีผลดีต่อคนไทยในอนาคต อีกทั้งค่าใช้จ่ายที่ลดลงก็จะกลับมาเป็นผลกำไรที่เพิ่มมากขึ้น ให้กับเกษตรกรได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ

    ขั้นตอนการพัฒนาวัคซีนต่อต้านเห็บโคในประเทศไทยได้พัฒนาจากองค์ความรู้ภายในประเทศโดยการทดสอบวัคซีนเบื้องต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 โดยเตรียมวัคซีนจากเนื้อเยื่อเห็บโคภายในประเทศไทย ทำการสกัดแยกโปรตีนจากทางเดินอาหารและต่อมน้ำลายของเห็บ นำมาหาพันธุกรรมเพื่อผลิตโปรตีนที่จะใช้เป็นวัคซีนจำนวนมาก และในปี 2551 ได้ทดสอบวัคซีนในห้องปฏิบัติการภาคสนาม เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของวัคซีนในการควบคุมเห็บโค และพัฒนาในเชิงพาณิชย์

    การทำงานของวัคซีนต่อต้านเห็บโคนี้คือ ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนจะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ทางเดินอาหารของเห็บ ทำให้เห็บไม่สามารถเปลี่ยนเลือดไปเป็นไข่ ซึ่งช่วยลดอัตราการขยายพันธุ์ของเห็บตามธรรมชาติขัดขวางการทำงานของต่อมน้ำลายที่มีส่วนช่วยในการเกาะดูดเลือดของเห็บ ทำให้เห็บดูดกินเลือดได้ลดลงและภูมิคุ้มกันของวัคซีนจะเข้าไปขัดขวางเชื้อที่อาศัยอยู่ในต่อมน้ำลายของเห็บ ไม่ให้ถ่ายทอดไปยังสัตว์ ทำให้ลดการเกิดโรคจากเห็บ และลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่เจ้าของสัตว์หรือเกษตรกรไทยครับ

    วัคซีนต่อต้านเห็บโค หรือ KU-VAC1 นี้มีศักยภาพในการพัฒนาใช้ประโยชน์มากมายครับ เช่น สามารถใช้ทดแทนการใช้สารเคมีฆ่าเห็บที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี ลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ ลดการนำเข้าสารเคมีที่ถูกกำหนดราคาโดยบริษัทต่างประเทศแม้ว่าการพัฒนาวัคซีนKU-VAC1  จะมีต้นทุนสูง แต่มีความคุ้มค่าในเชิงธุรกิจ เนื่องจากมีความยั่งยืนในการใช้มากกว่าสารเคมี เพราะอายุการใช้งานของวัคซีน KU-VAC1 จะอยู่ได้นานกว่าการใช้สารเคมีที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทุก 1-2 ปี เนื่องจากเห็บเกิดการดื้อต่อวัคซีนได้ยากกว่าการใช้สารเคมี หรือไม่มีโอกาสเกิดได้เลย นับว่าเป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่ามากกว่า 10 ปี ย่อมเป็นเหตุผลที่ดีในการลงทุนดังกล่าวนอกจากนี้วัคซีน KU-VAC1มีศักยภาพพอในการส่งไปขายต่างประเทศโดยมีความเป็นไปได้สูงของการเกิดภูมิคุ้มกันที่มีต่อเห็บโคชนิดใกล้เคียงกันในภูมิภาคนี้ครับ

    คุณผู้ฟังครับหากท่านใดสนใจวิธีการผลิตยาฆ่าเห็บโคจากพืช หรือสนใจวัคซีนต่อต้านเห็บโค ท่านสามารถติดต่อได้ที่ รศ.ดร.ณรงค์ จึงสมานญาติ และรศ.ดร.สถาพร จิตตปาลพงศ์คณะสัตวแพทยศาสตร์   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โทร. 02-579-0524 หรือคุณผู้ฟังจะติดต่อมาทางรายการก็ได้ครับ โดยเขียนจดหมายและจ่าหน้าซองมายัง “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 ครับสำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง พัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากไขมันกะทิในบ่อน้ำเสีย/วิทยา ปั้นสุวรรณ

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 17 เดือน มกราคม พ.ศ. 2558

    เรื่อง พัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากไขมันกะทิในบ่อน้ำเสีย

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา  

    ……………………………………………………………………………………… 

    -เพลงประจำรายการ-

     

              สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

              ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ถึงจะเป็นฤดูหนาว แต่บางวันก็ร้อน บางวันฝนก็ตก อย่างไรก็ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ  วันนี้กระผมก็มีผลงานวิจัยที่น่าสนใจมาฝากคุณผู้ฟังครับ เป็นผลงานของ รศ.ดร.วิทยา ปั้นสุวรรณ สังกัด ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาฟังวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้กันน่ะครับ มันคือ การพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากไขมันกะทิในบ่อน้ำเสียครับ แค่เกริ่นมาก็พอจะทราบกันแล้วว่าเป็นการใช้วัตถุดิบเหลือใช้นำกลับมาใช้ประโยชน์ โดยใช้ปฏิกิริยาสามขั้นตอนด้วยความตั้งใจเป็นพิเศษในการหาสภาวะที่เหมาะสม ขั้นตอนที่หนึ่งคือ ขั้นปฏิกิริยาไฮโดรไลซีสโดยใช้กรดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เพื่อเปลี่ยนไขมันกะทิให้เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันอิสระที่ประกอบอยู่สูง น้ำมันที่มีกรดไขมันอิสระประกอบอยู่สูงถึง 83.32% โดยน้ำหนัก จะถูกใช้เป็นวัตถุดิบในปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชั่นโดยใช้กรดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของขั้นตอนที่สอง เพื่อลดค่ากรดไขมันอิสระและผลิตไบโอดีเซล ส่วนขั้นตอนที่สามคือปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน ซึ่งใช้เปลี่ยนไตรกลีเซอไรด์ให้เป็นไบโอดีเซล ซึ่งไบโอดีเซลของไขมันกะทิจะถูกประเมินคุณภาพเชื้อเพลิง และพบว่าคุณสมบัติส่วนมากผ่านมาตรฐานของ ASTM และ EN ครับคุณผู้ฟัง

    -เพลงคั้นรายการ-

              คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า ไบโอดีเซล (Biodiesel) เป็นพลังงานสะอาดที่สามารถผลิตได้จากไขมันพืชและไขมันสัตว์ มีค่าซีเทนนัมเบอร์สูงกว่าน้ำมันดีเซล ไม่มีสารอะโรเมติก ไม่มีซัลเฟอร์ มีออกซิเจนประกอบ 10-11 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ทำให้ไบโอดีเซลปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) ก๊าซไฮโดรคาร์บอน ฝุ่นละออง จากการเผาไหม้ต่ำกว่าน้ำมันปิโตรเลียม จากการรายงานแห่งชาติ (Review of Nation communication: A case of Thailand, s Climate Chang Action plan) ที่รายงานสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC (2553) พบว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปลดปล่อยจากภาคขนส่งมากที่สุดนะครับ ที่ 34,476,600 ตัน รองลงมาคือภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรม ที่ 28,093,500 ตัน และ 12,207,500 ตัน ตามลำดับ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากปิโตรเลียมเป็นหลักครับ กระทรวงพลังงานจึงได้กำหนดนโยบายในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เช่น ไบโอดีเซล ซึ่งเป็นการสานต่อโครงการตามแนวพระราชดำริ ไบโอดีเซลเป็นพลังงานทดแทนที่ไม่เป็นพิษ ย่อยสลายได้ และมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล กรรมวิธีการผลิตไบโอดีเซลที่นิยมใช้ นั่นก็คือ กระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน (Transesterification) โดยใช้ไตรกลีเซอไรด์ในไขมัน และน้ำมันที่ได้จากสัตว์และพืช ทำปฏิกิริยากับเมทานอล โดยมีตัวเร่งปฏิกิริยาคือ โปตัสเซียมไฮดรอกไซด์ หรือโซเดียมไฮดรอกไซด์ เพื่อผลิตเป็นอัลคิลเอสเทอร์ หรือ ไบโอดีเซลนั่นเองครับคุณผู้ฟัง โดยปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณผลผลิตไบโอดีเซล และความคุ้มค่าของกระบวนการ มีหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น ชนิดของแอลกอฮอล์ อัตราส่วนของแอลกอฮอล์ต่อน้ำมัน อุณหภูมิที่ทำปฏิกิริยา ระยะเวลาในการทำปฏิกิริยา ชนิดของตัวเร่งปฏิกิริยา ปริมาณน้ำที่เจือปนอยู่ และปริมาณกรดไขมันอิสระ(Free fatty acid) ซึ่งจะส่งผลกระทบกับกระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน ในขั้นตอนการผลิตไบโอดีเซล โดยกรดไขมันอิสระเมื่อทำปฏิกิริยากับเบสที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และมีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่จะทำให้เกิดสบู่ ซึ่งสบู่จะทำให้มีการแยกไบโอดีเซลออกจากกลีเซอรีนที่เป็นผลิตภัณฑ์ร่วมแยกออกจากกันได้ยากในขั้นตอนการล้างน้ำ การกำจัดกรดไขมันอิสระออกจากไขมัน หรือน้ำมันก่อนการผลิตไบโอดีเซลด้วยกระบวนการเอสเทอริฟิเคชัน (Esterification) ด้วยการใช้กรดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับไขมัน หรือน้ำมันที่มีกรดไขมันอิสระประกอบอยู่สูง

    โดยงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าวัตถุดิบส่วนมากที่นิยมใช้ในการผลิตไบโอดีเซล นั่นคือ น้ำมันปาล์ม และน้ำมันที่ผ่านการทอดแล้วเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโดดีเซล เนื่องจากหาได้ง่าย มีปริมาณมาก และราคาไม่แพง

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ วัตถุดิบหลักในการวิจัยในครั้งนี้ก็คือ ไขมันกะทิในบ่อน้ำเสีย ซึ่งปัญหาของบริษัทอำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด คือ เนื่องจากบริษัทเป็นโรงงานผลิตกะทิ มีกะทิรั่วไหลลงสู่บ่อน้ำเสียแล้วจับตัวกันเป็นก้อนไขมันแข็งลอยตัวอยู่เหนือน้ำเสียของบ่อบำบัดน้ำเสีย ซึ่งโรงงานต้องตักเอาก้อนไขมันออกจากน้ำเสียวันละประมาณ 2-3 ตัน เพื่อจะนำน้ำเสียไปผลิตเป็นแก๊สชีวภาพ เพราะจุลินทรีย์ที่ผลิตแก๊สชีวภาพไม่สามารถย่อยสลายก้อนไขมันได้ ซึ่งก้อนไขมันที่ตักออกจะนำไปกองไว้ทำให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมเป็นมลพิษทางด้านอากาศในการส่งกลิ่นอันไม่พึ่งประสงค์ต่อชุมชนใกล้เคียงได้ ซึ่งทางโรงงานต้องหาวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อกระบวนการผลิตและสิ่งแวดล้อม โดยวิธีที่น่าสนใจ คือการเพิ่มมูลค่าของก้อนไขมันจำนวนมากโดยการผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซลใช้ภายในโรงงาน

              คุณผู้ฟังครับ ไบโอดีเซล คือน้ำมันพืช หรือน้ำมันสัตว์ที่แปรรูปเป็นอัลคิลเอสเทอร์ของกรดไขมันซึ่งได้จากกระบวนการเคลื่อนย้ายหมู่เอสเทอร์ ระหว่างสารตั้งต้นไตรกลีเซอไรด์กับแอลกอฮอล์ที่มีสายโซ่คาร์บอนสั้นไบโอดีเซลโดยทั่วไปมีองค์ประกอบที่มีลักษณะโมเลกุลใกล้เคียงกับน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล ซึ่งสามารถผลิตและพัฒนาได้จากไขมัน หรือน้ำมันพืชและสัตว์ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะมุ่งไปที่เมทิลเอสเทอร์ของกรดไขมันที่เตรียมได้จากปฏิกิริยาการเคลื่อนย้ายหมู่เอสเทอร์โดยใช้ไตรกลีเซอไรด์ในน้ำมันและไขมันที่ได้จากพืช และสัตว์กับเมทานอลมากที่สุดครับ

              การศึกษาวิจัยในครั้งนี้แบ่งขั้นตอนการศึกษาออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ การเตรียมน้ำมันจากไขกะทิในบ่อน้ำทิ้ง การวิเคราะห์หาองค์ประกอบของกรดไขมันในบ่อน้ำทิ้ง การผลิตไบโอดีเซลแบบ 2 ขั้นตอน คือกระบวนการทำเอสเทอริฟิเคชัน เพื่อลดปริมาณกรดไขมันอิสระของน้ำมันที่เตรียมขึ้นให้ต่ำกว่า 2% แล้วจึงทำกระบวนทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน เพื่อผลิตเมทิลเอสเทอร์ของกรดไขมัน (ไบโอดีเซล) และการตรวจสอบคุณภาพของน้ำมันไบโอดีเซลที่ได้จากการผลิต ช่วงหน้ามาฟังสรุปการทดลองกันนะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     มาสรุปผลการทดลองกันครับ

    1. จากการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการเปลี่ยนไขมันกะทิให้เป็นน้ำมันที่ประกอบด้วยกรดไขมันอิสระสูง คือการไฮโดรไลซิสโดยใช้กรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น 5% ที่อุณหภูมิ 100 oC จึงเหมาะสมที่จะใช้ในการเตรียมน้ำมันจากไขกะทิ และจากการเตรียมน้ำมันโดยใช้กรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น 5% พบว่ามีตะกอน 16 % และมีน้ำอยู่ 61.22%

    สรุปวิธีการเตรียมน้ำมันจากไขกะทิในน้ำเสียของโรงานกะทิที่เหมาะสม

    - เก็บตัวอย่างไขกะทิจากบ่อน้ำเสียของโรงงานกะทิ นำมากรองผ่านตะแกรงเพื่อกำจัดน้ำที่เก็บติดมา 1คืน            

    - นำไขกะทิจากบ่อน้ำเสียโรงงานกะทิที่ผ่านการกรองน้ำแล้ว มาเติมกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น 37% โดยอัตราส่วนของไขมันต่อกรดไฮโดรคลอริก เท่ากับ 100:5 (wt./v) ให้ความร้อนจากอุณหภูมิห้องจนกระทั่งถึง 100 องศาเซลเซียส ควบคุมเวลาจากอุณหภูมิห้องถึง100 องศาเซลเซียส 30 นาที โดยกำหนดอัตราความเร็วรอบในการกวน 500 รอบต่อนาที

    - เมื่อถึงอุณหภูมิที่กำหนดให้ทำการกรองทันทีเพื่อแยกกากมะพร้าวออกจากน้ำมัน โดยการกรองผ่านเครื่องกรองสูญญากาศ ของเหลวที่ได้จากข้อ 2 จะมีน้ำผสมอยู่กับน้ำมันที่ได้ ดั้งนั้นต้องนำมาทำการแยกน้ำออกจากน้ำมัน โดยตั้งทิ้งไว้ให้แยกชั้นประมาณ 15 นาที โดยชั้นบนจะเป็นน้ำมันส่วนชั้นล่างจะเป็นน้ำ แล้วไขชั้นล่างทิ้งก็จะได้น้ำมันออกมา

    - นำน้ำมันที่ได้ไปอบเพื่อระเหยน้ำออกอีก 30 นาที ก็จะได้น้ำมันที่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง

    1. สภาวะที่เหมาะสมที่สุดในการทำปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน เพื่อลดปริมาณกรดไขมันอิสระของน้ำมันที่เตรียมขึ้นให้ต่ำกว่า 2% คือการใช้อัตราส่วนโดยโมล ของเมทานอลต่อน้ำมันเท่า 10:1 เติมตัวเร่งปฏิกิริยากรดไฮโดรคลอริก โดยใช้ระยะเวลาในการทำปฏิกิริยา 1 ชั่วโมง อัตราเร็วในการกวน 400 รอบต่อนาที จะทำให้ปริมาณกรดไขมันอิสระลดลงเหลือ 68 %
    2. สภาวะที่เหมาะสมที่สุดในการทำปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน เพื่อเปลี่ยนไตรกลีเซอไรด์เป็นเมทิลเอสเทอร์ คือการใช้อัตราส่วนโดยโมล ของเมทานอลต่อน้ำมันเท่า 6:1 ความเข้มข้นตัวเร่งปฏิกิริยาโพแทสเซียมไฮดรอกไวด์ 1 %wt( ต่อน้ำหนักของน้ำมัน) โดยใช้ระยะเวลาในการทำปฏิกิริยา 1 ชั่วโมง อัตราเร็วในการกวน 400 รอบต่อนาที จะทำให้เปอร์เซ็นต์เมทิลเอสเทอร์สูงถึง 45 %
    3. คุณสมบัติของไบโอดีเซลที่เตรียมได้จากน้ำมันไขกะทิมีค่าอยู่ในเกณฑ์ ของไบโอดีเซลชุมชนที่กำหนดโดยกรมธุรกิจพลังงาน

    -เพลงคั่นรายการ-

              จากงานวิจัยที่ได้นี้นะครับ ทางบริษัทอำพลฟูดส์ได้นำไปขยายผลต่อ คือการสร้างโรงงานผลิตน้ำมันที่มีกรดสูงจากปฏิกิริยาการไฮโดรไลซีสของไขมันกะทิ เพื่อจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์อีกหนึ่งชนิดของโรงงาน ซึ่งถือว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริงครับ เห็นไหมครับว่า ผลงานการคิดค้นวิจัยในครั้งนี้เป็นประโยชน์มากในแง่ของการนำวัตถุดิบเหลือใช้จากกระบวนการผลิตในโรงงานนำกลับมาแปรรูปเป็นพลัง หรือผลิตภัณฑ์เพื่อใช้เพิ่มรายได้ และยังสามารถช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้ หวังว่าคุณผู้ฟังน่าจะเห็นแนวทางที่ดีในการคิดผลงานวิจัยชิ้นนี้ของ รศ.ดร.วิทยา ปั้นสุวรรณ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นะครับ

              สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุ เรื่อง การผลิตกล้ายางพาราเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตยางพาราของประเทศ/วีระศรี เมฆตรง

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 18  เดือน ตุลาคม  พ.ศ. 2556

    เรื่อง การผลิตกล้ายางพาราเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตยางพาราของประเทศ

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา 

    …………………………………………………………………………………………………… 

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ 

    สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่าน พบกันอีกครั้งน่ะครับ ช่วงนี้ฝนตกบ่อยดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยน่ะครับ วันนี้เรามาฟังกันเรื่องการผลิตกล้ายางพันธุ์ดีที่มีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้นๆที่สามารถส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตน้ำยางให้สูงขึ้นครับ  เนื่องจากต้องมีการปลูกสร้างสวนยางใหม่อยู่ทุกปีไม่ว่าจะเป็นการปลูกในพื้นที่ใหม่หรือการปลูกทดแทนสวนเก่าที่เสื่อมสภาพไป  สถาบันวิจัยยางได้ประเมินการปลูกยางในภาพรวมไว้ที่ประมาณ 3-4 แสนไร่ต่อปีซึ่งจะต้องใช้ต้นกล้ายางพันธุ์ดีถึงปีละกว่า 40 ล้านต้น แต่ด้วย การที่ต้องผลิตเป็นจำนวนมากจึงเป็นไปได้ที่กล้ายางบางส่วนอาจไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งก็จะส่งผลถึงปริมาณและคุณภาพของน้ำยางพาราและเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงขึ้น   การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ การใช้เทคโนโลยีและวิชาการใหม่ๆ ตลอดจนการลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย จึงเป็นแนวทางสำคัญอย่างยิ่งที่จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการผลิตยางพาราของประเทศได้ครับ  ดังนั้นโครงการวิจัยของนางวีระศรี เมฆตรง ศูนย์วิจัยระบบนิเวศเกษตร สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร จึงมีเป้าหมายในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาและปรับปรุงการผลิตกล้ายางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และได้ต้นกล้าที่สมบูรณ์ตามมาตรฐาน มีเปอร์เซ็นต์รอดตายสูง  ซึ่งจะต้องดำเนินการตั้งแต่ การจัดการด้านเมล็ดพันธุ์  การจัดการแปลงเพาะต้นตอตลอดถึงการใช้วัสดุปลูกที่เหมาะสมเพื่อเลี้ยงกล้าให้สมบูรณ์และขนย้ายได้สะดวกในปริมาณมาก ๆ ครับ ช่วงนี้พักกันสักครู่น่ะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ ช่วงนี้เรามาฟังกันในวิธีของการวิจัยกันนะครับ

    วิธีของการวิจัยมีดังนี้ครับ

    การทดลองที่ 1    การพัฒนาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ของยางพาราสำหรับการผลิตต้นตอยาง

    ของขนาดเมล็ดที่มีต่อคุณภาพของเมล็ด

    1. ใช้เมล็ดพันธุ์ RRIM600 ที่เก็บเกี่ยวจากแปลงเกษตรกร บริเวณสถานีวิจัยสิทธิพรกฤดากร จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2553 และส่งเข้าห้องปฏิบัติการเมล็ดพันธุ์ ภาควิชา พืชสวน คณะเกษตร
    2. ชั่งน้ำหนัก 100 เมล็ด ของเมล็ดที่มีอายุ 2, 5, 10, 15, 20, 25 และ 30 วันหลังเก็บเกี่ยว

    (จำนวน 3 ซ้ำ)

    1. เพาะทดสอบความงอกของเมล็ดในกระบะทรายที่ฆ่าเชื้อแล้ว โดยใช้เมล็ดที่มีอายุ 2, 5, 10, 15 และ 20 วันหลังเก็บเกี่ยว

    การทดลองที่ 2 การศึกษาการจัดการแปลงเพาะต้นตอยางพารา

              ปัจจัยที่ศึกษามี  3 ปัจจัยคือ

    1. ความลึกของแปลงเพาะต้นตอยางพารามี 2 ระดับ คือ
      • ลึก 20 เซนติเมตร
      • ลึก 30 เซนติเมตร
    2. วัสดุปลูก 7 ชนิด ส่วนผสมเป็นสัดส่วนโดยปริมาตรของดินเดิมแปลงปลูก มีส่วนผสมดังนี้
      • ขุยมะพร้าว:ดิน 1:1
      • ขุยมะพร้าว:ดิน 2:1
      • ขุยมะพร้าว:ดิน:ทราย 1:1:1
      • กาบมะพร้าวสับ:ดิน 1:1
      • กาบมะพร้าวสับ:ดิน 2:1
      • กาบมะพร้าวสับ: ดิน:ทราย 1:1:1
    3. การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินในแปลงเพาะ
      • ปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด 200 ก.ก./ไร่
      • ปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด 400 ก.ก./ไร่           

        -วางแผนการทดลองโดยใช้แปลงทดลองขนาด  2×4  เมตร  จำนวน   84  แปลง

    การทดลองที่ 3 การทดสอบภาชนะปลูกและวัสดุปลูกที่เหมาะสมกับต้นตอยางพารา

    1. วัสดุปลูกที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ มี 3 ชนิดได้แก่  ดินเหนียว  ขุยมะพร้าว ขี้เลื้อย
    2. ภาชนะปลูกที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ ได้แก่  ถุงขนาด 4×13 นิ้ว และ 6×14 นิ้ว
    3. เชื้อไมคอร์ไรซา
    4. แผนผังการทดลองเป็นแบบ Factorial Randomized Complete Block Design จำนวน 4 ซ้ำแต่ละซ้ำใช้เมล็ดยางพารา 16  ตัวอย่าง  ครับคุณผู้ฟัง ช่วงนี้พักกันสักครู่น่ะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อน่ะครับ มาฟังผลและวิจารณ์กันน่ะครับ

    การทดลองที่ 1    การพัฒนาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ยางพาราสำหรับการผลิตต้นตอยาง  เป็นการศึกษาอิทธิพล

    ของขนาดเมล็ดที่มีต่อคุณภาพของเมล็ดน้ำหนัก 100 เมล็ดชั่งน้ำหนัก 100 เมล็ดของเมล็ดที่มีอายุ 2, 5, 10, 15, 20, 25 และ 30 วันหลังเก็บเกี่ยว  โดยบันทึกข้อมูลระหว่างวันที่ 6 สิงหาคม – 3 กันยายน พ.ศ. 2553 ในสภาพอุณหภูมิห้องซึ่งมีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 27.5 – 30.5 องศาเซลเซียส พบว่า ในระยะ 5 วันแรก เมล็ดมีอัตราการสูญเสียน้ำหนักสดค่อนข้างสูงและยังลดลงอย่างต่อเนื่อง (ตาราง 1) เมล็ดที่อายุ 2-5 วันหลังเก็บเกี่ยวมีแนวโน้มว่ามีเปอร์เซ็นต์ความชื้นในเมล็ดสูงที่สุด จึงน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนให้เมล็ดยางพารามีเปอร์เซ็นต์ความงอกลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากเมล็ดหล่นจากต้นและเก็บเมล็ดไว้ในสภาพปกติ คือ อุณหภูมิห้อง ทั้งนี้เนื่องจากเมล็ดพืชบางชนิดจะสูญเสีย การเจริญเติบโตได้ ถ้าความชื้นในเมล็ดต่ำลง เช่น จากการศึกษาถึงความชื้นของเมล็ด เมเปิ้ลพบว่าเมล็ดมีความชื้น 58 เปอร์เซ็นต์เมื่อเมล็ดแก่ในเดือนมิถุนายน และจะสูญเสีย การเจริญเติบโตเมื่อความชื้นลดลงมาเหลือ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมล็ดยางจะมีการเจริญเติบโตนานขึ้น

    คุณผู้ฟังครับ ในการประเมินผลการทดสอบการงอกของเมล็ดพิจารณาที่ความสามารถในการงอก ของเมล็ดโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์การงอกทั้งหมดของเมล็ด สำหรับค่าประเมินอัตราการงอก พิจารณาจากค่า Mean Germination Time หรือ MGT ซึ่งเป็นค่าที่ใช้สำหรับการประเมินความแข็งแรงของเมล็ดเปอร์เซ็นต์การงอกทั้งหมดของเมล็ด  เมล็ดมีความงอกต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์  ความงอกลดลงตามอายุการเก็บรักษาที่มากขึ้น และสูญเสียความงอกทั้งหมดตั้งแต่อายุ 15 วันหลังเก็บเกี่ยว แสงมีผลต่อเปอร์เซ็นต์ความงอก  คือเมื่ออายุการเก็บรักษามากขึ้นเมล็ดที่เพาะในที่มืดจะมีความงอกสูงกว่าในที่สว่าง และเมื่อพิจารณาค่า MGT พบว่า การเพาะในที่สว่างมีแนวโน้มว่ามีค่า MGT ต่ำกว่าเมื่อเพาะในที่มืด ครับคุณผู้ฟัง คุณผู้ฟังครับ เมล็ดที่อายุหลังเก็บเกี่ยวมากขึ้น มีแนวโน้มว่าจะให้จำนวนต้นกล้าปกติลดน้อยลง แต่ต้นกล้าที่ได้มีอัตราการเจริญเติบโตสูงมากกว่าต้นกล้าที่เกิดจากเมล็ดที่เก็บรักษาไว้ในระยะเวลาน้อยกว่า ครับ 

    มาต่อกันที่การทดลองที่ 2 กันน่ะครับ การศึกษาการจัดการแปลงเพาะต้นตอยางพารา

        1.ขุดดินเดิมในแปลงทดลองออกตามความลึกที่กำหนด 20 และ 30 เซนติเมตร แล้วผสมวัสดุปลูกตามอัตราส่วนของตำรับทดลอง อัดส่วนผสมในแปลงให้แน่นเพื่อป้องกันการยุบตัวระหว่างการทดลอง

    1. เพาะเมล็ดยางพาราโดยชักร่องตามความยาวของแปลง แปลงละ 3 แถว ระยะห่างระหว่างแถวเท่ากับ 90  เซนติเมตร   เว้นขอบแปลงข้างละประมาณ 5 เซนติเมตร    ขุดร่องลึกประมาณ 8-10 เซนติเมตร   โรยปุ๋ยคอกปั้นเม็ดในร่องแปลง ตำรับปุ๋ยอัตรา 200 กก./ไร่  ใช้ปุ๋ยแปลงละ 1 กก.   และตำรับปุ๋ยอัตรา 400 กก./ไร่  ใช้ปุ๋ยแปลงละ 2 กก.    

    - หยอดเมล็ดวันที่ 10 สิงหาคม 2553     โดยวางเมล็ดยางพาราลงร่องแปลง  ใช้เมล็ดในอัตรา  500 กก./ไร่ (เท่ากับ 1 แปลงใช้เมล็ดยาง  2.5 กก.)  กลบวัสดุปลูกให้เท่าระดับดินในแปลง

    - ใช้เมล็ดยางพาราพันธุ์ RRIM  600  ที่มีอายุ  7  วันหลังเก็บจากต้น ผลการทดลอง   ยังไม่สามารถบันทึกข้อมูลการเจริญเติบโตได้

     มาต่อกันกับการทดลองที่ 3 น่ะครับ การทดสอบภาชนะปลูกและวัสดุปลูกที่เหมาะสมกับต้นตอยางพารา

              การศึกษาอิทธิพลของภาชนะปลูกและวัสดุปลูกต่อการเติบโตของต้นตอยางพาราได้ทำการเพาะเมล็ดยางพาราเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 และได้ทำการเก็บข้อมูลการเติบโตของต้นตอยางพาราทุกเดือน ซึ่งมีผลการทดลองดังต่อไปนี้

    การเติบโตทางความสูง

                       เมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 1 เดือน ต้นตอยางพารามีความสูงเฉลี่ย  24.80 เซนติเมตร  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ  26.37 เซนติเมตร   

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 2 เดือน ต้นตอยางพารามีความสูงเฉลี่ย  36.84 เซนติเมตร  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ 38.52 เซนติเมตร ครับ

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 3 เดือน ต้นตอยางพารามีความสูงเฉลี่ย  41.78 เซนติเมตร  แต่ต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็กมีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ  44.04 เซนติเมตรครับ

    และเมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 4 เดือน ต้นตอยางพารามีความสูงเฉลี่ย  47.06 เซนติเมตร  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็กมีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่ และต้นตอ ยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ 50.46 เซนติเมตร ครับ

              จากการทดสอบทางสถิติพบว่าความสูงเฉลี่ยของต้นตอยางพาราอายุ 1 เดือนและ 4  เดือนที่ปลูกในวัสดุปลูกต่างชนิดกันมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% แต่ความสูงเฉลี่ยต้นตอยางพาราที่ปลูกในภาชนะขนาดต่างกันไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ ครับ ช่วงนี้พักกันสักครู่น่ะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              อัตราการเติบโตทางความสูง

              ภายหลังการปลูกต้นตอยางพาราได้ 1 เดือน  พบว่า ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ย  24.80 เซนติเมตร/เดือน  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ยต่อเดือนมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีอัตรา การเติบโตทางความสูงเฉลี่ยต่อเดือนมากที่สุด คือ  26.37 เซนติเมตร/เดือน   

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 2 เดือน  ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ย  12.06 เซนติเมตร/เดือน โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวผสมขุยมะพร้าวมีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ 12.62 เซนติเมตร/เดือน 

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุ 3 เดือน มีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ย  4.41 เซนติเมตร/เดือน  แต่ต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็กมีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวผสมเชื้อไมคอร์ไรซามีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ  5.12 เซนติเมตร/เดือน 

    และเมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 4 เดือน ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ย  4.48 เซนติเมตร/เดือน  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็กมีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ 5.61 เซนติเมตร/เดือน 

              อัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น

              ภายหลังการปลูกต้นตอยางพาราได้ 1 เดือน พบว่า ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางเส้น       ผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย  0.25 เซนติเมตร/เดือน  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวผสมขุยมะพร้าวมีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางมากที่สุด คือ  0.26 เซนติเมตร/เดือน    

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 2 เดือน  ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย  0.04 เซนติเมตร/เดือน  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวผสมเชื้อไมคอร์ไรซา, ดินเหนียวผสมขี้เลื้อย และ ดินเหนียวผสมขี้เลื้อยและเชื้อไมคอร์ไรซามีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากที่สุด คือ 0.05 เซนติเมตร/เดือน 

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุ 3 เดือน ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย  0.06 เซนติเมตร/เดือน โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวผสมขุยมะพร้าวมีอัตราการเติบโตทางเส้น ผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากที่สุด คือ  0.08 เซนติเมตร/เดือน 

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุ 4 เดือน ต้นตอมีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย 0.05 เซนติเมตร /เดือน  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวและดินเหนียวผสมเชื้อไมคอร์ไรซามีอัตราการเติบโต ทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากที่สุด คือ 0.06 เซนติเมตร/เดือน 

              จากการทดสอบทางสถิติพบว่าอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยต้นตอยางพาราที่อายุ 1, 2, 3 และ 4 เดือนที่ปลูกในภาชนะขนาดต่างกันมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95%  และอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยของต้นตอยางพาราที่อายุ 1 เดือนที่ปลูกในวัสดุปลูกต่างชนิดกันมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ครับคุณผู้ฟัง 

    มาฟังสรุปและข้อเสนอแนะกันครับ

    ในเบื้องต้นสามารถสรุปได้ว่า การลดลงของความชื้นในเมล็ดหลังจากเก็บเกี่ยว มีผลต่อการสูญเสีย  การเจริญเติบโตของเมล็ดยางพารา  ขนาดของภาชนะปลูกและวัสดุปลูกชนิดต่าง ๆ น่าจะมีผลต่อการเจริญ เติบโตของต้นตอยางพาราครับคุณผู้ฟัง

    สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง “มะม่วงดองไร้สารพิษ”

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่12 เดือนเมษายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง  มะม่วงดองไร้สารพิษ

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา 

    …………………………………………………………………………………………………….. 

    -เพลงประจำรายการ-

     สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อนชื้น ด้วยสภาพภูมิอากาศเช่นนี้จึงส่งผลให้ประเทศไทยมีผลิตผลทางการเกษตรอย่างมากมายครับ อย่างเช่นผลไม้ยังไงล่ะครับ คุณผู้ฟังคงจะเห็นด้วยนะครับว่า ประเทศไทยของเรานั้น มีผลไม้หลายชนิด หลายสายพันธุ์ ให้เราได้เลือกรับประทานกันได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น เงาะ ทุเรียน ส้ม มังคุด มะม่วง ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย และอีกมากมายหลายชนิดเลยครับ  แต่ด้วยสภาพอากาศในประเทศไทยที่เป็นภูมิอากาศแบบร้อนชื้นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงส่งผลให้ผลผลิตที่ได้เก็บเกี่ยวมาแล้วไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน ทำให้เกิดการเน่าเสียได้ง่าย ดังนั้น คนไทยจึงได้คิดค้นวิธีการถนอมอาหารในรูปแบบต่างๆ ขึ้น เพื่อเป็นการแปรรูปให้อาหารอยู่ได้นาน และสามารถเก็บไว้รับประทานนอกฤดูกาลได้ครับ ซึ่งการถนอมอาหารเป็นภูมิปัญญาไทยที่มีมาช้านาน ตั้งแต่สมัยโบราณและยังปฏิบัติสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน ซึ่งวิธีการถนอมอาหารที่นิยมวิธีการหนึ่งก็คือ การดอง นั่นเองครับ

    การดอง คือ การถนอมอาหารด้วยการแช่อาหารลงในน้ำเกลือหรือน้ำส้มสายชูครับ ซึ่งน้ำเกลือและน้ำส้มสายชูสามารถยับยั้งการเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุให้อาหารเน่าเสียและยังช่วยเก็บอาหารได้นาน ทำให้อาหารมีรสชาติแปลกขึ้น การใช้น้ำเกลือในการดองจะต้องมีความเข้มข้น 5% – 8% หรือ เกลือ 5 กรัม ต่อ น้ำ 95 กรัม หมักอาหารไว้ 3-5 วัน ก็จะเกิดกรดหรือรสเปรี้ยวป้องกันการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ส่วนการใช้น้ำส้มสายชูในการดอง คือการแช่ชิ้นอาหารในน้ำส้มสายชูหรือปรุงรสน้ำส้มสายชูด้วยน้ำตาล เกลือ และเครื่องเทศให้มีรสชาติกลมกล่อมครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ ถึงแม้การดองจะช่วยถนอมอาหาร และเพิ่มรสชาติของอาหารให้มีรสแปลกใหม่ขึ้น แต่ปัจจุบันมีการสำรวจมาแล้วครับว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการดอง ไม่ว่าจะเป็นผักดอง หรือผลไม้ดอง  ส่วนใหญ่ตรวจพบได้ว่ามีสารเจือปนระหว่างการดองทั้งสิ้น แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละสถานประกอบการครับ และวันนี้สิ่งที่กระผมจะพูดถึงนั้นก็คือการทำมะม่วงดองไร้สารพิษครับ

    เมื่อพูดถึงการทำมะม่วงดองแล้ว บ้านเรามีความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาหลากหลายและไม่มีหลักเกณฑ์ทางวิชาการที่แน่นอน ทำให้ปฏิบัติกันอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ ประกอบกับมีการใช้ผงดอง ตลอดจนสารเจือปนต่างๆ ในปริมาณและชนิดที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้มะม่วงดองมีอายุการเก็บนานโดยมิได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค

    ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการทำโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มะม่วงเพื่อเพิ่มมูลค่าและการส่งออก โดยทีมงานนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีคุณมณฑาทิพย์ ยุ่นฉลาด นักวิจัยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร เป็นหัวหน้าโครงการ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรรมวิธีการผลิตมะม่วงดองและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น ยืดอายุการเก็บรักษา และมีความปลอดภัยในการบริโภคครับ

    คุณผู้ฟังครับ การวิจัยได้เริ่มจากการสำรวจกระบวนการผลิตในโรงงานผักผลไม้ดองในภาคกลาง ภาคเหนือ  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ในอุตสาหกรรมการดองมะม่วงส่วนใหญ่ไม่กล้าเสี่ยงต่อการดองโดยใช้เกลือเพียงอย่างเดียว เพราะไม่สามารถควบคุมสภาพการดองไม่ให้เน่าเสีย เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆได้ ส่วนกลุ่มแม่บ้านหลายแห่งก็มีวิธีการเช่นเดียวกันกับที่ใช้ในโรงงาน แต่ส่วนใหญ่นิยมใช้ผงดองมะม่วงที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป ซึ่งพบว่าสารเจือปนต่างๆ ที่ใช้ดองมะม่วงในโรงงานและใช้เป็นส่วนผสมของผงดองนั้นมีเกลือเป็นหลักและผสมสารอื่นอีกหลายชนิด ซึ่งสารเจือปนที่ผู้ผลิตนิยมใช้และอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค ได้แก่

              แซคคาริน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ขันฑสกรหรือดีน้ำตาล เป็นสารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน มีราคาถูกกว่าน้ำตาล  จึงทำให้พ่อค้าแม่ค้านิยมนำมาใส่ในผลไม้  เพื่อเพิ่มความหวาน  โดยที่ไม่รู้ว่า  สารชนิดนี้นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้วยังมีโทษอีกด้วย เพราะถ้าร่างกายได้รับสารนี้เข้าไปในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น  จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะได้ครับ

              สารส้ม เป็นสารประกอบของอลูมิเนียม ซึ่งมีผลการวิจัยออกมาว่าอาจมีผลต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์  และจากการศึกษาวิจัยพบว่า มะม่วงที่ดองไว้นานเกิน 3 เดือน จะเริ่มมีสีคล้ำ จึงจำเป็นต้องใส่สีเพื่อทำให้น่ารับประทานมากขึ้น ด้วยเหตุนี้หากร่างกายได้รับสีที่เป็นสารที่ใช้ผสมลงในอาหารอยู่เป็นประจำ อาจจะมีการสะสมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ครับ

              ทั้งนี้ ทางโครงการวิจัยได้ศึกษาทดลองโดยใช้สารเจือปนชนิดที่มีการใช้ในโรงงานมะม่วงดองและใช้ผงดองมะม่วง โดยเจือปนในปริมาณที่กฎหมายอาหารและยากำหนด และหลีกเลี่ยงสารที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อทำให้สามารถนำผลงานวิจัยไปใช้แก้ปัญหาของผู้ประกอบการได้อย่างถูกต้องต่อไป เดี๋ยวช่วงหน้าเรามาฟังวิธีการทำมะม่วงดองไร้สารพิษกันครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ 

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ ก่อนอื่นเรามาเลือกพันธุ์มะม่วงกันก่อนครับ ซึ่งมะม่วงที่เหมาะในการดองนั้นควรใช้พันธุ์แก้วเขียว แก้วดำ และแก้วจุกครับ ที่สำคัญมะม่วงต้องแก่จัดและสดครับ หลังจากการเก็บเกี่ยวให้เก็บค้างคืนได้เพียงหนึ่งคืนครับ เพราะถ้านำมาดองด้วยขั้นตอนและวิธีที่ถูกต้อง จะได้มะม่วงที่มีเนื้อในเหลืองสวย เนื้อสัมผัสดีและกรอบแน่นน่ารับประทานครับ

              ส่วนวิธีการดองนั้น ขั้นแรกควรล้างมะม่วงให้สะอาด ก่อนบรรจุใส่ในไหหรือถัง จากนั้นเติมน้ำเกลือที่เติมไว้ในสัดส่วนมะม่วงต่อน้ำเกลือเท่ากับ 1 ต่อ 1 ใช้ถุงพลาสติกบรรจุน้ำหรือน้ำเกลือ รัดยางให้แน่น วางทับมะม่วงให้จมแล้วปิดฝา ดองประมาณ 1 เดือน จึงนำมาบริโภค  หรือทำมะม่วงดองปรุงรสได้ การดองในน้ำเกลือที่ระดับความเข้มของน้ำเกลือ 10-12% หมายถึง น้ำ 9 ส่วน กับเกลือ 1 ส่วน หรือ น้ำ 10 ส่วนกับเกลือ 1.36 ส่วน ซึ่งจะให้ผลในการดองดีที่สุดในช่วงระยะเวลาการดองตั้งแต่เริ่มแรกจนถึง 6 เดือน ถ้าต้องเก็บนานกว่านั้นควรเพิ่มความเข้มข้นของน้ำเกลือ ที่เก็บรักษาให้อยู่ในระดับความเข้มข้น ประมาณ 16 % หรือใช้ผงดอง มก. สูตร 1 โดยละลายผงดองด้วยน้ำ 10 กิโลกรัม ต่อมะม่วง 10 กิโลกรัม สูตรนี้เหมาะสำหรับมะม่วงที่จะเก็บไว้นานกว่า 6 เดือนก่อนนำไปแปรรูปครับ

              คุณผู้ฟังครับ การเลือกภาชนะในการดองก็มีส่วนสำคัญนะครับ ซึ่งภาชนะที่ใช้ในการดอง  สามารถใช้ถังพลาสติกเกรดเอ หรือถังไฟเบอร์กลาสครับ  การใช้ไหดองนั้น ถ้าไหมีคุณภาพต่ำ  เนื่องจากมีการเคลือบบาง ทำให้มีรูรั่วซึมหรือมีเนื้อพรุนมาก จะทำให้มีปัญหาในการดอง เพราะน้ำเกลือสามารถซึมผ่านได้ ระดับน้ำเกลือจึงลดลงเกิดช่องว่างของอากาศ ทำให้เชื้อราสามารถเจริญเติบโตได้ ซึ่งจะมีผลทำให้มะม่วงดองเน่าเสีย และเนื่องจากไหมีรูพรุนจึงมีการสะสมเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งจะทำให้เน่าเสียในการดองครั้งต่อๆ ไป จากการทดลองเปรียบเทียบการดองในไหและถังพลาสติก ในสภาพการดองเหมือนกันทุกประการ พบว่า การดองในถังพลาสติกไม่มีปัญหาการเน่าเสียเลยครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ จากการทดลองของทีมวิจัยพบว่า การดองมะม่วงโดยใช้น้ำเกลือเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอสำหรับการเก็บรักษาและได้มะม่วงดองที่มีคุณภาพดี แต่โดยทั่วไปแล้วโรงงานและผู้ดองมะม่วงส่วนมากไม่สามารถทำได้ เนื่องจากภาชนะดองที่ใช้ไม่สะอาดพอ จึงต้องใส่สารต่างๆ เพื่อป้องกันการเน่าเสีย และที่สำคัญคือการทำให้สภาพอากาศการดองอยู่ในสภาพไร้อากาศ ส่วนมากผู้ดองไม่สามารถปิดภาชนะให้มิดชิดและไม่สามารถควบคุมไม่ให้มีอากาศแทรกซึมเข้าไปในภาชนะที่ใช้ดองมะม่วงได้ ทำให้เชื้อราและฟิล์มยีสต์ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศสามารถเจริญได้และทำให้มะม่วงดองเน่าเสียค่ะ ผลจากการทดลอง กล่าวได้ว่า ถ้าสามารถปกปิดผิวหน้าของน้ำเกลือในภาชนะดอง ไม่ให้สัมผัสกับอากาศ จะไม่พบปัญหานี้เลย ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเติมสารเคมีหรือสารกันเสียใดๆ  เพื่อป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนี้ อุณหภูมิของการดองไม่ควรสูงเกินไป เพราะจะมีผลต่อคุณภาพของมะม่วง ซึ่งไม่ควรเกิน 30 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้การเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่เกี่ยวกับการดองให้ผลดีกับคุณภาพทางด้านกลิ่น รส และลักษณะเนื้อสัมผัสของมะม่วง ถ้าอุณหภูมิในโรงดองสูงขึ้นกว่านี้จะทำให้คุณภาพของการดองมะม่วงด้อยลง

              นอกจากนี้ทีมวิจัยยังเสนอแนะว่า มะม่วงดองสำเร็จ นอกจากจะขายเป็นมะม่วงดองทั้งผลแล้ว ควรทำเป็นผลิตภัณฑ์จากมะม่วงดองเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า และยังเป็นการสร้างงานให้กับคนไทยในท้องที่นั้นๆ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการรับจ้างแปรรูป และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ การทำธุรกิจมะม่วงดองจึงไม่ควรทำเพียงขั้นต้น แต่ควรแปรรูปต่อไปให้เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ได้แก่มะม่วงดองปรุงรส เป็นต้น ทางโครงการได้พัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในด้านกรรมวิธีการผลิต การควบคุมสุขลักษณะในการผลิตและยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเจือปนที่อาจเป็นอันตราย ช่วยเพิ่มปริมาณการจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศได้มากขึ้นด้วย และทำให้เกิดผลดีแก่ผู้บริโภคในประเทศ สามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยในการบริโภคครับ

              คุณผู้ฟังครับ วิธีการทำมะม่วงดองปรุงรสนั้น ทำได้โดยการนำมะม่วงดองมาล้างน้ำ ปอกเปลือก ฝานผ่าซีกและตัดเป็นชิ้นตามความยาวของผล แช่น้ำเพื่อลดความเค็มของเนื้อมะม่วงประมาณ 1 ชั่วโมง เปลี่ยนน้ำหลายๆครั้ง แล้วสรงขึ้นให้สะเด็ดน้ำใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ เตรียมน้ำดองปรุงรสตามสูตรสำหรับการแช่เนื้อมะม่วงดอง 12 กิโลกรัม โดยใช้น้ำตาลทรายขาว 5 กิโลกรัม เกลือ 200 กรัม กรดมะนาว 18 กรัม น้ำสะอาด 5.4 กิโลกรัม ต้มให้เดือด แล้วเติมน้ำส้มสายชู 1.4 กิโลกรัม กรองทิ้งไว้พออุ่น เทใส่เนื้อมะม่วงให้ท่วมแล้ววางถุงน้ำทับไม่ให้มะม่วงลอย แช่มะม่วง 1 คืน วันรุ่งขึ้น แยกเนื้อมะม่วงออก ต้มน้ำปรุงรสที่มีอยู่เดิมให้เดือด จุ่มเนื้อมะม่วงในน้ำปรุงรสและตักขึ้นทันที วางให้สะเด็ดน้ำ บรรจุถุงปิดผนึก แช่ตู้เย็นจะเก็บไว้ได้นานประมาณ 2 สัปดาห์ ถ้าบรรจุในถุงปิดผนึกแบบสุญญากาศแช่ตู้เย็นจะเก็บได้นาน 2-3 เดือน ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              นอกจากการบริโภคมะม่วงดองปรุงรสสด ยังสามารถนำมาทำเป็นมะม่วงปรุงรสอบแห้งได้ โดยนำมาอบที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ในตู้อบลมร้อน เป็นเวลา 6-8 ชั่วโมง ถ้าทำมะม่วงปรุงรสอบแห้งให้หั่นชิ้นมะม่วงเป็น 8 ชิ้น ต่อเนื้อมะม่วง 1 ซีก วางทิ้งไว้ในที่สะอาด ให้มะม่วงเย็นก่อน บรรจุใส่ถุง ปิดผนึกสามารถเก็บได้นาน 4 เดือนที่อุณหภูมิห้องครับ

              ทั้งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่การพัฒนากรรมวิธีการผลิตมะม่วงดองและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น ยืดอายุการเก็บรักษา และมีความปลอดภัยในการบริโภค ทางทีมผู้วิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการดองมะม่วงและการทำผลิตภัณฑ์ ด้วยการสาธิตและฝึกอบรมแก่กลุ่มแม่บ้าน โดยให้สูตรและวิธีการดองมะม่วง แล้วให้แม่บ้านทำการทดลอง และสอนวิธีการแปรรูปเป็นมะม่วงดองปรุงรส บรรจุถุงแช่เย็น และมะม่วงดองปรุงรสบรรจุขวดเก็บไว้ได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ในการสาธิตจะมีการเปรียบเทียบให้เห็นถึงผลดีผลเสียในการใช้วิธีการนี้กับผงดองที่แม่บ้านได้ซื้อมาใช้ ซึ่งจะเห็นว่า วิธีและสูตรของโครงการจะปลอดภัยและราคาถูกกว่า ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกลงได้กำไรมากขึ้นอีกด้วยครับ

              นอกจากการให้ความรู้เกี่ยวกับการทำมะม่วงดองแล้ว งานวิจัยนี้ยังได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหารในการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีในท้องถิ่น ตลอดจนการยืดอายุผลิตภัณฑ์ด้วยครับ เช่น การดองผักกาดเขียวปลี และการแปรรูปต่อเพื่อทำเกี้ยมฉ่าย การทำไข่เค็ม การทำกล้วยฉาบอบเนย การทำถั่วเคลือบน้ำตาล การทำน้ำอ้อย เป็นต้น

              ผลของการอบรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยี กลุ่มแม่บ้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและเห็นด้วยตามคำแนะนำของทีมวิจัย เพราะเล็งเห็นว่าจะทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตและคำนึงถึงผลกระทบที่อาจทำให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ มะม่วงที่ดองสำเร็จแล้วสร้างความพึงพอใจแก่กลุ่มแม่บ้านอย่างมาก เนื่องจากมีการเน่าเสียน้อยกว่าการดองด้วยวิธีเดิม ผลมะม่วงมีสีเหลืองสวย เนื้อกรอบแน่น ส่วนของผลิตภัณฑ์มะมวงปรุงรสตามสูตรที่แนะนำ ทำให้แม่บ้านสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้เป็นจำนวนมากตลอดปี เป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่กลุ่มแม่บ้านและเกิดการจ้างงานซึ่งเป็นอาชีพที่เหมาะและเข้ากับยุคเศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบันนี้เลยล่ะครับ

    เป็นอย่างไรบ้างครับคุณผู้ฟัง ได้ทราบสูตรการทำมะม่วงดองไร้สารพิษกันแล้ว คุณผู้ฟังลองนำเอาสูตรนี้ไปทำกันได้นะครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ และกระผมหวังว่า สาระในวันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ  สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุ เรื่อง “การปลูกและเกี่ยวกับมันฝรั่ง “

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 27  เดือน  ธันวาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง การปลูกและเกี่ยวกับมันฝรั่ง

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………….……………………………………

     -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือ เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

            คุณผู้ฟังครับ ใกล้ช่วงปีใหม่กันแล้วนะครับ เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความสุข เดือนแห่งงานเลี้ยงสังสรรค์ ปีใหม่นี้หลายคนอาจมีแผนไปเที่ยวหรือกลับบ้านเกิดตามภูมิลำเนา เพื่ออยู่กับครอบครัวอันเป็นที่รัก กระผมขออวยพรให้คุณผู้ฟังมีความสุขกายสุขใจในปีหน้าและปีต่อๆไป วันนี้ก็อีกเช่นเคยนะครับ กระผมก็มีผลงานวิจัยที่น่าสนใจมาฝาก เป็นผลงานเรื่อง มันฝรั่ง เป็นพืชเศรษฐกิจที่เราทุกต้องเคยรับประทานกันและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีครับ

    มันฝรั่ง เป็นพืชล้มลุกนะครับ อยู่ในตระกูล  พริก มะเขือ  มะเขือเทศ  ยาสูบ  ลักษณะลำต้นตรง  จะแตกกิ่งก้านมีความสูงอยู่ระหว่าง  50 – 100   เซนติเมตร  ขึ้นอยู่กับลักษณะประจำพันธุ์  ลำต้นโดยทั่วไป เมื่อตัดตามขวางจะกลวงและเป็นรูปสามเหลี่ยม  ใบเป็นแบบใบประกอบ ซึ่งประกอบด้วย   ใบยอด  และ ใบย่อย  ดอกจะมีสีขาว หรือสีม่วงอ่อนจนถึงม่วงเข้ม   ขึ้นอยู่กับพันธุ์ครับ    หัวมันฝรั่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของลำต้น ทำหน้าที่สะสมอาหารและขยายพันธุ์  ผิวของหัวมันฝรั่งจะมีรูเล็ก ๆ  ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการหายใจของหัวและถ่ายเทอากาศ  หัวมันฝรั่งจะขยายใหญ่ขึ้นหากปลูกมันฝรั่งในสภาพดินที่ชื้น   ซึ่งทำให้หัวมันฝรั่งที่เก็บเกี่ยวจะไม่สวย   นอกจากนั้นยังเป็นสาเหตุให้เชื้อโรคเข้าสู่ภายในหัวได้ง่ายด้วยครับ คุณผู้ฟังครับที่หัวมันฝรั่งจะมีตา  แต่ละตาจะแตกหน่อและเจริญเติบโตเป็นต้นต่อไป   จำนวนของตาต่อหัวขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพความอุดมสมบูรณ์ของหัว    หัวมันฝรั่งเป็นส่วนหนึ่งของลำต้นทำหน้าที่สะสมอาหารและขยายพันธุ์  บางครั้งหัวมันฝรั่งอาจเกิดขึ้นที่จุดต่อระหว่างใบและลำต้นในกรณีที่ใบไม่สามารถส่งอาหารไปเก็บไว้ที่หัวมันฝรั่งได้  เนื่องจากท่ออาหารถูกทำลายซึ่งเกิดขึ้นได้ในระหว่างการพูนโคน  การกำจัดวัชพืชหรือถูกเชื้อโรคและแมลงเข้าทำลายในส่วนของลำต้นครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ มันฝรั่งที่ปลูกในประเทศไทย  มีสองประเภทด้วยกันครับ นั่นคือ พันธุ์ที่ใช้บริโภคสดและพันธุ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูป  ซึ่งได้แก่  พันธุ์สปุนต้า  เป็นพันธุ์ของประเทศเนเธอร์แลนด์  เจริญเติบโตเร็วทรงต้นสูง  โคนต้นมีสีม่วง  ดอกสีขาว  ลักษณะหัวยาวใหญ่  ตาตื้น  ผิวสีเหลืองเรียบ  เนื้อในสีเหลือง  พันธุ์นี้เมื่อเก็บไว้นาน  ๆ  หัวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแก่เกือบดำ  ต้านทานแล้งได้ดีพอสมควร  ใช้ในการบริโภคสดได้ครับ

    ส่วนพันธุ์เคนนีเบค  เป็นพันธุ์จากสหรัฐอเมริกาและมีการผลิตหัวพันธุ์จำหน่ายในหลายประเทศด้วยกัน  อย่างเช่น  แคนาดา  เนเธอร์แลนด์  ออสเตรเลีย  นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยในปี  พ.ศ.  2521  โดยบริษัทแปรรูปมันฝรั่ง  ใช้เป็นพันธุ์ที่ใช้ในการแปรรูปเท่านั้นครับ  

    พันธุ์แอตแลนติค เป็นพันธุ์ที่มีถิ่นกำเนิดจากสหรัฐอเมริกา  มีการผลิตพันธุ์จำหน่ายในหลายประเทศ  อายุการเก็บเกี่ยวปานกลาง  มีทรงพุ่มหนาใบสีเขียวเข้ม   ค่อนข้างใหญ่  รูปร่างหัวกลม  ค่อนข้างเล็ก เนื้อมีสีขาวนะครับ  คุณภาพในการแปรรูปอยู่ในขั้นดี  ปัจจุบันเป็นพันธุ์ที่มีการปลูกมากที่สุดในประเทศไทยครับ

                 คุณผู้ฟังครับ สภาพการปลูกมีผลมากในการให้ผลผลิตของมันฝรั่ง   ประเทศแถบหนาว    ผลผลิตจะสูงกว่าประเทศทางแถบร้อน  เนื่องจากมีสภาพแวดล้อม  เช่น  อุณหภูมิ  ความยาวของวันที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและการสร้างหัวของมันฝรั่ง

                 คุณผู้ฟังครับ อุณหภูมิเป็นปัจัยที่สำคัญมากต่อการเจริญเติบโตของมันฝรั่ง มันฝรั่งจะเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดฤดูปลูกระหว่าง  15 – 18  องศาเซลเซียส  ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า  21  องศาเซลเซียส   ในระยะเริ่มสร้างหัวจะทำให้ผลผลิตลดลง  และผลผลิตจะต่ำลงอย่างมาก เมื่ออุณหภูมิสูงถึง  30  องศาเซลเซียส   แต่ถ้าอุณหภูมิในช่วงเวลากลางคืนไม่เกิน  20  องศาเซลเซียส  จะทำให้ผลผลิตของมันฝรั่งสูงขึ้นแต่ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

                            ในประเทศไทยควรปลูกมันฝรั่งช่วงต้นฤดูหนาว  คือ  ในเดือนพฤศจิกายนหรือต้นเดือนธันวาคมในบริเวณพื้นที่ราบต่ำของจังหวัดเชียงใหม่  เพื่อให้ระยะการสร้างหัวของมันฝรั่งมีอุณหภูมิพอเหมาะในช่วงกลางฤดูหนาว    จะทำให้ได้ผลผลิตสูงกว่าในช่วงอื่น  สำหรับนอกฤดูปลูกเกษตรกรจะปลูกมันฝรั่งบนที่สูงจากระดับน้ำทะเล  1,200 – 1,500    เมตร  ซึ่งสามารถปลูกได้เกือบตลอดปี  เนื่องจากมีอุณหภูมิต่ำ  แต่ควรเลือกช่วงปลูกในระยะที่มีฝนตก  เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูปลูก

                            มันฝรั่งจะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีการระบายน้ำได้ดี  และดินที่เหมาะสมในการปลูกมันฝรั่ง คือ ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายระดับความเป็นกรด – ด่างของดินที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง  5.5 – 6.5  ดินเหนียวไม่เหมาะแก่การปลูกมันฝรั่ง  เพราะการถ่ายเทอากาศในดินไม่ดีทำให้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างหัวและการเจริญเติบโตของหัวมันฝรั่ง

                            การเตรียมดินสำหรับปลูกมันฝรั่งเป็นสิ่งสำคัญ  ต้องมีการเตรียมดินให้ดีเนื่องจากมันฝรั่งเป็นพืชหัว  ถ้าหากเตรียมดินไม่ดีจะทำให้การลงหัวไม่ดี  ผลผลิตที่ได้จะต่ำ  การเตรียมดินควรไถดินให้ลึกแล้วตากดินไว้  1 – 2  สัปดาห์  เพื่อให้ดินแห้งการไถพลิกดินควรไถประมาณ  2 – 3  ครั้ง  เมื่อดินแห้งดีแล้วควรทำการพรวนย่อยอีกครั้งหนึ่งหลังจากนั้นทำแปลงปลูกโดยแยกเป็นแปลง ๆ    ขนาดกว้าง  1 เมตร แปลงสูง 20 – 30  เซนติเมตร  ปลูกได้ 2 แถว  การใส่ปุ๋ยคอกลงในดินจะทำให้ดินร่วนซุยและอุ้มน้ำได้ดีขึ้น  โดยใส่ลงในแปลงแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันกับดิน  ดินควรจะมีความชื้นพอควร  ถ้าดินแห้งเกินไปควรมีการให้น้ำ  แต่อย่าให้แฉะจนเกินไป

    -เพลงคั่นรายการ-

                 คุณผู้ฟังค่ะ เกษตรกรในเมืองไทยนิยมปลูกมันฝรั่งโดยการผ่าหัวเพื่อประหยัดหัวพันธุ์  เนื่องจากหัวพันธุ์ที่สั่งจากต่างประเทศมีราคาแพงและการใช้หัวพันธุ์ขนาดใหญ่  ปลูกจะทำให้สิ้นเปลืองหัวพันธุ์มาก  เช่น  ในเนื้อที่ปลูก 1 ไร่  อาจจะใช้หัวพันธุ์ถึงประมาณ  400   กิโลกรัม  แต่ถ้าทำการผ่าหัวแล้วจะใช้หัวพันธุ์เพียง   100 – 150  กิโลกรัม   เท่านั้น

                            โดยปกติต้นมันฝรั่งจะงอกขึ้นมาภายหลังการปลูกระหว่าง  10 – 20  วัน  เมื่อมันฝรั่งมีลำต้นสูงประมาณ  15 – 30 เซนติเมตร   ควรทำการพูนโคนกลบครั้งแรก โดยพูนดินระหว่างแถวยกขึ้นมาเป็นร่อง  กลบโคนต้น  เพื่อให้หัวที่จะสร้างขึ้นมาใหม่บริเวณโคนต้นเจริญเติบโตอยู่ภายในดิน  เพราะถ้าหัวโผล่พ้นดิน และถูกแสงแดดจะทำให้ผิวเป็นสีเขียวและไม่เจริญเติบโต

                            การพูนโคนครั้งที่สองหลังจากการพูนโคนครั้งแรกประมาณ 15 วัน  คือเมื่อต้นอายุได้ประมาณ  30 – 40 วัน ควรพูนดินกลบโคนต้นสูงประมาณ  20 – 25 เซนติเมตรเหนือระดับผิวดิน  ควรทำในช่วงระยะที่มันฝรั่งเริ่มสร้างหัวไม่ควรทิ้งไว้นาน เพราะจะกระทบกระเทือนต่อไหลใต้ดิน  ทำให้ผลผลิตลดลงได้ 

                            การพูนโคนนั้นนอกจากจะช่วยไม่ให้ผิวมันฝรั่งถูกแสงแล้ว ยังช่วยให้ลงหัวได้มาก  ถ้าดินแห้งมากควรจะยกร่องก่อน และขุดหลุมปลูกไปบนร่อง และควรปลูกให้ลึกกว่าปกติ ประโยชน์ของการพูนโคนอีกอย่างหนึ่งคือ  สามารถให้น้ำแบบร่องได้อีกด้วยครับ

                            คุณผู้ฟังค่ะ  การปลูกมันฝรั่งจำเป็นจะต้องมีการบำรุงดูแลที่ดี เช่น การใส่ปุ๋ย  ควรมีการให้ปุ๋ยสูตร  15 – 15 – 15  หรือ  13 – 13 – 21  ในอัตรา  100 – 120  กิโลกรัมต่อไร่  ครั้งแรกจะใส่ในระยะเตรียมดินหรือใส่ในระยะที่ทำการพรวนดิน  เพื่อทำการกำจัดวัชพืช  และพูนโคนครั้งแรกก็ได้   โดยใส่ตามระหว่างต้นและระหว่างแถว  แล้วพูนดินกลบโคนไปในตัวส่วนครั้งที่สอง  จะใส่เมื่อมีการพูนโคนครั้งที่ 2   สิ่งที่ควรคำนึงในการใส่ปุ๋ยมันฝรั่งอีกประการหนึ่ง คือ การขาดธาตุแมกนีเซียม  ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่มีการใส่ในอัตรา  5 – 8 กิโลกรัมต่อไร่  ในการปลูกมันฝรั่งในต่างประเทศ

                            สิ่งที่ควรคำนึงในการใส่ปุ๋ยมันฝรั่งอีกประการหนึ่ง คือ  การขาดธาตุแมกนีเซียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่มีการใส่ในอัตรา  5 – 8  กิโลกรัม  ต่อไร่  ในการปลูกมันฝรั่งในต่างประเทศ

                             เมื่อจะเริ่มทำการปลูกถ้าดินแห้งเกินไปควรทำการให้น้ำก่อนปลูก  3 – 5  วัน  เพื่อให้ดินมีความชื้นเพียงพอที่จะทำการปลูกได้  มันฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ  ถ้าได้รับน้ำไม่เพียงพอจะทำให้หัวมันชะงักการเจริญเติบโต  การให้น้ำแบบร่องจะทำให้มันฝรั่งได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ และไม่จำเป็นต้องให้น้ำบ่อย  ไม่ควรให้น้ำมากเกินไปจนแฉะเพราะจะทำให้เกิดโรคในดิน  หัวมันฝรั่งเน่าได้ง่ายและทำให้ผิวของหัวไม่สวย  และเกิดเป็นรูเล็ก ๆ ทั่วบริเวณผิวของหัวมันฝรั่ง

                            ควรมีการพรวนดินกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอในระยะแรก เพื่อควบคุมการแข่งขันของวัชพืช  ปกติจะทำควบคู่ไปกับการพูนโคนและการให้ปุ๋ย ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

                            คุณผู้ฟังครับ อายุการเก็บเกี่ยวหัวมันฝรั่งนั้น ขึ้นอยู่กับพันธุ์  อายุการเก็บเกี่ยวของพันธุ์สปุนต้า คือ  100 – 120 วัน พันธุ์เคนนีเบคและพันธุ์แอตแลนติก มีอายุเก็บเกี่ยวใกล้เคียงกับพันธุ์สปุนต้าด้วยครับ

                            คุณผู้ฟังควรทำการเก็บเกี่ยวหัวมันฝรั่งที่แก่เต็มที่ โดยสังเกตได้จากการที่ลำต้นเริ่มล้มและเอนทาบไปกับดิน ใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองประมาณ 10 – 15  เปอร์เซ็นต์  และใบจะเริ่มเหลืองจากด้านล่างขึ้นมา  ควรทำการตัดต้นก่อนขุด  7 – 10  วัน  เพื่อให้ผิวของหัวมันฝรั่งแข็งแรงไม่ถลอกและสามารถทนทานต่อการเกิดบาดแผลได้ในระหว่างการเก็บเกี่ยว และการขนส่ง อีกประการสำคัญ คือ สามารถเก็บรักษาได้นานกว่ามันฝรั่งที่เก็บเมื่อยังอ่อนอยู่  เวลาขุดควรทำด้วยความระมัดระวัง ถ้าหัวมันฝรั่งเกิดบาดแผล  จะทำให้เน่าง่าย  เมื่อเก็บรักษาในโรงเก็บ  และทำให้หัวดีพลอยเน่าไปด้วยการเก็บมันฝรั่งเข้าโรงเก็บจึงควรคัดเลือกหัวที่เสียหายออก  เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วควรนำเข้าที่ร่มในทันทีครับ  ไม่ควรปล่อยให้หัวมันฝรั่งถูกแดดเป็นเวลานานเพราะจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเน่า ในระยะหลังการเก็บเกี่ยวได้

                            จุดมุ่งหมายในการเก็บรักษามันฝรั่งก็คือ  ทำให้มีการสูญเสียต่ำที่สุด ซึ่งการสูญเสียหลังจากการเก็บเกี่ยวนั้นหมายถึง  การสูญเสียทั้งปริมาณและคุณภาพ  ซึ่งสาเหตุการสูญเสียได้แก่  การปฏิบัติที่มีผลกระทบแก่หัวมันฝรั่งโดยตรง  สาเหตุมาจาก  เครื่องมือที่เก็บเกี่ยว  การปฏิบัติในระหว่างและหลังการเก็บเกี่ยว เช่น  การขนมันฝรั่งเข้าจากแปลงถึงโรงเก็บ    การกระทบกระเทือนทางอ้อม เป็นการสูญเสียคุณภาพของหัวมันฝรั่ง เช่น การทิ้งหัวมันฝรั่งไว้กลางแจ้งที่มีแสงแดดจัด  ซึ่งทำให้ผิวของมันฝรั่งเป็นสีเขียวและเซลล์ที่หัวตายเน่าได้ง่าย การเก็บมันฝรั่งที่อายุอ่อนเกินไปทำให้อัตราการหายใจของมันฝรั่งสูง เกิดความร้อนในระหว่างการเก็บรักษา ผิวถลอกติดเชื้อโรคได้ง่าย    การสูญเสียจากโรคและแมลงศัตรู  เช่น  การเกิดโรคจากเชื้อรา  แบคทีเรียและไวรัส  การทำลายของแมลงต่าง ๆ เช่น  หนอนผีเสื้อ  เสี้ยนดิน  หนอนกระทู้

                             และการป้องกันการสูญเสียในการเก็บหัวมันฝรั่ง  นั้นเป็นสิ่งจำเป็น  คือ ควรเก็บเกี่ยวมันฝรั่งด้วยความระมัดระวัง  เก็บหัวมันฝรั่งที่มีอายุแก่จัดเพราะจะกระทบกระเทือนต่อการเก็บเกี่ยวน้อย เราควรเลือกหัวมันฝรั่งที่ดี  แห้งและไม่มีดินติด ไม่เปียกและไม่ถูกแสงแดดในการเก็บเกี่ยว    ควรทำการผึ่งหัวมันฝรั่งก่อนนำเข้าโรงเก็บ  โดยผึ่งหัวมันฝรั่งในที่ร่มระบายอากาศได้ดีนาน  7 – 15  วัน  และควรทำทันทีหลังการเก็บเกี่ยว   ควรลดอุณหภูมิในโรงเก็บมันฝรั่ง   โรงเก็บรักษาหัวมันฝรั่ง  ควรถูกสุขลักษณะปราศจากเชื้อโรค  โดยใช้ยาฆ่าเชื้อโรคพ่นในโรงเก็บก่อนนำมันฝรั่งเข้าเก็บ

                            สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการเก็บรักษามันฝรั่ง คือ อุณหภูมิภายในกองมันฝรั่งไม่ควรสูงเกินไป  เพราะจะทำให้เกิดการเน่าในโรงเก็บได้  เนื่องจากหัวมันฝรั่งมีการหายใจเมื่ออุณหภูมิสูง  จะทำให้เกิดความร้อนสูงขึ้นดังนั้นควรมีการลดอุณหภูมิในโรงเก็บมันฝรั่ง ถ้าความชื้นในอากาศสูง  และอุณหภูมิก็สูงด้วยจะทำให้หัวมันฝรั่งที่เป็นแผลจะหายช้ากว่าปกติ  และเป็นเหตุให้เชื้อราหรือแบคทีเรียเข้าทำลายหัวมันฝรั่งได้ง่าย เน่าเสียหายได้เร็ว   เมื่อหัวมันฝรั่งถูกแสง  จะทำให้หัวมันฝรั่งสร้างคลอโรฟิลล์และผิวจะเป็นสีเขียวทำให้คุณภาพของหัวมันฝรั่งต่ำลง  และเป็นพิษต่อผู้บริโภคด้วย   หลักการในการปรับปรุงสภาพในโรงเก็บมันฝรั่ง  คือ  ใช้อากาศเย็นจากภายนอกเข้ามาทำให้อุณหภูมิภายในโรงเก็บต่ำลง  รักษาอุณหภูมิภายนอกและภายในกองมันฝรั่งให้เท่ากันโดยเก็บเป็นชั้นบาง ๆ  หลีกเลี่ยงไม่ให้หัวมันฝรั่งถูกแสงแดดโดยตรง โรงเก็บควรมีการถ่ายเทอากาศดี  และพยายามให้แสงสว่างกระจายสม่ำเสมอ  ก็จะทำให้หัวมันฝรั่งมีคุณภาพดี        

                            คุณผู้ฟังเวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. “  ในวันนี้ได้หมดเวลาลงแล้ว  พบกับรายการนี้ได้ใหม่   ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

     

    ………………………………………………………………………………

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง “จลนศาสตร์การถ่ายเทมวลสาร วิธีการออสโมซิสผลแก้วมังกร”/เสาวณีย์ เลิศวรสิริกุล

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 20 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง จลนศาสตร์การถ่ายเทมวลสาร วิธีการออสโมซิสผลแก้วมังกร

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา 

     

    ………………………………………………………………………………………………………

     

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

            คุณผู้ฟังครับ วันนี้ก็อีกเช่นเคยนะครับ กระผมก็มีผลงานวิจัยที่น่าสนใจมาฝาก เป็นผลงานเรื่องจลนศาสตร์การถ่ายเทมวลสารระหว่างการทำแห้งด้วยวิธีการออสโมซิสผลแก้วมังกร ผลงานของ รศ.ดร.เสาวณีย์ เลิศวรสิริกุล จากภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร บางเขน คุณผู้ฟังครับ คำว่าจลนศาสตร์อาจเป็นคำที่ไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไร ความหมายคือ ว่าด้วยการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุที่เป็นของแข็ง หรือการคำนวณหาความเร็วของการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยไม่คํานึงถึงแรงที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนที่นั้น จลนศาสตร์เป็นศาสตร์ย่อยอีกทีของพลศาสตร์นั้นเองครับ ซึ่งในการวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาผลของปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ความเข้มข้นของสารละลายออสโมซิส อุณหภูมิในการแช่อิ่มและเวลาในการแช่อิ่ม ที่มีต่ออัตราการถ่ายเทมวลสารระหว่างการทำแห้งด้วยวิธีการออสโมซิสผลแก้วมังกร และเป็นการศึกษาค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของผลแก้วมังกร และพัฒนาแบบจำลองในการทำนายค่าร้อยละความชื้น ร้อยละการสูญเสียน้ำ และร้อยละของของแข็งที่เพิ่มขึ้น เมื่อใช้สภาวะในการแช่อิ่มที่แตกต่างกัน ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ แล้วช่วงหน้ามาทำความรู้จักกับผลไม้ที่ชื่อว่า “แก้งมังกร” กันครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับแก้วมังกรกันเลยครับ แก้วมังกร เป็นไม้เลื่อยในตระกูลกระบองเพชรมีถิ่นกำหนดในทวีปอเมริกากลาง แถบหมู่เกาะเวสต์ อินดีส โคลอมเบีย กัวเตมาลา และเวเนซูเอล่า สันนิษฐานว่าเจ้าแก้วมังกรนี้เข้ามาในเอเซียโดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ได้นำพันธุ์นี้มาจากอเมริการกลางมาปลูกในประเทศเวียดนาน ซึ่งเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งศตวรรษ มีชื่อสามัญว่า Pitayaส่วนชื่อ Dragonfruit เป็นชื่อสามัญที่นิยมเรียกกันในฝั่งเอเชียครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอเชียตะวันออก อย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีเหนือ – ใต้ ไต้หวัน ลักษณะลำต้นนะครับเป็นแฉก 3 แฉก คล้ายกับมังกร มีหนามเป็นกระจุกอยู่ที่ตา 4-5 หนาม ลำต้นเดียว แผ่ก้านออกไปรอบๆ ต้องมีคางคอยพยุง ดอกสีขาว เป็นรูปทรงกรวยขนาดใหญ่ มีกลีบยาวเรียวทับซ้อนกัน บานในเวลากลางคืน จึงเรียกว่า moonflower หรือ lady of the night หรือ queen of the  night ผลของแก้วมังกรนะครับเมื่อมันดิบก็จะเป็นสีเขียว รูปทรงกลมรี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของผล 6-10 ซม. กลีบเลี้ยงติดอยู่ตามเปลือกผล เมื่อสุกผิวเปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมชมพู เนื้อในมีทั้งสีแดงและสีขาวขุ่น มีเมล็ดเล็กๆสีดำคล้ายเมล็ดแมงลักกระจายทั่วทั้งผล ในประเทศไทยจะปลูกได้ทุกภาคทั่วประเทศเลยครับ แต่แหล่งที่จะมีการปลูกมากอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ชลบุรี กาญจนบุรี สระบุรีและสมุทรสงคราม แก้วมังกรจะมีหลากหลายพันธุ์ด้วยกันครับ เช่น แก้วมังกรพันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดง ผลทรงกลมรี ผิวเปลือกสีชมพูสด มีกลีบเขียนตามผิวเปลือก เนื้อสีขาวมีเมล็ดสีดำแทรกอยู่ในเนื้อ รสชาติจะหวานนิดๆ อมเปรี้ยวหน่อยๆ บางผลก็หวานจัด แล้วแต่ลูกครับ อีกพันธุ์ คือ แก้วมังกรพันธุ์เนื้อขาวเปลือกเหลือง ผลเป็นรูปไข่ ขนาดเล็กกว่าทุกพันธุ์ เปลือกหนาสีเหลือง เมล็ดสีดำมีขนาดใหญ่และปริมาณน้อยกว่าพันธุ์อื่นๆ รสชาติจะหวานเลยล่ะครับ คุณผู้ฟังครับแก้วมังกรในประเทศไทยนี้ จะมีผลดกในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤศจิกายน แต่ก็จะมีผลประปลายไปตลอดทั้งปี แก้งมังกรโดยทั่วไปแล้วมักนิยมกินกันเป็นผลไม้สด หรือกินรวมกับผลไม้อื่นๆเป็นฟลุตสลัด หรือจะนำไปปั่นเป็นน้ำแก้วมังกร เพราะเนื้อจะเยอะฉ่ำน้ำ รสชาติจะอมเปรี้ยวนิดหน่อยครับ ส่วนแก้วมังกรในพันธุ์เนื้อแดงเปลือกแดงเป็นพันธุ์ที่ผสมใหม่จากไต้หวั่นผลของพันธุ์นี้จะเป็นทรงกลม เปลือกสีแดงจัด ผลมีขนาดเล็กกว่าพันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดง เนื้อจะสีแดงจัด มีเมล็ดสีดำกระจายอยู่ทั่ว รสชาติจะหวานกว่าพันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดงครับช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าผลแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์หลายประการเลยทีเดียวครับ เนื่องจากมีสารกลุ่ม Fructooligosaccharides(FOS) ในปริมาณที่สูงอยู่ครับ สารนี้นะครับ มีคุณสมบัติเป็นสาร พรีไบโอติก ที่เป็นที่รู้จักและมีการใช้กันมานาน นั่นก็คือ น้ำตาลสายสั้น (Oligosaccharides) ซึ่งมี กลูโคส กาแลคโตส และ ฟรุคโตส รวมทั้ง เอ็น-อาเซทิลกลูโคซามีน เป็นองค์ประกอบ ด้วยโครงสร้างซึ่งซับซ้อน ทำให้เอนไซม์ในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กไม่สามารถย่อยสลาย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ผลิตกรดนม หรือกรดแลคติก สามารถใช้เป็นแหล่งอาหารได้ดีกว่าแบคทีเรียชนิดอื่นๆ และเมื่อเรารับประทานพรีไบโอติกไประยะหนึ่ง ประชากรแบคทีเรียในลำไส้ของเราก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีต่อสุขภาพนั่นเองล่ะครับคุณผู้ฟัง ตัวพรีไบโอติกนี้จะช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ ช่วยแก้ปัญหาการขับถ่ายต่างๆได้ดี ส่วนประกอบที่เป็นไฟเบอร์ ซึ่งมีปริมาณสูงในแก้วมังกร จะช่วยบำรุงการทำงานของระบบขับถ่ายและในสายเส้นใย ส่วนเนื้อของแก้วมังกรจะมีสารที่เรียกว่า Complex Polysaccharides ซึ่งเป็นตัวช่วยที่จะลดการดูดซึมของไขมันประเภทไตรกลีเซอร์ไรด์ ส่วนเมล็ดของแก้วมังกร อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว สามารถที่จะต่อต้านปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ และเมื่อเรารับประทานแก้วมังกรแล้ว นอกจากจะดับร้อน แก้กระหาย ยังบำรุงคุณภาพให้ผิวพรรณสดชื่น ในสุภาพสตรีจะช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนม ใช้เป็นผลไม้เสริมสุขภาพและความงามได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เมล็ดของแก้วมังกร ซึ่งเป็นสารคลอโรฟิลล์อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวช่วยบำรุงสุขภาพ เห็นไหมครับนี้ว่านี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของประโยชน์ที่เราได้จากผลแก้วมังกร ที่เรารับประทานเข้าไปเท่านั้น ดังนั้นผลไม้ชนิดนี้กระผมสรุปได้เลยว่าน่าสนใจจริงๆครับ คุณผู้ฟัง

    เรามาฟังการใช้ประโยชน์เนื้อแก้วมังกรกันครับ ส่วนใหญ่จะเป็นการบริโภคสด หรือนำมาใช้ทำเป็นเครื่องดื่ม เป็นส่วนผสมในฟรุ๊ตสลัด การนำเนื้อแก้วมังกรมาแปรรูปนั้นยังไม่หลากหลายมากนัก ดังนั้นการนำเนื้อแก้วมังกรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แช่อิ่มจะช่วยเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ ยืดอายุการเก็บรักษา เสริมให้เกษตรกรมีงานทำและเพิ่มรายได้ และสามารถนำไปเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ไอศกรีม โยเกิร์ต แยม เป็นต้น เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้นะครับยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการออสโมซิสของเนื้อแก้วมังกร รวมถึงลักษณะของแก้วมังกรแช่อิ่มที่ผู้บริโภคต้องการ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้ามาฟังวิธีการแปรรูปเจ้าผลแก้วมังกรกันครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ ผลไม้แช่อิ่ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำผลไม้สด หรือผลไม้ดองมาตัดแต่ง เช่น ปอกเปลือก คว้านเมล็ด ล้างยาง ผ่าเป็นชิ้น แกะสลักลวดลาย อาจนำไปใช้แช่น้ำปูนใส หรือสารช่วยทำให้กรอบ อาจต้มก่อนนำไปแช่อิ่มในน้ำเชื่อมด้วยกรรมวิธีการแช่อิ่มแบบช้าหรือเร็วก็ได้จนอิ่มตัว โดยอาจผสมส่วนประกอบอื่น เช่น เกลือกรดซิตริก ลงน้ำเชื่อมก็ได้ การผลิตผลไม้แช่อิ่มอาศัยหลักการของการทำให้น้ำตาลในรูปของ น้ำเชื่อมค่อยๆซึมเข้าไปในเนื้อของผลไม้ เพื่อดึงน้ำออกจากผลไม้ ด้วยการค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นของน้ำเชื่อมที่ใช้แช่ผลไม้ขึ้นเรื่อยๆ โดยการเปลี่ยนน้ำเชื่อมที่ใช้แช่ผลไม้ออก แล้วนำมาตั้งไฟ เติมน้ำตาลเพิ่มความเข้มข้น 3-4 ครั้ง จนเนื้อผลไม้อิ่มน้ำตาลแล้วจึงตักขึ้น การแช่อิ่มทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถเก็บไว้บริโภคยาวนานขึ้นครับ

    มาฟังการทำแห้งแบบออสโมซิสกันนะครับ หรือที่รู้จักของในนามว่าการแช่อิ่มนั้นเองครับ เป็นการถนอมอาหารโดยการใช้น้ำตาลเป็นเครื่องช่วยรักษาอายุของอาหาร ผักและผลไม้ให้เก็บไว้ให้นานมากขึ้น มีการทำลายคุณภาพความสดของผลิตภัณฑ์น้อยที่สุด โดยการผ่านกระบวนการที่ใช้อุณหภูมิน้อย ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อลักษณะการเลือกผ่านของเยื่อหุ้มเซลล์ นอกจากในกระบวนการทำแห้งโดยวิธีออสโมสิสนั้น น้ำจะถูกนำออกมาจากตัวผลิตภัณฑ์ในรูปของเหลว ไม่ใช่ในรูปของน้ำ ทำให้การทำแห้งโดยวิธีออสโมซิสนี้สามารถรักษาความเสถียรของผลิตภัณฑ์ไว้ได้

    ในระหว่างกระบวนการแช่อิ่มนั้นจะมีการเทมวลสารของน้ำและสารละลายออสโมซิส โดยน้ำจะเคลื่อนที่จากผลิตภัณฑ์ผ่านผนังเซลล์ไปยังสารละลายออสโมซิสภายนอก ในขณะที่สารละลาย ออสโมซิสจะถ่ายเทจากสารละลายผ่านผนังเซลล์ไปยังสารละลายออสโมซิสภายนอก ในขณะที่สารละลาย ออสโมซิสจะถ่ายเทจากสารละลายผนังเซลล์เข้าไปในตัวผลิตภัณฑ์ การถ่ายเทมวลสารในกระบวนการแช่อิ่มจะเกิดได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับปัจจัยและสภาวะต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการออสโมซิส ได้แก่ ลักษณะโครงสร้างตามธรรมชาติของผลไม้ ขนาดรูปร่างของผลไม้ ชนิดของออสโมติสเอเจนต์ ความเข้มข้นของสารละลายออสโมซิส อัตราส่วนระหว่างผลไม้และสารละลาย การเคลื่อนที่ของสารละลาย และอุณหภูมิ

    -เพลงคั่นรายการ-

    จากกระบวนการออสโมซิสแก้วมังกรที่ความเข้มข้นของสารละลายน้ำตาลซูโครส 3 ระดับ พบว่า เมื่อการออสโมซิสสนานขึ้นความชื้นจะลดลงช้าๆจนถึงจุดสมดุล โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้ความชื้นลดลงอย่าวลวดเร็วกว่าอุณหภูมิที่ต่ำ ในขณะปริมาณความชื้นของแก้วมังกรที่ผ่านการออสโมซิสลดลงเล็กน้อยเมื่อใช้ความเข้มข้นของสารละลายออสโมซิสเพิ่มขึ้น ส่วนปริมาณร้อยละขอแข็งที่เพิ่มขึ้น และร้อยละการสูญเสียน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงแรกของกระบวนการออสโมซิส จากนั้นจะเพิ่มน้อยลงจนถึงจุดสมดุล และอุหภูมิของการออสโมวิสมีผลต่ออัตราการถ่ายเทมวลสาร โดยเมื่ออุหภูมิเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ของแข็งที่ละลายได้ในสารละลายออสโมซิสแพร่เข้าสู่เนื้อแก้วมังกรมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น และมีการสูญเสียน้ำเพิ่มมากขึ้นด้วยครับ แก้วมังกรที่ผ่านกระบวนการออสโมซิส ณ สภาวะต่างๆที่ศึกษา เมื่อเข้าสู่จุดสมดุล มีความชื้น ค่าความสว่าง ค่า aw และค่าความแข็งลดลง แต่มีปริมาณน้ำตาลรีดวซ์ และปริมาณน้ำตาลทั้งหมดเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อแก้วมังกรสด และการพัฒนาแบบจำลองเครือข่ายประสาทเทียมโดยใช้ตัวแปรต้น เป็นเครือข่ายที่เหมาะสมในการทำนายค่าจึงสามารถนำแบบจำลองที่พัฒนาไปใช้ในการควบคุมกระบวนการแช่อิ่มแก้วมังกรได้ ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของน้ำจากกระบวนการออสโมซิสแก้วมังกรที่ความเข้มข้นของสารละลาย 3 ระดับ  ได้ค่าความสามารถในการแพร่ของน้ำออกจากเนื้อแก้วมังกรมีค่าสูงขึ้น ในขณะที่เมื่อความเข้มข้นของสารละลายออสโมซิสสูงขึ้น ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของน้ำมีแนวโน้มลดต่ำลง

    ดังนั้นนะครับ งานวิจัยนี้จึงมีจุดมุ่งหมาย เพื่อการศึกษาถึงอัตราการถ่ายเทมวลสารระหว่างการทำแห้งด้วยวิธีการออสโมซิสผ่านแก้วมังกร โดยมีปัจจัยที่ศึกษา คือ ความเข้มข้นของสารละลายออสโมซิส อุณหภูมิในการแช่อิ่มและเวลาในการแช่อิ่ม หาค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของน้ำ รวมถึงการศึกษาผลของการทำแห้งด้วยวิธีการออสโมวซิสต่อคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ เพื่อการพัฒนากระบวนการผลิตแก้วมังกรอบแห้งที่เหมาะสม ช่วนลดการใช้พลังงานในขั้นตอนการอบแห้งและทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีครับ

    สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง “การผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก “

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 10 เดือน พฤษภาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง การผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก      

     บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

     

           สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

                  คุณผู้ฟังครับปัจจุบันพืชผักมีความสำคัญทางเศรฐกิจเป็นอย่างมากครับ ทั้งในการบริโภคภายในประเทศ  และการส่งออกจำหน่ายไปยังต่างประเทศซึ่งสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียวครับ  การผลิตและการส่งออกมีทั้งในรูปของผลผลิตสดและอุตสาหกรรมแปรรูปต่าง ๆ อย่างเช่น  การแช่แข็ง  อบแห้ง  และบรรจุกระป๋อง  และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 / 2541  ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกผักเศรษฐกิจทั้งหมด  53  ชนิด  ประมาณ  3  ล้านไร่  ผลผลิตรวมประมาณ  5  ล้านตัน  ซึ่งพืชผักที่ปลูกเกือบทุกชนิดต้องใช้เมล็ดพันธุ์ในการปลูกทั้งสิ้น  ดังนั้นเมื่อมีการปลูกผักเพิ่มมากขึ้นปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ก็มากขึ้นเช่นกัน เราเริ่มจะเห็นความสำคัญของเมล็ดพันธุ์กันแล้วนะครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

                   กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับสำหรับเมล็ดพันธุ์ผักที่เกษตรกรใช้นั้น  มีทั้งที่เกษตรกรเก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง  หรือต้องซื้อหาจากร้านค้าเมล็ดพันธุ์  หรือส่วนราชการต่าง ๆ สำหรับเมล็ดพันธุ์ผักที่มีบริษัทหรือร้านค้าเมล็ดพันธุ์จำหน่ายนั้น  มีทั้งเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตเองภายในประเทศไทย  และรวมถึงเมล็ดพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศด้วยครับ   ถึงแม้ว่าเมล็ดพันธุ์ผักหลายชนิด   โดยเฉพาะผักเมืองร้อนต่าง ๆ จะสามารถผลิตได้เองภายในประเทศก็ตาม   แต่บางครั้งก็มีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้  จึงต้องมีการนำเข้าเมล็ดผักจากต่างประเทศ หรือเป็นการนำเข้าพันธุ์ใหม่ ๆ   ที่ตลาดมีความต้องการเข้ามา  นอกจากนั้นก็ยังมี  เมล็ดพันธุ์ผักอีกหลายชนิดที่ประเทศไทยสามารถผลิตและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วยเช่นกันครับ

                   คุณผู้ฟังครับ เมล็ดพันธุ์นับได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการผลิตพืชผักให้มีปริมาณและคุณภาพตามมาตราฐานที่ต้องการครับ  การเลือกใช้เมล็ด พันธุ์ที่ดีและเหมาะสมตรงกับความต้องการของตลาด  ถือว่าเป็นการลงทุนในการผลิตที่ต่ำครับ  แต่ก็จะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า  ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าหากเกษตรกรได้มีการใช้พันธุ์ที่ดีแล้ว  ย่อมประสบผลสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้วในการผลิตแต่ละครั้งครับ

                   คุณผู้ฟังครับเมล็ดพันธุ์ผักที่ใช้ในการค้าไทยทั่วไป  สามารถจำแนกออกได้เป็น  2  ประเภทครับ  นั่นก็คือ  เมล็ดพันธุ์ผสมปล่อยหรือเมล็ดพันธุ์ผสมเปิด  คือเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตโดยปล่อยให้ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ  นิยมใช้ในพืชตระกูลแตง  มะเขือและถั่ว  เนื่องจากเป็นพืชที่ผสมตัวเองทำให้เมล็ดพันธุ์ที่ได้เมื่อนำมาปลูกแล้วคุณภาพและปริมาณผลผลิตไม่แตกต่างจากพ่อแม่เดิม  เมล็ดพันธุ์ประเภทนี้ส่วนใหญ่มีราคาถูกครับ ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวเกษตรกรด้วยครับ

                   ส่วนเมล็ดพันธุ์อีกประเภทหนึ่ง นั่นคือ  เมล็ดพันธุ์ลูกผสม  เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากการเจาะจงสายพันธุ์แม่และพ่อ  แล้วทำการผสมเกสรด้วยมือ  หรือปล่อยให้มีการผสมข้ามตามธรรมชาติสายพันธุ์แม่และพ่อที่ใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์  จะได้รับการปรับปรุงและทดสอบจนได้คู่ผสมที่เหมาะสม   แล้วจึงนำมาผสมพันธุ์  และผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นการค้าต่อไป   ลูกผสมที่ได้จะมีคุณภาพและปริมาณที่ดีเด่นกว่าพ่อแม่  และรวมลักษณะที่ดีเด่นของพ่อแม่เอาไว้  เช่นลักษณะการต้านทานโรค  ความหวาน  หรือสี  ในปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมในการผลิตทางการค้ามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับราคาของเมล็ดพันธุ์ลูกผสมจะมีราคาสูงกว่าเมล็ดพันธุ์ผสมปล่อยมากครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

                   กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับสถานการณ์การผลิตเมล็ดเมล็ดพันธุ์ผักของประเทศไทย จะมีอยู่สองรูปแบบด้วยกันครับ นั่นก็คือ   เกษตรกรผลิตและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง  ส่วนใหญ่จะเป็นเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมที่เกษตรกรปลูกต่อ ๆ กันมาในท้องถิ่น  และเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดีมีคุณลักษณะที่ตลาดต้องการ  ทำให้เกษตรกรมีการเก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง  โดยเลือกเก็บจากผลที่ปลูกเพื่อขายตลาดสด  แต่มีการคัดเลือกผลที่มีลักษณะดีเก็บไว้ใช้ทำพันธุ์ต่อ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์ผสมปล่อย   ส่วนอีกรูปแบบ คือภาคเอกชนทำการผลิตครับ  ในปัจจุบันธุรกิจการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักของประเทศไทยโดยภาคเอกชน  มีบทบาทและความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ วิธีการดำเนินงานของภาคเอกชน  แบ่งออกได้เป็น  4 ลักษณะ  คือ  รับผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  โดยรับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ให้แก่บริษัทต่างประเทศ  ด้วยการรับสายพันธุ์พ่อแม่  ของบริษัทต่างประเทศมาทำการผลิต  และส่งเมล็ดพันธุ์ทำการจำหน่ายคืนกับบริษัทต่างประเทศทั้งหมด  การรวบรวม  คัดเลือก   และปรับปรุงพันธุ์พืชพื้นเมือง  เมื่อได้พันธุ์ดีจึงผลิตจำหน่ายภายในประเทศ   นอกจากนั้นจะนำสายพันธุ์ดีจากต่างประเทศมาผสมข้ามกับพันธุ์พื้นเมือง  เพื่อใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  สำหรับจำหน่ายภายในและต่างประเทศ           นำเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  หรือพันธุ์ผสมปล่อยจากต่างประเทศมาปลูกทดสอบ  และหากพันธุ์ใดมีลักษณะดีตามความนิยมของตลาด  ก็จะสั่งเมล็ดพันธุ์นั้นเข้ามาจำหน่ายต่อไป รับซื้อเมล็ดพันธุ์จากเกษตรกร  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ง่าย ๆ และเกษตรกรบางแหล่งผลิตเป็นอาชีพมาช้านาน               

                   คุณผู้ฟังครับการผลิตเมล็ดพันธุผักเพื่อการค้าในประเทศไทยมี  2  ประเภทด้วยกัน  คือ  1)   การผลิตเมล็ดพันธุ์ผสมเปิดหรือผสมปล่อย  ได้แก่  พืชตระกูลแตง  มะเขือ  ผักบุ้ง  ผักกาดหอม  พริก  และถั่วฝักยาว  โดยปล่อยให้มีการผสมเกสรตามธรรมชาติ  มีการลงทุนและผลตอบแทนต่ำเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้มากจำหน่ายทั้งภายในประเทศและส่งออก  เมล็ดพันธุ์ที่มีการส่งออก  เช่น  แตงโม  ผักบุ้ง  และผักกาดหอม  เมล็ดพันธุ์ผักประเภทนี้มีราคาค่อนข้างถูก  และนิยมใช้ทั่วไป    2)  การผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  ได้แก่  มะเขือเทศ   พริกยักษ์  แตงโมและแตงร้าน  โดยบริษัทเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศจะร่วมลงทุนกับบริษัทเอกชนภายในประเทศ  โดยนำเมล็ดพันธุ์หลักหรือพันธุ์แม่และพ่อมาจากต่างประเทศ  มาทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  โดยการใช้การผสมเกสรด้วยมือ  และเมล็ดพันธุ์ลูกผสมที่ผลิตได้ต้องส่งออกไปต่างประเทศ   เพื่อนำไปบรรจุและส่งขายทั่วโลกต่อไป    ธุรกิจการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมในประเทศไทยลักษณะนี้   มีการลงทุนมามากกว่า  20  ปีแล้ว   และประสบผลสำเร็จในการส่งเสริม  แก่เกษตรกร   เพราะให้ผลตอบแทนสูง   คุ้มค่า  ทำให้สามารถขยายพื้นที่การผลิตได้มาก   โดยเฉพาะพื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิต  คือ  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ   การผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมมีการลงทุนและผลตอบแทนสูง   และนิยมทำการผลิตในระหว่างปลายฤดูฝนถึงฤดูหนาว  ในพื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณ์และมีน้ำตลอดในระหว่างฤดูปลูก

                   คุณผู้ฟังครับ ในปัจจุบันความต้องการในการใช้และผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมสูงมากขึ้น   ทั้งนี้เนื่องจากพันธุ์ลูกผสมให้ผลผลิตและคุณภาพสูง  และตรงตามสายพันธุ์  สม่ำเสมอและตอบสนองปุ๋ยเคมี  มีความต้านทานโรคและแมลงตลอดจนสามารถปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ

     -เพลงคั่นรายการ-

                   คุณผู้ฟังครับในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ให้ได้คุณภาพ  จะต้องรู้หลักการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก  คือ  ต้องรู้ลักษณะเฉพาะของการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก  การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักเพื่อการบริโภคสด   ทั้งด้านพันธุ์  การเขตกรรม   และการคัดเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม   การจะผลิตเมล็ดพันธุ์ชนิดใด   ผู้ผลิตจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าเมล็ดพันธุ์นั้นเป็นพันธุ์ผสมเปิดหรือพันธุ์ลูกผสม   และผักชนิดนั้นเป็นผักที่มีการผสมพันธุ์ด้วยตนเองหรือผสมข้าม  เพื่อจะได้มีการวางแผนและจัดการผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ถูกต้อง  และมีคุณภาพดีตรงตามพันธุ์

                   ต้องรู้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก  พืชบางชนิด  เช่น  ตระกูลกะหล่ำและหอม  ต้องการอากาศเย็นหรืออุณหภูมิต่ำเป็นระยะเวลานานเพียงพอ  คือประมาณ  15 – 30  วัน  เพื่อกระตุ้นให้เกิดตาดอก  พืชตระกูลพริกและมะเขือ  เช่น  มะเขือเทศ  มะเขือ  และพริกยักษ์  ต้องการความแตกต่างของอุณหภูมิกลางวันและกลางคืนสูง   เพื่อการเจริญเติบโต   และเพิ่มผลผลิตเมล็ดพันธุ์           การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักทุกชนิด   เมื่อถึงระยะออกดอก  ติดฝัก  และเก็บเกี่ยว  ไม่ต้องการฝน  เพราะจะทำให้ผลผลิตเสียหายได้  และชักนำให้เกิดโรคระบาด   ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของเมล็ดพันธุ์   ช่วงแสงก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการชักนำให้เกิดตาดอกของผักบางชนิด  สำหรับประเทศไทยสามารถทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักได้ดี  สำหรับพืชประเภทวันสั้น  คือต้องการช่วงแสงน้อยกว่า  12  ชั้วโมงต่อวัน  เช่น  ผักกาดหอม  และพืชตระกูลแตง  และพืชวันปกติ  ต้องการแสงปกติ  12  ชั่วโมงต่อวัน  เช่น  มะเขือเทศ  พริก  มะเขือ  และถั่วฝักยาว     การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักต้องใช้ระยะเวลามากกว่าการผลิตเพื่อบริโภคสด  ดังนั้นสภาพดินต้องมีความอุดมสมบูรณ์สูง  ระบายน้ำได้ดี

                   ต้องรู้พื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก   สภาพอากาศแห้งเป็นปัจจัยสำคัญในระยะออกดอกและติดเมล็ด   ทำให้ผลผลิตและคุณภาพของเมล็ดพันธุ์สูง   พืชใดที่ต้องการอากาศเย็นในการเจริญเติบโตหากนำมาปลูกในสภาพอากากศร้อนจะทำให้ไม่เหมาะสมในการผลิตเมล็ดพันธุ์   เช่น  ตระกูลกะหล่ำหอมและหอม  และพื้นที่ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ต้เองมีระยะห่างที่เหมาะสมจากพันธุ์อื่น ๆ  เพื่อป้องกันการผสมข้ามและการปะปนพันธุ์

     -เพลงคั่นรายการ-

                   คุณผู้ฟังครับโดยปกติเมื่อเมล็ดเจริญเติบโตและพัฒนาถึงจุดแก่ทางสรีรวิทยา  ซึ่งเป็นระยะที่เมล็ดมีน้ำหนักแห้งสูงที่สุด  ถึงแม้ว่าสภาพการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาบางประการอาจจะยังไม่สมบูรณ์   แต่การสะสมองค์ประกอบต่าง ๆ ที่สำคัญและจำเป็นภายในเมล็ดได้สิ้นสุดลงแล้ว  ดังนั้นในทางทฤษฎีจึงสามารถทำการเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่จุดแก่ทางสรีรวิทยาเป็นต้นไป   การเก็บเกี่ยวที่ดี  ผู้ปฎิบัติจะต้องทราบข้อจำกัดในการเก็บเกี่ยวของพืชชนิดนั้น ๆ ทราบระยะเวลาที่เหมาะสม   และสามารถแยกเมล็ดหรือเก็บเกี่ยวเมล็ดออกจากต้นพืชได้โดยปราศจากความเสียหายก่อนที่จะเกิดการสูญเสีย  การเก็บเกี่ยวอาจเก็บเกี่ยวที่จุดแก่ทางสรีรวิทยาหรือเก็บเกี่ยวที่ระยะแก่เก็บเกี่ยวก็ได้

                   โดยทั่วไปที่จุดแก่เมล็ดยังคงมีความชื้นสูง  30 – 60  เปอร์เซ็นต์แล้วแต่ชนิดพืช  พันธุ์  และสภาพแวดล้อม  ณ จุดแก่ทางสรีรวิทยานี้   ระบบท่อน้ำท่ออาหารที่นำอาหารสะสมจะแก่และหยุดทำหน้าที่   ทำให้เมล็ดถูกตัดขาดจากต้นแม่  โดยไม่มีอาหารสะสมในเมล็ดอีกต่อไป  หลังจากจุดนี้ไปน้ำหนักแห้งของเมล็ดจึงคงที่หรืออาจลดลงเล็กน้อยขึ้นอยู่กับระดับความชื้นของเมล็ดและอุณหภูมิของอากาศ   ในพืชบางชนิด  เช่น  ข้าวโพดและข้าวฟ่าง เมล็ดที่พัฒนาถึงจุดนี้  จะมีลักษณะบ่งชี้ปรากฏให้เห็นที่ขั้วเมล็ด   ในทางทฤษฎีการปล่อยให้เมล็ดอยู่บนต้นพืชต่อไป   นอกจากผลผลิตจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว  เมล็ดอาจได้รับความเสียหายจากสาเหตุหลายประการได้แก่  การหักล้ม  การแตกของฝัก  เมล็ดงอกคาต้น  การทำลายของ  นก หนู  และศัตรูอื่น  การระบาดของโรคและแมลง  และสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่เหมาะสมที่เร่งการเสื่อมคุณภาพของเมล็ดพันธุ์

              คุณผู้ฟังครับการเก็บเกี่ยวและการปรับปรุงเมล็ดพันธุ์  เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการผลิตเมล็ดพันธุ์  ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ต้องให้ความสำคัญและเอาใจใส่เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี  หากกระทำโดยไม่ระมัดระวังเมล็ดพันธุ์ที่ได้อาจมีคุณภาพต่ำหรืออาจได้รับความกระทบกระเทือน  เสียหายได้นะครับ

    คุณผู้ฟังครับและวันนี้เวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ”  ในวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้วครับ  พบกับรายการนี้ได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า  ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ   โทรสอบถามได้ที่       0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

     

     

     

    …………………………………………………………………………………………………………

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

  • ฐานข้อมูลแนะนำ

    ISI_Logo58
    scopus_Logo58
    SciVal_Logo58-1

    Kasetsart Journal

    CoverNatSciNew
    CoverSocSciNew
    Vol.48 Issue 6
    Vol.35 Issue 3