รางวัลวิจัย

Filter

จากแฟ้มงานวิจัย มก.

รายการวิทยุ

  • การพัฒนาเครื่องมือวัดอัตราการไหลในคลองชลประทานระบบแสงเลเซอร์

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่9 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การพัฒนาเครื่องมือวัดอัตราการไหลในคลองชลประทานระบบแสงเลเซอร์

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา 

    ……………………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

     สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    สวัสดี…คุณผู้ฟังครับ ช่วงนี้ก็เริ่มเข้าฤดูฝนกันแล้วนะครับ และสิ่งที่ต้องนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ นั่นก็คือ การจัดการระบบน้ำ การตรวจวัดอัตราการไหลของน้ำซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องมือตรวจวัดอัตราการไหลของกระแสน้ำมากมายครับ แต่มีราคาสูงมากทำให้ไม่ได้รับความนิยมใช้กัน โดยทั่วไปแล้วจะใช้การวัดความลึกของระดับน้ำแล้ว จึงนำไปเปรียบเทียบกับ Rating Curve คือ การวัดระดับน้ำที่ก่อนและหลังบานประตูระบายน้ำแล้วนำมาปรับเทียบเป็นค่าปริมาณการไหล จากกราฟอัตราการไหล เพื่อแปลงค่าระดับน้ำให้เป็นอัตราการไหล ซึ่งวิธีนี้ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของผลลัพธ์สูงครับ

    และในการตรวจวัดอัตราการไหลโดยใช้ระบบแสงเลเซอร์ความเข้มต่ำ มีทฤษฎีพื้นฐานมาจากการวิเคราะห์ภาพการเคลื่อนที่ของตะกอน วิธีการนี้มีความแม่นยำสูง สามารถนำมาพัฒนาใช้ในการวัดอัตราการไหลของน้ำในคลองชลประทานได้ ในเบื้องต้นของโครงการวิจัยนี้ได้ทำการพัฒนาโปรแกรม เพื่อตรวจวัดความเร็วของการเคลื่อนที่ของตะกอนในน้ำตัวอย่าง โดยใช้แสงเลเซอร์ที่มีคุณสมบัติการหักเหต่ำเป็นตัวช่วยในการถ่ายภาพการเคลื่อนที่ การประมวลผลของโปรแกรมสามารถบอกเป็นความเร็วการเคลื่อนของตะกอนที่ต่อเวลาได้

    คุณผู้ฟังครับ ในปัจจุบันนี้ ปริมาณประชากรของประเทศมีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการกระจายตัวไปทั่วทุกๆพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะทางด้านเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพสำคัญที่สร้างผลิตผลเพื่อตอบสนองความต้องการทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากการเจริญเติบโตทางเกษตรกรรมเพิ่มมาขึ้นล้ว จึงทำให้ปัญหาของความต้องการน้ำ และการบริหารจัดการน้ำทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับครับ การบริการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพจะเป็นการป้องกันความเสียหายที่มาจากการขาดน้ำหรือน้ำมากเกินไป อีกทั้งจะเป็นการช่วยลดปัญหาความขาดแคลนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ครับ

    และปัญหาสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทยคุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าเกิดจากอะไร นั่นก็คือ การขาดข้อมูลปริมาณน้ำที่มีประสิทธิภาพและทันต่อเหตุการณ์ การตรวจวัดอัตราการไหลของน้ำในคลองชลประทาน ซึ่งการตรวจวัดอัตราการไหลจะเป็นพื้นฐานของการบริหารจัดการน้ำ เป็นตัวบ่งบอกถึงปริมาณน้ำที่มีและความต้องการน้ำของแต่ละพื้นที่ การตรวจวัดปริมาณการไหลในจุดต่างๆจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และจัดสรรปริมาณน้ำได้อย่างถูกต้อง การตรวจวัดน้ำของกรมชลประทานตามคลองชลประทานต่างๆทั่วประเทศยังมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ และไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่จะสามารถนำมาใช้และทำนายสถานการณ์ปริมาณน้ำได้ ทางกรมชลประทานจึงมีการนำเครื่องมือตรวจวัดระดับน้ำอัตโนมัติมาใช้เพื่อจะช่วยในการเก็บข้อมูลเป็นประจำอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเครื่องมือที่ตั้งนำเข้ามาจากต่างประเทศมีราคาสูง และจำเป็นจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญควบคุมดูแลระบบ ทำให้ต้องใช้เงินทุนมหาศาล ระบบอัตโนมัติจึงไม่ได้รับความนิยมมากนัก และยังมีปัญหาความไม่ถูกต้องของระดับน้ำเนื่องจากการเปิดปิดบานประตูระบายท้ายน้ำซึ่งจะอธิบายในการวัดน้ำต่อไปครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

                กลับมาฟังกันต่อนะครับ ในการตรวจวัดปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีบทบาทความสำคัญมากต่อการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและรากฐานทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ การตรวจวัดปริมาณน้ำที่มีประสิทธิภาพและถูกต้องจะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพและช่วยป้องกันหรือทุเลาความรุนแรงของภัยพิบัติทางน้ำที่จะเกิดขึ้นได้ครับ

    วิธีการตรวจวัดปริมาณน้ำในปัจจุบันมีมากมายหลายวิธีครับ แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันออกไป ประสิทธิภาพและความง่ายในการใช้งานจะแปรผันตามราคาของเครื่องมือ โดยทั่วไปราคาเครื่องมือวัดปริมาณน้ำที่มีขายในตลาดมีราคาสูงมาก เพราะต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ การพัฒนาเครื่องมือวัดที่มีราคาถูกและมีประสิทธิภาพจะส่งผลให้การตรวจวัดปริมาณน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

    คุณผู้ฟังครับ การตรวจวัดปริมาณน้ำในคลองชลประทานสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกันครับ เช่น

    1.การวัดความลึกของระดับน้ำที่หน้าตัดใดๆ แล้วนำความลึกของน้ำมาหาพื้นที่หน้าตัดของคลอง จากนั้นนำความลึกและพื้นที่หน้าตัดมาเข้าสมการการไหลเพื่อคำนวณเป็นอัตราการไหลครับ

    2.การวัดระดับน้ำที่ก่อนและหลังบานประตูระบายน้ำแล้วนำมาปรับเทียบเป็นค่าปริมาณการไหล จากกราฟอัตราการไหลหรือที่เรียกว่า Rating Curve นั่นเองครับ

    3.การวัดอัตราการไหลจากระดับน้ำที่ไหลข้ามฝายสันคม ที่มีการเทียบวัดค่าอัตราการไหลมาแล้ว จากนั้นนำระดับที่ได้มาเทียบวัดเป็นอัตราการไหล ในสถานการณ์จริงการคำนวณอัตราการไหลจากสมการการไหลโดยใช้ค่าระดับน้ำ(วิธีที่1.) จะมีจุดอ่อนที่สมการไม่ได้มีการครอบคลุมตัวแปรฝันทางธรรมชาติและความแตกต่างทางพื้นที่มากมาย จึงทำให้ค่าที่คำนวณได้มีความผิดพลาดสูง ดังนั้นสมการการไหลจะสามารถใช้ได้เมื่อมีการปรับแก้ตัวแปรผันทางธรรมชาติและมีการปรับแก้เพื่อให้เข้ากับสถานที่นั้นๆ ซึ่งในความเป็นจริงการที่จะควบคุมตัวแปรฝันทางธรรมชาติสามารถทำได้ยาก และการปรับแก้สมการเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสถานที่จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทำการทดสอบและตรวจวัด ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สิ้นเปลืองเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายมากเป็นอย่างมาก อีกทั้งจะต้องทำการตรวจสอบเป็นประจำเพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำครับ

    คุณผู้ฟังครับ ดังที่กล่าวในขั้นต้นว่าการคำนวณอัตราการไหลจากสมการที่ใช้ค่าความลึกมีความผิดสูง อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การคำนวณปริมาณการไหลของน้ำในคลองชลประทานผิดพลาด นั่นก็คือ ผลกระทบจาก Shot Channel Effect และ Back Water Effect ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ ระดับน้ำในคลองสูงขึ้นจากการปิดหรือลดระดับบานประตูท้ายน้ำ แต่ปริมาณการไหลของน้ำลดลง เนื่องมาจากระยะทางการไหลในคลองมีขนาดความยาวไม่เพียงพอที่จะหลีกเลียงผลกระทบนี้ ทำให้ไม่สามารถคำนวณปริมาณการไหลที่แท้จริงได้โดยใช้ความลึกของระดับน้ำครับ

    การคำนวณอัตราการไหลจากระดับน้ำก่อนและหลังฝาย เป็นวิธีที่มีการใช้อย่างแพร่หลายตามจุดวัดน้ำต่างๆครับ วิธีนี้จะต้องมีการปรับเทียบค่าอัตราการไหลกับระดับการเปิดบานประตูระบายน้ำ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการเทียบวัดกับค่าอัตราการไหลที่แท้จริงเป็นประจำทุกๆ 5-7 ปีเพื่อให้ได้ค่าที่แน่นอน ค่าที่ได้จะมีจำนวนน้อยเพราะสถานีวัดน้ำและประตูน้ำมีจำนวนน้อย เมื่อเราเทียบกับจำนวนคลองชลประทานที่มีอยู่ ทำให้ข้อมูลไม่เพียงพอในการวิเคราะห์การจัดการและหาน้ำในพื้นที่นั้นๆครับคุณผู้ฟัง

    -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟัง ความจำเป็นในการใช้เครื่องมือวัดความเร็วของกระแสน้ำ จึงเข้ามามีบทบาทต่อการคำนวณปริมาณการไหล การคำนวณอัตราการไหลจะสามารถทำได้โดยนำพื้นที่หน้าตัดการไหลคูณกับความเร็วการไหล วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำของการคำนวณอัตราการไหล และยังแก้ไขปัญหาจากปรากฏการณ์ Shot Channel Effect และ Back Water Effectได้ โดยเมื่อระดับน้ำเพิ่มขึ้นเนื่องจากการลดระดับบานประตู อัตราการไหลจะลดลงส่งผลให้ความเร็วของการไหลก็จะลดลงตามลงมา ฉะนั้นถึงแม้ว่าพื้นที่การไหลเพิ่มขึ้นแต่ถ้าสามารถบอกความเร็วของกระแสน้ำที่ลดลงได้ ก็จะสามารถคำนวณปริมาณการไหลที่แท้จริงได้ครับ

    การวัดน้ำที่มีใช้ในประเทศไทยมีหลากหลายวิธี โดยส่วนมากจะเป็นการวัดความลึกเพื่อนำไปคำนวณหาอัตราการไหลจาก Rating Curve การวัดความลึกจะสามารถกระทำได้หลายวิธีแต่ละวิธีจะมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันแสดงข้างล่าง

    คุณผู้ฟังครับ จากการที่ได้พิจารณาข้อดีและข้อเสียของเครื่องมือวัดความลึกและความเร็วน้ำแล้ว งานวิจัยนี้จะทำการศึกษาเครื่องมือวัดน้ำที่มีโดยใช้หลักการของเลเซอร์ หรือ Laser Velocimetry ซึ่งมีความสามารถในการวัดความลึกและความเร็วของกระแสน้ำได้

    คุณผู้ฟังครับ การใช้แสงเลเซอร์วัดความลึกของน้ำจะอาศัยหลักการทำงานเดียวกับเครื่องวัดระยะทางโดยเลเซอร์ ทำงานโดยการส่งคลื่นแสงเลเซอร์จากผิวน้ำลงไปยังท้องน้ำเป็นจังหวะๆ เลเซอร์ก็จะสะท้อนพื้นท้องน้ำกลับมาขึ้นมาเข้าตัวรับสัญญาณที่ผิวน้ำ ระยะทางหรือความลึกจะคำนวณได้จากเวลาที่ใช้ในการเดินทางแล้วหารด้วยสอง ซึ่งวิธีนี้จะมีข้อจำกัดดังนี้ครับ

    1.ความสามารถในการสะท้อนของแสงเลเซอร์จะขึ้นอยู่กับชนิดของพื้นผิวคลอง

    2.ปริมาณตะกอนในน้ำจะมีผลโดยตรงกับการสะท้อนของแสงเลเซอร์ ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้สามารถแก้ไขได้โดยการเลือกวิธีและความถี่ในการฉายแสงเลเซอร์ที่เหมาะสม

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ เข้าเรื่องกันเลยนะครับ การใช้แสงเลเซอร์ในการตรวจวัดปริมาณน้ำ

    นั่นก็คือว่าการใช้แสงเลเซอร์ในการตรวจวัดมีข้อดีคือสามารถวัดได้ทั้งความเร็วและระดับน้ำและสามารถทำได้หลายวิธี โดยทั้งหมดมีหลักการเบื้องต้นคือ การฉายแสงเลเซอร์ไปยังน้ำที่มีปริมาณตะกอนเป็นส่วนประกอบ แสงเลเซอร์จะสะท้อนตะกอนที่อยู่ในน้ำ ตำแหน่งของตะกอนจะถูกบันทึกโดยกล้องถ่ายภาพหรือกล้องวีดีโอ มีการบันทึกภาพจะทำเป็นระยะๆที่เวลาต่างกัน ข้อมูลภาพจะถูกส่งเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อทำการวิเคราะห์ตำแหน่งของตะกอนที่เวลาใดๆ ซึ่งเป็นการคำนวณความเร็วจะทำโดยนำระยะทางการเคลื่อนที่ของตะกอน โดยรวมมาคำนวณเป็นระยะทางเฉลี่ยของแกนที่คำนวณได้หารด้วยเวลาที่แตกต่างกัน ตัวอย่างวิธีการใช้แสงเลเซอร์ในการวิเคราะห์การเคลื่อนตัวของตะกอนเช่น Laser DopplerAnemometry (LDA) Digital Particle Image Velocity (DPIV) Digital Particle Tracking Velocimetry (DPTV) Holographic Particle Image Velocimetry (HPIV) Doppler Global Velocimetry(DGV)/Planar Doppler Velocimetry(PDV) โดยทั้งหมดนี้จะมีขนาดของตะกอนในน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการวัดความเร็ว ขนาดของตะกอนที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไปเป็นสิ่งสำคัญต่อการวัดความเร็ว เพราะถ้าตะกอนมีขนาดเล็กจนเกินไปจะทำให้ยากต่อการจับภาพและติดตาม ในอีกทางหนึ่งคือถ้าตะกอนมีขนาดใหญ่จนเกินไป ความเร็วของตะกอนก็อาจจะไม่ใช้ความเร็วของการไหลที่แท้จริงนั่นเองครับ เนื่องจากแรงโน้มถ่วงจะมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนที่มาก  และพบว่าตะกอนควรจะมีขนาดประมาณ 1-50 micron ในน้ำ จึงจะเหมาะสมต่อการวัดความเร็ว ซึ่งตะกอนประเภทนี้เป็นตะกอนประเภท Sediment load ซึ่งเป็นชนิดตะกอนที่มีอยู่ทั่วไปในน้ำคลอง

    และวิธีการทดลองได้ดำเนินการถ่ายภาพตะกอนเคลื่อนที่ในภาชนะและใช้การฉายแสงเลเซอร์การทดลองได้ใช้อุปกรณ์ กล้องถ่ายภาพวิดีโอที่มีกำลังขยาย 20 ซึ่งสามารถแบ่งเป็นสองวิธีดังนี้

    1.ฉายแสงเลเซอร์เข้าหาตะกอนโดยตรง การจำลองภาพการฉายแสงโดยตรงใน รูปที่ 3.2 แสงจะสะท้อนตะกอนเข้าหากล้อง วิธีนี้จะได้ภาพที่มีตัวตะกอนสีแดงและฉากพื้นหลังสีดำ

    2.วิธีฉายแสงสะท้อน การจำลองภาพการฉายแสงสะท้อนในรูปที่ 3.4 แสงจะสะท้อนเข้าจากด้านหลังภาพซึ่งทำให้ได้ภาพพื้นสีแดงตะกอนสีดำ

    วิธีการทั้งสองวิธีนี้มีความสำคัญต่อกระบวนการจัดการข้อมูลเบื้องต้น (Pre-Process Data) ในโปรแกรมส่วนที่ 1 เนื่องจากรูปแบบการจัดการสี ความเข้ม และแสงจะแตกต่างกันออกไป และส่งผลถึงความสามารถในการอ่านข้อมูลของโปรแกรมส่วนที่ 2 ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างตะกอนกับฉากพื้นด้านหลังของภาพที่บันทึกได้ครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับ ในการวิจัยได้ดำเนินการพัฒนาโปรแกรมเพื่อใช้ในการคำนวณอัตราการเคลื่อนที่ของความเร็วการไหลโดยใช้การวัดการเคลื่อนที่ของตะกอนในน้ำโดยมีความสามารถในการตรวจจับความแตกต่างในการเคลื่อนที่ของตะกอนในรูปแบบของทิศทางและขนาดของการเคลื่อนที่ แล้วสามารถแปรผลเป็นค่าความเร็วต่อเวลาที่ใช้เคลื่อนที่ได้

    ตัวโปรแกรมจะมีโครงสร้างการทำงานแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้

    1. ข้อมูลเบื้องต้น (Pre-process and acquiring data ) ประกอบด้วย

    - นำภาพจากเซ็นเซอร์รับภาพส่งเข้ามาสู่เครื่องคอมพิวเตอร์

    - ทำการปรับค่าต่างๆเช่น ขนาด, ความเข้มแสง, สี, และความคมชัดของภาพให้สามารถนำมาวิเคราะห์การไหลได้

    - ทำการเลือกพื้นที่ที่จะทำการวิเคราะห์ออกจากส่วนที่อยู่นิ่ง

     

    2.การประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล (Data Process and Analysis)

    - อ่านค่าระดับสีที่ได้จากภาพในรูปของ RGB ทั้งก่อนการเคลื่อนที่และหลังการเคลื่อนที่

    - เชื่อมต่อพิกัดหลักในภาพเพื่อการคำนวณขนาดการเคลื่อนที่และความเร็วของการเคลื่อนที่ของความเปลี่ยนแปลงค่าสี

    - ประมวลผลของข้อมูลภาพ ใช้ระบบการประมวลผลข้อมูลแบบหลายรอบและขนาดของข้อมูล

    - ตรวจสอบความคลาดเคลื่อนและความผิดพลาดในการคำนวณแล้วทำการตัดส่วนที่ผิดพลาดออกจากกลุ่ม

    - วิเคราะห์ข้อมูลแล้วทำการปรับแก้ข้อมูล

    - เก็บข้อมูลต่างๆ เช่น ความเร็ว พิกัด ทิศทาง ของความเร็วที่จุดต่างๆ

    คุณผู้ฟังครับ จากผลการทดสอบประสิทธิภาพของโปรแกรม ในการตรวจวัดความเร็วการไหลของน้ำโดยวิธีการวัดเคลื่อนที่ของอนุภาคในน้ำ โดยใช้แสงเลเซอร์เป็นแหล่งกำเนิดแสง โดยการทดลองภายในห้องปฏิบัติการชลศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน ได้ผลการเคลื่อนที่ของอนุภาคที่สามารถใช้เป็นตัวแทนของการเคลื่อนที่ของกระแสน้ำได้ การเคลื่อนที่ของตะกอนในน้ำมีความแปรปรวนของทิศทางและความเร็วเนื่องมาจากขนาด

    และการเปรียบเทียบค่าที่ได้จากการคำนวณโดยโปรแกรมกับค่าที่ได้จากการประมาณวัดการเคลื่อนที่โดยการแบ่งตารางและนับปริมาณการเคลื่อนที่จริงพบว่า เซ็นเซอร์ที่ใช้มีจุดที่ภาพมีความคมชัดในพื้นที่โฟกัสมีความกว้างทำให้ค่าการเคลื่อนที่ในแกนราบมีการแปรปรวนสูง แสดงให้เห็นว่าความกว้างของพื้นที่ที่อยู่ในโฟกัสมีอยู่ในระหว่าง 1 – 2 ซม. ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกตะกอนได้ว่าอยู่ในระยะใดทำให้ไม่สามารถระบุระยะที่แท้จริงได้การประมาณค่าที่ได้จึงมีความคลาดเคลื่อนสูง ซึ่งปัญหาที่พบคือเซ็นเซอร์มีระยะโฟกัสกว้างต้องใช้การประมาณค่าในการหาค่าเฉลี่ยความเร็วการเคลื่อนที่ของตะกอน ซึ่งเซ็นเซอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าจะมีราคาสูงมากจึงไม่สามารถนำมาทดลองได้ครับ

    อีกปัญหาที่พบคือความไวแสงของเซ็นเซอร์ที่ใช้มีความไวแสงไม่เพียงพอต่อความเร็วของน้ำในคลองชลประทานคือ ประมาณ 80-200 ภาพ/วินาที ถึงแม้ว่าจะเพิ่มจำนวนแหล่งกำเนิดแสงแล้วก็ตาม ซึ่งถ้าเปลี่ยนเซ็นเซอร์ให้มีความไวแสงมากขึ้นและมีความเร็วภาพมากขึ้นถึงระดับ 200-600 ภาพ/วินาทีจะสามารถใช้วัดความเร็วในช่วงดังกล่าวได้

    ระดับน้ำที่ลึกขึ้นจะมีผลต่อการวัดความเร็ว เพราะตะกอนที่ขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อระดับน้ำลึกมากๆหรือที่เรียกตะกอนท้องน้ำจะมีขนาดใหญ่มากกว่าตะกอนที่ผิวน้ำจะทำให้ค่าที่ได้จากการคำนวณไม่เท่ากันเพราะตะกอนท้องน้ำใช้การกระโดดในการเคลื่อนที่ไปตามกระแสน้ำจะมีความเร็วเฉลี่ยของการเคลื่อนที่น้อยกว่าตะกอนแขวงลอยที่ลอยไปตามน้ำทำให้ค่าความเร็วที่วัดได้มีค่าแตกต่างกับออกไปครับ

    จากผลการวัดความเร็ว ค่าความเร็วที่ได้ระหว่างโปรแกรมและวัดจริงมีค่าอยู่ในช่วงเดียวกันนี้มีความแปรปรวนมากขึ้น เมื่อความเร็วของการไหลเพิ่มมากขึ้น การวัดในทางน้ำมีการกระจายตัวของความเร็วมากกว่าเนื่องมาจากมีความเร็วของการไหลมากกว่าการวัดความเร็วในถังน้ำ และจากการศึกษา พัฒนาผลงานวิจัยนี้ขึ้นมา เพื่อจัดการบริหารน้ำได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรที่ต้องใช้น้ำในการประกอบอาชีพ หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้  ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่  0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

     

     

     

     

  • รายการวิทยุเรื่อง “ไก่ดำเคยู-ภูพาน”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 2 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง  ไก่ดำเคยู-ภูพาน

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………………………………………………………………………………….

    -เพลงประจำรายการ-

     

              สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    วันนี้กระผมมีเรื่องราวผลงานวิจัยของอาจารย์ นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ไปไกลกันหน่อยนะครับ เพราะเป็นวิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ครับคุณผู้ฟัง และเรื่องที่น่าสนที่กระผมนำมาเผยแพร่ความรู้แก่คุณผู้ฟัง รวมทั้งเกษตรกรที่กำลังมองหาสัตว์เลี้ยงเศรษฐกิจ เพื่อเสริมสร้างรายได้ ณ ตอนนี้ ไก่ดำเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่น่าสนใจเลยที่เดียวนะครับ เรามาทำความรู้จักกับไก่ดำกันก่อนเลยนะครับ

    ไก่เนื้อดำ หรือไก่กระดูกดำ (Black Bone Chicken) หรือนิยมเรียกกันสั้นๆว่า “ไก่ดำ”เป็นสัตว์ปีกที่นิยมบริโภคในกลุ่มชาวจีนมานานจนถึงปัจจุบัน เพราะมีความเชื่อว่าเมื่อนำมาประกอบอาหารแบบโบราณก็จะช่วยบำรุงสุขภาพและเป็นยารักษาโรคต่างๆได้ ที่สำคัญคุณผู้ฟังรู้ไหมครับว่าทางการตลาดมีความต้องการไก่ดำค่อนข้างสูงมาก และมีราคาที่สูงด้วย ซึ่งในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา มีเกษตรกรหันมาเลี้ยงไก่ดำเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคเหนือ และทางภาคอิสาน เช่น จังหวัดสกลนคร มีการส่งเสริมให้เลี้ยงไก่ดำ เพื่อการบริโภคและจำหน่ายเป็นรายได้เสริม แต่จากไก่ดำในพื้นที่มีลักษณะที่หลากหลาย ไม่เหมาะกับการเลี้ยงในเชิงการค้า ดังนั้นคณะทรัพยากรธรรมชาติ และอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร จึงได้พัฒนาสายพันธุ์ไก่ดำที่เหมาะสมกับการผลิตในเชิงพาณิชย์ จนได้เป็น “ไก่ดำเคยู-ภูพาน” เลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนต่อสภาพอากาศ ตอบสนองความต้องการของตลาด เป็นทางเลือกใหม่แก่เกษตรกรครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับทางอาจารย์ภานุวัฒน์ คัมภีราวัฒน์ คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นผู้พัฒนาไก่ดำเคยู-ภูพาน ได้ให้ข้อมูลว่าในปัจจุบันหลายหน่วยงาน ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงไก่ดำเคยู-ภูพาน เพื่อบริโภคในภาคครัวเรือนและแบ่งจำหน่ายสร้างรายได้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง แต่หลังจากมีการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ออกไป ไก่ดำเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทำให้ทราบได้ว่า ความต้องการของไก่ดำทั้งการเลี้ยง และการบริโภคสูงมาก แต่ด้วยกำลังการผลิตที่น้อยมากในขณะนี้ เมื่อเทียบกับความต้องการแล้ว เพราะประเทศไทยเรานี่มีคนเชื้อสายจีนอยู่มากครับ และความเชื่อในเรื่องของการเซ่นไหว้หรือบูชาของดำ อีกทั้งยังมีเพื่อนบ้านที่มีความต้องการบริโภคในปริมาณที่สูงแต่ในขณะที่ในประเทศไทยยังไม่ได้มีการเลี้ยงกันอย่างจริงจัง อาจเนื่องด้วยพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยที่นิยมการบริโภคอาหารที่มีสีสันและบริโภคกันตามบรรพบุรุษ ไก่ดำจึงกลายเป็นอาหารที่ไม่ได้รับความนิยมของการบริโภคในกลุ่มคนไทยเท่าไรนัก จึงทำให้มีไก่ดำออกสู่ท้องตลาดในปริมาณที่น้อย ราคาเลยค่อนข้างสูง แต่เมื่อพิจารณาความต้องการบริโภคไก่ดำ จึงพบว่าต้องการเนื้อน่องและเนื้อหน้าอกที่ใหญ่ ซึ่งอันนี้เป็นส่วนต่างจากไก่ดำที่เลี้ยงกันทั่วไป ซึ่งยังไม่ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์ไก่ดำในส่วนนี้ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาไก่ดำ “เคยู-ภูพาน” เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดเนื้อไก่ในบ้านเราครับคุณผู้ฟัง

    โดยการศึกษาหาข้อมูลว่า ไก่ดำสายพันธุ์ใดมีลักษณะตรงกับความต้องการของตลาดบ้าง จนมาพบกับไก่ดำสายพันธุ์มองโกเลีย จึงได้รวบรวมมาจากแหล่งต่างๆที่มีการเลี้ยงในประเทศไทย เพื่อป้องกันการเกิดเลือดชิด นั่นคือ การผสมเลือดชิด เขาเรียกว่าอินบรีด (in breed) ก็คือ พ่อผสมกับลูก ลูกผสมกับแม่ ผสมกันในครอบครัวเดียวกัน มักจะทำเพื่อรักษาสายพันธุ์ แต่จะเกิดปัญหาความบกพร่องเกิดขึ้น เช่น โง่ กระดูกผิดรูป อ่อนแอต่อโรค ส่วนใหญ่มักเจอในรุ่นที่ 3 เป็นต้นไปครับ จากนั้นก็นั้นมาคัดเลือกสร้างฝูงต้นพันธุ์ ซึ่งสายพันธุ์มองโกเลียมีจุดเด่น นั้นก็คือ โตเร็ว และจะมีโครงสร้างที่ใหญ่ กว่าไก่ดำทั่วไปเหมาะกับการพัฒนาเพื่อรองรับตลาดเนื้อต่อไปในอนาคตครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับไก่ดำเคยู-ภูพาน เป็นไก่ดำทีมีขนสีขาว ก็น่าแปลกใจเหมือนกันนะครับว่าอย่างอื่นดำหมดยกเว้นตรงขน ซึ่งต่างจากที่หลายๆคนเข้าใจว่าไก่ดำขนก็ต้องมีสีดำ แต่ลักษณะของไก่ดำจริงๆเขาจะเน้นกันที่ หนัง เนื้อ และกระดูก จะต้องดำครับ ส่วนขนไม่จำเป็นต้องมีสีดำก็ได้ และยังมีไก่ดำอีกหลายสายพันธุ์ที่มีขนสีอื่น ที่สำคัญการคัดเลือกให้ได้ขนสีดำทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ จะต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะได้ไก่ที่มีขนสีดำสนิท นอกจากนี้ไก่ดำขนสีขาวยังทำตลาดไก่สวยงามได้อีกด้วย และนี่ก็เป็นอีกนึงจุดขายของไก่ดำเคยู-ภูพานนั่นเองครับ

    การดูแลจัดการเลี้ยงดูไก่ดำเคยู-ภูพาน ได้มีการนำไปทดสอบในฟาร์มของเกษตรกรที่เลี้ยงแบบปล่อยหลังและเลี้ยงรวมกับสายพันธุ์อื่น พบว่า การทนต่อสิ่งแวดล้อม และเปอร์เซ็นต์ต่อการสูญเสียในสภาพการเลี้ยงดังกล่าวไม่ได้แตกต่างกันเลยครับคุณผู้ฟัง แต่มีจุดเด่นที่เจริญเติบโตดีกว่า เราจึงมั่นใจได้ว่า เลี้ยงง่าย เหมือนกับไก่บ้านทั่วไป พ่อพันธุ์ไก่ดำเคยู-ภูพาน เริ่มใช้ผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 6-8 เดือน ขณะที่แม่พันธุ์จะให้ไข่ที่อายุ 6-8 เดือน เช่นกันครับ หากเลี้ยงแบบคุมฝูงปล่อยให้พ่อพันธุ์คุมฝูงใช้สัดส่วน ถ้าฝูงใหญ่อาจใช้พ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ 7 ตัวส่วนฝูงเล็กอาจจะใช้พ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ 3-5 ตัว โดยที่แม่พันธุ์จะใช้เวลาพักไข่อยู่ที่ประมาณ 21 วัน และเลี้ยงลูกประมาณ 1 เดือน จึงจะกลับมาให้ไข่ใหม่ ส่วนในการเลี้ยงขุนเพื่อป้อนตลาดเนื้อใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 3 เดือน ก็จะได้น้ำหนักไก่อยู่ที่ 1.2 – 1.5 กิโลกรัม ตามที่ตลาดต้องการ ซึ่งจะใช้เวลาเลี้ยงน้อยกว่าไก่ดำทั่วไปที่ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 4-5 เดือน ราคาจำหน่ายไก่ดำขุนในท้องตลาดปัจจุบัน น้ำหนักมีชีวิตกิโลกรัมละ150 บาทและไก่ดำชำแหละราคากิโลกรัมละ 250 บาท ส่วนต้นทุนการผลิตจนถึงจับขายอยู่ที่ตัวละ 80 บาท ปัจจุบันไก่ดำเคยู – ภูพาน เป็นที่รู้จักในวงการผู้เลี้ยงไก่ดำพอสมควร เนื่องจากมีลักษณะเด่นหลายประการที่แตกต่างจากไก่ดำอื่นๆ จึงมีความต้องการนำไปเลี้ยงมากพอสมควรเลยทีเดียวครับคุณผู้ฟัง โดยเฉพาะผู้เลี้ยงไก่พันธุ์และไก่สวยงาม ในขณะที่ผู้เลี้ยงไก่ป้อนตลาดเนื้อก็มีความต้องการเช่นเดียวกันครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับ ในปัจจุบันการพัฒนาพันธุ์ไก่เคยู-ภูพาน อยู่ในรุ่น F2 ซึ่งตามทฤษฎีการปรับปรุงพันธุ์ต้องพัฒนาให้ถึงรุ่น F5 โดยคาดว่าต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี เมื่อจบรุ่น F5 จะได้ไก่ดำที่มีจุดเด่น ด้านการเจริญเติบโตอย่างชัดเจน เลี้ยงง่าย เวลาระยะเวลาของการเลี้ยงสั้นลง ทนโรค ทนร้อน ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ตัวเมียให้ไข่ดก เพื่อผลิตลูกไก่ได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของตลาด นอกจากนี้ทาง อาจารย์ภานุวัฒน์ กำลังพัฒนาไก่ดำเคยู-ภูพาน ขนสีดำ ตอบสนองต่อความต้องการผู้เลี้ยงไก่ดำที่ชอบขนสีดำอีกด้วย

    การตลาดของการเลี้ยงไก่ดำในเชิงพาณิชย์ ซึ่งอาจารย์ภานุวัตน์ให้ข้อมูลกับทางเราด้านการเลี้ยงไก่ดำเชิงพาณิชย์ ว่า การเลี้ยงไก่ดำ ณ ปัจจุบัน แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เลี้ยงเพื่อขายพันธุ์ และเพื่อความสวยงาม อีกกลุ่มก็เป็นการเลี้ยงเพื่อบริโภค โดยกลุ่มที่เลี้ยงเพื่อขายพันธุ์หรือเลี้ยงสวยงาม จะใช้พื้นที่ไม่มากนัก ไม่เน้นปริมาณไก่ แต่เน้นการผลิตไก่ที่สวยงามและตรงตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยลักษณะต้องตรงตามสายพันธุ์ทั้ง หน้าตา สีขน รูปร่าง ทำให้มูลค่าต่อตัวสูง โดยในตลาดสายพันธุ์แลไก่สวยงาม ตัวผู้ขายในราคาตัวละ 1,500-2,000 บาท ตัวเมียคาตัวละ 800-1200 หรือคู่ละ 2,000-3,000 บาท (คู่พ่อแม่พันธุ์นั้นเองครับ) ขณะที่กลุ่มเลี้ยงป้อนตลาดเนื้อ ต้องมีพื้นที่เลี้ยงพอสมควร ขึ้นอยู่กับจำนวนที่จะจัดส่งตลาดในแต่ละรอบ และถ้าเลี้ยงเป็นจำนวนมากอาจลงทุนสร้างโรงเรือนระบบปิดปรับอากาศ เพื่อให้การผลิตที่ดีกว่าระบบปิด แต่ถ้าไม่มีเงินทุนมากพอในช่วงแรกๆ อาจจะเลี้ยงแบบระบบปิด และในการเลี้ยงแบบระบบขุนไม่จำเป็นต้องเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ผลิตลูกไก่เอง ซึ่งจะใช้ต้นทุนที่สูง และอาจจะดูแลไม่ทั่วถึงทำให้เกิดผลเสียตามมาได้ ควรหาฟาร์มที่ผลิตลูกไก่ป้อนให้และเน้นการจัดการเลี้ยงขุนให้ดี เพื่อให้มีรายได้ตลอดเวลาครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ ในอนาคตอันใกล้นี้ตลาดไก่ดำยิ่งเปิดกว้าง มีความต้องการที่สูงขึ้น และหากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC ยิ่งทำให้ความต้องการบริโภคไก่ดำสูงยิ่งขึ้น ประกอบกับกระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ไก่ดำก็ตอบสนองต่อความต้องการนี้ได้ครับ เนื่องจากไก่ดำนี้มีประโยชน์สูงกว่าไก่โดยทั่วไป คือ มีโปรตีน กรดอะมิโน และสารอาหารอื่นๆสูงกว่า มีคลอเลสเตอรอลต่ำ มีสายเมลานิน ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็ง หัวใจ เบาหวาน ชะลอความแก่ ลดการเกิดฝ้า ลดปวดประจำเดือน อีกทั้งมีสารคาร์ซีน ที่มากกว่าไก่ทั่วไปอยู่ 2 เท่าเลยทีเดียวครับ ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ชะลอความแก่ ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น บรรเทาโรคเบาหวาน โลหิตจาง และอื่นๆ นอกจากนี้แล้วยังมีการนำไปทำเป็นซุปไก่สกัด รวมถึงสกัดสารสำคัญไปทำเครื่องยาอีกด้วย และปัจจุบันทางสาขาเทคโนโลยีการอาหาร คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ได้นำไก่ดำเคยู-ภูพาน นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ “ซุปไก่ดำตุ๋นสมุนไพรจีน” แบบผงสำเร็จรูปชงน้ำร้อนพร้อมดื่ม และแบบแคปซูล ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่พกพาสะดวก รับประทานง่าย และมีคุณค่าทางอาหารสูง

    คุณผู้ฟังครับ การเลี้ยงไก่ดำหากทำในเชิงพาณิชย์แบบครบวงจร อาจจะต้องใช้ต้นทุนที่สูง เพราะต้องทำเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ เลี้ยงตั้งแต่พ่อแม่พันธุ์จนถึงไก่ขุน รวมทั้งต้องทำโรงงชำแหละเอง ซึ่งเกษตรกรทั่วไปอาจทำได้ยาก แต่ก็สามารถใช้การรวมกลุ่มกัน แบ่งส่วนการผลิต มีกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ผลิตลูกไก่ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงไก่ขุนผลิตไก่เนื้อป้อนตลาด ก็จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี

              หากคุณผู้ฟังต้องการข้อมูลเกี่ยวกับ ไก่ดำเคยู-ภูพาน หรือผลิตภัณฑ์แปรรรูปจากไก่ดำ เพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ อาจารย์ภานุวัฒน์ คัมภีราวัฒน์ โทรศัพท์ 081-6710-7743 ได้ในวันและเวลาราชการครับ

              หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้  ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่  0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ……………………

     

     

     

  • รายการวิทยุเรื่อง “การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพด”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 26 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพด

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา 

    ……………………………………………………………………………

     -เพลงประจำรายการ-

               สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก.แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    วันนี้เราจะมารู้จักกับพืชไร่ชนิดหนึ่ง ที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี และนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมายในท้องตลาด พืชชนิดนี้ก็คือ ข้าวโพดนั่นเองครับคุณผู้ฟัง ข้างโพดเป็นพืชจำพวกหญ้า รากชั่วคราว เรียกว่า ไพรี หลังจากข้าวโพดเจริญเติบโตได้ประมาณ 7 – 10 วัน รากถาวรจะงอกขึ้นรอบๆ ข้อปลาในระดับใต้พื้นดินประมาณ 1-2 นิ้ว รากถาวรนี้เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะแผ่ออกไปโดยรอบประมาณ 100 เซนติเมตร รากของข้าวโพดเป็นระบบรากฝอย นอกจากรากที่อยู่ใต้ดินแล้ว ยังมีรากยึดเหนี่ยว ซึ่งเกิดขึ้นรอบ ๆ ข้อที่อยู่ใกล้ผิวดิน มีลำต้นตั้งตรงแข็งแรง เนื้อภายในฟ่ามคล้ายฟองน้ำสูงประมาณ 1.4 เมตร ลำต้นมีข้อ และปล้อง  ปล้องที่อยู่ในดินและใกล้ผิวดินสั้น และจะค่อย ๆ ยาวขึ้นไปทางด้านปลาย ปล้องเหนือพื้นดินจะมีจำนวนประมาณ 8-20 ปล้อง ลำต้นสดมีสีเขียว ใบ ยาวรี เป็นเส้นตรงปลายแหลม ยาวประมาณ 30-100 ซม. เส้นกลางของใบจะเห็นได้ชัด ตรงขอบใบมีขนอ่อนๆ มีเขี้ยวใบ ลักษณะของใบรวมทั้งสีของใบแตกต่างกันไป แล้วแต่ชนิดของพันธุ์ บางพันธุ์ใบสีเขียว บางพันธุ์ใบสีม่วงและบางพันธุ์ใบลาย จำนวนใบก็เช่นเดียวกันอาจมีตั้งแต่ 8-48 ใบ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน ช่อดอกตัวผู้อยู่ส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกตัวเมียอยู่ต่ำลงมาอยู่ระหว่างกาบของใบ และลำต้น ช่อดอกตัวผู้ อยู่ตอนบนสุดของลำต้น ดอกตัวผู้ดอกหนึ่งจะมีอับเกสร 3 อัน ส่วนดอกตัวเมียอยู่รวมกันเป็นช่อ เกิดขึ้นตอนข้อกลาง ๆ ลำต้น ฝักเกิดจากดอกตัวเมียที่เจริญเติบโตแล้ว ฝักอ่อนจะมีสีเขียว พอแก่เป็นสีนวลครับคุณผู้ฟัง

    สำหรับในประเทศไทย คนไทยรู้จักนำข้าวโพดมาเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดย หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ได้นำข้าวโพดพันธุ์ที่ใช้เลี้ยงสัตว์มาปลูกและทดลองใช้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นยังเป็นที่รู้จักกันน้อย จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การใช้ข้าวโพดเริ่มแพร่หลายขึ้นเนื่องจาก หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจได้นำการเลี้ยงไก่แบบการค้ามาเริ่มสาธิต และกระตุ้นให้ประชาชนปฏิบัติตามผู้เลี้ยงไก่จึงรู้จักใช้ข้าวโพดมากขึ้นกว่าเดิม แต่เนื่องจากระยะนั้นข้าวโพดมีราคาสูงและหายาก การใช้ข้าวโพดจึงใช้เป็นเพียงส่วนประกอบของอาหารหลัก ซึ่งมีรำและปลายข้าวเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันผู้เลี้ยงสัตว์รู้จักข้าวโพดกันทั่วไป และในปัจจุบันประเทศไทยได้ปลูกข้าวโพดในปีหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนมาก

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ หัวหน้าโครงการ ดร.โชคชัย เอกทัศนาวรรณ หน่วยงานต้นสังกัด ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร บางเขน ได้ทำการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานและข้าวโพดฝักอ่อนสำหรับตลาดฝักสดและอุตสาหกรรมแปรรูปครับ เรามาแยกประเภทของข้าวโพดกันก่อนน่ะครับ

    โดยทั่วไปข้าวโพดจะจัดออกเป็น 5 กลุ่ม น่ะครับคุณผู้ฟัง

    1. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือข้าวโพดไร่ ที่รู้จักในปัจจุบันเช่นข้าวโพดหัวบุ๋ม และข้าวโพดหัวแข็ง ซึ่งเป็นการเรียกตามลักษณะเมล็ดข้าวโพดหัวบุ๋มหรือหัวบุบ ข้าวโพดชนิดนี้เมื่อเมล็ดแห้งแล้วตรงส่วนหัวบนสุดจะมีรอยบุ๋มลงไป ซึ่งเป็นส่วนของแป้งสีขาว ข้าวโพดชนิดนี้สำคัญมากและนิยมปลูกกันมากใน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะทางแถบคอร์นเบลท์ สีของเมล็ดมีตั้งแต่ขาวไปจนถึงเหลือง เนื่องจากมีหลายสายพันธุมีโปรตีนน้อยกว่าพวกข้าวโพดหัวแข็ง ข้าวโพดหัวแข็ง ข้าวโพดพันธุ์นี้ส่วนขนสุดของเมล็ดมักมีสีเหลืองจัดและเมื่อแห้งจะแข็งมาก ภายในเมล็ดมีสารที่ทำให้ข้าวโพดมีสีเหลืองจัดเป็นสารให้สีที่ชื่อ คริปโตแซนทีน สารนี้เมื่อสัตว์ได้รับร่างกายสัตว์จะเปลี่ยนสารนี้ให้เป็นไวตามินเอ นอกจากนี้สารนี้ยังช่วยให้ไข่แดงมีสีแดงเข้ม ช่วยให้ไก่มีผิวหนัง ปาก เนื้อ และแข้งมีสีเหลืองเข้มขึ้น เป็นที่นิยมของตลาดโดยเฉพาะแถบอเมริกาส่วนอังกฤษนั้นนิยมใช้ข้าวโพดขาว ข้าวโพดที่ใช้เลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยมีหลายพันธุ์ ที่นิยมปลูกในประเทศไทยได้แก่ พันธุ์กัวเตมาลา พียี 12 (Rep.1) กัวเตมาลา พีบี 12 (Rep.2) พีบี 5 ข้าวโพดเหนียว และโอเปค-2 มีเมล็ดตั้งแต่สีขาว สีเหลืองไปจนถึงสีแดง ขนาดของเมล็ดขึ้นอยู่กับพันธุ์ โดยทั่วไปจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ในช่วง 0.5-0.8 ซม. ก่อนนำมาเลี้ยงสัตว์จึงต้องบดก่อนเพื่อ ช่วยให้การย่อยและการผสมได้ผลดีขึ้น ที่บดแล้วจะมีขนาดประมาณ 1-8 มม. ครับคุณผู้ฟัง

    1. ข้าวโพดหวาน เป็นข้าวโพดที่คนใช้รับประทาน ไม่มีการแปรรูป เมล็ดมักจะใสและเหี่ยวเมื่อแก่เต็มที่ เพราะมีน้ำตาลมาก ก่อนที่จะสุกจะมีรสหวานมากกว่าชนิดอื่น ๆ จึงเรียกข้าวโพดหวาน มีหลายสายพันธุ์ครับ

    2. ข้าวโพดคั่ว เป็นข้าวโพดที่คนใช้รับประทาน ไม่มีการแปรรูป เมล็ดค่อนข้างแข็ง สีดีและขนาดแตกต่างกัน สำหรับต่างประเทศ ถ้าเมล็ดมีลักษณะแหลมเรียกว่า ข้าวโพดข้าว ถ้าเมล็ดกลม เรียกว่า ข้าวโพดไข่มุก

    3. ข้าวโพดแป้ง เมล็ดมีสีหลายชนิด เช่น ขาว (ขุ่น ๆ หรือปนเหลืองนิด ๆ) หรือสีน้ำเงินคล้ำ หรือมีทั้งสีขาวและสีน้ำเงินคล้ำในฝักเดียวกัน เนื่องจากกลายพันธุ์ พวกที่มีเมล็ดสีคล้ำและพวกกลายพันธุ์เรียกว่าข้าวโพดอินเดียนแดง หรือเรียกได้อีกชื่อว่าข้าวโพดพันธุ์พื้นเมือง พวกข้าวโพดสีคล้ำนี้จะมีไนอาซีน สูงกว่าข้าวโพดที่มีแป้งสีขาว

    4. ข้าวโพดเทียน เป็นข้าวโพดที่คนใช้รับประทาน จะมีแป้งที่มีลักษณะเฉพาะคือ นุ่มเหนียว เพราะในเนื้อแป้งจะประกอบด้วยแป้งพวกแอมมิโลเปคติน (Amylopectin) ส่วนข้าวโพดอื่น ๆ มีแป้งแอมมิโลส (Amylose) ประกอบอยู่ด้วย จึงทำให้แป้งค่อนข้างแข็ง

     -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับ วันนี้กระผมจะมาพูดถึงข้าวโพดหวานน่ะครับ เป็นพืชผักอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของประเทศไทยเลยทีเดียวครับคุณผู้ฟัง เพื่อใช้ในการบริโภคฝักสด และการแปรรูปบรรจุกระป๋อง แบบบรรจุทั้งเมล็ด   ข้าวโพดครีม  และแบบบรรจุทั้งฝัก นอกจากนี้ ยังมีการแปรรูปแบบแช่แข็งทั้งเมล็ด แช่แข็งทั้งฝัก เมล็ดแห้ง และน้ำนมข้าวโพด  ปัจจุบันความต้องการข้าวโพดหวานของโรงงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นผลให้ในปี พ.ศ.2549 ประเทศไทยส่งออกข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋องเพิ่มขึ้นเป็นปริมาณ 125,308 ตัน มูลค่า 4,291.0 ล้านบาทเลยทีเดียวครับคุณผู้ฟัง  และส่งออกข้าวโพดหวานแช่แข็งปริมาณ 4,730 ตัน มูลค่า 166.6 ล้านบาท ในปีเพาะปลูก 2547 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูก 302,991 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 1,620 กก./ไร่ และมีปริมาณผลผลิต 490,763 ตัน    และปี พ.ศ. 2553 ส่งออกรวมเพิ่มขึ้นเป็น 5,108.50 ล้านบาท ในปีเพาะปลูก  2549/2550  คาดว่าประเทศไทยมีการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมประมาณ  500  ตัน มากกว่า 95% ของปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานทั้งหมด โดยมีสัดส่วนของลูกผสมเดี่ยวยีน shrunken-2 หรือ พันธุ์ sh2 ประมาณ 90% และยีนbrittle-1 พันธุ์bt1 ประมาณ 10% เช่นเดียวกันกับในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมเดี่ยวยีน sh2 มากกว่า 50 %  ข้าวโพดหวานลูกผสมเหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค เพราะมีปริมาณน้ำตาลซูโครสมากกว่าลูกผสมข้าวโพดหวานธรรมดาที่ควบคุมด้วยยีน sugary ทำให้ยืดเวลาการสุกแก่ที่เหมาะต่อการรับประทาน และทนต่อการขนส่งทางเรือไปยังตลาดที่ห่างไกลได้ดีกว่า และส่งเสริมให้ใช้ในการแปรรูป บรรจุกระป๋อง และแช่แข็ง โดยโฆษณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่หวานธรรมชาติ

    คุณผู้ฟังครับ การผลิตข้าวโพดหวานในระดับอุตสาหกรรมของประเทศไทยต้องแข่งขันกับกับต่างประเทศ        โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส   ดังนั้น จึงมีความต้องการพันธุ์ลูกผสมเดี่ยวที่ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพในการรับประทานที่ดีมาก โดยเฉพาะต้องมีความอ่อนนุ่มสูง  และมีเปลือกหุ้มเมล็ดบาง การปรับปรุงพันธุ์ยังมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนเชื้อพันธุกรรมที่จะนำมาใช้ปรับปรุง จึงต้องมีการนำเข้าข้าวโพดหวานจากต่างประเทศทั้งพันธุ์ผสมเปิดหรือพันธุ์ลูกผสมที่มีคุณภาพในการรับประทานสูงมาปลูก แต่พันธุ์เหล่านี้ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้ จึงต้องมีการปรับปรุงข้าวโพดหวานที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อให้ต้านทานโรคและแมลง และปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย และใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมในการสกัดสายพันธุ์แท้ เพื่อสร้างพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมเดี่ยวที่ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพในการรับประทานที่ดีครับคุณผู้ฟัง

     คุณผู้ฟังครับ สำหรับตลาดฝักสดและอุตสาหกรรมแปรรูป จะช่วยลดการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานจากต่างประเทศ รวมทั้งช่วยให้ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวโพดหวานเป็นอันดับ 3 ของโลก ผลจากการวิจัยและพัฒนาของโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานและข้าวโพดฝักอ่อนสำหรับตลาดฝักสดและอุตสาหกรรมแปรรูป ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2535 ได้เผยแพร่พันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมเดี่ยวพันธุ์ อินทรี 1, อินทรี 2, KSSC 503, ข้าวโพดหวานสองสีพันธุ์ KSSC 978 ข้าวโพดหวานลูกผสมเดี่ยวยีน brittle-1 พันธุ์ KSSC 563 และ KSSC 604 ในปี พ.ศ. 2538, 2546, 2547,  2548 และ 2550 ตามลำดับครับคุณผู้ฟัง

     -เพลงคั่นรายการ-

              เรามารู้จักข้าวโพดกันอีกประเภทน่ะครับคุณผู้ฟัง ข้าวโพดฝักอ่อน จัดเป็นพืชผักที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในด้านอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทย โดยเริ่มส่งออกข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511-2514 ในปริมาณที่ไม่มากนัก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2515 ส่งออกได้ 378 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3.9 ล้านบาท และในปี พ.ศ. 2549 ส่งออกข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋อง 96,345 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2,145.1 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2553 ส่งออกข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋องลดลงเป็น 40,522 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,212.7 ล้านบาท โดยส่งไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ แคนาดา และอีกหลายประเทศครับ

    นอกจากนี้ ยังได้ส่งข้าวโพดฝักอ่อนสดแช่เย็นไปยังประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น จำนวน จำนวน 5,878 ตัน คิดเป็นมูลค่า 496.4 ล้านบาท และข้าวโพดฝักอ่อนแช่แข็งไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และแคนาดา จำนวน 730 ตัน คิดเป็นมูลค่า 30.1 ล้านบาท  และมีการบริโภคข้าวโพดฝักอ่อนสดในประเทศ ไม่ต่ำกว่าปีละ 4,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท  ในปีเพาะปลูก 2547 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดฝักอ่อน 244,802 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 1,246 กิโลกรัมต่อไร่ และมีปริมาณผลผลิต 305,094 ตัน ครับคุณผู้ฟัง

    คุณผู้ฟังครับ การผลิตข้าวโพดฝักอ่อนเป็นการค้า ต้องใช้วิธีการถอดช่อดอกตัวผู้  เพื่อเร่งให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วขึ้น  เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และป้องกันการผสมพันธุ์ ซึ่งจะทำให้ฝักอ่อนที่ได้มีคุณภาพไม่เป็นที่ต้องการของโรงงาน เนื่องจากฝักอ่อนที่ได้มีเมล็ดบวมพอง  แต่การใช้วิธีการถอดช่อดอกตัวผู้ต้องใช้แรงงานและสิ้นเปลืองเวลามาก และทำให้สูญเสียใบบางส่วนทำให้ผลผลิตลดลง เป็นผลให้ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่มีค่าแรงงานต่ำกว่า เช่น ประเทศซิมบับเว อินเดีย เวียดนาม และจีน  ดังนั้น การใช้ลักษณะเพศผู้เป็นหมัน  จะช่วยลดปัญหาดังกล่าว   ทำให้ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร โดยเฉพาะข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสมเดี่ยวที่มีลักษณะเพศผู้เป็นหมันให้ผลผลิตสูง ทำให้เกษตรกรมีกำไรสุทธิต่อไร่สูงขึ้น มีความสม่ำเสมอของฝักและสีสูง ตรงความต้องการของโรงงาน และยังสามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมกัน ทำให้สะดวกในการจัดการของเกษตรกรและโรงงาน  นอกจากนี้ การใช้ลักษณะเพศผู้เป็นหมันในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานและข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสมเป็นการค้าของบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ ทำให้ไม่ต้องเสียค่าแรงงานในการถอดยอด และลดต้นทุนการผลิตเมล็ดพันธุ์ และจะช่วยให้ประเทศไทยยังคงรักษาความเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีการผลิตโดยเฉพาะเรื่องพันธุ์และการส่งออกข้าวโพดฝักอ่อนอันดับหนึ่งของโลกอีกต่อไป

    ผลจากการวิจัยและพัฒนาของโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานและข้าวโพดฝักอ่อนสำหรับตลาดฝักสดและอุตสาหกรรมแปรรูป ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2535 ได้เผยแพร่พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนที่ไม่ต้องถอดยอดพันธุ์ เกษตรศาสตร์ 1, เกษตรศาสตร์ 2, KBSC 303 และ KBSC 605 ใน ปี พ.ศ. 2538, 2542, 2544, 2547 และ 2550 ตามลำดับ ครับคุณผู้ฟัง

    -เพลงคั่นรายการ-

    วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย มีดังต่อไปนี้ครับคุณผู้ฟัง

    1) พัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์แท้ และสร้างข้าวโพดหวานลูกผสมเดี่ยวสีเหลือง ยีน shrunken-2 (sh2) และ brittle-1 (bt1) และสีเหลืองสลับขาว (bi-color) ยีน sh2 ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูง 2,500-3,000 กก.ต่อไร่ มีคุณภาพในการรับประทานที่ดี สำหรับตลาดฝักสดและอุตสาหกรรมแปรรูป และต้านทานโรคราน้ำค้าง และโรคทางใบ เช่น โรคราสนิม โรคใบไหม้แผลเล็ก โรคใบไหม้แผลใหญ่ รวมทั้งโรคไวรัส SCMV และ MDMV และมีลักษณะทางการเกษตรที่ดี เช่น ต้านทานการหักล้ม มีเปลือกหุ้มฝักยาว และทนทานแล้งด้วยน่ะครับคุณผู้ฟัง

    2) พัฒนาประชากรข้าวโพดหวานยีน sh2 และ bt1 ที่ต้านทานต่อโรคในข้อ 1 รวมทั้งมีคุณภาพในการ

    รับประทานที่ดี และมีลักษณะทางการเกษตรที่ดี เพื่อใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมสำหรับข้อ 1

    3) การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสมเดี่ยวที่ไม่ต้องถอดยอดสำหรับตลาดฝักสดและอุตสาหกรรม

    แปรรูป โดยให้น้ำหนักฝักสดทั้งเปลือกเฉลี่ย 1,500-2,000 กก.ต่อไร่ มีคุณภาพในการรับประทานที่ดี และมีลักษณะทางการเกษตรที่ดี เช่น ต้านทานโรคราน้ำค้าง โรคทางใบ และต้านทานการหักล้ม รวมทั้งทนทานต่อความแล้งครับคุณผู้ฟัง

    สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ.1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุเรื่อง “เซรามิกส์ในวงการทันตกรรม”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 19 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง เซรามิกส์ในวงการทันตกรรม

    บทวิทยุ วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………………………

     -เพลงประจำรายการ-

              สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกับรายการ  “ จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ทางวิทยุ มก. แห่งนี้เป็นประจำทุกวันเสาร์ รายการนี้ผลิตโดย  ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย  สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์    เรื่อง “เซรามิกส์ในวงการทันตกรรม”

    คุณผู้ฟังครับ การทันตกรรมในปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นตามลำดับ เพื่อสนองนโยบายในการมีสุขภาพที่ดีถ้วนหน้าของประชาชน เพราะสุขภาพในช่องปากนั้น โดยเฉพาะฟันมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อสุขภาพทั่วไปของร่างกาย การทำให้ฟันมีประสิทธิภาพในการใช้งานได้ดีแม้เมื่อเกิดการเสื่อมสภาพ เช่น ฟันผุ ฟันหัก  ตลอดจนให้มีการคงความสวยงามเหมือนธรรมชาติ จึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นวันนี้ทางรายการจะขอเสนอเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก นั่นก็คือเรื่อง “เซรามิกส์ในวงการทันตกรรม ” ครับ

    คุณผู้ฟังครับ วัสดุที่ใช้ในการอุดฟันจากอดีตจนถึงปัจจุบันที่นิยมใช้กันมาก นั้นได้แก่ อมัลกัม ซึ่งมีส่วนผสมเป็นผงโลหะชนิดต่างๆ ได้แก่  เงิน 35%  , ดีบุก 9% , ทองแดง 6% และสังกะสีเล็กน้อย โดยมีปรอทซึ่งเป็นโลหะเหลวเป็นตัวเชื่อมประสานครับ

    ซึ่งในงานวิจัยจำนวนมากได้กล่าวถึงผลของการใช้ปรอทในสารอุดฟันที่มีต่อร่างกายมนุษย์ตลอดจนมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากปรอทสามารถระเหยไปในบรรยากาศได้เมื่อปรอทนั้นได้รับความร้อน เช่นในขณะที่มีการผสมปรอทในอมัลกัมในงานของทันตแพทย์ เพื่อการอุดฟัน ในอเมริกาพบว่าทันตแพทย์ใช้ปรอทเป็นปริมาณมากถึง 40 ตันต่อปี และจากการศึกษาคนที่ได้รับการอุดฟันด้วยอมัลกัม เมื่อเสียชีวิตลง ไม่ว่าจะถูกฝังหรือถูกเผาก็ตาม จะพบว่ามีสารปรอทจากอมัลกัมปะปนเข้าไปในอากาศ ดิน และน้ำ ในสภาพแวดล้อมเป็นจำนวนมาก

    ดังนั้นจึงมีการพัฒนาลดการใช้อมัลกัมเป็นสารอุดฟันทั้งในอเมริกาและยุโรปขึ้น เพื่อลดปริมาณใช้ปรอทในการอุดฟัน และเซรามิกส์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ใช้เป็นวัสดุทันตกรรมชนิดสารอุดฟัน นอกจากนั้นเซรามิกส์ยังนำมาใช้เป็นตัวฟัน หรือครอบฟันอีกด้วย

    เซรามิกส์ที่กล่าวมามีทั้งที่เป็นพอร์ซเลน และกลาสเซรามิกส์ คุณผู้ฟังครับวัสดุทั้งสองชนิดนี้ มีความแข็งแรงสูง ความแข็งแรงใกล้เคียงธรรมชาติ และทนต่อการเสียดสี ซึ่งการเสียดสีนี้ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นจริงในช่องปากขณะเคี้ยวอาหาร นอกจากความเหมาะสมในการใช้งานแล้ว ความสวยงามอันเกิดจากความเหมือนฟันธรรมชาติก็เป็นปัจจัยอีกอันหนึ่งที่ทำให้นำเซรามิกส์ ที่เป็นพอร์ซเลนมาใช้กันอย่างกว้างขวาง แม้ว่าเซรามิกส์จะแข็งมากและยากต่อการเจียระไนและตกแต่งของทันตแพทย์หรือหมอฟันก็ตาม และกลาสเซรามิกส์ง่ายต่อการเจียระไน ตกแต่งจึงเหมาะแก่การทำเป็นฟันมากกว่าพอร์ซเลน งานวิจัยที่พัฒนาเกี่ยวกับกลาสเซรามิกส์ในงานทันตกรรมมีการวิจัยกันมาแล้วระดับหนึ่ง โดยความร่วมมือของ 4 ประเทศ ในกลุ่ม EU ได้แก่ อังกฤษ ไอร์แลนด์ เบลเยียม และเนเธอร์ แลนด์ แต่ยังต้องมีการวิจัยและพัฒนายิ่งขึ้นไป เพื่อให้ง่ายต่อการเจียระไนตกแต่ง เช่นในการกรอฟันที่ผุ เพื่อให้เข้ากับรูปร่างของรูฟันที่ผุ ซึ่งทำให้เข้ากับรูปร่างของฟันได้ดียิ่งขึ้นต่อไป

     -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ คุณผู้ฟังต้องเคยฟันหักหรือฟันหลุดไหมครับ  และในแต่ละปีมีสถิติที่สหรัฐอเมริกามีอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บจนทำให้ฟันดีๆ ต้องหลุดออกจากปากของเจ้าของกว่า 2 ล้านซี่ จากพลเมืองกว่า 200 ล้านคนของเขา ถ้าคิดเทียบตัวเลขนี้กับประเทศไทย ซึ่งมีพลเมืองกว่า 60 ล้านคน คนไทยมีอาการบาดเจ็บจนฟันหลุดกว่า 6 แสนซี่ต่อปี ทันตแพทย์กล่าวว่าการที่ฟันหลุดออกจากเบ้ารองฟันถ้าสามารถใส่คืนหรือปลูกไว้ที่เดิมจะสามารถใช้งานได้เหมือนเดิม แต่ต้องทำให้ทันเวลาและถูกวิธี ข้อสำคัญต้องไม่ปล่อยให้ฟันและเอ็นรอบรากฟันแห้งตาย เพาะว่าฟันจะตายภายใน 1 ชั่วโมง ส่วนเอ็นเยื่อจะตายภายใน 30 นาที หลังจากฟันหลุดออก แต่ฟันอาจมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 4 ชั่วโมงหรือกว่านั้นได้ถ้าเก็บไว้ในสารละลาย และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น ในน้ำลาย น้ำนม หรือน้ำยาพิเศษที่มีความเป็นกรดด่างพอเหมาะ อุดมด้วยแร่ธาตุ สารอาหาร วิตามินและยาต้านจุลชีพ  (ดังนั้น ถ้าฟันหลุดก็ควรอมไว้ก่อนนะครับ ถ้าหาน้ำนมหรือน้ำยาไม่ทัน)นี่คือวิธีรักษาฟังที่ง่ายที่สุดครับ

    แต่ถ้าในกรณีที่ฟันและเซลล์รอบรากฟันไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้แล้ว ภายหลังจากฟันที่หลุดออกมา ก็จำเป็นต้องหาวัสดุอื่นเข้าไปแทนที่ครับ ที่เรียกว่า ฟันปลอม คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าฟันปลอม คือสิ่งประดิษฐ์ หรือสิ่งที่ทำขึ้นเพื่อทดแทนฟันแท้ที่สูญเสียไป อันที่จริงคนเราสามารถใช้เหงือกบดเคี้ยวอาหารก็ได้นะครับ แต่อาจเคี้ยวได้เฉพาะพวกแป้งและอาหารอ่อนเท่านั้น ซึ่งทำให้สารอาหารไม่ครบหมู่ การบดเคี้ยวไม่ละเอียดเพียงพอเป็นผลเสียกับระบบย่อยอาหาร และทำให้กล้ามเนื้อบดเคี้ยวอาหารทำงานมากกว่าปกติด้วยครับบ ฟันปลอมจึงมีบทบาทในด้านช่วยการบดเคี้ยวให้มีประสิทธิภาพเหมือนปกติ ช่วยให้มีความสวยงามเหมือนธรรมชาติทำให้ความสมบูรณ์ของร่างกายของใบหน้าอยู่ในสภาพเดิม และเป็นการปรับปรุงแก้ไขทำให้บุคลิกภาพอื่นๆที่สูญเสียไปเมื่อไม่มีฟัน เช่น การออกเสียงไม่ชัดนั่นเองครับ อีกสักครู่จะพูดถึงชนิดของฟันปลอมกันต่อครับ รอฟังกันในช่วงหน้านะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ ฟันปลอมแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด แบบถอดได้และแบบติดแน่น ในครั้งนี้จะพูดถึงเฉพาะแบบติดแน่นนะครับ ฟันปลอมชนิดแบบติดแน่นเป็นฟันที่ติดอยู่ในช่องปากอย่างถาวร ถอดออกมาล้างไม่ได้ ตัวฟันปลอมจะวางอยู่บนสันเหงือกและมีสวนยื่นออกไปจากฟันปลอมนี้เพื่อยึดกับฟันข้างเคียงที่อยู่ติดกับช่องว่าง โดยใช้วัสดุในการยึดติดฟันปลอมไว้ ฟันปลอมจะติดแน่นในช่องปากเหมือนฟันธรรมชาติ การใส่ฟันปลอมชนิดนี้เรียกว่าการทำสะพานฟัน ซึ่งมี 2 วิธีด้วยกันครับ

    วิธีที่ 1. ส่วนของฟันปลอมจะยื่นออกไปยึดกับฟันหลัก ทำเป็นปีก หรือฟันครอบเพื่อครอบทับฟันหลักโดยไม่ต้องกรอฟันหลัก หรือ กรอแต่งบ้างเล็กน้อย เพื่อให้ปีกของฟันปลอมมาเกาะ แต่จะทำให้ฟันหลักมีซี่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ถ้าปีกหนามากไปจะทำให้การสบฟันมีปัญหา แต่ถ้าบางเกินไปฟันปลอมจะไม่แข็งแรงครับ

    วีธีที่ 2. ส่วนของฟันปลอมที่ยื่นออกไปยึดกับฟันหลัก ทำเป็นครอบฟัน ครอบทับลงไปบนฟันหลักทั้ง 2 ซี่ โดยที่ต้องกรอฟันหลักออกโดยรอบอย่างน้อย 1 มิลลิเมตร การทำฟันปลอมชนิดนี้จะทำให้ได้แรงยึดมากขึ้น เพราะมีพื้นที่ใช้ยึดมากกว่า ครอบฟันที่ทำขึ้นจะมีขนาดเหมือนฟันเดิม

    คุณผู้ฟังครับนอกจากอาการ ฟันหลุด ที่พบแล้ว อาการ ฟันผุ ยังเป็นโรคที่พบในช่องปากได้บ่อยมากครับ จากสถิติพบว่าเด็กไทยอายุ 3 ปี จะมีฟันน้ำนมผุโดยเฉลี่ย 3 ซี่ และผู้ใหญ่อายุ 35 – 44 ปีมีฟันแท้โดยเฉลี่ย 7 ซี่ โดยถ้าผุในชั้นในเนื้อฟันจะลุกลามเร็วกว่าชั้นเคลือบฟัน ที่อยู่ภายนอก และต้องกรอเอาส่วนผุออกให้หมดจึงจะซ่อมแซมฟันให้มีรูปร่าง และขนาดเหมือนฟันเดิมได้ การซ่อมแซมฟันทำได้หลายวิธีด้วยกันนะครับ

    วิธีแรก คือการอุดฟันธรรมดา การอุดฟันธรรมดาจะ ใช้ในกรณีที่มีเนื้อฟันเหลืออยู่มากพอจะยึดวัสดุอุดฟันได้ครับ

    วิธีที่สองคือการอุดฟันร่วมกับการฝังหมุด ถ้าเนื้อฟันเหลืออยู่น้อยเกินไป จะต้องฝังหมุดลงในเนื้อฟันก่อน เพื่อเพิ่มแรงยึดของวัสดุอุดฟันกับเนื้อฟัน แล้วจึงอุดเหมือนการอุดฟัน

    วิธีที่สามคือการอุดฝัง ต้องทำชิ้นวัสดุอุดฟันให้มีขนาดพอดีกับเนื้อฟันที่ถูกกรอออกไป แล้วจึงอุดลงไปในเนื้อฟัน โดยมีสารตัวยึดให้ชิ้นวัสดุนี้ติดแน่นอยู่กับตัวฟัน

    วิธีที่สี่คือการอุดครอบต้องทำชิ้นวัสดุอุดฟันให้มีขนาดพอดีกับเนื้อฟันที่ถูกกรอออกไปเหมือนการอุดฝัง แต่เนื้อฟันของการอุดแบบนี้ไม่ได้ถูกกรอลึกมากนัก จึงเป็นการอุดครอบชิ้นวัสดุโดยมีสารตัวยึดลงบนเนื้อฟัน

    วิธีสุดท้ายคือการครอบฟัน การครอบฟันจะทำในรายการที่สูญเสียเนื้อฟันไปมากหรือฟันตาย คือฟันที่เปลี่ยนสีเป็นสีคล้ำ-ดำ  จนต้องกรอฟันรอบนอกออก ทำให้ต้องซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ทั้งซี่ การซ่อมแซมนี้ทำได้โดยการจำลองรูปแบบของฟันจากภาพถ่ายรังสีของฟันเดิมให้เป็นชิ้นวัสดุที่มีขนาดพอเหมาะในการครอบลงบนเนื้อฟันที่เหลืออยู่

    คุณผู้ฟังครับ อีกสักคู่ เราจะพูดถึงการเลือกวัสดุที่ใช้สำหรับทำฟันปลอมและอุดฟันกันครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

               การเลือกวัสดุหรือชิ้นวัสดุสำหรับทำฟันปลอมและสำหรับอุดฟันนั้น ต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานและตำแหน่งของฟันเป็นหลัก เช่น ถ้าเป็นฟันกรามต้องมีความแข็งแรงทนการเสียดสีเป็นหลัก และถ้าเป็นฟันหน้าความแข็งแรงจะเป็นรอง แต่ต้องมีความเหมือนเดิม เช่น สีและความโปร่งแสงเป็นหลัก

    วัสดุที่ใช้ในการทำฟันปลอมมีด้วยกัน 3 ชนิด

    ชนิดที่ 1.อะครีลิค โดยมากตัวโครงสร้างเป็นโลหะ ด้านนอกเคลือบอะครีลิค ซึ่งเป็นโพลิเมอร์ชนิดหนึ่ง มีความแข็งแรงพอควรแต่ทนแรงกระแทกไม่ได้มาก สามารถกรอแต่งได้ง่าย มีสีที่ปรับแต่งให้เหมือนธรรมชาติได้ แต่ขณะเดียวกัน ก็ดูดซับสีจากอาหารที่รับประทานได้ดี เบา ไม่แข็งมากทำให้มีปัญหาทำให้ฟันคู่สบสึก

    ชนิดที่  2.พอร์ซเลน ตัวโครงอาจเป็นโลหะแล้วเคลือบด้วยพอร์ซเลนด้านนอก หรือเป็นพอร์เลนทั้งชิ้น  มีความแข็งแรงสูง ทนต่อการเสียดสี มีความแข็งแรงสูงเช่นกัน ทำให้มีปัญหาต่อฟันคู่สบ ปรับแต่งสีได้ แต่ไม่ดูดซับสีจากอาหาร หนักกว่าอะครีลิคมาก

    ชนิดที่  3.กลาสเซรามิกส์ ปัจจุบันมีการพัฒนากลาสเซรามิกส์เพื่อให้ทำเป็นฟันปลอม เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ เช่นความแข็งแรงสูง ความเป็นฉนวน ไฟฟ้าและความร้อน ความแข็งแรงที่ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติ เพื่อลดปัญหาการสึกของฟันคู่สบ ง่ายต่อการตกแต่ง ทันตแพทย์สามารถใช้เครื่องมืกรอฟันธรรมดาที่ใช้อยู่ในการตกแต่ง และสามารถปรับแต่งสีให้มีความใกล้เคียงกับธรรมชาติได้โดยใช้ออกไซด์ของโลหะต่างๆช่วย

    วัสดุที่ใช้ในการอุดฟัน มีด้วยกัน 4 ชนิด

    วัสดุชนิดที่1.มีชื่อว่าอมัลกัมเป็นวัสดุอุดฟันที่ใช้กันมานาน เกิดจากการผสมของโลหะหลายชนิดได้แก่ เงิน , ดีบุก , สังกะสี , ทองแดง , ปรอท  โดยมีปรอทเป็นโลหะชนิดเดียวที่เป็นของเหลวเป็นตัวทำละลายทำให้วัสดุอุดฟันที่เป็นสีเทาเงิน มีความแข็งแรงสูง แต่ไม่สามารถยึดติดกับฟันได้ และไม่ปล่อยฟลูออไรด์ มักใช้ในการอุดฟันกราม รับแรงบดเคี้ยวได้ดีแต่ไม่ต้องการสวยงาม

    วัสดุชนิดที่ 2. มีชื่อว่ากลาสไอออโนเมอร์ เป็นวัสดุอุดฟันที่เป็นผงแล้วใส่ของเหลวลงไปในการทำเป็นสารประกอบเพื่ออุดฟัน มีสีเหมือนฟันใช้อุดรอยผุเล็กๆของฟันหน้า คอฟัน และอุดร่องฟันของฟันน้ำนม สามารถปล่อยฟลูออไรด์ออกมาช่วยในการป้องกันฟันผุต่อได้ แต่ไม่แข็งแรงมากนัก มีการสึกหรอได้มากกว่าวัสดุอื่น

    วัสดุชนิดที่ 3.มีชื่อว่าเรซินคอมโพสิท เป็นสารประกอบที่มีสีใกล้เคียงกันกับธรรมชาติ แข็งแรงกว่ากลาสไอออโนเมอร์ แต่ไม่มีการปล่อยฟลูออไรด์ มักใช้ในการอุดฟันหน้าเพื่อความสวยงามตามธรรมชาติ

    วัสดุชนิดที่ 4.มีชื่อว่ากลาสเซรามิกส์ สามารถใช้ทำเป็นชิ้นวัสดุอุดฟันทั้งชนิด inlay (อินเล), onlay(ออนเล) และ crow(โครว) โดยใช้เครื่องขึ้นรูป  เพื่อเตรียมเป็นชิ้นวัสดุอุดฟัน โดยที่รูปร่างของเนื้อฟันส่วนที่ผุจะใช้ภาพถ่ายรังสีเป็นตัวกำหนด รูปร่าง

    อีกสักครู่ เราจะมาพูดถึงกลาสเซรามิกส์กันต่อครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับกลาสเซรามิกส์ คือ ของแข็งที่ผลิตขึ้นมาจากแก้ว โดยการทำให้แก้วผ่านกระบวนการทางความร้อน ที่มีการควบคุมทั้งอุณหภูมิและช่วงเวลา จนเกิดเป็นโครงสร้างผลึก ที่เป็นระเบียบและสมมาตร กระบวนการทางความร้อนมี 2 ขั้นตอน ได้แก่ การทำให้นิวเคลียสขึ้นในเนื้อแก้ว และ  การทำให้นิวเคลียสเติยโตขึ้นอย่างเหมาะสมในเนื้อแก้ว

    กลาสเซรามิกส์จึงแตกต่างจากแก้วหลังจากที่ได้ผ่านกระบวนการที่มีความร้อนและช่วงเวลาที่เหมาะสมของกระบวนการทางความร้อน โดยที่แก้วคือวัตถุที่มีโครงสร้งแบบโครงข่ายแบบสามมิติที่ไม่เป็นระเบียบและไม่สมมาตร ดังนั้นลักษณะของความเป็นระเบียบ และความสมมาตร ของโครงสร้างเหล่านี้ทำให้สามารถจำแนกเป็นผลึกแก้วได้

    การศึกษากลาสเซรามิกส์ ที่นำมาใช้งานทางด้านทันตกรรม จะเน้นให้ได้มาถึงกลาสเซลามิกส์ที่สามารถนำมาเจียระไนหรือกรอฟันได้ง่ายเพื่อที่ว่าทันตแพทย์จะได้นำ กลาสเซรามิกส์ นั้นไปใช้งาน ทั้งที่เป็นชิ้นวัสดุอุดฟันและฟันปลอม นอกจากนั้นกลาสเซรามิกส์ยังสามารถนำมาตกแต่งได้ง่าย เกิดความสวยงามและมีความเหมือนธรรมชาติของฟันเมื่ออยู่ในช่องปาก

    คุณผู้ฟังครับนับว่าเซรามิกส์ที่เราเห็นอยู่ในรูปของพวกเครื่องเคลือบ และถ้วยชามนั้น มีประโยชน์มาก ทั้งเป็นภาชนะสำหรับใส่อาหารและช่วยซ่อมแซมอวัยวะที่ใช้ในการรับประทานอาหารอีกด้วย ถ้าไม่มีเจ้ากลาสเซลามิกส์ตัวนี้แล้วเราเมื่อเวลาฟันเราผุก็คงฟันหรอ ทานได้แต่อาหารเหลวนะครับ  ทางรายการต้องขอบคุณ อ.ดวงฤดี  ฉายสุวรรณ ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทีให้ข้อมูลมา ณ ที่นี้ หากผู้ฟังสนใจรายละเอียดเขียนคำถามส่งไปทางไปรษนียบัตรถึง รายการ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.   ตู้ ปณ.1077  ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 สำหรับรายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”  ในวันนี้ได้หมดเวลาลงแล้ว  พบกับรายการนี้ได้ใหม่   ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุเรื่อง “การศึกษาเยื่อสาโดยวิธีระเบิดด้วยไอน้ำ”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ที่  12 เดือน  กรกฎาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง การศึกษาเยื่อสาโดยวิธีระเบิดด้วยไอน้ำ

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

              สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง  โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ และวันนี้กระผมมีความรู้จากผลงานวิจัยที่น่าสนใจมาฝากครับ นั่นก็คือ เรื่อง การศึกษาเยื่อสาโดยวิธีระเบิดไอน้ำ คุณผู้ฟังครับ ปอสาเป็นพืชเส้นใยชนิดหนึ่ง   อยู่ในตระกูลเดียวกับหม่อนและขนุน มีชื่อเรียกกันหลายชื่อแล้วแต่ท้องถิ่นครับ เช่น ภาคเหนือ  และตะวันออกเฉียงเหนือ  เรียก ปอสา  ปอกะสา  ภาคตะวันตก  เรียก  หมอพี  หมกพี  ภาคใต้เรียก  ปอฝ้าย  เส้นใยปอสาส่วนใหญ่ได้จากเปลือกของลำต้นใช้เป็นวัตถุดิบคุณภาพดี   ในการผลิตกระดาษชนิดต่าง ๆ  กระดาษสา  มีคุณสมบัติ  คือ  ทนทานไม่กรอบเปื่อยยุ่ย   เก็บรักษาได้นาน   หากใช้ทำหนังสือตัวหนังสือจะไม่ซีดจางอยู่ได้นานกว่าร้อยปี   ปัจจุบันผลผลิตปอสาส่วนใหญ่   ใช้ทำกระดาษด้วยมือ  และทำประโยชน์ได้มากมาย  ได้แก่  กระดาษร่ม   ดอกไม้ประดิษฐ์   โคมไฟ  พัด  ว่าว  บัตรอวยพรต่าง ๆ   กระดาษวาดภาพกระดาษห่อสารเคมี   บรรจุในก้อนถ่านไฟฉาย  และใช้ประโยชน์ต่าง ๆ  ในโรงพยาบาล

    นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณเป็นพืชสมุนไพรในการรักษาโรคต่าง ๆ เช่น  ใบ ใช้ขับปัสสาวะ  แก้พิษแมลงกัดต่อย   กลากเกลื้อน    ผลสุก  ใช้บำรุงไตแก้อ่อนเพลีย  เปลือกลำต้น  ใช้ห้ามเลือด   ราก  แก้ไอ  อาเจียน   น้ำยางจากลำต้น  ใช้แก้การบวมน้ำ และแมลงกัดต่อยด้วย

     -เพลงคั่นรายการ-

           คุณผู้ฟังครับ  ปอสาเป็นพืชยืนต้นขนาดกลาง  มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน  คาบสมุทรเกาหลี  และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ในประเทศไทยส่วนใหญ่พบขึ้นเองตามธรรมชาติ  เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนซุย    มีความชื้นสูง   โดยเฉพาะใกล้บริเวณแห่งน้ำ    ริมลำธาร   ตามซอกเขามีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย  พบมากในจังหวัดต่าง ๆ  ทางภาคเหนือ  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และภาคตะวันตก

    ลำต้น มีลักษณะกลมเปลือกลำต้นเรียบ  สีน้ำตาลเข้ม  หรือมีลายดำน้ำตาลดำแกมม่วงหรือสีอื่น ๆ  แล้วแต่พันธุ์เมื่อตัดต้นหรือกิ่งพบว่าระหว่างเปลือกกับแกนของลำต้น  จะมีน้ำยางสีขาวข้นไหลออกมาครับ

    ใบเป็นใบเดี่ยว  มี  2  ลักษณะ  คือ  ชนิดใบมนรูปร่างคล้ายรูปหัวใจ  และชนิดใบแฉกมี  3 – 5  แฉก    บางต้นมีใบทั้งสองชนิดอยู่บนต้นเดียวกัน   ลักษณะใบมีขนอ่อนปกคลุมขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย    ปลายใบแหลม  หลังใบมีสีเขียวแก่   ท้องใบสีเขียวอ่อนอมขาวสะท้อนแสง   ใบมีความกว้าง  6 – 12  เซนติเมตร  ยาว  7 – 20  เซนติเมตร  ก้านใบยาวประมาณ  3 – 10  เซนติเมตร  หูใบยาวประมาณ  1 – 2  เซนติเมตร

    ดอก มี  2 ชนิด  คือ   ดอกตัวเมียและดอกตัวผู้อยู่แยกจากกันคนละต้น  เป็นต้นตัวเมียและต้นตัวผู้     ช่อดอกตัวเมียที่เจริญเต็มที่มีลักษณะกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  2 – 3 เซนติเมตร  ประกอบด้วยกลุ่มดอกค่อนข้างแน่น    ดอกอ่อนมีสีเขียว  ยอดเกสรตัวเมียมีลักษณะยาว  1 – 3  เซนติเมตร  อยู่โดยรอบ    เมื่อดอกแก่ได้รับการผสมแล้ว   แต่ละดอกจะเจริญไปเป็นผล   มีลักษณะเป็นท่อเล็ก ๆ   สีแดงอมส้ม   อ่อนนุ่มภายในมีเมือกชื้น  โดยมีส่วนของเมล็ดติดอยู่ด้านปลายผล   ซึ่งนกและกระรอกชอบกินเป็นอาหาร    สำหรับช่อดอกตัวผู้มีลักษณะยาว  ประมาณ  2 – 15  เซนติเมตร  สีน้ำตาลอ่อน   ดอกย่อยมีกลีบดอก  4  กลีบ   มีเกสรตัวผู้  4  อัน   ปอสาจะออกดอกครั้งแรกเมื่อต้นมีอายุประมาณ  1  ปี   ช่วงเวลาออกดอกไม่มีกำหนดที่แน่นอน   ทยอยออกตลอดทั้งปีช่วงที่พบออกดอกมากมี  2  ช่วง  คือ  ช่วงแรกระหว่างเดือน  กุมภาพันธ์ – มีนาคม  และช่วงที่  2  ระหว่างเดือน  มิถุนายน – กรกฎาคม   ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อม

    เมล็ด มีสีน้ำตาลแดง  มีขนาดเล็ก    ช่วงเวลาการเก็บเมล็ดระหว่างเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน  จะได้เมล็ดสมบูรณ์มากกว่าช่วงเดือนพฤศจิกายน  และธันวาคม  หรือช่วงอื่น ๆ

    รากปอสามีระบบรากแก้วไม่ลึกแต่มีการแตกราก  แพร่กระจายออกรอบ ๆ ต้น  สามารถใช้ขยายพันธุ์ได้

     -เพลงคั่นรายการ-

             คุณผู้ฟังครับ การจำแนกพันธุ์ปอสาในไทยนั้น  ปัจจุบันชาวบ้านแยกพันธุ์ตามลักษณะสีของลำต้นครับ  ที่พบได้แก่  พันธุ์ต้นลาย   พันธุ์ต้นไม่มีลายสีน้ำตาลเข้ม  หรือสีดำแกมม่วง   สำหรับกรมวิชาการเกษตรได้รายงานการจำแนกพันธุ์ตามสีของก้านใบเป็น   2   พันธุ์   ได้แก่ พันธุ์ที่มีก้านใบเป็นสีน้ำตาลแกมม่วง พบอยู่ในสภาพธรรมชาติกระจายอยู่ทั่วประเทศ และพันธุ์ที่มีก้านใบเป็นสีเขียวอ่อน   พบครั้งแรกในเขต อำเภอปากชม  จังหวัดเลย และขึ้นแพร่กระจายตามริมแม่น้ำ เขตรอยต่อประเทศลาว

    นอกจากนั้นยังได้มีการนำเอาพันธุ์ปอสาจากประเทศญี่ปุ่น เข้ามาปลูกในประเทศไทยด้วย   โดยได้มีการนำเข้ามาเมื่อปี  พ.ศ. 2522

    การขยายพันธุ์ปอสาสามารถขยายพันธุ์ได้  3  วิธี คือ  การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด  เมล็ดปอสาจากดอกที่สมบูรณ์  และแก่จัดจะใช้ขยายพันธุ์ได้ผลดี   มีความงอกสูงประมาณร้อยละ  80  เมล็ดมีขนาดเล็ก จึงสะดวกและง่ายต่อการขยายพันธุ์จำนวนมาก สำหรับปลูกเพื่อการค้า ต้นกล้าจากเมล็ดแม้จะมีการเจริญเติบโตช้าในช่วงแรกเมื่อเปรียบเทียบกับกล้าจากกิ่งหรือไหลแต่ก็สามารถเจริญเติบโตได้ใกล้เคียงกันเมื่ออายุ  2   ปี  ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและสภาพพื้นที่

    การขยายพันธุ์ด้วยราก    ระบบรากของปอสากระจายแผ่กว้าง   รากสามารถเจริญเป็นต้นอ่อนได้   มักเรียกรากเหล่านี้ว่าไหล    ในสภาพที่มีความชื้นเหมาะสม   สามารถนำไปชำเป็นกล้าปลูกได้ผลดี

    การขยายพันธุ์ด้วยลำต้นหรือกิ่งชำ   ส่วนของลำต้นและกิ่งปอสาสามารถนำไปปักชำเป็นกล้าปลูกได้   แต่การปักชำวิธีนี้   โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ  4 – 6  สัปดาห์ จึงจะเริ่มออกราก  ซึ่งใช้เวลานานกว่าการปักชำด้วยราก

    คุณผู้ฟังครับปอสาสามารถเจริญเติบโตได้ดีและรวดเร็วในสภาพพื้นที่  และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม   คือ  พื้นที่ดินร่วนซุยมีความอุดมสมบูรณ์สูง   สภาพอากาศมีความชื้นสูง   เนื่องจากปากใบปอสามีขนาดค่อนข้างใหญ่  มีอัตราการคายน้ำสูง    อย่างไรก็ตามในสภาพความชื้นต่ำปอสาก็เจริญเติบโตอยู่ได้  แต่ใบจะมีขนาดเล็กลงและเจริญเติบโตช้าลงครับ

    แหล่งที่ผลิตปอสาโดยทั่วไปส่วนใหญ่เป็นการตัดเก็บเกี่ยวจากต้นที่ขึ้นอยู่เองตามธรรมชาติ แหล่งที่มีการตัดและลอกเปลือกปอสากันมากอยู่ทางภาคเหนือ  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ในธรรมชาติปอสาจะแพร่พันธุ์โดยใช้ส่วนของรากมากกว่าส่วนอื่น แต่ในการปลูกสามารถเตรียมกล้าพันธุ์ได้หลายวิธี  ได้แก่  การเตรียมกล้าพันธุ์จากเมล็ด  โดยใช้เมล็ดที่สมบูรณ์เพาะในกระบะทรายก่อนจนกว่าจะงอกเป็นต้นแตกใบจริงประมาณ  1 – 2  ใบ  จึงย้ายลงเพาะในถุงต่อไป  หรืออาจเพาะในถุงโดยตรงก็ได้   ถ้าเมล็ดมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง  เลี้ยงกล้าไว้อายุอย่างน้อยประมาณ  1  เดือนขึ้นไปจนรากเป็นสีน้ำตาล    ลำต้นสมบูรณ์แข็งแรงพอจึงย้ายกล้าลงแปลงปลูก  ศัตรูที่ควรระวังในการเพาะกล้าจากเมล็ด  คือ  มด  และเชื้อรา      การเตรียมกล้าพันธุ์จากราก  โดยตัดแขนงรากที่เลื้อยตามผิวดินมาปักชำในถุงพลาสติก   หรือกระบะทรายผสมขี้เถ้าแกลบแขนงรากที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่    หรือมีต้นอ่อนเริ่มเจริญติดอยู่   จะปักชำได้กล้าพันธุ์รวดเร็วกว่า  แขนงรากขนาดเล็ก  การปักชำโดยวิธีนี้มีความงอกสูงประมาณร้อยละ  90  หลังปักชำแล้วประมาณ  1  เดือนก็สามารถนำไปปลูกในแปลงได้       การเตรียมกล้าพันธุ์จากกิ่ง  โดยตัดกิ่งหรือลำต้นเป็นท่อนพันธุ์ยาวประมาณ  6 – 8  นิ้ว  ปักชำในถุงพลาสติกหรือกระบะเพาะชำหลังจากนั้นต้องไม่เคลื่อนย้ายจนกว่าท่อนพันธุ์จะมีรากแข็งแรง     ใช้เวลาประมาณ  45 วัน  หรือมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของท่อนพันธุ์     การเจริญเติบโตในช่วงแรกจะมีการสร้างใบ   ก่อนการสร้างราก   ถ้าใบมีขนาดใหญ่   ควรตัดใบออกครึ่งหนึ่ง   หรือ  2 ใน 3  ของใบ  เพื่อลดการคายน้ำ  มิฉะนั้น    อาจทำให้ท่อนพันธุ์แห้งตายก่อนที่จะสร้างรากได้   การปักชำวิธีนี้  ควรใช้ท่อนพันธุ์จากลำต้นที่มีอายุมากจะมีเปอร์เซ็นต์การงอก  และการรอดตายสูงกว่าท่อนพันธุ์ที่มีอายุน้อย  อย่างไรก็ตามการเตรียมกล้าโดยวิธีนี้  ได้ผลค่อนข้างช้า  และเปอร์เซนต์การได้ต้นกล้าที่แข็งแรงน้อยกว่า  2   วิธีแรก

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ ในการปลูกต้นปอสานั้น ในสภาพพื้นที่รายการเตรียมดินโดยการไถดะ  1  ครั้ง  ไถแปร  1  ครั้ง   ให้ดินละเอียดร่วนซุยแล้วจึงย้ายกล้าลงแปลงปลูก  สำหรับในสภาพพื้นที่เชิงเขาที่มีความลาดชันสูงในลักษณะปลูกแซมป่า   ควรขุดหลุมกว้างประมาณ   1  หน้าจอบ  ลึกประมาณ   2  หน้าจอบ    ให้กำจัดวัชพืชบริเวณรอบหลุมในรัศมีไม่ต่ำกว่า  25  เซนติเมตร   ควรปลูกในช่วงฤดูฝน   ขณะที่สภาพดินและอากาศมีความชื้นสูง   ถ้าต้นกล้ามีใบมาก   ควรตัดใบทิ้งบ้าง  เพื่อลดการคายน้ำ  ในช่วงแรกของการย้ายปลูกควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ   เพื่อให้ปอสาตั้งตัวได้เร็ว

    การเจริญเติบโตของปอสาตอบสนองต่อความชื้น  และความอุดมสมบูรณ์ของดินค่อนข้างสูง     ถ้าปล่อยให้ปอสาเจริญเติบโตอิสระปอสาจะแตกพุ่มมาก   อาจมีเส้นผ่าศูนย์กลางทรงต้นถึง   4  เมตร  สูง  3 – 4  เมตร   ดังนั้น  การกำหนดระยะปลูกจึงมีผลต่อลักษณะการเจริญเติบโตของลำต้นมาก  ถ้าระยะปลูกถี่ปอสาจะแตกพุ่มน้อย   มีการเจริญเติบโตของลำต้นค่อนข้างตรงและสูงกว่าการปลูกระยะห่าง    ซึ่งจะแตกพุ่มมากกว่าด้วย   การกำหนดระยะปลูกที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนำลำต้นไปใช้  และสภาพของพื้นที่ปลูกด้วย

    นอกจากนี้การปลูกโดยใช้กล้าพันธุ์จากกิ่งหรือรากจะมีการแตกกิ่งมากกว่าใช้กล้าพันธุ์จากเมล็ด  และมีความสม่ำเสมอของลำต้นและกิ่งน้อยกว่ากล้าพันธุ์จากเมล็ดด้วย

    ในปัจจุบันยังไม่พบศัตรูของปอสาที่ขึ้นเองในสภาพธรรมชาติแต่ในแปลงปลูกพบศัตรูบ้างเล็กน้อย   ยังไม่เป็นปัญหามากนัก    ได้แก่หนอนแจะลำต้น  เพลี้ยอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบในช่วงฤดูร้อน  ระหว่างเดือนมีนาคม  -  เมษายน

    วัชพืชไม่เป็นปัญหามากนักต่อการเจริญเติบโตของปอสาเนื่องจากเมื่อปอสาตั้งตัวในแปลงปลูกได้แล้ว  จะเจริญเติบโตเร็ว  มีใบขนาดใหญ่  สามารถคลุมวัชพืชได้  ถ้าหากในไร่มีวัชพืชมาก  อาจทำการกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกช่วงแรกที่ย้ายกล้าลงแปลง  ขณะที่ปอสายังเล็กอายุประมาณ  1 – 2  เดือน

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับปอสาที่ใช้ในประเทศขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตที่ได้จากธรรมชาติ  เกษตรกรจะมีการตัดปอสากันมากในช่วงเดือนมีนาคม – พฤศจิกายน  ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาว    ตอปอสาจะแตกกิ่งใหม่  เมื่อมีฝนเพียงพอและสามารถลอกเปลือกได้ง่ายสำหรับในช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์    ก็มีการตัดลอกเปลือกปอสาขายกันบ้าง  แต่มีปริมาณน้อย  โดยทั่วไปเกษตรกรจะเก็บเกี่ยวปอสา  เพื่อลอกเปลือกขาย  ทำกัน  2  วิธี  ได้แก่

    การตัดปอสาทั้งต้นที่แตกออกจากพื้นดิน  โดยตัดสูงจากพื้นดินประมาณ  30 – 50  เซนติเมตร  หรืออาจใช้วิธีตัดกิ่งที่มีขนาดตามต้องการ  ซึ่งเป็นการตัดกิ่งจากต้นปอสาขนาดใหญ่ที่มีอายุมาก ๆ  แต่การตัดกิ่งปัก  ไม่นิยมเหมือนการตัดลำต้น  เพราะลอกเปลือกยากและขาดง่ายกว่าการลอกจากลำต้น

    การลอกเอาเฉพาะเปลือกโดยไม่ตัดต้น  ส่วนใหญ่ใช้ลอกเปลือกต้นปอสาขนาดใหญ่  ที่มีอายุมากประมาณ   10 – 15  ปีขึ้นไปมักได้เปลือกหนาและแข็ง  ใช้ทำกระดาษได้คุณภาพไม่ดี    สำหรับการเก็บเกี่ยวปอสาในสภาพแปลงปลูกเพื่อผลิตเปลือก   ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่ดินมีความชื้นสูง  เพื่อลดอัตราการตายของต้นตอหลังการเก็บเกี่ยว    แปลงปลูกปอสาที่เริ่มเก็บเกี่ยวครั้งแรกอาจทำได้เมื่อต้นอายุ  8 – 12  เดือนขึ้นไป   ทั้งนี้  ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ปลูก  การดูแลรักษาแปลงปลูก   และปัจจัยอื่น ๆ     ที่มีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของต้นปอสาในแปลง   ถ้าหากการเจริญเติบโตไม่ดี    ต้นยังไม่สมบูรณ์แข็งแรงพอ   การตัดเก็บเกี่ยวในครั้งแรก   อาจทำให้ต้นตอตายได้จึงไม่ควรตัดต้นปอสาที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นต่ำกว่า  5  เซนติเมตร   และควร ตัดให้เหลือตอสูงไม่น้อยกว่า  20  เซนติเมตร    หลังจากตัดต้นปอสาในครั้งแรกแล้ว  สามารถทำการเก็บเกี่ยวต่อไปได้เรื่อย ๆ  โดยไม่ต้องปลูกใหม่                   ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ประมาณปีละ  2 – 3  ครั้ง  ขึ้นอยู่กับสภาพดิน  และความชื้นของแปลงปลูก    ช่วงเก็บเกี่ยวประมาณต้นฤดูฝน    และปลายฤดูฝน  เมื่อตัดต้นปอสาแล้ว  ปอสาสามารถแตกกิ่งใหม่ได้ประมาณ   5 – 10  กิ่งต่อตอ  และควรมีการตัดแต่งกิ่งให้เหมาะสม

    คุณผู้ฟังครับปัจจุบันการจำหน่ายผลผลิตปอสาส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเปลือกปอสาแห้ง  การตลาดเปลือกปอสาแบ่งออกเป็น  2  ประเภท  คือ  ตลาดภายในประเทศ  และตลาดส่งออกต่างประเทศ  เปลือกปอสาชนิดส่งขายต่างประเทศจะมีคุณภาพดีกว่าเปลือกปอสาที่ใช้ภายในประเทศ  คุณภาพเปลือกปอสาโดยทั่วไป    พิจารณาจากความหนาของเปลือก  สีของเปลือกและความชื้น    เปลือกปอสาที่บางจะมีคุณภาพดีกว่าเปลือกหนา  ควรเป็นเปลือกจากต้นที่มีอายุ  6 – 12 เดือน   และไม่ควรเกิน   2  ปี     เปลือกควรมีสีขาวสะอาด  ปราศจากจุดดำและเชื้อราขึ้นคลุม    ดังนั้น  เมื่อตัดต้นปอสาแล้วควรรีบลอกเปลือกขูดลอกผิวและตากแห้ง    เปลือกปอสาที่มีคุณภาพดีสามารถที่จะส่งออกยังต่างประเทศได้นั้น   จะต้องมีคุณภาพ  โดยต้องแต่งผิวและตาให้สะอาดไม่มีส่วนแข็งของขอบตา  เส้นใยมีสีขาวสะอาด  ไม่มีส่วนของเปลือกสีเขียวเจือปน

    เปลือกในของปอสาสามารถนำไปใช้ในการเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตกระดาษสาของโรงงานขนาดเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียใต้โดยเฉพาะในประเทศไทย   พม่า   เวียดนาม  จีน  ไต้หวัน  เกาหลี   และญี่ปุ่น    การต้มเยื่อกระดาษสาโดยทั่วไปจะใช้โซดาไฟ   ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในการบำบัดน้ำทิ้ง

    วิทยา   ปั้นสุวรรณ   จากภาควิชาเคมี  คณะวิทยาศาสตร์    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   ได้ทำการวิจัย การระเบิดเยื่อกระดาษสาด้วยไอน้ำเป็นวิธีการที่ใช้แยกเส้นใยเซลลูโลสออกจากเฮมิเซลลูโลส    ลิกนิน   และเพคติน   ออกจากกันโดยให้ค่าความบริสุทธิ์จากแนวคิดของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม วิธีการต้มเยื่อโดยการระเบิดด้วยไอน้ำจึงถูกนำมาใช้ในการต้มเยื่อเปลือกในปอสา   รวมทั้งการต้มเยื่อด้วยไอโดรเจนเปอร์ออกไซด์    ในสารละลายเบสโปตัสเซียมไฮดรอกไซด์    ซึ่งน้ำทิ้งที่ได้จากการฟอกเยื่อสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยน้ำได้   ดังนั้นจึงไม่มีของเสียออกสู่สภาวะแวดล้อม   ดังนั้นการต้มเยื่อกระดาษสาโดยการระเบิดด้วยไอน้ำนี้   จะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยรักษาสภาพของสิ่งแวดล้อม ได้       และเวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. “  ในวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้ว  พบกับรายการนี้ได้ใหม่ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุเรื่อง”การจัดการระบบน้ำในบ่อพักแม่ปลาดุกอุย”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 5  เดือน กรกฎาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง การจัดการระบบน้ำในบ่อพักแม่ปลาดุกอุย

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

     ………………………………………………………………………………………………………

     -เพลงประจำรายการ-

               สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ วันนี้เราจะมาเรียนรู้กันในเรื่องปลาดุกอุย  ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย พบได้ทั่วไปตามแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศ เป็นปลาที่ประชาชนนิยมบริโภคเนื่องจากเนื้อมีคุณภาพและรสชาติดี อย่างไรก็ตามผลผลิตปลาดุกเกือบทั้งหมดเป็นปลาดุกลูกผสม หรือบิ๊กอุย ที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างแม่พันธุ์ปลาดุกอุยกับพ่อพันธุ์ปลาดุกยักษ์ เนื่องจากเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว มีความต้านทานโรค และเนื้อมีรสชาติใกล้เคียงกับปลาดุกอุย ในปี พ.ศ. 2549 มีผลผลิตปลาดุกที่ผลิตได้จากการเพาะเลี้ยงสูงถึงกว่า 146,500 ตัน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มปริมาณผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการปริมาณแม่พันธุ์ปลาดุกอุยสูงอย่างต่อเนื่องเช่นกันครับ

     คุณผู้ฟังครับ ในการเพาะพันธุ์ปลาดุกลูกผสมจะใช้วิธีฉีดฮอร์โมนกระตุ้นแม่ปลาดุกอุยให้ตกไข่ เพื่อรีดไข่ผสมเทียมกับน้ำเชื้อซึ่งได้จากการเก็บถุงอัณฑะจากพ่อปลาดุกยักษ์ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการนำฮอร์โมนสังเคราะห์ (LHRHa) ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ (Domperidone) ฉีดเพียงเข็มเดียวทำให้แม่ปลาดุกอุยตกไข่และสามารถรีดไข่เพื่อผสมเทียมได้ภายหลังการฉีดภายใน 14 – 16 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาที่พักแม่ปลาเพื่อรอการตกไข่พบว่าเกษตรกรมีวิธีปฏิบัติต่อแม่ปลาที่ไม่ถูกต้อง คือจะนิยมพักแม่ปลาในสภาพที่หนาแน่นและมีน้ำน้อยมาก ทั้งนี้ด้วยเหตุผลเพื่อป้องกันการทำร้ายกันเองของแม่ปลา อย่างไรก็ตามยังคงพบว่า แม่ปลามีบาดแผลและบอบช้ำง่าย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แม่ปลาตายภายหลังการรีดไข่ ทำให้เกิดความสูญเสียต้นทุนแม่พันธุ์ปลาที่ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ยังพบเมือกที่เกิดขึ้นเป็นปริมาณมากในน้ำที่ใช้พักแม่ปลา จากสัญญาณต่าง ๆ เหล่านี้ได้แสดงให้เห็นว่า การพักแม่ปลาภายหลังการฉีดฮอร์โมนในสภาพที่ไม่เหมาะสมทำให้แม่ปลาอยู่ในสภาวะที่มีความเครียดสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ คุณภาพของเซลล์สืบพันธุ์ และการสืบพันธุ์ได้ในท้ายที่สุด จากรายงานการศึกษาต่าง ๆ พบว่าสภาวะที่ทำให้ปลาเกิดความเครียดจากการรบกวน เช่น การกักขังอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น การรวบรวมในระหว่างการจับ จะทำให้ปลาเกิดการตอบสนองต่อความเครียด โดยการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) ในกระแสเลือดโดยทั่วไป การตอบสนองต่อความเครียดจะสามารถตอบสนองได้ทั้งในระยะเวลาอันสั้น และระยะยาว ซึ่งการตอบสนองต่อความเครียดในระยะยาวจะนำไปสู่ผลเสียอย่างมาก เช่น ต่อการเจริญเติบโต การลดความต้านทานต่อโรค หรือ ตายในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเครียดทำให้เกิดการยับยั้งกระบวนการสืบพันธุ์  โดยการลดระดับฮอร์โมน โกนาโดโทรปิน (gonadotropin) ในต่อมใต้สมองและในพลาสมา  การลดระดับฮอร์โมนสเตอรอยด์ ที่สร้างจากรังไข่ มีผลให้ขนาดของไข่เล็กลงและส่งผลต่อคุณภาพของตัวอ่อนในท้ายที่สุด  ครับคุณผู้ฟัง ช่วงนี้พักสักครู่น่ะครับคุณผู้ฟัง

    -เพลงคั่นรายการ-

     กลับมาฟังกันต่อน่ะครับ การศึกษาในครั้งนี้มีคณะผู้วิจัยดังนี้ครับ นายเรืองวิชญ์ ยุ้นพันธ์        นายประพันธ์ศักดิ์ ศีรษะภูมิ นายสุบรรณ เสถียรจิตร ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมในการพักแม่พันธุ์ปลาดุกอุยในที่กักขังภายหลังการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการตกไข่ โดยเน้นผลกระทบของความเครียดและความสามารถในการสืบพันธุ์ ซึ่งศึกษาจากตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง เช่น ระดับฮอร์โมน รวมถึงศักยภาพในการสืบพันธุ์ เช่น ระยะเวลาในการวางไข่ เปอร์เซ็นต์การวางไข่ของแม่ปลา อัตราฟักและอัตรารอดของลูกปลา ตลอดจนอัตราการสูญเสียแม่ปลาภายหลังการรีดไข่ครับ

    วัตถุประสงค์หลักๆที่ผู้วิจัยจะดำเนินการครับ

    1.  เพื่อศึกษาผลของความหนาแน่นและการจัดการระบบน้ำในบ่อพักแม่ปลาดุกอุยภายหลังฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ ต่อความเครียดและการสืบพันธุ์

    2.  เพื่อศึกษาระยะเวลาการวางไข่ เปอร์เซ็นต์การวางไข่ของแม่ปลาดุกอุย อัตราฟัก และอัตรารอดของ           ลูกปลาดุกบิ๊กอุยที่ได้จากแม่ปลาดุกอุยที่พักในบ่อภายหลังฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ความหนาแน่นและการจัดการระบบน้ำที่แตกต่างกัน

    3. เพื่อศึกษาผลของความหนาแน่นและการจัดการระบบน้ำแตกต่างกันต่ออัตราการรอดของแม่ปลาดุกอุยภายหลังการรีดไข่ครับ

    เรามาดูวิธีการดำเนินการวิจัยกันน่ะครับคุณผู้ฟัง

     

    1. การวางแผนการทดลอง

    วางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอดภายในบล็อก เพื่อศึกษาผลของความหนาแน่นของการพักแม่ปลาดุกอุยภายหลังการฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ (domperidone) กระตุ้นการตกไข่ที่แตกต่างกัน 4 ระดับ คือ 5, 10, 15 และ 20 ตัวต่อตารางเมตร ตามลำดับ ภายใต้สภาวะการจัดการระบบน้ำในบ่อพักแม่ปลาที่แตกต่างกัน 2 ระบบ (block) คือ Block I ใช้ระบบเปิดที่มีการถ่ายเทน้ำตลอดเวลาของการพักแม่ปลาภายหลังการฉีดฮอร์โมน และ Block II ใช้ระบบปิดที่ไม่มีการถ่ายเทน้ำ ดังนั้น การทดลองประกอบด้วย 8 ชุดการทดลอง (treatment) แต่ละชุดการทดลองประกอบด้วย 3 ซ้ำ (replication) ดังนี้

    2. การเตรียมพ่อแม่พันธุ์ปลา

    ใช้แม่พันธุ์ปลาดุกอุยที่สมบูรณ์แข็งแรงอายุประมาณ 1 ปี น้ำหนักเฉลี่ย 220บวกลบ30 กรัม จำนวนประมาณ 500 ตัว เลี้ยงในบ่อดินขนาด 2 ไร่ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551– มกราคม 2552 เปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อสัปดาห์ละครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ปลากินอาหารได้ดี และพัฒนาระบบสืบพันธุ์โดยให้อาหารปลาดุกชนิดเม็ดสำเร็จรูป เปอร์เซ็นต์โปรตีนไม่ต่ำกว่า 30 วันละ 1 มื้อ เวลา 15.00-16.00 น. ที่อัตรา 3 เปอร์เซ็นต์ ต่อน้ำหนักตัว ต่อวัน เมื่อถึงกลางเดือนธันวาคม 2551 ลดปริมาณการให้อาหารเหลือเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ต่อน้ำหนักตัว ต่อวัน ในเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นเดือนที่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะพันธุ์ของปลาดุกอุย จึงได้ทำการคัดแม่ปลาที่มีความสมบูรณ์เพศ โดยพิจารณาจากลักษณะส่วนท้องที่อูมเป่ง พื้นท้องนิ่ม ติ่งเพศมีลักษณะกลมและมีสีชมพูอมแดง ส่วนพ่อปลาดุกยักษ์ เตรียมจากพ่อปลาที่สมบูรณ์แข็งแรงอายุ 2 ปี ขึ้นไป ปราดเปรียว ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป ติ่งเพศมีลักษณะเรียวยาวและมีสีชมพูเรื่อ ๆ ที่ได้ทำการเลี้ยงเช่นเดียวกับแม่ปลาดุกอุยครับ

    3. การเตรียมระบบการทดลอง

    ทุกชุดการทดลองจะใช้บ่อไฟเบอร์กลาสที่มีพื้นที่ก้นถังประมาณ 1 ตารางเมตร หรือ 0.85×1.20×0.35 ลูกบาศก์เมตร พักแม่ปลาดุกอุยหลังจากฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa ร่วมกับ domperidone ภายใต้การจัดการน้ำในบ่อทดลองแตกต่างกัน 2 ระบบ คือ บล็อกที่ 1 ใช้ระบบน้ำแบบเปิด โดยปล่อยน้ำไหลผ่านบ่อทดลองตลอดเวลาในอัตรา 0.5 – 1 ลิตรต่อนาที ในช่วงของการพักแม่ปลา และ บล็อกที่ 2 ใช้ระบบน้ำแบบปิดซึ่งจะไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำในช่วงของการพักแม่ปลา ในแต่ละบล็อกประกอบด้วยชุดการทดลองที่ปล่อยแม่ปลาในความหนาแน่นที่แตกต่างกัน 4 ระดับ คือ 5, 10, 15 และ 20 ตัวต่อตารางเมตร ตามลำดับ และแต่ละระดับความหนาแน่นประกอบด้วย 3 ซ้ำ ดังนั้น ในการทดลองนี้ใช้บ่อทดลองทั้งหมดจำนวน 24 บ่อ แยกเป็นระบบน้ำแบบเปิดในบล็อกที่ 1 จำนวน 12 บ่อ และระบบน้ำแบบปิดในบล็อกที่ 2 จำนวน 12 บ่อ แม่ปลาที่ปล่อยลงถังทดลองของแต่ละชุดการทดลองใช้วิธีจับสลากแบบสุ่ม ระดับน้ำในบ่อทดลองจะใส่พอท่วมตัวแม่ปลาเท่านั้น ประมาณ 5 เซนติเมตร ครับคุณผู้ฟัง

    4. การฉีดฮอร์โมนและการตรวจวัดระดับฮอร์โมน

    ใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa ชื่อทางการค้า Suprefact ที่ระดับความเข้มข้น 30 ไมโครกรัมต่อแม่ปลา 1 กิโลกรัม  ร่วมกับ domperidone ชื่อทางการค้า Motilium ในอัตรา 5 มิลลิกรัมต่อแม่ปลา 1 กิโลกรัม ฉีดให้กับแม่ปลาในทุกชุดการทดลองที่ตำแหน่งบริเวณกล้ามเนื้อเหนือเส้นข้างตัวเพียงเข็มเดียวและปล่อยคืนลงบ่อของแต่ละชุดทดลอง ส่วนพ่อปลาดุกยักษ์จะพักแยกจากแม่ปลาและใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ชนิดเดียวกันกับที่ฉีดให้กับแม่ปลาเพียงเข็มเดียวบริเวณกล้ามเนื้อเหนือเส้นข้างตัวในอัตรา LHRHa10 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักพ่อปลา 1 กิโลกรัม ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ Motilium5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักพ่อปลา 1 กิโลกรัม โดยฉีดพร้อมกับแม่ปลาดุกอุยและพักพ่อปลาจำนวน 50 ตัว รวมกันในถังไฟเบอร์กลาสขนาด 5 ลูกบาศก์เมตร

    ในการตรวจวัดระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและการสืบพันธุ์ ทำการตรวจวัดระดับฮอร์โมน โดยสุ่มเก็บตัวอย่างเลือดจากแม่ปลาดุกอุยจำนวน 1 ตัว ในแต่ละซ้ำของแต่ละชุดการทดลอง ณ เวลาก่อนฉีดฮอร์โมน ช่วงระหว่างพักแม่ปลาหลังการฉีดฮอร์โมนที่ 7 ชั่วโมง และช่วงการตกไข่ ตามลำดับ รวมจำนวนทั้งสิ้น 144 ตัวอย่าง ช่วงนี้พักกันสักครู่น่ะครับคุณผู้ฟัง

     -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อน่ะครับ

    5. การศึกษาวางไข่ อัตราฟัก และอัตรารอดของลูกปลา

    ภายหลังการฉีดฮอร์โมนแม่ปลาเป็นระยะเวลาประมาณ 11 ชั่วโมง จึงเริ่มตรวจสอบการตกไข่ของแม่ปลา โดยสังเกตจากไข่ที่ตกอยู่บนพื้นบ่อที่ใช้พักแม่ปลาของแต่ละชุดการทดลองแสดงว่าในชุดการทดลองนั้น ๆ มีแม่ปลาพร้อมที่จะวางไข่ จึงทำการตรวจสอบหาแม่ปลาตัวที่มีความพร้อมนั้น ๆ เพื่อทำการรีดไข่พร้อมกับจดบันทึกเวลาที่รีดไข่ได้ โดยปริมาณไข่ที่รีดได้จากแม่ปลาแต่ละตัวภายในซ้ำเดียวกันของแต่ละชุดการทดลองจะนำมารวมกันและนำไปคำนวณหาเปอร์เซ็นต์การวางไข่ของแต่ปลาในแต่ละซ้ำของแต่ละชุดการทดลอง

    6. การพักแม่ปลาภายหลังการรีดไข่

    แม่ปลาที่รีดไข่แล้วจะปล่อยคืนลงบ่อพักเดิมในแต่ละชุดการทดลอง โดยใช้ระดับน้ำพอท่วมตัวแม่ปลา และเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่ทุกวันในตอนเช้า พร้อมติดตามจดบันทึกจำนวนแม่ปลาที่ตายภายใน 72 ชั่วโมง เพราะเป็นช่วงระยะเวลาวิกฤตที่พบว่าแม่ปลาส่วนใหญ่จะตายภายหลังการรีดไข่ ข้อมูลที่ได้นำมาคำนวณหาอัตรารอดของแม่ปลาต่อไปครับ

    7. การเตรียมและประเมินคุณภาพน้ำเชื้อ

    การเตรียมน้ำเชื้อจะใช้พ่อปลาดุกยักษ์ที่ได้พักแยกจากแม่ปลาดุกอุยในบ่อไฟเบอร์กลาสขนาด 5 ลูกบาศ์กเมตร ระดับน้ำพอท่วมตัวปลาพร้อมถ่ายเทน้ำ 1 – 2 ลิตรต่อนาที กระตุ้นการสร้างน้ำเชื้อโดยใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa อัตรา 10 ไมโครกรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ร่วมกับยา Motilium5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ฉีดเพียงเข็มเดียวพร้อมกับการฉีดแม่ปลาดุกอุย การเตรียมน้ำเชื้อจะใช้สัดส่วนพ่อปลาดุกยักษ์ 1 ตัว ต่อแม่ปลาดุกอุย 10 – 15 ตัว โดยทำการเตรียมน้ำเชื้อแบบรวมและเก็บรักษาน้ำเชื้อไว้ในสารละลาย Ringer Solution โดยผ่าท้องพ่อปลาและจะเลือกใช้ถุงน้ำเชื้อที่มีลักษณะขาวขุ่นเท่านั้น การเตรียมน้ำเชื้อจะทำหลังจากรีดไข่ปลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และสุ่มตัวอย่างสารละลายน้ำเชื้อมาประเมินคุณภาพน้ำเชื้อตรวจดูตัวเป็นตัวตายครับคุณผู้ฟัง

     

    8. การตรวจวัดคุณภาพน้ำ

    คุณภาพน้ำในแต่ละบ่อพักแม่ปลาดุกอุยจะตรวจวิเคราะห์ ณ เวลาก่อนฉีดฮอร์โมน ช่วงระหว่างการพักหลังการฉีดฮอร์โมนที่ 7 ชั่วโมง และช่วงการวางไข่ ครับ

    9. การวิเคราะห์ผลทางสถิติ

                    ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อดูถึงผลของความหนาแน่นของแม่ปลาและระบบการจัดการน้ำในบ่อพักแม่ปลาภายหลังการฉีดฮอร์โมน ต่อระยะเวลาการตกไข่ เปอร์เซ็นต์การวางไข่ อัตราการฟัก อัตราการรอดตายของลูกปลา อัตราการรอดของแม่ปลา ระดับต่าง ๆ ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องในการสืบพันธุ์  ช่วงนี้พักสักครู่น่ะครับคุณผู้ฟัง

     -เพลงคั่นรายการ-

               กลับมาฟังกันต่อน่ะครับคุณผู้ฟัง จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า ความหนาแน่นและการจัดการระบบน้ำในบ่อพักแม่ปลาดุกอุย     ภายหลังฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ ไม่มีผลต่อปริมาณฮอร์โมน cortisol ของแม่ปลา โดยทุกชุดการทดลองมีปริมาณฮอร์โมน cortisol ต่ำสุด ณ ช่วงก่อนฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการตกไข่และค่อย ๆ เพิ่มขึ้นหลังจากฉีดฮอร์โมนที่ 7 ชั่วโมง และสูงสุดในช่วงวางไข่ การเพิ่มขึ้นของปริมาณฮอร์โมน cortisol ภายหลังการฉีดฮอร์โมนอาจเป็นผลมาจากความเครียดที่เกิดจากทั้งจากการถูกฉีดฮอร์โมนและการถูกกักขังอยู่รวมกันเป็นระยะเวลานานถึง 12-15 ชั่วโมงครับ แต่เป็นที่สังเกตว่าการพักแม่ปลาที่ระดับความหนาแน่นต่ำ ๆ จะทำให้แม่ปลามีพื้นที่ในการเคลื่อนที่ภายในที่กักขังได้มากกว่า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่ปลาที่พักในระดับความหนาแน่นต่ำสุดที่ 5 ตัวต่อตารางเมตร ในระบบน้ำแบบเปิดจะมีอาการว่ายน้ำกระวนกระวายตั้งแต่ชั่วโมงที่ 7 และรุนแรงเพิ่มขึ้นจนถึงช่วงการตกไข่ ผลจากการถ่ายเทของน้ำใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาของระบบน้ำแบบเปิดจะช่วยกระตุ้นให้แม่ปลาเคลื่อนที่และมีอาการก้าวร้าวรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นพฤติกรรมของปลาดุกอุยที่พบได้ในธรรมชาติโดยเฉพาะในช่วงฝนตกชุกและได้รับน้ำใหม่จะกระตุ้นให้ปลาดุกอุยสามารถคืบคลานหลบหนีออกจากบ่อเลี้ยง จากพฤติกรรมนี้จึงส่งผลทำให้แม่ปลาดุกอุยที่กักขังในระบบเปิดที่ความหนาแน่นต่ำสุดที่ 5 ตัวต่อตารางเมตร มีการตายสูง เนื่องจากปลาดุกมีก้านครีบหูที่คมและแข็งทำให้เกิดการทิ่มแทงในระหว่างเคลื่อนไหวเกิดเป็นบาดแผลฉกรรจ์ที่ผิวลำตัวและเป็นสาเหตุสำคัญทำให้แม่ปลาได้รับความบอบช้ำมากขึ้นและทำให้เกิดการตายหลังการรีดไข่ได้ครับ  ขณะที่เพิ่มความหนาแน่นสูงขึ้นตั้งแต่ 10 ตัวต่อตารางเมตร เป็นต้นไปสามารถลดอัตราการตายของแม่ปลาลงและมีอัตราการสูญเสียแม่ปลาต่ำสุดที่ความหนาแน่น 20 ตัวต่อตารางเมตร ของทั้ง 2 ระบบ ซึ่งพบว่าที่ระดับความหนาแน่นสูงแม่ปลาจะมีการเคลื่อนไหวน้อยลงและมีอาการสงบ

    ในขณะเดียวกันแม้ว่าคุณภาพน้ำของทั้ง 2 ระบบ จะแตกต่างกัน โดยบ่อระบบน้ำแบบปิดจะมีปริมาณออกซิเจนละลาย (1.1 – 2.9 มิลลิกรัมต่อลิตร) ต่ำกว่า และมีปริมาณแอมโมเนียรวม (5 มิลลิกรัมต่อลิตร) สูงกว่าในระบบน้ำแบบเปิด แต่ก็ไม่ส่งผลต่อความเครียดของแม่ปลาในทุกชุดการทดลอง ทั้งนี้เป็นเพราะปลาดุกอุยมีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจสามารถทนอยู่ในสภาวะการขาดออกซิเจนได้

    การตายของแม่ปลาหลังจากรีดไข่พบว่าเกิดกับแม่ปลาส่วนใหญ่ที่มีบาดแผลฉกรรจ์ตามผิวลำตัวและน่าจะเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการตายของแม่ปลาหลังจากเกิดการติดเชื้อตามมาครับ

     คุณผู้ฟังครับ ขณะที่ระยะเวลาตกไข่ของแม่ปลาแม้ว่าจะไม่มีความแตกต่างกัน แต่ในระบบน้ำแบบเปิด พบว่าเกิดขึ้นได้ค่อนข้างเร็วกว่าระบบปิดถึง 3 ชั่วโมง และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพของไข่ได้ ทั้งนี้เนื่องจากผลการทดลอง พบว่า ความหนาแน่นและการจัดการระบบน้ำมีผลต่ออัตราการฟักไข่  โดยไข่ที่ได้จากแม่ปลาที่พักในระดับความหนาแน่นที่สูงขึ้นของระบบน้ำทั้งแบบเปิดและปิดมีค่าเฉลี่ยอัตราการฟักสูงขึ้น ขณะที่อัตรารอดของลูกปลา (ระยะถุงไข่แดงยุบ) ของแม่ปลาที่พักในระบบน้ำแบบเปิดเท่านั้นที่สูงกว่าของแม่ปลาที่พักในบ่อระบบน้ำแบบปิด ทั้งนี้น้ำเชื้อของพ่อปลาดุกยักษ์ที่นำมาผสมกับไข่ในการทดลองครั้งนี้มีคุณภาพไม่แตกต่างกัน เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 87.8-89.2 เปอร์เซ็นต์  ดังนั้นจึงอาจสันนิษฐานได้ว่า การกระตุ้นของน้ำใหม่ที่มีการถ่ายเทของน้ำตลอดเวลาจะช่วยส่งเสริมให้ไข่มีการพัฒนาเป็นไปได้ดีกว่าและทำให้มีการตกไข่ที่เร็วขึ้น ส่งผลให้ได้ไข่ที่สมบูรณ์ มีการเจริญพัฒนาและฟักออกเป็นตัวและมีอัตรารอดที่สูงครับ ช่วงนี้พักกันสักครู่น่ะครับ คุณผู้ฟัง

     -เพลงคั่นรายการ-

              กลับมาฟังกันต่อน่ะครับ การตกไข่ช้าของแม่ปลาที่พักในระบบน้ำแบบปิดอาจทำให้แม่ปลาต้องอยู่ในสภาวะก่อความเครียดนานกว่าแม่ปลาที่พักในระบบน้ำแบบเปิด ผลของความเครียดจะทําให้ปลามีการวางไข่ช้าออกไป เนื่องจากการตกไข่ช้าส่งผลให้เกิดการเสื่อมสลายของรังไข่ มีผลทําให้ขนาดของไข่เล็กลง ซึ่งส่งผลต่ออัตราการฟักและอัตรารอดของลูกปลา

    นอกจากนี้ คุณภาพน้ำในบ่อระบบน้ำแบบเปิดมีปริมาณออกซิเจนละลายและอุณหภูมิสูงกว่าในระบบน้ำแบบปิด และในบ่อระบบน้ำแบบปิดที่มีปริมาณแอมโมเนียรวมสูงกว่าในระบบน้ำแบบเปิด ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเจริญของไข่เช่นกัน เมื่อนํ้ามีคุณสมบัติไม่เหมาะสมก็จะมีผลยับยั้งการเจริญของไข่ เช่น อุณหภูมิจะกระตุ้นการเจริญของไข่ แต่อุณหภูมิที่ลดตํ่าลงจะไปยับยั้งการเจริญของไข่ นอกจากนี้ปริมาณออกซิเจนยังมีผลต่อขบวนการสร้างพลังงานและการเจริญของไข่ เมื่อออกซิเจนไม่เพียงพอพลังงานก็จะไม่เพียงพอที่จะนําไปใช้ในการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ทำให้การเจริญของไข่หยุดชะงัก ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของไข่และลูกปลาที่ได้ครับคุณผู้ฟัง

    จากการศึกษาครั้งนี้ สรุปได้ว่า ในการเพาะพันธุ์ปลาดุกลูกผสมเห็นควรให้พักแม่ปลาภายหลังการฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRH a ร่วมกับ domperidone ที่ความหนาแน่น 20 ตัวต่อตารางเมตร ในระบบน้ำแบบเปิด จะทำให้แม่ปลามีเปอร์เซ็นต์การวางไข่สูงสุด ให้อัตราฟักออกเป็นตัวสูงสุด มีอัตรรารอดของลูกปลาระยะถุงไข่แดงยุบสูงไม่แตกต่างจากชุดการทดลองอื่นของระบบน้ำแบบเปิด และแม่ปลามีอัตราการตายเฉลี่ยต่ำสุดหลังการรีดไข่เป็นเวลา 72 ชั่วโมง จึงสามารถเสนอให้เป็นแนวทางการปฏิบัติที่ดีต่อแม่ปลาดุกอุยในการเพาะพันธุ์ปลาดุกลูกผสม และมีข้อเสนอแนะสำหรับเป็นแนวทางในการศึกษาต่อไปในประเด็นของการนำยาสลบมาประยุกต์ใช้ในการเพาะพันธุ์ปลาดุกลูกผสม เช่น น้ำมันกานพลู ว่าจะมีผลต่อความเครียดของแม่ปลาภายหลังการฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ การสืบพันธุ์ และการตายของแม่ปลาหรือไม่อย่างไร เพื่อพัฒนาการเพาะพันธุ์ปลาชนิดอื่นๆให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป ครับคุณผู้ฟัง

     สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุเรื่อง “การผลิตอาหารบรรจุกระป๋อง”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่28 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การผลิตอาหารบรรจุกระป๋อง

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     ………………………………………………………………………………………………………………………………………….

     -เพลงประจำรายการ-

               สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้รับทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

              คุณผู้ฟังครับ    เป็นที่ทราบกันดีว่า การถนอมอาหารด้วยการบรรจุกระป๋อง นอกจากจะทำให้อาหารมีลักษณะใกล้เคียงกับของสดและเก็บรักษาได้นาน 1 ถึง 3 ปีที่อุณหภูมิห้องแล้ว ยังสามารถใช้เทคนิคความร้อนสูงเป็นเครื่องมือ ในการปรับปรุงเนื้อสัมผัสและรสชาติของอาหารได้อีกด้วยครับ เช่น การทำให้ก้างปลาอ่อนนุ่ม การทำให้เนื้อปลาบางชนิดแน่นขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม อาหารกระป๋องจะแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่วางขายในท้องตลาด นั่นก็คือ สำหรับอาหารที่วางขายโดยทั่วไปหากเกิดการเน่าเสียแล้วจะมีสาเหตุมาจากจุลินทรีย์ใช้อากาศในการเจริญเติบโต ทำให้อาหารมีกลิ่นเหม็นเน่า กลิ่นรสเปรี้ยวผิดปกติ มีฟองเกิดขึ้น แต่ในกรณีของอาหารกระป๋องนั้นอาหารภายในกระป๋องอยู่ในสภาวะสุญญากาศ หากมีจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้อากาศในการเจริญเติบโตหลงเหลืออยู่ จุลินทรีย์เหล่านั้นจะทำการสร้างสารพิษ ทำให้อาหารมีความเป็นพิษก่อนที่จะมีการเน่าเสียปรากฏให้เห็น ดังนั้นการผลิตอาหารกระป๋องแม้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ถ้าหากเกิดความผิดพลาดในการผลิตอาจจะทำให้ผู้บริโภคถึงแก่ชีวิตได้ครับ

              ผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในภาชนะปิดสนิทมีความหมายไม่เพียงแต่นำอาหารมาบรรจุในภาชนะแล้วปิดฝาหรือรีดปิดปากถุงเท่านั้น แต่หมายถึงการนำอาหารมาบรรจุใส่ภาชนะที่ปิดสนิทจนอากาศเข้าไม่ได้ครับ จากนั้นนำไปผ่านความร้อนเพื่อทำลายเอนไซม์ และจุลินทรีย์ที่ติดมากับอาหารซึ่งถ้าไม่ทำลายอาจทำให้อาหารเสียได้ในระหว่างการเก็บรักษา สำหรับอาหารบางประเภทที่มีความหนืดมาก ร้อนช้า หรืออาหารที่ไม่อยากให้ถูกความร้อนสูงเป็นเวลานาน เพราะจะสูญเสียคุณภาพทางโภชนาการไป และมีลักษณะปรากฏที่ไม่ดี เช่น น้ำนม น้ำผลไม้ อาจใช้ระบบการให้ความร้อนอย่างรวดเร็วเฉพาะกับอาหารก่อน แล้วจึงบรรจุในภาชนะที่ต้องการทีหลังแต่ต้องบรรจุภายใต้ภาชนะที่ปลอดเชื้อ และภายใต้บรรยากาศที่ปลอดเชื้อเช่นเดียวกัน ระบบดังกล่าวนี้เรียกว่า กระบวนการผลิตแบบปลอดเชื้อครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับ การถนอมอาหารโดยวิธีการบรรจุกระป๋อง เริ่มตั้งแต่รัฐบาลฝรั่งเศสในยุคพระเจ้านโปเลียนทำสงครามทั่วทั้งทวีปยุโรปทำให้ขาดแคลนอาหารสด ต้องรับประทานแต่อาหารแห้ง อาหารรมควันและอาหารหมักดอง อันเป็นสาเหตุให้ทหารอ่อนแอและเป็นโรคขาดวิตามิน จึงได้มีประกาศให้รางวัลแก่ผู้ค้นพบวิธีการถนอมอาหารแบบใหม่ ซึ่งสามารถรักษาอาหารไว้ได้นานและช่วยให้อาหารมีสภาพใกล้เคียงของสดมากที่สุด และในปี ค.ศ.1810 นิโคลัส แอพเพิร์ท ชาวฝรั่งเศส คือผู้ค้นพบคนแรกโดยบรรจุอาหารในขวดแก้ว ต่อมาพ่อค้าชาวอังกฤษที่ชื่อ ปีเตอร์ ดูราน ได้ซื้อลิขสิทธิ์และได้เริ่มนำไปใช้ในการผลิตอาหารอื่นๆ ที่บรรจุในภาชนะที่ทำด้วยแก้วและโลหะ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอาหารกระป๋องขนาดใหญ่ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยชาวอังกฤษที่อพยพเข้าไปในอเมริกาในช่วงปี ค.ศ.1819 ในเวลาต่อมาได้มีการพัฒนาที่สำคัญ นั่นก็คือการปิดผนึกกระป๋องแบบตะเข็บสองชั้น การประดิษฐ์หม้อฆ่าเชื้อไอน้ำภายใต้ความดัน และการพัฒนาวิธีการคำนวณเพื่อกำหนดกระบวนการให้ความร้อนจากการวัดการส่งผ่านความร้อนจากภายนอกกระป๋องเข้าไปภายในกระป๋อง

              ในการผลิตอาหารบรรจุกระป๋องนั้น สิ่งแรกที่เราต้องเตรียมคือ ภาชนะบรรจุ ซึ่งภาชนะบรรจุที่ใช้ต้องทนความร้อนสูงได้ดี ต้องป้องกันการปนเปื้อนกลับของจุลินทรีย์ โดยเฉพาะส่วนรอยต่อของฝากับตัวภาชนะหรือรอยตะเข็บ และถ้าต้องการให้เก็บได้นานต้องป้องกันอากาศ แสง ความชื้นไม่ให้ผ่านเข้าไปในอาหาร รวมทั้งต้องทนทานต่อการเกิดปฏิกิริยากับอาหารที่บรรจุภายใน ที่จะทำให้เกิดลักษณะที่ผู้บริโภคไม่ยอมรับและทนต่อการกัดกร่อนภายนอกภาชนะ เนื่องจากสภาวะการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม ภาชนะบรรจุที่นิยมใช้ ได้แก่ กระป๋องแผ่นเหล็กเคลือบดีบุก ซึ่งเหมาะกับผลไม้บางประเภท กระป๋องแผ่นเหล็กเคลือบดีบุกหรือกระป๋องแผ่นเหล็กทินฟรีที่ผ่านการเคลือบแลคเกอร์ เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างอาหารกับดีบุก หรือเหล็ก ขวดแก้ว ถุงหรือถาดทนความร้อน ในที่นี่เพื่อให้สะดวกในการอธิบายจะขอใช้คำว่า “อาหารกระป๋อง” เป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในภาชนะบรรจุปิดสนิททุกชนิดครับ

              คุณผู้ฟังครับ สำหรับการผลิตอาหารกระป๋องนั้นเพื่อให้อาหารกระป๋องมีคุณภาพดี วัตถุดิบทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นส่วนวัตถุดิบหลัก สารปรุงรส หรือแม้แต่ภาชนะบรรจุที่ใช้ควรเลือกวัสดุที่เหมาะสม คุณภาพดี จากนั้นต้องเตรียมวัตถุดิบให้สะอาด รวดเร็ว และสมบูรณ์เท่าที่จะทำได้ โดยให้มีการสูญเสียทางโภชนาการให้น้อยที่สุด  ในกรณีของวัตถุดิบที่เป็นสัตว์น้ำ มีบางชนิดเท่านั้นที่สามารถนำมาบรรจุกระป๋องได้ ดังนั้น จึงควรพิจารณาถึงชนิดหรือสายพันธุ์ของสัตว์น้ำที่จะนำมาใช้ ชนิดไหนที่ผู้บริโภคยอมรับ นอกจากนั้น วัตถุดิบต้องสดโดยการทำให้เย็นเพียงพอทันทีหลังจากจับ ปราศจากสารพิษที่เป็นอันตราย เช่น สารปฏิชีวนะตกค้างจากการเลี้ยง สารพิษจากธรรมชาติ สารพิษจากโลหะหนักในแหล่งน้ำ ฮิสตามีนในปลาทูน่า เป็นต้นครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับ ขั้นตอนในการผลิตอาหารกระป๋องเริ่มที่การเตรียมวัตถุดิบก่อนครับ โดยวัตถุดิบที่เป็นอาหารมักมีสิ่งแปลกปลอมที่บริโภคไม่ได้ปะปนมา หรือมีคุณสมบัติทางกายภาพหลากหลาย จึงจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ เพื่อให้อาหารมีคุณภาพที่ดีสม่ำเสมอ และเตรียมเพื่อที่จะเข้าสู่กระบวนการผลิตต่อไป ซึ่งขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบที่สำคัญ ได้แก่

              ขั้นแรก คือการทำความสะอาด และขจัดเศษชิ้นส่วนที่บริโภคไม่ได้ ต่อมาจึงทำการคัดเลือกวัตถุดิบให้มีความสม่ำเสมอในด้านขนาด รูปร่าง สี เพื่อสะดวกในการผลิต จากนั้นแยกหรือคัดเลือกวัตถุเป็นหมวดหมู่ตามคุณภาพ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับกระบวนการแปรรูป ความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ข้อกำหนดทางด้านกฎหมาย การยอมรับของผู้บริโภค แล้วทำการตัดแต่ง เพื่อขจัดส่วนที่ไม่ต้องการหรือบริโภคไม่ได้ออกไป และปรับปรุงลักษณะของผลิตภัณฑ์

               ในกรณีของสัตว์น้ำ มีขั้นตอนการตัดแต่งโดยทั่วไปได้แก่ การขอดเกล็ด การตัดหัว-หางและดึงไส้ออก การแช่น้ำเกลือ เพื่อล้างคราบเลือดและเมือก ขณะเดียวกันทำให้เนื้อปลามีรสเค็มและเนื้อแข็งขึ้น ไม่เกาะติดภายในกระป๋องหลังผ่านความร้อน การนึ่งเป็นอีกวิธีการที่ทำให้น้ำบางส่วนแยกออกมา ทำให้เนื้อสุกและแข็ง สะดวกในการแยกเนื้อจากเปลือกแข็งและก้าง เช่น หอย ปู ปลาทูน่า กรณีบรรจุปลาในกระป๋องก่อนนึ่ง หลังจากนึ่งให้เทน้ำที่แยกออกมา ทำให้สามารถลดกลิ่นคาวปลาและสามารถควบคุมความสม่ำเสมอของน้ำปรุงที่เติมลงไปทีหลังได้

              ส่วนการลวก เป็นการให้ความร้อนกับผัก ผลไม้บางชนิด ที่อุณหภูมิและเวลาเหมาะสมแล้วลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็ว เพื่อยับยั้งปฏิกิริยาของเอนไซม์ที่ทำให้อาหารเปลี่ยนสี กลิ่น รสชาติ นอกจากนั้นยังช่วยทำความสะอาดและลดปริมาณจุลินทรีย์เริ่มต้น ไล่อากาศและก๊าซจากเซลล์ เนื้อเยื่อ ทำให้อาหารอ่อนนุ่มและรัดตัวแน่นขึ้น สะดวกในการบรรจุและได้น้ำหนักบรรจุที่สม่ำเสมอ กำจัดกลิ่นคาว ดิบ รสฝาดขม และอาหารที่มีอุณหภูมิสูง ทำให้ลดเวลาในการฆ่าเชื้อในขั้นตอนต่อไป ข้อควรคำนึงคือ อาหารอาจเกิดการสูญเสียวิตามินและสารอาหารที่ว่องไวต่อความร้อนหรือละลายน้ำ และถ้าลวกมากไปอาจทำให้เนื้อสัมผัสเสียสภาพได้ครับ นอกจากนี้ยังมีวิธีการตัดแต่งอื่นๆ อีก เช่น การขูดเนื้อดำของปลาทูน่า การรมควัน การแล่ การบด การกรอง ซึ่งผู้ผลิตต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในการผลิตด้วย

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ ขั้นตอนต่อไปของการผลิตอาหารกระป๋องคือการบรรจุครับ ซึ่งการบรรจุวัตถุดิบและส่วนผสมในภาชนะ ต้องบรรจุให้มีลักษณะสม่ำเสมอทุกกระป๋องและมีช่องว่างเหนือผิวอาหารถึงปากภาชนะที่เหมาะสม จะเป็นบริเวณที่รองรับการขยายตัวของอาหารขณะให้ความร้อน ป้องกันการเกิดแรงดันมากเกินไป ถ้าบรรจุให้มีช่องว่างเหลือมากเกินไป การไล่อากาศในขั้นตอนถัดไปอาจไม่เพียงพอและถ้าช่องว่างน้อยไป นอกจากจะเปลืองวัตถุดิบแล้วยังทำให้เกิดความดันภายในภาชนะมากขณะให้ความร้อน และความร้อนในการฆ่าเชื้อที่กำหนดไว้อาจไม่เพียงพอ ปกติมักจะบรรจุให้มีช่องว่างเหนือผิวอาหารถึงปากภาชนะ 6-10% ของปริมาตรที่บรรจุ ข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ ต้องระวังไม่ให้อาหารไปขวางอยู่บริเวณปากของภาชนะ เพราะจะทำให้การปิดกระป๋องไม่สมบูรณ์ หลังจากฆ่าเชื้อแล้วควรเก็บรักษาอาหารกระป๋องไว้ เพราะอาหารที่ตกค้างบริเวณตะเข็บจะกลายเป็นตัวชักนำการปนเปื้อนกลับเข้าไปในอาหารกระป๋องได้

              ลักษณะอาหารที่บรรจุมีทั้งที่เป็นของเหลว ของเหลวข้นหนืดและของแข็ง ถ้าบรรจุผสมกัน โดยทั่วไปจะใส่ของแข็งในกระป๋องก่อนแล้วจึงเติมส่วนของของเหลวลงไป ของเหลวข้นหนืดเช่น ซอส มีแนวโน้มที่จะกักอากาศไว้ จึงควรให้ความร้อนก่อนเพื่อไล่อากาศออกไป ส่วนของเหลวอื่นๆ เช่น น้ำเกลือ น้ำเชื่อม จะแทรกเข้าไปตามช่องว่างจึงช่วยแทรกอากาศภายในได้ดี นอกจากนั้น ของเหลวนี้จะช่วยในการกระจายความร้อนในกระป๋องขณะฆ่าเชื้อได้เร็วขึ้น และช่วยกระจายส่วนผสมที่มีปริมาณน้อยเช่น สารให้กลิ่นรส ควันเหลว ให้สม่ำเสมอได้ ซึ่งอาหารที่บรรจุแบบแห้งหรือกึ่งแห้งจะขาดคุณสมบัติข้อนี้ไป

              คุณผู้ฟังครับ อาหารที่บรรจุในกระป๋องแล้ว ต้องไล่อากาศภายในกระป๋องออกก่อนปิดฝาเพื่อให้ภายในกระป๋องเป็นสุญญากาศ คือความดันอากาศภายในกระป๋องน้อยกว่าความดันอากาศภายนอกกระป๋อง สาเหตุที่ต้องไล่อากาศออกเพราะว่าถ้ามีอากาศอยู่ขณะให้ความร้อนระหว่างการฆ่าเชื้อ อากาศจะขยายตัวมากทำให้เกิดแรงดันภายในสูง ซึ่งอาจทำให้กระป๋องบวม และรอยปิดผนึกเสียไปได้ นอกจากนั้นถ้ามีอากาศหลงเหลืออยู่ อากาศจะเป็นฉนวนขัดขวางการกระจายความร้อนภายในภาชนะ และออกซิเจนในอากาศจะไปทำปฏิกิริยากับสารอาหารและโลหะในกระป๋อง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ไขมันและวิตามินเสื่อมสภาพ อาหารเปลี่ยนสีและเกิดสนิมภายในกระป๋องได้ ดังนั้นหลังจากไล่อากาศออกไปแล้วต้องปิดฝาและปิดตะเข็บทันที เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศจากภายนอกกลับเข้าไปได้อีก

    สำหรับวิธีการทำให้เกิดสุญญากาศมีหลายวิธี ได้แก่

              วิธีแรก คือ การบรรจุแบบร้อน เหมาะกับอาหารเหลว เช่น น้ำผลไม้ น้ำซุปเหลว โดยการให้ความร้อนอาหารให้มีอุณหภูมิสูง 70-85 องศาเซลเซียส ก่อนบรรจุในภาชนะที่ร้อนแล้วปิดฝาทันที หรือบรรจุอาหารแข็งที่ร้อนในภาชนะที่ร้อนก่อน แล้วใส่ของเหลวที่ร้อนลงไปจนถึงขอบช่องว่างเหนือผิวอาหารถึงปากภาชนะที่กำหนดแล้วปิดฝาทันที ขณะที่อาหารร้อนอาหารจะขยายตัวและไล่อากาศออกจากอาหาร เมื่อเทใส่ภาชนะ ความดันไอน้ำจากอาหารจะทำให้อากาศบริเวณช่องว่างเหนือผิวอาหารเจือจาง จากนั้นปิดฝาทันที ทำการฆ่าเชื้อและทำให้เย็นบรรยากาศในกระป๋องก็จะเป็นสุญญากาศครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ การทำให้เกิดสุญญากาศวิธีที่สอง คือ การนึ่งครับ กรณีนี้จะต้องทำการบรรจุอาหารในกระป๋องก่อน แล้วนำไปนึ่งในลังถึงหรือรางไล่อากาศแบบต่อเนื่อง จนอาหารมีอุณหภูมิ 80-95 องศาเซลเซียส แล้วจึงปิดฝาทันที วิธีการนี้เหมาะกับอาหารที่ร้อนอย่างรวดเร็ว เช่น อาหารที่บรรจุในน้ำเกลือหรือน้ำเชื่อม แต่ไม่เหมาะกับอาหารที่เป็นของแข็งล้วน เช่น เนื้อบด หลักการของวิธีนี้มีอยู่ว่า อาหารจะขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน อากาศจะถูกขับออก และบริเวณช่องว่างเหนือผิวอาหารถูกครอบคลุมด้วยไอน้ำ เมื่อปิดฝาทันที จากนั้นทำการฆ่าเชื้อ แล้วทำให้เย็น อาหารจะหดตัว และไอน้ำจะกลั่นตัวเป็นของเหลวทำให้เกิดสุญญากาศภายในกระป๋อง

              วิธีที่สาม การฉีดพ่นไอน้ำ ทำได้โดยการติดตั้งหัวฉีดไอน้ำ พ่นเข้าไปบริเวณช่องว่างเหนือผิวอาหาร เพื่อไล่อากาศและแทนที่อากาศ สามารถไล่อากาศเฉพาะบริเวณช่องว่างเหนือผิวอาหารเท่านั้น จึงไม่เหมาะกับอาหารที่มีรูพรุนหรือดักก๊าซ เหมาะสำหรับใช้ร่วมกับวิธีอื่นๆ

              และวิธีสุดท้าย คือ การใช้เครื่องดูดอากาศ ดูดอากาศออกจากระป๋องแล้วปิดฝาทันที กรณีบรรจุในถุงทนความร้อนก็ใช้เครื่องดูดอากาศออกเช่นกัน วิธีนี้เหมาะกับอาหารแห้งและอาหารที่มีรูพรุนไวต่อความร้อน ไม่เหมาะกับอาหารที่ข้นหนืดหรือมีการสร้างก๊าซเมื่อให้ความร้อน หรือมีแนวโน้มเป็นฟองเมื่อถูกดูดอากาศ หากเป็นอาหารเหลวอาจจะกระฉอกได้ถ้าปิดด้วยเครื่องความเร็วสูง

              ขั้นตอนต่อไปคือการปิดผนึก ในกรณีของอาหารบรรจุกระป๋องมีการปิดผนึกแบบตะเข็บสองชั้น โดยบีบให้ส่วนโค้งของฝางอสอดเข้าไปอยู่ด้านในของส่วนที่พับของตัวกระป๋อง และรีดให้ตะเข็บแบนและแน่น ต้องมีการตรวจคุณภาพของตะเข็บว่าปิดแน่นสนิท โดยตรวจดูความเรียบร้อยและสม่ำเสมอของตะเข็บภายนอก และใช้อุปกรณ์ฉีกตะเข็บออก คำนวณค่าความแน่นของตะเข็บ การเกยกันของตะขอตัวกับตะขอฝา และข้อบกพร่องอื่นๆ เช่น รอยย่น รอยหย่อนของตะเข็บ เป็นต้น เมื่อทำการปิดผนึกแล้วต่อไปคือการนึ่งฆ่าเชื้อครับ ในการให้ความร้อนแก่อาหาร บางกรณีจะไม่ใช้ความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมด เพราะความร้อนอาจจะรุนแรงไปจนทำลายคุณค่าอาหารและลักษณะของอาหาร จึงควรใช้ความร้อนในปริมาณเพียงพอที่จะทำให้อาหารมีสภาพปลอดเชื้อในทางการค้า ซึ่งหมายถึง การให้ความร้อนที่อุณหภูมิและเวลาเหมาะสมในการทำลายเอนไซม์ จุลินทรีย์หรือสปอร์เป้าหมายที่เป็นอันตรายกับผู้บริโภคซึ่งสามารถเจริญเติบโตและสร้างสารพิษในอาหารระหว่างการเก็บรักษา หลังจากให้ความร้อนอาหารอย่างเพียงพอแล้ว ต้องทำให้อาหารเย็นอย่างรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้อาหารได้รับความร้อนมากเกินไป ป้องกันไม่ให้สปอร์ของจุลินทรีย์ที่ทนความร้อนสูงที่รอดจากการฆ่าเชื้องอกและเพิ่มจำนวนจนทำให้เกิดการเน่าเสียโดยเฉพาะกระป๋องขนาดใหญ่

     -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนวิธีการทำให้เย็นและข้อควรปฏิบัติหลังการทำให้เย็น ได้แก่

    1.น้ำที่ใช้ทำให้เย็น ต้องสะอาดเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพของน้ำบริโภค เพราะขณะกระป๋องร้อน ประเก็นยังอ่อนนิ่ม หยดน้ำอาจถูกดึงโดยสุญญากาศบริเวณช่องว่างเหนือผิวอาหารจากภายนอกผ่านตะเข็บเข้าไปยังภายในกระป๋อง

    2.มีการปรับความดันในหม้อฆ่าเชื้อ ให้สมดุลกับความดันภายในกระป๋อง ซึ่งจะค่อยๆ ลดลงในช่วงการทำให้เย็น

    3.ลดอุณหภูมิของอาหารกระป๋อง ให้ร้อนกว่าอุณหภูมิห้องเล็กน้อย เพื่อให้น้ำที่ผิวกระป๋องระเหย

    4.ไม่ควรใช้มือหรือผ้าที่ไม่สะอาดจับกระป๋อง หลังจากทำความเย็นจนกว่ากระป๋องจะเย็นและแห้งสนิท ควรลำเลียงกระป๋องเปียกไปวางในสถานที่เฉพาะที่สะอาด จนกระทั่งกระป๋องแห้ง อาจใช้พัดลมเป่าก็ได้

    และ 5.สายพานลำเลียงกระป๋องที่สัมผัสตะเข็บกระป๋องไม่ควรใช้วัสดุที่เป็นรูพรุน ก่อนใช้งานควรล้างให้สะอาดครับ

              และสิ่งสุดท้ายของการผลิตอาหารกระป๋องที่เราควรคำนึงถึง นั่นก็คือ การเก็บรักษาครับ ซึ่งผู้ผลิตควรควบคุมอากาศในโรงเก็บไม่ให้มีความชื้นสูงเกินไป เพราะจะทำให้เกิดสนิมภายนอกกระป๋อง แล้วกระจายเข้าไปทำให้กระป๋องรั่ว อุณหภูมิที่เก็บต้องไม่สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส เพราะอุณหภูมิที่สูงเกินไปอาจไปเร่งการเกิดปฏิกิริยาเคมีทำให้อาหารเปลี่ยนสี กลิ่นรสและคุณค่าทางอาหารเปลี่ยน และส่งเสริมการเจริญของสปอร์ของจุลินทรีย์ที่ทนความร้อน ควรมีแสงสว่างในโรงเก็บเพียงพอ มีการหมุนเวียนระบายอากาศ ให้มีสภาพอากาศที่แห้งและอุณหภูมิคงที่ ควรเก็บอาหารกระป๋องที่บรรจุในกล่องกระดาษวางซ้อนกัน เพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย ระวังไม่ให้ตะเข็บกระป๋องเสียหาย แต่ต้องวางไม่ให้ขัดขวางการหมุนเวียนของลม และควรจำหน่ายสินค้าตามลำดับการผลิตก่อนหลังครับ

              ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับคุณผู้ฟัง กับวิธีการผลิตอาหารกระป๋อง ซึ่งวิธีการนี้นับว่าเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้อีกทางหนึ่งเลยล่ะครับ ในสัปดาห์หน้าเรามาติดตามกันครับว่า ปลาน้ำจืดที่จากเดิมมีราคาต่ำ เมื่อเรานำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์บรรจุกระป๋อง จะทำให้มีราคาที่สูงขึ้นได้หรือไม่ และวิธีการผลิตนั้นทำอย่างไร สัปดาห์หน้าห้ามพลาดครับ คุณผู้ฟังสามารถติชมรายการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยการเขียนจดหมายและจ่าหน้าซองมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 และ 0-2579-5548 ในวันและเวลาราชการครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุเรื่อง “การปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลสกุลน้อยหน่า”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557

    เรื่องการปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลสกุลน้อยหน่า

    บทวิทยุ โดย วิทวัส ยุทธโกศา

    …………………………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

               สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่าน พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

              คุณผู้ฟังครับ ผมว่าคุณผู้ฟังต้องเคยรับประทานไม้ผลไม่ชนิดใดก็ชนิดหนึ่ง เพราะในประเทศไทยมีไม้ผลมากมาย และมีให้เลือกรับประทานทุกฤดู กระผมเชื่อว่าทุกคนต้องอยากรับประทานไม้ผลที่มีคุณภาพมีรสชาติอร่อย จึงมีการปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลให้ดีกว่าพันธุ์เดิม แต่การปรับปรุงพันธุ์ต้องใช้ระยะเวลานานมากกว่าพืชไร่ จึงทำให้พันธุ์ไม้ผลที่เกิดมาใหม่มีจำนวนน้อย ไม้ผลมีบทบาทและความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมาก มีพื้นที่ปลูกโดยรวมในปี พ.ศ. 2546 มากถึง 5,719,563 ไร่ ซึ่งไม้ผลสกุลน้อยหน่าเป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกกันมากในประเทศไทยหรือ ในเขตร้อนและเขตอบอุ่นในส่วนต่างๆของโลก โดยเฉพาะน้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสมซึ่งสามารถปรับตัวได้ดีในเขตร้อน พื้นที่ปลูกน้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสมของประเทศไทยรวมปี พ.ศ. 2546เท่ากับ 232,579 ไร่ กระจายปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศและแหล่งปลูกที่สำคัญในปัจจุบันคือ จังหวัดนครราชสีมา ลพบุรี สระบุรี ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด โดยเฉพาะจังหวัดนครราชสีมามีพื้นที่ปลูกมากที่สุดรวมทั้งสิ้น 123,242 ไร่ ปลูกน้อยหน่าพันธุ์หนังและพันธุ์ฝ้ายมากที่สุด ส่วนน้อยหน่าลูกผสมปลูกพันธุ์เพชรปากช่อง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เกษตรกรให้ความสนใจและปลูกกันเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตทำรายได้สูงให้แก่เกษตรกร โดยปลูกกันมากในเขตอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกรวมในปี พ.ศ. 2546 จำนวน 62,987 ไร่ผลผลิตส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศและส่งออกประเทศใกล้เคียงบ้างเล็กน้อยเช่น มาเลเซีย สิงคโปร์และฮ่องกง เป็นต้น

    -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับ น้อยหน่า เป็นผลไม้ที่มีรสชาติดี บริโภคทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ ผลสุกใช้รับประทานโดยตรงหรือ ทำน้ำกะทิ คั้นน้ำ ทำไอศกรีม คนไทยนิยมรับประทานผลสุกเพราะมีรสหอมหวานชวนรับประทาน ผลดิบและเมล็ดมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคและแมลง เมล็ดเอามาสกัดเอาน้ำมันไปทำสบู่ กากเมล็ดที่เหลือใช้ทำปุ๋ย สารสกัดจากเมล็ดสามารถฆ่าไรขาว เพลี้ยแป้งและเพลี้ยอ่อนได้ ใบใช้โขลกพอกตามตัว แก้ฟกซ้ำดำเขียวหรือทาแก้โรคพื้นหนังได้เช่น กลากเกลื้อน เปลือกของต้นใช้ต้มรับประทานแก้โรคลำไส้อักเสบ รากใช้เป็นยาระบาด เปลือกของผลใช้ฝนกับเหล้าแก้พิษงูกัด มีคุณค่าทางอาหารสูงอุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน น้ำตาล และแร่ธาตุหลายชนิด เห็นมั๊ยครับว่าคุณประโยชน์ของไม้ผลชนิดนี้มีมากมายเหลือเกิน กระผมว่าน้อยหน่านี่แหละเป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

              คุณผู้ฟังครับ เรามารู้จักน้อยหน่าอีกสายพันธุ์หนึ่ง คือ น้อยหน่าลูกผสมหรืออะติมัวย่า เป็นลูกผสมผสมระหว่างน้อยหน่ากับเชริมัวย่า อะติมัวย่าซึ่งเป็นน้อยหน่าผสมเกิดจากการปรับปรุงพันธุ์ ลักษณะโดยทั่วไป ลำต้นและใบใหญ่กว่าน้อยหน่าที่นิยมปลูกกัน ต้นมีความทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดีกว่าเชริมัวย่าและเกือบเท่าน้อยหน่า บางพันธุ์ปลูกได้ผลดีในบริเวณที่ปลูกน้อยหน่าแต่บางพันธุ์ต้องการบริเวณที่มีอากาศเย็นและสูงจากระดับน้ำทะเลมากๆจึงจะออกดอกและติดผลได้

              จากการที่น้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสมเป็นพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรให้ความสนใจมาอย่างต่อเนื่องจำนวนพื้นที่ปลูกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทั้งทุกภาคของประเทศไทย แต่ปัญหาที่พบจากการทำสวนน้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสม คือปัญหาด้านการผสมการจัดการสวนที่ด้อยประสิทธิภาพ ขาดการใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยเฉพาะการเลือกใช้พันธุ์ปลูกที่ไม่ผ่านการคัดเลือกหรือปรับปรุงพันธุ์และวิธีขยายพันธุ์ไม่เหมาะสมทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่มีมาตรฐาน คุณภาพไม่ตรงตามความต้องการของตลาดและ จึงควรทำการปรับปรุงพันธุ์น้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสมให้ได้พันธุ์ใหม่ที่มีปริมาณผลผลิตและคุณภาพสูงตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

              คุณผู้ฟังครับ การปรับปรุงพันธุ์น้อยหน่าและน้อยหน่าพันธุ์ลูกผสม ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี     พ.ศ. 2539 -2544 สามารถพัฒนาพันธุ์ลูกผสมขึ้นมาใหม่จำนวน 15 สายพันธุ์ มีพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงแน่ะนำแก่เกษตรกรปลูกเป็นการค้าและได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชทะเบียนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 3 พันธุ์ คือ พันธุ์เพชรปากช่อง พันธุ์เนื้อทองและพันธุ์ปากช่อง 46 ทั้ง 3 สายพันธุ์มีลักษณะที่ดีคือ มีผลขนาดใหญ่ เนื้อมากเมล็ดน้อย ซึ่งเป็นลักษณะที่ตลาดต้องการ แต่ก็ยังมีลักษณะบางประการที่ไม่ดีนักต้องได้รับการปรับปรุง และพัฒนาพันธุ์ให้ได้เพิ่มขึ้น เช่นพันธุ์เพชรปากช่อง มีผลบิดเบี้ยวและเปลือกบางง่ายต่อการทำลายของแมลงวันทอง พันธุ์เนื้อทองมีการติดผลค่อนข้างยากและมีเม็ดทรายอยู่ระหว่างเนื้อกับเปลือก พันธุ์ปากช่อง 46 มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเป็นต้น ดังนั้นการพัฒนาพันธุ์โดยการผสมข้ามพันธุ์โดยวิธีธรรมชาติ จากเชื้อพันธุ์ที่ได้รวบรวมไว้ในโครงการรวบรวมเชื้อพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์น้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสมที่ดำเนินการอยู่ในสถานีวิจัยปากช่อง ให้ได้พันธุ์ใหม่ที่มีผลผลิตและคุณภาพสูง ตรงตามต้องความการของตลาดผู้บริโภค จึงจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อยุทธศาสตร์เพิ่มศักยภาพในการแข็งขันของประเทศ เพิ่มการพัฒนาการผลิตที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพสูง ลดต้นทุนการผลิตและปลอดภัยจากสารเคมี

     -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับ หัวหน้าโครงการในการวิจัย คุณ เรืองศักดิ์ กมขุนทด สถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์ เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ มีขั้นตอนในการวิจัยดังนี้

    ขั้นตอนที่ 1 การคัดเลือกต้นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สำหรับการผสมพันธุ์เพื่อสร้างลูกผสมโดยใช้พันธุ์ดีที่ผ่านการประเมินเชื้อพันธุ์จากงานวิจัย การรวบรวมเชื้อพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์ที่ผ่านมา ที่ปลูกในแปรงรวมพันธุ์ในสถานีวิจัยปากช่อง โดยศึกษาลักษณะประจำพันธุ์ จำแนกลักษณะดีเด่นของแต่ละสายพันธุ์เพื่อทราบศักยภาพของแต่ละสายพันธุ์ แล้วคัดเลือกพันธุ์ดีจำนวน 7 สายพันธุ์ คือ น้อยหน่าหนัง 1 สายพันธุ์ น้อยหน่าฝ้าย 1 สายพันธุ์ และน้อยหน่าลูกผสม 5 สายพันธุ์

    มาต่อขั้นตอนที่ 2 กันนะครับ การผสมข้ามพันธุ์ และการเพาะกล้าเมล็ดลูกผสม

    2.1 การผสมข้ามพันธุ์ เพื่อสร้างสายพันธุ์ใหม่โดยใช้วิธีการผสมพันธุ์ แบบพบกันหมดสลับพ่อและแม่ เพื่อให้ได้เมล็ดลูกผสมอย่างน้อยคู่ผสมละ 200 เมล็ด โดยผสมเกสรอย่างน้อย 25 ดอก/ซ้ำจำนวน 4 ซ้ำ ศึกษาเปอร์เซ็นต์การติดผล ทำการตรวจนับเมื่ออายุ 1 เดือน หลังผสมเกสร โดยตัดแต่งกิ่งเพื่อบังคับให้ออกดอกเดือนมีนาคม พ.ศ. 2548 และเก็บเมล็ดในเดือน กันยายน พ.ศ. 2548 รวมระยะเวลา 6 เดือน

    2.2 การเพาะกล้าเมล็ดลูกผสม เมื่อผลสุกเก็บเอาเมล็ดมาล้างน้ำเอาเนื้อออกคัดเลือกเฉพาะเมล็ดที่แก่สมบูรณ์จำนวน 100 เมล็ดต่อคู่ผสม นำมาเพาะในกระบะเพาะกล้าที่มีส่วนผสมของทรายและถ่านแกลบ อัตราส่วน 1:1 โดยเพาะเมล็ด 25 เมล็ด/ซ้ำ จำนวน 4 ซ้ำ ศึกษาเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ด ทำการตรวจนับเมื่ออายุ 1 เดือนหลังเพาะ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2548 ถึงมีนาคม 2549 รวมระยะเวลา 6 เดือนส่วนเมล็ดที่เหลือทำการเพาะเช่นเดียวกันเพื่อให้ได้จำนวนต้นมากขึ้น

    วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์วิเคราะห์ความแตกต่างทางสถิติด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี กำหนดให้คู่ผสมเป็นทรีทเมนต์ละ 4 ซ้ำ

    ขั้นตอนที่ 3 การปลูกทดสอบและคัดเลือกสายพันธุ์ดี ต้นกล้าที่ได้ทำการคัดเลือกเฉพาะต้นกล้าที่แข็งแรงปลูกลงแปลงทดสอบพันธุ์เบื้องต้นในพื้นที่ 5 ไร่ ระยะปลูก 1×1 เมตร ระยะเวลาทดสอบในแปรงทดสอบพันธุ์ 2 ปี ครึ่ง ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2549 ถึง กันยายน พ.ศ. 2551 เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะการเจริญเติบโตของลำต้นดี การติดผลดก ผลกลม ไม่บิดเบี้ยว ขนาดผลใหญ่ มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 250 กรัม/ผลขึ้นไป เนื้อมากร่วนไม่เหนียว เมล็ดน้อย เปลือกหนาไม่มีส่วนของเม็ดทรายอยู่ระหว่างเนื้อและเปลือก ผลไม่แตกเมื่อแก่หรือสุก อายุหลังเก็บเกี่ยวยาวนาน และมีความหวานมากกว่าองศาบริกซ์ แล้วทำการคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะตรงตามความต้องการมากที่สุดคู่ผสมละ 1 สายพันธุ์ บันทึกลักษณะประจำพันธุ์เบื้องต้น และลักษณะทางการเกษตรที่ดีของสายพันธุ์

    ขั้นตอนที่ 4 การปลูกเปรียบเทียบพันธุ์กับพันธุ์มาตรฐาน นำสายพันธุ์คัดที่ผ่านการคัดเลือก จำนวน 42 สายพันธุ์ คู่ผสมละ 1 สายพันธุ์ มาขยายพันธุ์โดยวิธีการต่อกิ่งบนต้นต่อน้อยหน่าหนังเขียวเพาะเมล็ดอายุ 1 ปี ปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์มาตรฐานหรือพันธุ์พ่อแม่ทั้ง 7 สายพันธุ์ และพันธุ์การค้าจากต่างประเทศอีก 1 สายพันธุ์ คือพันธุ์ African pride เพื่อศึกษาการเจริญเติบโตของลำต้น ผลผลิตและคุณภาพของผลรวมจำนวน 50 สายพันธุ์ ใช้ระยะการปลูก 4×4 เมตร 100 ตัน/ไร่ ในพื้นที่ 5 ไร่ ระยะเวลาทดสอบ 5 ปี แล้วคัดเลือกสายพันธุ์ดีอย่างน้อย 1 สายพันธุ์ สำหรับช่วงนี้พักสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

               ฟังกันต่อนะครับ ช่วงนี้เรามาวางแผนทดสอบแบบสุ่มสมบูรณ์ วิเคราะห์ความแตกต่างทางสถิติด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยวิธีกำหนดให้คู่ผสมเป็นทรีทเมนต์ จำนวน 50 ทรีทเมนต์ๆละ 5 ซ้ำ โดยเก็บข้อมูลดังนี้นะครับท่านผู้ฟัง

    - เส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้น เหนือพื้นดินไม่เกิน 15 เซนติเมตร ทุกๆ 12 เดือน หลังปลูก

    - ขนาดของผลโดยการวัดความกว้างและความยาวของผลด้วย Vernier calipers

    - จำนวนผลต่อต้น

    - น้ำหนักต่อผล

    - เปอร์เซ็นต์เนื้อโดยน้ำหนัก

    - จำนวนเมล็ดต่อผล

    - อายุการสุกหลักการเก็บเกี่ยว

    - ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ โดยใช้ hand refractometer

    - ปริมาณกรดวิเคราะห์ตามวิธีของHume

    - ผลผลิตต่อต้นเป็นกิโลกรัม

    ขั้นตอนที่ 5 การแนะนำพันธุ์และขึ้นทะเบียนพันธุ์

    หลังจากปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์มาตรฐานและพันธุ์พ่อกับพันธุ์แม่ ทำการคัดเลือกพันธุ์ดีเด่นโดยพันธุ์ที่ให้ผลผลิตและคุณภาพของผลสูงตามวัตถุประสงค์อย่างน้อย 1 สายพันธุ์จะได้รับการพิจารณาขอขึ้นทะเบียนพันธุ์พืช โดยทำการขอขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชเป็นพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมกับแนะนำพันธุ์แก่เกษตรกรสำหรับปลูกเป็นการค้า และตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการในการประชุมวิชาการและวารสารภายในประเทศ

    ผลและวิจารณ์

    ผลการคัดเลือกสายพันธุ์ดีเพื่อเป็นตัวแทนของคู่ผสมๆละ 1 สายพันธุ์โดยใช้หลักในการคัดเลือกเบื้องต้นคือ มีผลอย่างน้อย 5 ผล น้ำหนักผลเฉลี่ยอย่างน้อย 250 กรัม ปริมาณเนื้อที่รับประทานได้มากกว่า 50% จำนวนเมล็ดไม่เกิน 50 เมล็ด ต่อผล และอายุการสุกหลังการเก็บเกี่ยวมากกว่า 2 วันขึ้นไป

    สามารถคัดเลือกสายพันธุ์เป็นตัวแทนของคู่ผสมได้จำนวน 42 สายพันธุ์ โดยให้รหัสชั่วคราว เป็นตัวเลข 4 หลักแล้วตามด้วยชื่อคู่ผสมกำกับไว้ สำหรับช่วงนี้พักสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับมาฟังกันต่อนะครับ การคัดเลือกสายพันธุ์ดีที่มีการติดผลดก ขนาดผลใหญ่ เปอร์เซ็นต์เนื้อสูง จำนวนเมล็ดต่อผลน้อย และอายุการสุกหลังการเก็บเกี่ยวยาวนาน ได้คู่ผสมละ 1 พันธุ์ จำนวนทั้งหมด 42 พันธุ์ หลังจากนั้นนำกิ่งสายพันธุ์ดีที่คัดเลือกได้มาขยายพันธุ์ปลูก พันธุ์ละ 5 ต้น เพื่อศึกษาการเจริญเติบโต ผลผลิตและคุณภาพของผล เปรียบเทียบกับพันธุ์ พ่อ-แม่ 7 สายพันธุ์ พันธุ์การค้าจากต่างประเทศ 1 พันธุ์ รวมทั้งหมด 50 สายพันธุ์ หลังจากวัดการเติบโตของลำต้นเมื่ออายุครบ 1 ปี พันธุ์ที่มีการเติบโตสูงที่สุดคือพันธุ์ 38-26 ปากช่อง 46x เพชรปากช่อง=1.60 ซม.รองลงมา คือพันธุ์09-34 B64xL59=1.48 ซม.ตามลำดับ และน้อยที่สุดคือพันธุ์ 38-38 L59xปากช่อง 46 และพันธุ์24-09 ฝ้ายเขียวxL59=1.12 ซม.เท่ากันและต้นอายุ 1 ปีสามารถออกดอกและติดผลได้ในบางสายพันธุ์ แต่มีจำนวนน้อยไม่สามารถศึกษาคุณภาพของผลได้ การปรับปรุงสายพันธุ์น้อยหน่ายังคงดำเนินต่อไป

    สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้

    หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุเรื่อง “การผลิตพืชผักอินทรีย์จากชีววิธี”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์  ที่14 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง การผลิตพืชผักอินทรีย์จากชีววิธี

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

                     สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม………………………เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    สวัสดีคุณผู้ฟังทุกท่านครับ คุณผู้ฟังครับ เวลาช่วงตอนเย็นเช่นนี้ คุณผู้ฟังคงกำลังรับประทานอาหารเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นะครับ กระผมอยากทราบจังครับ ว่ามื้อเย็นของคุณผู้ฟังวันนี้มีผักรับประทานด้วยหรือเปล่า กระผมขอเดาว่าทุกบ้านต้องมีผักอยู่ในจานข้าวอย่างแน่นอนนะครับ ซึ่งผักจัดว่าอยู่ในหมู่ที่ 3 ของอาหารหลัก 5 หมู่ครับ ผักจะให้สารวิตามิน และแร่ธาตุเพื่อเพิ่มการทำงานของร่างกาย และทราบไหมครับว่าผักที่รับประทานอยู่ทุกวันนี้แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ตามเม็ดสี แต่ละสีให้ประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร กระผมจะขอยกตัวอย่าง ผักสีแดงแล้วกันนะครับ เช่นจำพวก พริกแดง มะเขือเทศ จะช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และเส้นเลือดอุดตันในสมอง ผักสีส้ม สีเหลือง เช่น ฟักทอง แครอท จะช่วยบำรุงสายตา บำรุงหัวใจ และหลอดเลือด ผักสีเขียว เช่น ผักใบเขียวต่างๆ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของร่างกาย และช่วยทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อผลเสียต่อสุขภาพ บำรุงสมอง ความจำ และบำรุงสุขภาพของผู้สูงอายุ ผักสีขาว สีน้ำตาลอ่อน เช่น กระเทียม หอมหัวใหญ่ ช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเรสเตอรอล ต่อต้านการเกิดเนื้องอก ป้องกันมะเร็ง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด …คุณผู้ฟังทราบถึงประโยชน์ของผักแต่ละสีแล้วนะครับ กระผมขอแนะนำให้คุณผู้ฟังเลือกทานผักให้หลากสีสันนะครับ เพื่อที่จะได้รับสารอาหารเพิ่มมากขึ้น

    คุณผู้ฟังครับ ปัจจุบันผู้บริโภคได้หันมาให้ความสนใจกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการรับประทานพืชผักอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการแก่ร่างกาย แต่พบว่าปัญหาในการผลิตผักในปัจจุบันคือ เกษตรกรผู้ผลิตขาดเทคโนโลยีที่เหมาะสม เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพตกต่ำ และสารปนเปื้อนตกค้าง อันมีสาเหตุมาจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์ โรคและแมลงเข้าทำลายเชื้อราในดินเป็นสาเหตุให้เกิดโรคพืชเข้าทำลายระบบรากพืชครับ โดยจะพบว่าพืชแสดงอาการเหี่ยวแห้ง หรือตายเป็นกิ่งๆ จนกระทั่งตายยืนต้นในที่สุด แต่ว่า พืชจะแสดงอาการเป็นโรคขั้นรุนแรงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของสาเหตุ และช่วงระยะเวลาการเจริญของพืช …คุณผู้ฟังครับ เชื้อราในดินที่เป็นสาเหตุของโรคพืชส่วนมากมักจะมีชีวิตอยู่ในดินเป็นระยะเวลานาน และสามารถเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีแหล่งอาหารและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมครับ

    -เพลงประจำรายการ-

                     คุณผู้ฟังครับ การควบคุมโรคพืชนั้นทำได้หลายวิธีครับ เช่น การควบคุมการใช้สารเคมี การปลูกพืชหมุนเวียน และวิธีทางเขตกรรม เช่น การขุดฝัง เผาทำลายส่วนของพืชที่เป็นโรค แต่อย่างไรก็ตามครับ การใช้สารเคมียังเป็นวิธีที่เกษตรกรนิยมใช้กันมากที่สุด และใช้กันอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าการควบคุมโรคจะยังไม่ได้ผลมากนัก อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิต ดังนั้นจึงมีวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยลดต้นทุนของการควบคุมโรคได้ครับ วิธีการที่ว่านั่นก็คือการควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี คุณผู้ฟังครับชีววิธีที่ว่านี้คือ การลดปริมาณ และกิจกรรมเชื้อโรคโดยส่งเสริมและพัฒนาใช้สิ่งมีชีวิตรวมทั้งจุลินทรีย์ ที่อยู่ตามธรรมชาติในดิน และที่ผิวรากพืชให้สามารถทำลายการเจริญของเชื้อสาเหตุโรคพืชลงได้ จนเกิดสมดุลทางชีวภาพ ซึ่งนักวิจัยคุณวุฒิชัย ทองดอนแอ และคณะ จากฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนา กำแพงแสน ได้วิจัยเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผักอินทรีย์โดยวิธีชีววิธีในระดับท้องถิ่น .. โดยจัดฝึกอบรมแก่กลุ่มเกษตรกรผู้สนใจ จำนวน 2 รุ่น แบ่งเป็น รุ่นที่ 1 นั้น คือ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกวางตุ้ง คะน้า พริก แตงกวา ข้าวโพดฝักอ่อน รุ่นที่ 2 นั้น คือเกษตรกรผู้ปลูก พริก แตงกวา ถั่วฝักยาว กระชาย ผักชีฝรั่ง …นอกจากให้เกษตรกรในท้องถิ่นมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีเหมาะสมแล้ว ยังขยายผลให้ชุมชนข้างเคียงต่อไปได้ด้วยครับ

    คุณผู้ฟังครับการผลิตพืชผักอินทรีย์โดยชีววิธีเป็นการแก้ปัญหาสารพิษตกค้างในพืชผัก สุขอนามัยของผู้ผลิต คือเกษตรกร โดยเน้นให้ผลผลิตมีคุณภาพ มีความปลอดภัยต่อผู้ผลิต และผู้บริโภค ตรงกับตามความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ  อีกทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยครับ …เป็นที่เชื่อกันว่า วิธีการผลิตพืชผักอินทรีย์สามารถที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม แม้ว่าการผลิตพืชผักอินทรีย์นั้นจะเน้นใช้วิธีการส่วนใหญ่จากประสบการณ์ของคนในท้องถิ่นที่ได้สะสมมา และจากการถ่ายทอดสืบต่อมาชั่วอายุคน อย่างไรก็ตามนะครับ การผลิตพืชผักอินทรีย์ก็ไม่ได้ปฏิเสธการยอมรับเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ต้องมีข้อแม้ว่า เทคโนโลยีนั้นต้องไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน ใช้หลักการพึ่งพาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่สามารถทำให้ คน สัตว์ ต้นไม้ จุลินทรีย์ อยู่ร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่สะอาด อุดมสมบูรณ์ มีความยั่งยืนได้

    คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าเกษตรอินทรีย์คืออะไร กระผมเดาว่าคุณผู้ฟังต้องมีคำตอบอยู่ในใจแล้วละครับ แต่ลองมาฟังกระผมดูนะครับ เกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรชีวภาพ หรือ Oraganic Agriculture คือการทำเกษตรเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพื่ออนุชนรุ่นหลัง โดยพัฒนาปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ เพื่อผลิตอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ โดยหยุดการใช้สารเคมีที่เป็นพิษทางการเกษตร เช่น ยาปราบศัตรูพืช ครับ

    เกษตรอินทรีย์มีแนวคิดพื้นฐานคือ การบริหารจัดการการผลิตทางการเกษตรแบบองค์รวมครับ แตกต่างจากเกษตรแผนใหม่ ที่มุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตชนิดใดชนิดหนึ่งสูงสุด เกษตรอินทรีย์จะให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน การรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด ไปพร้อมๆ กันครับ

    คุณผู้ฟังครับ. . แล้วทำไมจะต้องเลือกทำเกษตรอินทรีย์ครับ เพราะเกษตรอินทรีย์จะช่วยลดต้นทุนการผลิต เช่น คนในชุมชนผลิตปุ๋ยชีวภาพใช้เอง เพราะในชุมชนมีวัตถุดิบมากพอที่จะนำปุ๋ยมาใช้ได้ อีกทั้งข้อดีของการใช้ปุ๋ยชีวภาพคือ ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น  และอยู่ในดินได้นาน เพราะจะค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้าๆ เมื่อผลผลิตเจริญเติบโต และนำผลผลิตออกมาขายยังตลาด เกษตรกรผู้ผลิตจะมีความภาคภูมิในที่ได้ขายพืชผักที่ไม่มีสารพิษตกค้างแก่ผู้บริโภค เมื่อผู้บริโภคทานเข้าไปก็จะได้รับแต่คุณค่าทางโภชนาการ

    -เพลงประจำรายการ-

                     คุณผู้ฟังครับ เมื่อได้ผลผลิตออกมาแล้วนั้น ผลผลิตนั้นควรจะมีมาตรฐาน ซึ่งจะสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมากครับ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ถือเป็นมาตรฐานที่ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคอย่างมาก โดยมาตรฐานเกษตรอินทรีย์มีทั้งมาตรฐานของงประเทศไทย เช่น มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสำนักมาตรฐานสินค้าเกษตร และมาตรฐานต่างประเทศ เช่น มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศญี่ปุ่น มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา

    สำหรับในประเทศไทยนั้น มีสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นผู้จัดทำมาตรฐานครับ โดยจะให้การรับรองเฉพาะขอบข่ายของ การผลิตพืชเกษตรอินทรีย์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกษตรอินทรีย์ การเลี้ยงสัตว์เกษตรอินทรีย์ การแปรรูปและการจัดการผลผลิตเกษตรอินทรีครับ

    ในเรื่องของประโยชน์ที่ได้รับจากการมีหน่วยงานรองรับนั้น กระผมจะขอยกตัวอย่าง เช่น ลดความซ้ำซ้อนด้านการตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหาร ณ ประเทศ ปลายทาง หรือสร้างความยอมรับในระบบการตรวจประเมิน หรือลดอุปสรรคทางการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เพื่อการส่งออกของสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในตลาดโลก อีกทั้งยังนำมาซึ้งความเชื่อมั่น ชื่อเสียง รายได้แก่ประเทศครับ

    คุณผู้ฟังครับ อย่างที่กล่าวไว้ช่วงต้นรายการว่างานวิจัยชิ้นนี้แบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็น 2 รุ่น นั้น กระผมจะขอเล่าให้ฟังครับ ว่าแต่ละรุ่นนั้น เค้าเรียนรู้อะไรกันไปบ้าง …รุ่นที่ 1 คือเกษตรกรผู้ปลูกกวางตุ้ง ครับน้า พริก แตงกวา ข้าวโพดฝักอ่อน ณ บ้านหนองขโมย ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมครับ พบว่าดินนั้นมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย ค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 6.0-7.5 ดินเป็นกลางในพื้นที่เพาะปลูกครับ  เกษตรกรส่วนใหญ่ ดินขาดความสมบูรณ์ เนื่องจากปลูกผักซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานครับ เช่น ข้าวโพดฝักอ่อนตัดต้นนำไปเลี้ยงโคนม โดยไม่ได้ใส่ปุ๋ยคอกกลับไปปรับปรุงดิน ปลูกติดต่อกันหลายๆ ปีครับ จึงเป็นเหตุให้ดินเสื่อมโทรม ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมีราคาแพง จึงมีต้นทุนการผลิตสูงครับ

    อีกทั้งยังใช้ปุ๋ยคอกแห้ง ใส่ลงแปลงปลูกไม่ถูกวิธีครับ เพราะปุ๋ยนั้นไม่ได้ผ่านขบวนการหมักนำไปใช้กับพืชโดยตรง พอเวลานำไปใช้จึงทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่ากับพืชผักที่ปลูกครับ ปัญหาของเกษตรกรรุ่นที่ 1 ที่พบอีกคือ ประสบปัญหาด้านการตลาด

    คุณผู้ฟังครับ สำหรับรุ่นที่ 2 คือผู้ปลูกพริก แตงกวา ถั่วฝักยาว ณ บ้านดอนตาก่าน ตำบลมาบแค อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม นั้น พบว่าดินมีลักษณะเป็นดินเหนียวปนทราย ค่าความเป็นกรด-ด่าง  อยู่ระหว่าง 5.5 – 6.5 ครับ ดินค่อนข้างเป็นกรดอ่อนในพื้นที่เพาะปลูก และขาดความอุดมสมบูรณ์ด้วยครับ ปัญหาของเกษตรกรส่วนใหญ่คือ ปัญหาดินดินที่ปลูกพืชซ้ำๆ กันมานาน เช่น กระชาย ผักชีฝรั่ง จนเกิดการสะสมของโรคและแมลง อีกทั้งปุ๋ยเคมีและสารเคมี มีราคาแพง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงครับ เช่นเดียวกับรุ่นที่  ครับ สำหรับการใส่ปุ๋ยคอกแห้งลงแปลงปลูกไม่ถูกวิธีนั้น ส่งผลให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าของพริกระบาดกับพืชผักที่ปลูกครับ

    คุณผู้ฟังครับ ทางโครงการจึงได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับกลุ่มเกษตรกรทั้ง 2 รุ่น โดยหลักสูตรที่ถ่ายทอดมีภาคบรรยาย เช่น เรื่อง การตลาดพืชผักอินทรีย์ในประเทศ และต่างประเทศ หรือ เรื่องพันธุ์พืช และการเตรียมแปลงปลูก หรือเรื่องการตรวจคุณภาพ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปุ๋ยอินทรีย์ และธาตุอาหาร เป็นต้นครับ …ในส่วนของภาคปฎิบัตินั้น เน้นเรื่องการตลาดภายในประเทศ และต่างประเทศ การปรับปรุงบำรุงดิน การทำปุ๋ยหมัก และการนำไปใช้ประโยชน์ การใช้สมุนไพรทางการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้เข้าอบรม

     

    -เพลงประจำรายการ-

                     คุณผู้ฟังครับ ผลสรุปจากงานวิจัยชิ้นนี้ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชผักอินทรีย์โดยชีววิธีในระดับท้องถิ่น ได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรและผู้นำชุมชน รวม 2 รุ่น พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีปัญหาด้านระบบการผลิตครับ ขาดความรู้เรื่องการปรับปรุงดิน การดูแลรักษาต้นพืช การวางแผนการผลิตที่เหมาะสม และผลผลิตที่มีคุณภาพให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาด

    นอกจากนั้นนะครับ กลุ่มเกษตรกรยังเข้าไม่ถึงตลาด เพราะต่างคนต่างผลิต ต่างขาย จึงประสพกับปัญหาราคาตกต่ำเป็นบางครั้งบางครา จึงขาดทุนอยู่เป็นประจำครับ ดังนั้นทางโครงการได้ถ่ายทอดความรู้และแนะนำให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันผลิต เพื่อที่จะได้มีอำนาจในการต่อรองราคาได้มากขึ้นครับ และจัดหาตลาดผู้ซื้อ ผู้ขาย ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร เช่น มั่นใจได้ว่าผลผลิตนั้นมีผู้รับซื้อแน่นอน หรือลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคา เป็นต้นครับ อีกทั้งได้วางแผนล่วงหน้าการผลิตให้พืชผักมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานของตลาด ครับ

    สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันเวลาเดียวกันนี้

    หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ.1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง ประโยชน์ของถั่วไมยรา

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 7 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง ประโยชน์ของถั่วไมยรา

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………………………

     

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ
    สวัสดีครับคุณผู้ฟังครับ พบกันอีกครั้งน่ะช่วงนี้อากาศค่อนข้างร้อน อย่างไรก็รักษาสุขภาพด้วยน่ะครับ วันนี้รายการของเราขอนำเสนอผลงานวิจัยดีๆ จากนักวิจัยจากมหาวิทลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้คัดเลือกมาเพื่อนำเสนอแก่คุณผู้ฟังครับ ในวันนี้รายการเปิดแฟ้มงานวิจัย มก. ขอหยิบยกเรื่อง ประโยชน์ของถั่วไมยรา มาถ่ายทอดให้คุณผู้ฟังรับฟังกันนะครับ   คุณผู้ฟังรู้จักถั่วไมยรามากน้อยแค่ไหนครับ ลองมาฟังกันดูนะครับ คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าถั่วไมยราเป็นพืชตระกูลถั่วค้างปี จำพวกกระถิน กระถินณรงค์ และมะขามเทศ เป็นพืชพื้นเมืองที่ปลูกในเขตร้อน มีรายงานว่าพบพืชชนิดนี้ในประเทศไทย ในปีพ.ศ. 2465 และไม่มีชื่อเรียกท้องถิ่นครับ ซึ่งผศ. จิรายุพิน จันทรประสงค์ จึงตั้งชื่อว่าไมยรา ณ ที่นี้คุณผู้ฟังก็ทราบที่มาที่ไปของถั่วไมยราแล้วนะครับ  ลักษณะของถั่วไมยรานั้นเป็นไม้ทรงพุ่ม มีใบ และดอกคล้ายกระถิน แต่มีขนาดเล็กกว่า เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียว ไม่ชอบขึ้นดินทราย ไม่ทนน้ำขัง และปลูกเพื่อนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น โคนม ครับ  คุณผู้ฟังครับกระผมเชื่อว่าคงจะเคยดื่มนมโคพร้อมดื่มกัน และน้ำนมโคที่เราดื่มกันนี้ได้มาจากน้ำนมโคดิบจากการรีดน้ำนมของแม่โคนมครับ โดยน้ำนมดิบที่รีดได้นี้จะต้องเป็นน้ำนมที่รีดจากแม่โคหลังคลอดลูกมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 วัน ลักษณะของน้ำนมต้องมีสีขาว หรือสีขาวนวล ปราศจากสิ่งแปลกปลอม คุณผู้ฟังครับ การที่แม่โคนมจะมีน้ำนมดิบที่เหมาะสมแก่การนำมาผลิตนมพร้อมดื่มนั้น จะต้องได้รับการเลี้ยงดูที่ถูกสุขลักษณะครับ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการอาหารที่ให้โคนมกิน อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่าโคนมเป็นสัตว์สี่กระเพาะที่เรียกว่าสัตว์เคี้ยวเอื้อง อาหารที่ใช้เลี้ยงมี 2 ชนิดคืออาหารหยาบ เช่น หญ้า ถั่ว อาหารสัตว์ ฟางข้าว และอาหารข้น เช่น อาหารผสม อาหารทั้ง 2ชนิดมีความสำคัญเท่าๆ กันครับ และต้องสัมพันธ์กันเพื่อให้โคนมสามารถให้น้ำนมสูงสุดครับ มาถึงตรงนี้คุณผู้ฟังคงกำลังสงสัยใช่ไหมครับ ว่าทำไมกระผมพูดเรื่องอาหารหยาบที่โคนมกินและเกี่ยวข้องอย่างไรกับถั่วไมยรา  คือว่ากระผมกำลังจะนำคุณผู้ฟังรับฟังผลงานวิจัยเรื่อง การปลูกถั่วไมยราเพื่อปรับปรุงทุ่งหญ้าธรรมชาติแบบวิธีไม่ไถ่พรวนร่วมกับการใช้สารกำจัดวัชพืช ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของนางสาวจิราพร เชื้อกูล ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร กำแพงแสน ครับ คุณผู้ฟังครับ แค่ชื่อเรื่องงานวิจัยชิ้นนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยแล้วใช่ไหมครับ  คุณผู้ฟังอย่าเพิ่งหนีไปไหน เดี๋ยวช่วงหน้ากระผมจะกลับมาครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ การเลี้ยงโคนมมีมากขึ้นทุกปี และยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศครับ อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นรายการว่า ตัวอย่างอาหารหยาบที่ใช้เลี้ยงสัตว์คือ หญ้า ครับ แต่การทำแปลงหญ้ายังมีค่อนข้างน้อยมาก เมื่อเทียบกับความต้องการของอาหารโคนมต่อปี เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีการปลูกแปลงหญ้าน้อย ส่วนใหญ่อาศัยหญ้าที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ และเศษเหลือจากการปลูกพืชไว้เป็นแหล่งอาหารหยาบ คุณผู้ฟังทราบไหมครับ ว่าหญ้าที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาตินั้นมีคุณค่าทางอาหารต่อสัตว์ต่ำ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นหญ้าพื้นเมือง แปลงทุ่งหญ้าเหล่านี้มีพื้นที่จำนวนมากกระจายอยู่ตามแหล่งเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยครับ ดังนั้นการเพิ่มคุณภาพอาหารหยาบให้แก่พืชอาหารสัตว์สามารถทำได้โดยการปลูกพืชตระกูลถั่วร่วมด้วย

    คุณผู้ฟังครับ ในบางพื้นที่นั้นไม่สามารถพรวนดินได้เนื่องจากสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมครับ และระยะเวลาการปลูกสร้างแปลงหญ้า จนกระทั่งตัดนำไปใช้เป็นอาหารให้แก่สัตว์เลี้ยงใช้เวลานานครับ ในช่วงเวลานี้ เกษตรกรอาจขาดแคลนอาหารหยาบสำหรับเลี้ยงสัตว์ได้ ดังนั้นจึงมีวิธีการปลูกหญ้าโดยไม่มีการไถ่พรวน เพื่อใช้ลดต้นทุนในการปลูก และใช้กับการปรับปรุงทุ่งหญ้าธรรมชาติ ไปจนถึงทุ่งหญ้าเก่าแก่ที่เสื่อมโทรมให้มีผลผลิตและคุณภาพดีขึ้นครับ

    ยังไม่หมดเท่านี้นะครับ การปลูกหญ้าโดยไม่มีการไถพรวน จะช่วยอนุรักษ์ดินและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน แต่ความสำเร็จของการปลูกถั่วอาหารสัตว์แบบไม่ไถ่พรวนเพื่อเพิ่มคุณค่าแก่ทุ่งหญ้าธรรมชาติขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับ คุณผู้ฟังคครับ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือเกิดการแข่งขันกันระหว่างพืชที่ขึ้นอยู่ก่อน เราจะต้องลดการแข่งขันนั้นโดยมีหลายวิธีด้วยกันครับ เช่น การตัด การเผาแปลงหญ้า การไถ่พรวนปกติ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกใช้วิธีไหน ก็จะต้องมีหญ้าหลงเหลืออยู่บ้างเพื่อที่จะเป็นทุ่งหญ้าผสมได้ดี ภายหลังจากมีการเจริญเติบโตของต้นถั่ว

    คุณผู้ฟังครับ นอกจากการแข่งขันของพืชที่ขึ้นอยู่ก่อนแล้วที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นถั่ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องรู้จักไว้คือ การแข่งขันระหว่างวัชพืชและพืชอาหารสัตว์ครับ  เวลาที่ปลูกพืช นอกจากพืชจะเจริญเติบโตแล้วก็จะมีวัชพืชร่วมด้วย ทั้งวัชพืชและพืชที่ปลูกจะแย่งอาหารกันครับ วัชพืชที่พบในแปลงถั่วอาหารสัตว์มีวัชพืชใบแคบ เช่น หญ้าคา หญ้าขจรจบ เป็นต้น และมีวัชพืชใบกว้าง เช่น ผักโขม ผักเบี้ย ผักยาง และผักปราบ ถ้าไม่มีการควบคุมวัชพืชเหล่านี้จะทำให้ผลผลิตลดลงมาก มีวิธีการที่จะลดการแข่งขันของวัชพืชกับพืชปลูกอยู่ครับ เช่น การตัดและลดจำนวนให้พืชที่ขึ้นอยู่ก่อนมีจำนวนเบาบางลง หรือการปล่อยให้สัตว์แทะเล็มก่อนการหว่านเมล็ด หรือการไถ่พรวนแบบธรรมดา และการใช้สารกำจัดวัชพืช

    ปัจจุบันสารกำจัดวัชพืชมีบทบาทมากต่อการผลิตพืชไร่ เนื่องจากปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรครับ แต่สำหรับในพืชอาหารสัตว์นั้น การศึกษาเรื่องนี้ ยังมีข้อจำกัดอยู่ ในการเลือกใช้สารวัชพืชที่เหมาะสมจะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ผลผลิตเสียหาย เนื่องจากการเบียดเบียนของวัชพืชได้ครับ แต่การใช้สารกำจัดวัชพืชนั้นต้องทำอย่างถูกวิธี เช่น เลือกใช้ให้ตรงตามชนิดที่ปลูก ใช้อัตราที่เหมาะสม ถ้าเป็นสารแบบที่ใช้หลังงอกควรฉีดพ่นในระยะที่วัชพืชอ่อนแอ แต่พืชปลูกมีความทนทาน และไม่มีสารพิษตกค้างเมื่อเก็บเกี่ยว

    ทางด้านพันธุ์พืชอาหารสัตว์ที่นำมาปลูกโดยวิธีไม่ไถพรวนนั้น ต้องมีลักษณะปรับตัวได้กว้าง ขึ้นได้ง่าย และเสียค่าใช้จ่ายน้อยครับ แถมยังต้องมีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมท้องถิ่นได้ดี ผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ดี แข่งขันกับพืชที่มีอยู่แล้วได้ ถั่วไมยราเป็นพืชอาหารสัตว์ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้อย่างครบถ้วนครับ จึงมีโอกาสช่วยเพิ่มคุณภาพอาหารสัตว์แก่การเลี้ยงสัตว์ได้ครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              ในช่วงนี้กระผมจะนำเสนอวิธีการปลูกถั่วไมยราให้คุณผู้ฟังรับฟังกันนะครับ

    การปลูกถั่วไมยรานิยมปลูกด้วยเมล็ด ซึ่งเมล็ดพันธุ์ไมยรามีจำหน่ายที่ศูนย์วิจัยอาหารสัตว์ และสถานีวิจัยอาหารสัตว์ทั่วประเทศครับ โดยเปิดให้จองเมล็ดระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม และรับเมล็ดพันธุ์ได้ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไปครับ…ช่วงเหมาะสมที่ควรปลูกคือ ช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม   การปลูกนั้นจะใช้เมล็ดจำนวน 2 กก./ไร่ สำหรับวิธีการปลูกจะใช้วิธีการหว่าน แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีวัชพืชขึ้นมาก ควรใช้วิธีการโรยเป็นแถว เพื่อง่ายต่อการกำจัดวัชพืชครับ และควรมีระยะห่างระหว่างแถว 30 – 60 ซม. คุณผู้ฟังครับ ก่อนนำเมล็ดถั่วไมยราไปปลูกควรแช่น้ำร้อนนาน 5 นาที เพราะเมล็ดถั่วไมยราส่วนหนึ่งจะมีเมล็ดแข็ง เป็นการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกให้สูงขึ้น แล้วนำมาผึ่งลมให้แห้งก่อนที่จะปลูก

    เรื่องของการกำจัดวัชพืชนั้น ควรกำจัดหลังปลูก 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้ถั่วสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้ เพราะในระยะแรกนั้นถั่วไมยราจะเติบโตช้าครับ ในส่วนของโรคและแมลงที่พบนั้น จะเกิดในช่วงปลายฤดูฝน โดยจะพบเพลี้ยไฟและแมลงหวี่ขาว ทำให้ยอดหงิก การติดฝักลดลง เมล็ดลีบ และพบเชื้อราดำเข้าทำลายมีผลให้ยอดเหี่ยว แต่ไม่เป็นปัญหาที่รุนแรงมักจะหายไปเองครับ

    สำหรับการตัดถั่วครับ ควรจะตัดเมื่อต้นถั่วไมยราสูงจากพื้นดิน 35 ซม. โดยตัดครั้งแรกที่อายุ 60 วัน และต่อมาตัดทุก 30-45 วัน จะได้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 2,200 – 3,150 กก./ไร่ มีโปรตีนประมาณ 19% จัดได้ว่าเป็นพืชอาหารสัตว์ที่ให้ผลผลิตและคุณค่าทางอาหารสูง

    เรื่องของใสปุ๋ยนั้น ควรใส่ปุ๋ยผสมสูตร 12-24-12 อัตราประมาณ 50 กิโลกรัม/ไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้นครับ และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ในปีต่อๆ ไปใส่ปุ๋ยเช่นเดียวกับปีแรกในช่วงฤดูฝน

    คุณผู้ฟังครับ การงอกของเมล็ดถั่วที่ปลูกโดยวิธีไม่เตรียมดินนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของลมฟ้าอากาศภายหลังการหว่านเมล็ดครับ ภายใต้สภาพที่มีปริมาณน้ำฝนและความชื้นต่ำ ซากพืชที่ยังไม่เน่าเปื่อยผุพังจะช่วยปกคลุมผิวดิน และช่วยให้รากอ่อนของพืชชอนไชลงไปในดินได้ง่าย

    แต่สภาพอากาศที่ร้อนและปริมาณน้ำฝนน้อย จะพบการงอกสูงในแปลงที่ได้รับการฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชก่อนการหว่านเมล็ด หรือแปลงที่มีสิ่งปกคลุมมากกว่าแปลงที่ไม่มีสิ่งปกคลุมเลย

    -เพลงคั่นรายการ-

    สำหรับเรื่องการใช้สารกำจัดวัชพืชนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ คุณผู้ฟังครับ กระผมจะกล่าวถึงข้อดีของการใช้สารกำจัดวัชพืชก่อนนะครับ ข้อดีข้อแรกคือ สารกำจัดวัชพืชจะทำลายพืชที่ขึ้นอยู่ทั้งหมดให้ตายลงอย่างรวดเร็ว และช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินจากการเน่าสลายของบรรดาซากพืช ข้อดีข้อที่สองคือ ป้องกันการชะพังทลายของดินได้เป็นอย่างดี ข้อที่สามคือใช้กับพื้นที่ที่ไม่สามารถไถพรวนดินได้ตามปกติ และข้อที่สี่คือต้นถั่วมีเปอร์เซ็นต์การตั้งตัวสูงขึ้น …หลังจากที่ได้ทราบถึงข้อดีของการใช้สารกำจัดวัชพืชแล้ว ที่นี้ลองมาฟังข้อเสียของสารกำจัดวัชพืชกันครับ ข้อเสียของการใช้สารกำจัดวัชพืชนั้น พบว่าผลของการใช้สารเคมีมีผลต่อการงอกและการเจริญเติบโตในระยะแรกของพืช คือไปลดความแข็งแรงของต้นอ่อน คราวนี้คุณผู้ฟังก็ทราบถึงข้อดีข้อเสียของการใช้สารกำจัดวัชพืชแล้วนะครับ ที่นี้ขึ้นอยู่กับว่าคุณผู้ฟังจะเลือกใช้วิธีไหนกันครับ

    การใช้ถั่วไมยราเป็นแหล่งอาหารหยาบนั้น สามารถให้สัตว์กินได้หลายรูปแบบครับ เช่น สภาพถั่วสด โดยตัดสดมากินในคอก หรือปล่อยแทะเล็ม หรือจะทำเป็นถั่วแห้ง ใช้วิธีตัดต้นถั่ว และหั่นให้มีขนาด 2-3 นิ้ว จากนั้นนำไปตากบนลานตากครับ แล้วเกลี่ยบางๆ กลับกองวันละ 1-2 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน เมื่อถั่วไมยราแห้งสนิท นำมาบรรจุใส่กระสอบเก็บไว้ หรือนำถั่วไมยรามาทำเป็นถั่วหมักก็ได้ครับ นอกจากนี้ยังสามารถนำถั่วไมยรามาทำเป็นอาหารผสมเสร็จ ซึ่งเป็นสูตรอาหารรวมที่มีทั้งอาหารหยาบและอาหารข้นอยู่รวมกันครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

                  คุณผู้ฟังครับ ผลสรุปจากงานวิจัยพบว่า การปลูกถั่วไมยราในแปลงหญ้าธรรมชาติ สิ่งที่สำคัญคือ ต้องลดจำนวนวัชพืชให้น้อยลงก่อนปลูกถั่วครับ ส่วนการใช้สารกำจัดวัชพืชร่วมกับการไถพรวนช่วยควบคุมวัชพืชได้ดีในช่วงแรกที่ถั่วเจริญเติบโต และไม่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของถั่ว

    ในสภาพการไถ่พรวนปกติ ถั่วไมยราเจริญเติบโตได้ดีกว่าการปลูกแบบไม่ไถ่พรวน แม้มีการใช้สารกำจัดวัชพืชร่วมด้วยครับ เพราะเกิดการแข่งขันด้านการเจริญเติบโตกับวัชพืชขึ้นอยู่ก่อน ภายหลังที่ได้มีการฉีดสารกำจัดวัชพืช ปรากฏว่ามีเศษซากพืชปกคลุมหนา เลยส่งผลให้ต้นถั่วเจริญเติบโตได้ไม่ดี ดังนั้นนะครับคุณผู้ฟัง หลังจากฉีดสารกำจัดวัชพืชออกแล้ว ควรนำเศษวัชพืชออกจากแปลงเพื่อลดจำนวนวัชพืชให้น้อยลงครับ

    คุณผู้ฟังครับ การเลี้ยงโคนมให้ประสบผลสำเร็จ นอกจากขึ้นอยู่กับเกษตรกรที่ต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างดี ยังเกี่ยวไปถึงอาหารที่ใช้เลี้ยงด้วยครับ เพราะต้นทุนส่วนใหญ่มากกว่า 60% นั้นเป็นค่าอาหารครับ ดังนั้นเกษตรกรจะต้องรู้จักเลือกใช้อาหารที่ดี ราคาถูก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์มากครับ เมื่อโคนมได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ ก็จะผลิตน้ำนมดิบที่มีคุณภาพ เพื่อนำมาผลิตนมพร้อมดื่ม ทำให้เราได้ดื่มนมครับ ท้ายนี้ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจากโครงการหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้านการเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัว จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมูลนิธิสวิตา

    สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันเวลาเดียวกันนี้

    หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ.1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง การผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก

    YouTube Preview Image  

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม 2557 

    เรื่อง การผลิตเมล็ดผัก

    บทวิทยุโดย นายวิทวัส ยุทธโกศา

    -เพลงประจำรายการ-

           สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับปัจจุบันพืชผักมีความสำคัญทางเศรฐกิจเป็นอย่างมากครับ ทั้งในการบริโภคภายในประเทศ  และการส่งออกจำหน่ายไปยังต่างประเทศซึ่งสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียวครับ  การผลิตและการส่งออกมีทั้งในรูปของผลผลิตสดและอุตสาหกรรมแปรรูปต่าง ๆ อย่างเช่น  การแช่แข็ง  อบแห้ง  และบรรจุกระป๋อง  และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 / 2541  ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกผักเศรษฐกิจทั้งหมด  53  ชนิด  ประมาณ  3  ล้านไร่  ผลผลิตรวมประมาณ  5  ล้านตัน  ซึ่งพืชผักที่ปลูกเกือบทุกชนิดต้องใช้เมล็ดพันธุ์ในการปลูกทั้งสิ้น  ดังนั้นเมื่อมีการปลูกผักเพิ่มมากขึ้นปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ก็มากขึ้นเช่นกัน เราเริ่มจะเห็นความสำคัญของเมล็ดพันธุ์กันแล้วนะครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับสำหรับเมล็ดพันธุ์ผักที่เกษตรกรใช้นั้น  มีทั้งที่เกษตรกรเก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง  หรือต้องซื้อหาจากร้านค้าเมล็ดพันธุ์  หรือส่วนราชการต่าง ๆ สำหรับเมล็ดพันธุ์ผักที่มีบริษัทหรือร้านค้าเมล็ดพันธุ์จำหน่ายนั้น  มีทั้งเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตเองภายในประเทศไทย  และรวมถึงเมล็ดพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศด้วยครับ   ถึงแม้ว่าเมล็ดพันธุ์ผักหลายชนิด   โดยเฉพาะผักเมืองร้อนต่าง ๆ จะสามารถผลิตได้เองภายในประเทศก็ตาม   แต่บางครั้งก็มีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้  จึงต้องมีการนำเข้าเมล็ดผักจากต่างประเทศ หรือเป็นการนำเข้าพันธุ์ใหม่ ๆ   ที่ตลาดมีความต้องการเข้ามา  นอกจากนั้นก็ยังมี  เมล็ดพันธุ์ผักอีกหลายชนิดที่ประเทศไทยสามารถผลิตและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วยเช่นกันครับ คุณผู้ฟังครับ เมล็ดพันธุ์นับได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการผลิตพืชผักให้มีปริมาณและคุณภาพตามมาตราฐานที่ต้องการครับ  การเลือกใช้เมล็ด พันธุ์ที่ดีและเหมาะสมตรงกับความต้องการของตลาด  ถือว่าเป็นการลงทุนในการผลิตที่ต่ำครับ  แต่ก็จะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า  ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าหากเกษตรกรได้มีการใช้พันธุ์ที่ดีแล้ว  ย่อมประสบผลสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้วในการผลิตแต่ละครั้งครับ คุณผู้ฟังครับเมล็ดพันธุ์ผักที่ใช้ในการค้าไทยทั่วไป  สามารถจำแนกออกได้เป็น  2  ประเภทครับ  นั่นก็คือ  เมล็ดพันธุ์ผสมปล่อยหรือเมล็ดพันธุ์ผสมเปิด  คือเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตโดยปล่อยให้ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ  นิยมใช้ในพืชตระกูลแตง  มะเขือและถั่ว  เนื่องจากเป็นพืชที่ผสมตัวเองทำให้เมล็ดพันธุ์ที่ได้เมื่อนำมาปลูกแล้วคุณภาพและปริมาณผลผลิตไม่แตกต่างจากพ่อแม่เดิม  เมล็ดพันธุ์ประเภทนี้ส่วนใหญ่มีราคาถูกครับ ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวเกษตรกรด้วยครับ ส่วนเมล็ดพันธุ์อีกประเภทหนึ่ง นั่นคือ  เมล็ดพันธุ์ลูกผสม  เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากการเจาะจงสายพันธุ์แม่และพ่อ  แล้วทำการผสมเกสรด้วยมือ  หรือปล่อยให้มีการผสมข้ามตามธรรมชาติสายพันธุ์แม่และพ่อที่ใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์  จะได้รับการปรับปรุงและทดสอบจนได้คู่ผสมที่เหมาะสม   แล้วจึงนำมาผสมพันธุ์  และผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นการค้าต่อไป   ลูกผสมที่ได้จะมีคุณภาพและปริมาณที่ดีเด่นกว่าพ่อแม่  และรวมลักษณะที่ดีเด่นของพ่อแม่เอาไว้  เช่นลักษณะการต้านทานโรค  ความหวาน  หรือสี  ในปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมในการผลิตทางการค้ามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับราคาของเมล็ดพันธุ์ลูกผสมจะมีราคาสูงกว่าเมล็ดพันธุ์ผสมปล่อยมากครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับสถานการณ์การผลิตเมล็ดเมล็ดพันธุ์ผักของประเทศไทย จะมีอยู่สองรูปแบบด้วยกันครับ นั่นก็คือ   เกษตรกรผลิตและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง  ส่วนใหญ่จะเป็นเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมที่เกษตรกรปลูกต่อ ๆ กันมาในท้องถิ่น  และเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดีมีคุณลักษณะที่ตลาดต้องการ  ทำให้เกษตรกรมีการเก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง  โดยเลือกเก็บจากผลที่ปลูกเพื่อขายตลาดสด  แต่มีการคัดเลือกผลที่มีลักษณะดีเก็บไว้ใช้ทำพันธุ์ต่อ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์ผสมปล่อย   ส่วนอีกรูปแบบ คือภาคเอกชนทำการผลิตครับ  ในปัจจุบันธุรกิจการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักของประเทศไทยโดยภาคเอกชน  มีบทบาทและความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ วิธีการดำเนินงานของภาคเอกชน  แบ่งออกได้เป็น  4 ลักษณะ  คือ  รับผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  โดยรับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ให้แก่บริษัทต่างประเทศ  ด้วยการรับสายพันธุ์พ่อแม่  ของบริษัทต่างประเทศมาทำการผลิต  และส่งเมล็ดพันธุ์ทำการจำหน่ายคืนกับบริษัทต่างประเทศทั้งหมด  การรวบรวม  คัดเลือก   และปรับปรุงพันธุ์พืชพื้นเมือง  เมื่อได้พันธุ์ดีจึงผลิตจำหน่ายภายในประเทศ   นอกจากนั้นจะนำสายพันธุ์ดีจากต่างประเทศมาผสมข้ามกับพันธุ์พื้นเมือง  เพื่อใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  สำหรับจำหน่ายภายในและต่างประเทศ           นำเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  หรือพันธุ์ผสมปล่อยจากต่างประเทศมาปลูกทดสอบ  และหากพันธุ์ใดมีลักษณะดีตามความนิยมของตลาด  ก็จะสั่งเมล็ดพันธุ์นั้นเข้ามาจำหน่ายต่อไป รับซื้อเมล็ดพันธุ์จากเกษตรกร  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ง่าย ๆ และเกษตรกรบางแหล่งผลิตเป็นอาชีพมาช้านาน คุณผู้ฟังครับการผลิตเมล็ดพันธุผักเพื่อการค้าในประเทศไทยมี  2  ประเภทด้วยกัน  คือ  1)   การผลิตเมล็ดพันธุ์ผสมเปิดหรือผสมปล่อย  ได้แก่  พืชตระกูลแตง  มะเขือ  ผักบุ้ง  ผักกาดหอม  พริก  และถั่วฝักยาว  โดยปล่อยให้มีการผสมเกสรตามธรรมชาติ  มีการลงทุนและผลตอบแทนต่ำเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้มากจำหน่ายทั้งภายในประเทศและส่งออก  เมล็ดพันธุ์ที่มีการส่งออก  เช่น  แตงโม  ผักบุ้ง  และผักกาดหอม  เมล็ดพันธุ์ผักประเภทนี้มีราคาค่อนข้างถูก  และนิยมใช้ทั่วไป    2)  การผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  ได้แก่  มะเขือเทศ   พริกยักษ์  แตงโมและแตงร้าน  โดยบริษัทเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศจะร่วมลงทุนกับบริษัทเอกชนภายในประเทศ  โดยนำเมล็ดพันธุ์หลักหรือพันธุ์แม่และพ่อมาจากต่างประเทศ  มาทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  โดยการใช้การผสมเกสรด้วยมือ  และเมล็ดพันธุ์ลูกผสมที่ผลิตได้ต้องส่งออกไปต่างประเทศ   เพื่อนำไปบรรจุและส่งขายทั่วโลกต่อไป    ธุรกิจการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมในประเทศไทยลักษณะนี้   มีการลงทุนมามากกว่า  20  ปีแล้ว   และประสบผลสำเร็จในการส่งเสริม  แก่เกษตรกร   เพราะให้ผลตอบแทนสูง   คุ้มค่า  ทำให้สามารถขยายพื้นที่การผลิตได้มาก   โดยเฉพาะพื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิต  คือ  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ   การผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมมีการลงทุนและผลตอบแทนสูง   และนิยมทำการผลิตในระหว่างปลายฤดูฝนถึงฤดูหนาว  ในพื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณ์และมีน้ำตลอดในระหว่างฤดูปลูก คุณผู้ฟังครับ ในปัจจุบันความต้องการในการใช้และผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมสูงมากขึ้น   ทั้งนี้เนื่องจากพันธุ์ลูกผสมให้ผลผลิตและคุณภาพสูง  และตรงตามสายพันธุ์  สม่ำเสมอและตอบสนองปุ๋ยเคมี  มีความต้านทานโรคและแมลงตลอดจนสามารถปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ให้ได้คุณภาพ  จะต้องรู้หลักการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก  คือ  ต้องรู้ลักษณะเฉพาะของการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก  การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักเพื่อการบริโภคสด   ทั้งด้านพันธุ์  การเขตกรรม   และการคัดเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม   การจะผลิตเมล็ดพันธุ์ชนิดใด   ผู้ผลิตจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าเมล็ดพันธุ์นั้นเป็นพันธุ์ผสมเปิดหรือพันธุ์ลูกผสม   และผักชนิดนั้นเป็นผักที่มีการผสมพันธุ์ด้วยตนเองหรือผสมข้าม  เพื่อจะได้มีการวางแผนและจัดการผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ถูกต้อง  และมีคุณภาพดีตรงตามพันธุ์ ต้องรู้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก  พืชบางชนิด  เช่น  ตระกูลกะหล่ำและหอม  ต้องการอากาศเย็นหรืออุณหภูมิต่ำเป็นระยะเวลานานเพียงพอ  คือประมาณ  15 – 30  วัน  เพื่อกระตุ้นให้เกิดตาดอก  พืชตระกูลพริกและมะเขือ  เช่น  มะเขือเทศ  มะเขือ  และพริกยักษ์  ต้องการความแตกต่างของอุณหภูมิกลางวันและกลางคืนสูง   เพื่อการเจริญเติบโต   และเพิ่มผลผลิตเมล็ดพันธุ์           การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักทุกชนิด   เมื่อถึงระยะออกดอก  ติดฝัก  และเก็บเกี่ยว  ไม่ต้องการฝน  เพราะจะทำให้ผลผลิตเสียหายได้  และชักนำให้เกิดโรคระบาด   ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของเมล็ดพันธุ์   ช่วงแสงก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการชักนำให้เกิดตาดอกของผักบางชนิด  สำหรับประเทศไทยสามารถทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักได้ดี  สำหรับพืชประเภทวันสั้น  คือต้องการช่วงแสงน้อยกว่า  12  ชั้วโมงต่อวัน  เช่น  ผักกาดหอม  และพืชตระกูลแตง  และพืชวันปกติ  ต้องการแสงปกติ  12  ชั่วโมงต่อวัน  เช่น  มะเขือเทศ  พริก  มะเขือ  และถั่วฝักยาว     การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักต้องใช้ระยะเวลามากกว่าการผลิตเพื่อบริโภคสด  ดังนั้นสภาพดินต้องมีความอุดมสมบูรณ์สูง  ระบายน้ำได้ดี ต้องรู้พื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก   สภาพอากาศแห้งเป็นปัจจัยสำคัญในระยะออกดอกและติดเมล็ด   ทำให้ผลผลิตและคุณภาพของเมล็ดพันธุ์สูง   พืชใดที่ต้องการอากาศเย็นในการเจริญเติบโตหากนำมาปลูกในสภาพอากากศร้อนจะทำให้ไม่เหมาะสมในการผลิตเมล็ดพันธุ์   เช่น  ตระกูลกะหล่ำหอมและหอม  และพื้นที่ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ต้เองมีระยะห่างที่เหมาะสมจากพันธุ์อื่น ๆ  เพื่อป้องกันการผสมข้ามและการปะปนพันธุ์

    -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับโดยปกติเมื่อเมล็ดเจริญเติบโตและพัฒนาถึงจุดแก่ทางสรีรวิทยา  ซึ่งเป็นระยะที่เมล็ดมีน้ำหนักแห้งสูงที่สุด  ถึงแม้ว่าสภาพการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาบางประการอาจจะยังไม่สมบูรณ์   แต่การสะสมองค์ประกอบต่าง ๆ ที่สำคัญและจำเป็นภายในเมล็ดได้สิ้นสุดลงแล้ว  ดังนั้นในทางทฤษฎีจึงสามารถทำการเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่จุดแก่ทางสรีรวิทยาเป็นต้นไป   การเก็บเกี่ยวที่ดี  ผู้ปฎิบัติจะต้องทราบข้อจำกัดในการเก็บเกี่ยวของพืชชนิดนั้น ๆ ทราบระยะเวลาที่เหมาะสม   และสามารถแยกเมล็ดหรือเก็บเกี่ยวเมล็ดออกจากต้นพืชได้โดยปราศจากความเสียหายก่อนที่จะเกิดการสูญเสีย  การเก็บเกี่ยวอาจเก็บเกี่ยวที่จุดแก่ทางสรีรวิทยาหรือเก็บเกี่ยวที่ระยะแก่เก็บเกี่ยวก็ได้ โดยทั่วไปที่จุดแก่เมล็ดยังคงมีความชื้นสูง  30 – 60  เปอร์เซ็นต์แล้วแต่ชนิดพืช  พันธุ์  และสภาพแวดล้อม  ณ จุดแก่ทางสรีรวิทยานี้   ระบบท่อน้ำท่ออาหารที่นำอาหารสะสมจะแก่และหยุดทำหน้าที่   ทำให้เมล็ดถูกตัดขาดจากต้นแม่  โดยไม่มีอาหารสะสมในเมล็ดอีกต่อไป  หลังจากจุดนี้ไปน้ำหนักแห้งของเมล็ดจึงคงที่หรืออาจลดลงเล็กน้อยขึ้นอยู่กับระดับความชื้นของเมล็ดและอุณหภูมิของอากาศ   ในพืชบางชนิด  เช่น  ข้าวโพดและข้าวฟ่าง เมล็ดที่พัฒนาถึงจุดนี้  จะมีลักษณะบ่งชี้ปรากฏให้เห็นที่ขั้วเมล็ด   ในทางทฤษฎีการปล่อยให้เมล็ดอยู่บนต้นพืชต่อไป   นอกจากผลผลิตจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว  เมล็ดอาจได้รับความเสียหายจากสาเหตุหลายประการได้แก่  การหักล้ม  การแตกของฝัก  เมล็ดงอกคาต้น  การทำลายของ  นก หนู  และศัตรูอื่น  การระบาดของโรคและแมลง  และสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่เหมาะสมที่เร่งการเสื่อมคุณภาพของเมล็ดพันธุ์   คุณผู้ฟังครับการเก็บเกี่ยวและการปรับปรุงเมล็ดพันธุ์  เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการผลิตเมล็ดพันธุ์  ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ต้องให้ความสำคัญและเอาใจใส่เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี  หากกระทำโดยไม่ระมัดระวังเมล็ดพันธุ์ที่ได้อาจมีคุณภาพต่ำหรืออาจได้รับความกระทบกระเทือน  เสียหายได้นะครับ คุณผู้ฟังครับและวันนี้เวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ”  ในวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้วครับ  พบกับรายการนี้ได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า  ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ   โทรสอบถามได้ที่       0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

    …………………………………………………………………………………………………………

  • รายการวิทยุ เรื่อง”การพัฒนาซุปจากฟลาวมันเทศ สำหรับผู้สูงอายุ”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 26 เดือนเมษายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การพัฒนาซุปจากฟลาวมันเทศ สำหรับผู้สูงอายุ

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    …………………………………………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้รับทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ วันนี้กระผมมีผลงานที่น่าสนใจ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องเน้นกันในเรื่องสุขภาพเป็นหลัก กระผมมีทางหนึ่งในการบริโภคอาหารมีนำเสนอครับ เป็นผลงานวิจัยของ รศ.กมลวรรณ แจ้งชัด ภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร บางเขน ในเรื่องการพัฒนาซุปกึ่งสำเร็จรูปทางโภชนาการจากฟลาวมันเทศสำหรับผู้สูงอายุครับ ซึ่งวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ก็เพื่อสำรวจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคสูงอายุต่อการพัฒนาซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปศึกษาคุณภาพทางกายภาพและทางเคมีของวัตถุดิบมันเทศพันธุ์ที่มีเนื้อสีต่างกันพัฒนาสูตรและกระบวนการผลิตซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปศึกษาการยอมรับของผู้บริโภคต่อซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปและซุปมันเทศพร้อมบริโภค มาเริ่มกันเลยครับ

    คุณผู้ฟังครับ ซุปเป็นอาหารชนิดหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้บริโภคเป็นอาหารเช้าหรือเป็นอาหารชุดแรกก่อนที่จะเสริมอาหารหลัก เหมาะที่จะเป็นอาหารสำหรับผู้บริโภคทุกระดับอายุ เช่น ผู้ป่วย เด็ก และคนชรา เพราะเนื่องจากซุปจะเป็นอาหารที่ให้ความสะดวก รับประทานง่าย ย่อยง่าย พร้อมทั้งให้คุณค่าทางอาหารสูง ซุปที่บริโภคโดยทั่วไปมักมีส่วนผสมของเนื้อสัตว์และผักเป็นหลักครับ

    ส่วนซุปกึ่งสำเร็จรูปนั่น คือผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ หรือพืช เช่น เนื้อสัตว์ ธัญชาติ ผัก ถั่ว เต้าหู้ ผสมกับเครื่องปรุงแต่งกลิ่นรส และอาจมีการผสมส่วนประกอบอื่น เช่น แป้ง เส้นบะหมี่ พาสต้า มาผ่านกรรมวิธีทำให้แห้ง หรือใช้ส่วนประกอบที่ทำให้แห้งแล้วมาผสมกัน โดยรักษาคุณภาพและกลิ่นรสของส่วนประกอบไว้ นำมาทำให้สุกตามวิธีที่ระบุไว้ที่ฉลาก รับประทานได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อยะครับ คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าประเภทของซุปสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทครับ ทั้งนี้ก็ตามลักษณะของซุปนั่นแหละครับ นั่นก็คือ ซุปใส และซุปข้น ซุปอาจมีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ เช่น หมู ไก่ ปลา และหอย ส่วนผสมของผัก ก็เช่น แครอท ข้าวโพด ถั่วลันเตา และมันฝรั่งครับ คุณผู้ฟังครับตัวอย่างของซุปใส ได้แก่ คอมซอมเม่ (Consomme) และบรอท (Broth) ส่วนซุปข้นมีลักษณะข้นหนืด

    โดยอาจข้นหนืดด้วยเครื่องปรุงของซุปเอง หรือข้นหนืดด้วยการปรุงแต่งด้วยครีม ไข่แดง หรือแป้ง ตัวอย่างซุปข้น ได้แก่ พิวเร่ซุป (Puree soup) ครีมซุป (Cream soup) และซุปข้นใส่หอยหรือปลาครับ

    คุณผู้ฟังครับ การศึกษาเพื่อพัฒนาซุปพร้อมบริโภคและซุปกึ่งสำเร็จรูปนั้น ส่วนใหญ่จะพัฒนาซุปให้มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น โดยมีการเติมสารประกอบ หรือผลิตภัณฑ์จากส่วนผสมที่มีผลในเชิงสุขภาพ เช่น การเติมวิตามินและแร่ธาตุ เครื่องเทศ สมุนไพร ธัญชาติ และผักชนิดต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ห่วงใยสุขภาพและต้องการความสะดวกในการบริโภคมากขึ้น มูลนิธิสถาบันวิจัยและการพัฒนาผู้สูงอายุไทยจึงได้รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยปี พ.ศ. 2550 ว่าจำนวนประชากรผู้สูงอายุไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องครับ โดยในปี 2550 จำนวนประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไปมีประมาณ 7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10.7 ของจำนวนประชากรทั้งหมด

    ดังนั้นจากสถานการณ์นี้ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งมีสัด ส่วนของผู้สูงอายุเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยมีสัดส่วนเพศหญิงต่อเพศชายร้อยละ 55:45 และสามารถจำแนกตามกลุ่มอายุได้เป็น วัยต้น (60-69 ปี) ร้อยละ 58.8 วัยกลาง (70-79 ปี) ร้อยละ 31.7 และวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) ร้อยละ 9.5 ของจำนวนประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด ข้อมูลที่ได้จากมูลนิธิสถาบันวิจัยและการพัฒนาผู้สูงอายุไทยครับ

    คุณผู้ฟังครับ การศึกษาภาวะโภชนาการและความต้องการสารอาหารในคนสูงอายุจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นและอย่าลืมนะครับว่าผู้สูงอายุต้องการสารอาหารเพื่อซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ ปริมาณอาหารที่บริโภคควรลดลงแต่เน้นในเรื่องคุณภาพด้วย

    คุณผู้ฟังครับ ส่วนอาหารสำหรับผู้สูงอายุต้องทำให้ย่อยง่ายที่สุดครับ ไม่ควรรับประทาน

    อาหารที่เป็นก้อนมากนักเพราะระบบยการย่อยอาหารอาจจะไม่ได้ดีเท่ากับคนวัยหนุ่ม สาว และผู้สูงอายุมักเบื่ออาหารง่ายครับ ดังนั้นควรรับประทานอาหารร้อนๆ เช่น ซุป หรือแกงจืดจะช่วยกระตุ้นระบบการย่อยให้ดีขึ้น อาหารไม่ควรมีรสจัด ไม่ควรใส่เครื่องเทศหรือผงชูรสมากเกินไป

    จากการสำรวจข้อมูลการบริโภคอาหารในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ต่อการบริโภคพืชหัว ได้แก่ มันเทศ มันฝรั่ง เผือก มันสำปะหลัง และมันแกว ได้พบว่ามันเทศเป็นพืชหัวที่ผู้สูงอายุบริโภคมากที่สุด

    มันเทศเป็นพืชอาหารของมนุษย์และสัตว์ ปลูกได้ง่าย ได้ผลเร็ว และมีผลผลิตสูง สามารถปลูกได้ทุก

    ภาคในประเทศไทย เป็นส่วนของรากที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทางอาหารสูง นอกจากเป็นแหล่งของคาร์

    โบไฮเดรตแล้ว ยังมีโปรตีน เส้นใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และสารประกอบที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินซี แคโรทีน และแอนโธไซยานิน สามารถนำมาบริโภคได้โดยตรงครับ แต่การใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารยังมีข้อจำกัดครับ ทั้งที่มันเทศมีศักยภาพในการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด จะเห็นได้จากนักวิจัยในประเทศต่างๆ เช่น ประเทศญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ไนจีเรีย อินเดีย เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ได้ให้ความสนใจในการศึกษาวิจัยทั้งในด้านคุณค่าทางโภชนาการของมันเทศ สมบัติของแป้งจากมันเทศ รวมถึงการใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด มันเทศจึงเป็นวัตถุดิบที่น่าสนใจในการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ส่วนประเทศไทยการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับมันเทศ และการนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมอาหารยังมีน้อยครับ การวิจัยและพัฒนาวิธีการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากมันเทศ เป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศ ดังนั้นจึงได้ทำการศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปที่มีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

     กลับมาฟังกันต่อครับ มาฟังคุณภาพของวัตถุดิบมันเทศกันก่อนนะครับ

    มันเทศที่มีเนื้อสีแตกต่างกันจำนวน 4 สายพันธุ์ นั่นก็คือ มันต่อเผือกเนื้อหลังจากการปอกเปลืกจะมีสีม่วงปนขาว มันเกษตรมีสีเหลือง มันไข่มีสีเหลืองส้ม และแม่โจ้จะมีสีขาวปนครีม และนำมาวิเคราะห์ค่าสี องค์ประกอบทางเคมี และสมบัติการเป็นสารต้านออกซิเดชันที่มีในเนื้อมันเทศได้ผลการ

    วิเคราะห์ดังนี้ครับ มันเทศที่มีเนื้อสีต่างกันส่งผลให้ค่าสีที่วัดได้แตกต่างกัน พันธุ์แม่โจ้มีค่าความสว่างสูงที่สุด ขณะที่ พันธุ์มันต่อเผือกมีค่าความสว่างต่ำที่สุด มันต่อเผือกมีค่าแสดงความเป็นสีแดงมากที่สุด รองมาคือ มันไข่ ส่วนมันเกษตรมีค่าแสดงความเป็นสีเหลืองมากที่สุด รองมาคือมันไข่ และแม่โจ้ ตามลำดับ ซึ่งสัมพันธ์กับค่าสีหลักที่วัดได้

    คุณผู้ฟังครับผลการวิเคราะห์ส่วนประกอบทางเคมี พบว่ามันเทศมีปริมาณความชื้นอยู่ในช่วงร้อยละ 63 – 79 องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นคาร์โบไฮเดรตมากถึงร้อยละ 89 – 92 โดยน้ำหนักแห้ง โดยพันธุ์แม่โจ้มีปริมาณสูงที่สุดครับ ส่วนปริมาณโปรตีนมันต่อเผือกและมันเกษตรมีปริมาณโปรตีนมากกว่ามันไข่และแม่โจ้

    คุณผู้ฟังครับจากการทดลองพบว่าพันธุ์มันไข่มีปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์สูงสุด และพันธุ์แม่โจ้มีน้อยที่สุด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับรสหวานของเนื้อมันเทศต้มสุกเมื่อรับประทาน ซึ่งพบว่าน้ำตาลมีปริมาณแตกต่างกันขึ้นกับสายพันธุ์ และการเก็บรักษาอาจมีกิจกรรมของเอนไซม์อินเวอร์เทส ส่งผลให้น้ำตาลรีดิวซ์เพิ่มขึ้นได้

    และนักวิจัยก็ได้พบอีกว่าสารประกอบฟีนอลิกมีปริมาณผันแปรตามสีของเนื้อมันเทศ และมันเทศเนื้อ

    สีส้มจะมีปริมาณฟีนอลิกมากกว่าพันธุ์เนื้อสีเหลือง

    ส่วนปริมาณแอนโธไซยานิน ซึ่งสามารถตรวจพบในมันต่อเผือกซึ่งมีเนื้อสีม่วง ในขณะที่พันธุ์มันไข่ มันเกษตรและแม่โจ้ วิเคราะห์ไม่พบแอนโธไซยานิน และมันเทศที่มีเนื้อสีส้ม เหลืองปนส้ม อาจสามารถวิเคราะห์พบแอนโธไซยานินได้ แต่มีปริมาณน้อยครับ

    ส่วนปริมาณแคโรทีนในมันเทศ 4 พันธุ์ โดยในพันธุ์มันไข่ซึ่งมีเนื้อสีเหลืองส้มพบปริมาณสูงสุด รองลงมาคือมันเกษตร มันต่อเผือก และพันธุ์แม่โจ้พบน้อยที่สุด คุณผู้ฟังครับแคโรทีนเป็นสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่ง ละลายในไขมันและไม่ละลายในน้ำ สามารถพบในพืชให้สีเหลือง แดง ส้ม ขึ้นอยู่กับจำนวนพันธะคู่ในโมเลกุล และมันเทศเป็นแหล่งของสารประกอบแคโรทีนอยด์ที่ดี โดยเฉพาะพันธุ์ที่มีเนื้อสีส้ม เนื่องจากมีเบต้าแคโรทีนชนิดทรานส์ซึ่งแสดงกิจกรรมเป็นสารเริ่มต้นของวิตามินเอที่ดีที่สุดครับ

    คุณผู้ฟังครับ มันเทศพันธุ์ต่างกันจะมีความสามารถในการต้านออกซิเดชันแตกต่างกันขึ้นกับปริมาณและสัดส่วนของสารประกอบที่มีอยู่ในเนื้อมันเทศ พันธุ์มันต่อเผือกให้ค่า สูงสุดในการวิเคราะห์ทั้งสองวิธี รองลงมาคือมันไข่ มันเกษตร และแม่โจ้

    และเมื่อพิจารณาผลการวิเคราะห์มันเทศทั้งในด้านคุณค่าทางโภชนาการและสมบัติการเป็นสารต้าน

    ออกซิเดชันพบว่ามันเทศพันธุ์ที่มีเนื้อสีต่างกันจะมีองค์ประกอบทางเคมีและความสามารถในการต้าน

    ออกซิเดชันแตกต่างกัน พันธุ์ที่มีสมบัติเด่นที่สุดคือ พันธุ์มันต่อเผือกซึ่งมีปริมาณโปรตีน สารประกอบฟีนอลิก19 และแอนโธไซยานินสูงกว่าพันธุ์อื่น และส่งผลให้มีความสามารถในการต้านออกซิเดชันมีค่าสูงที่สุด พันธุ์ที่มีสมบัติเด่นรองลง มาคือพันธุ์มันไข่ ซึ่งมีปริมาณเส้นใยหยาบ เถ้า และแคโรทีนสูงที่สุด มีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกและความสามารถในการต้านออกซิเดชันโดยวิธี DPPH สูง รองมาจากพันธุ์มันต่อเผือก ดังนั้นจึงคัดเลือกมันเทศพันธุ์มันต่อเผือกซึ่งมีเนื้อสีม่วงปนขาว และพันธุ์มันไข่ซึ่งมีเนื้อสีส้มปนเหลืองเป็นวัตถุดิบในการผลิตแป้งฟลาวมันเทศเพื่อเป็นวัตถุดิบในการพัฒนาซุปในขั้นตอนต่อไปครับคุณผู้ฟัง ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

    มาต่อกันกับการพัฒนาสูตรซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูป

    ซึ่งผลการศึกษาปริมาณฟลาวมันเทศและปริมาณน้ำที่มีต่อคุณภาพของซุปฟลาวมันเทศมีองค์ประกอบหลักเป็นแป้ง ปริมาณการเติมในสูตรซุปจึงมีผลต่อความข้นหนืดของซุป และเนื่องจากการพัฒนาสูตรซุปซึ่งมีฟลาวมันเทศเป็นส่วนผสมหลัก และส่วนผสมอื่นๆในอัตราส่วนคงที่ ได้แก่ นมผง เกลือ โปรตีนจากถั่วเหลือง และครีมเทียม และปริมาณน้ำสำหรับละลายซุป และเมื่อเพิ่มปริมาณฟลาวมันเทศที่ระดับน้ำ

    เดียวกัน พบว่าซุปมีความหนืดเพิ่มขึ้น และเมื่อเพิ่มปริมาณน้ำในอัตราตราส่วนที่มีปริมาณฟลาวมันเทศเท่ากัน ทำให้ซุปมีความหนืดลดลง และจากผลการทดลองจะเห็นได้ว่าฟลาวมันต่อเผือกให้ค่าความหนืดของซุปมากกว่าทำจากฟลาวมันไข่ในสูตรเดียวกัน ทั้งนี้น่าจะเนื่องมาจากองค์ประกอบทางเคมีของฟลาวทั้งสองพันธุ์ที่ต่างกันครับ

    การนำสูตรซุปที่คัดเลือกทั้งสองพันธุ์มันเทศมาประเมินความชอบและความพอดีในแต่ละคุณลักษณะของซุป ผลการประเมินความชอบ พบว่าซุปจากพันธุ์มันไข่มีคะแนนความชอบในระดับชอบปานกลางทุกคุณลักษณะ ส่วนผลการทดสอบความชอบของซุปจากพันธุ์มันต่อเผือก พบว่ามีคะแนนความชอบในระดับชอบปานกลางเหมือนกันครับ ยกเว้นด้านสีของซุปที่มีความชอบเล็กน้อย

    คุณผู้ฟังครับมาฟังคุณภาพของซุปมันเทศกันนะครับ

    การนำผลิตภัณฑ์ซุปมันเทศที่พัฒนาได้จากฟลาวมันเทศพันธุ์มันไข่ และมันต่อเผือกมาวิเคราะห์คุณภาพทางกายภาพได้ว่าซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปพันธุ์มันไข่จะมีสีเหลืองนวล ส่วนซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปพันธุ์มันต่อเผือกมีสีคล้ำกว่าพันธุ์มันไข่

    ส่วนคุณภาพทางด้านเคมีผลการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของซุปกึ่งสำเร็จรูป พบว่าการบริโภคซุปมันเทศในหนึ่งหน่วยบริโภค (25 กรัม) จะได้รับพลังงานประมาณ 97 กิโลแคลอรี่ มี

    โปรตีน คิดเป็นร้อยละ 6.25 ของปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับต่อวัน ซึ่งซุปมันเทศนี้มี

    ปริมาณโปรตีนสูงกว่าซุปกึ่งสำเร็จรูปทางการค้า ดังนั้นการบริโภคซุปมันเทศที่พัฒนาได้จึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้สูงอายุครับคุณผู้ฟัง ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    มาฟังผลการทดสอบการยอมรับของผู้บริโภคกับการประเมินการยอมรับของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปที่พัฒนาได้จากพันธุ์มันไข่และมันต่อเผือก โดยเตรียมเป็นซุปพร้อมบริโภค ทำการทดสอบกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจำนวน 140 คนแบ่งเป็นกลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 50-59 ปี และกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งอาศัยอยู่ภายในกรุงเทพมหานครครับ

    ซึ่งผู้บริโภคโดยเฉพาะที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะชอบรับประทานซุปอยู่แล้วครับ มีเพียงร้อยละ 5 ของผู้บริโภคทั้งหมดเท่านั้นที่ไม่ชอบซุป แต่ความถี่ในการรับประทานนั้นส่วนใหญ่บริโภคน้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งจะรับประทานในช่วงเวลาอาหารเช้ามากที่สุด และผู้บริโภคส่วนใหญ่มีพฤติกรรม

    การซื้อผลิตภัณฑ์ซุปแบบขนาดเล็กสำหรับบริโภคครั้งเดียว และเมื่อให้ผู้บริโภคทดสอบผลิตภัณฑ์ซุปมันเทศที่จัดเตรียมให้โดยสอบถามผู้บริโภคถึงคะแนนความชอบต่อปัจจัยคุณภาพของซุปมันเทศได้แก่ ลักษณะ

    ปรากฏ กลิ่นโดยรวม กลิ่นรสมันเทศ รสเค็ม ความข้นหนืด และความชอบโดยรวม พบว่า ผู้บริโภคให้คะแนนความชอบเฉลี่ยอยู่ในระดับชอบปานกลางทั้งสองชนิดซุป

    จากผลการทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค พบว่า ซุปมันเทศที่พัฒนาได้ทั้งจากฟลาวพันธุ์มันไข่

    และมันต่อเผือกได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ โดยสัดส่วนการยอมรับซุปมันเทศทั้งสองพันธุ์มาจากกลุ่มผู้อายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่ากลุ่มอายุ 50-59 ปี และเมื่อถามถึงชนิดซุปมันเทศที่ชอบมากกว่า

    ผลพบว่า ร้อยละ 54.30 เลือกซุปที่ผลิตจากมันไข่ ร้อยละ 25.70 เลือกซุปที่ผลิตจากมันต่อเผือก ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 20.00 ชอบซุปทั้งสองชนิดเท่ากัน ผู้บริโภคร้อยละ 78.60 ให้ความเห็นว่าซุปมันเทศที่พัฒนาได้นี้ไม่จำเป็น ต้องปรุงแต่งกลิ่นรส มีเพียงร้อยละ 21.40 ซึ่งเป็นความเห็นจากกลุ่มอายุ 50-59 ปี ร้อยละ 14.30 และกลุ่มผู้สูงอายุร้อยละ 7.10 ที่เห็นว่าซุปมันเทศนี้ควรมีการปรับปรุงกลิ่นรส เพิ่มความหอม และเพิ่มรสเค็มเพื่อให้ซุปน่ารับประทานมากขึ้น และมีรสกลมกล่อมขึ้น จากผลการทดสอบผู้บริโภคในครั้งนี้จะเห็นได้ว่า ซุปมันเทศที่ผลิตจากฟลาวมันเทศทั้งสองพันธุ์มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา และกลุ่มผู้สูงอายุได้ให้การตอบสนองที่ดีเลยทีเดียวครับคุณผู้ฟัง คุณผู้ฟังคงเห็นช่องทางการตลาดและกลุ่มเป้าหมายกันบ้างแล้วนะครับ และในทางกลับกันในฐานะผู้บริโภคเราก็ได้รับรู้คุณประโยชน์มากมาย ผลงานวิจัยนี่ก็เป็นการพัฒนาซุปกึ่งสำเร็จรูปทางการโภชนาการจากฟลาวมันเทศสำหรับผู้สูงอายุ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังนะครับ

    คุณผู้ฟังครับและวันนี้เวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ”  ในวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้วครับ  พบกับรายการนี้ได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า  ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ   โทรสอบถามได้ที่       0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง “มะม่วงดองไร้สารพิษ”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่12 เดือนเมษายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง  มะม่วงดองไร้สารพิษ

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    …………………………………………………………………………………………………………………………….

     

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อนชื้น ด้วยสภาพภูมิอากาศเช่นนี้จึงส่งผลให้ประเทศไทยมีผลิตผลทางการเกษตรอย่างมากมายครับ อย่างเช่นผลไม้ยังไงล่ะครับ คุณผู้ฟังคงจะเห็นด้วยนะครับว่า ประเทศไทยของเรานั้น มีผลไม้หลายชนิด หลายสายพันธุ์ ให้เราได้เลือกรับประทานกันได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น เงาะ ทุเรียน ส้ม มังคุด มะม่วง ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย และอีกมากมายหลายชนิดเลยครับ  แต่ด้วยสภาพอากาศในประเทศไทยที่เป็นภูมิอากาศแบบร้อนชื้นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงส่งผลให้ผลผลิตที่ได้เก็บเกี่ยวมาแล้วไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน ทำให้เกิดการเน่าเสียได้ง่าย ดังนั้น คนไทยจึงได้คิดค้นวิธีการถนอมอาหารในรูปแบบต่างๆ ขึ้น เพื่อเป็นการแปรรูปให้อาหารอยู่ได้นาน และสามารถเก็บไว้รับประทานนอกฤดูกาลได้ครับ ซึ่งการถนอมอาหารเป็นภูมิปัญญาไทยที่มีมาช้านาน ตั้งแต่สมัยโบราณและยังปฏิบัติสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน ซึ่งวิธีการถนอมอาหารที่นิยมวิธีการหนึ่งก็คือ การดอง นั่นเองครับ

    การดอง คือ การถนอมอาหารด้วยการแช่อาหารลงในน้ำเกลือหรือน้ำส้มสายชูครับ ซึ่งน้ำเกลือและน้ำส้มสายชูสามารถยับยั้งการเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุให้อาหารเน่าเสียและยังช่วยเก็บอาหารได้นาน ทำให้อาหารมีรสชาติแปลกขึ้น การใช้น้ำเกลือในการดองจะต้องมีความเข้มข้น 5% – 8% หรือ เกลือ 5 กรัม ต่อ น้ำ 95 กรัม หมักอาหารไว้ 3-5 วัน ก็จะเกิดกรดหรือรสเปรี้ยวป้องกันการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ส่วนการใช้น้ำส้มสายชูในการดอง คือการแช่ชิ้นอาหารในน้ำส้มสายชูหรือปรุงรสน้ำส้มสายชูด้วยน้ำตาล เกลือ และเครื่องเทศให้มีรสชาติกลมกล่อมครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ ถึงแม้การดองจะช่วยถนอมอาหาร และเพิ่มรสชาติของอาหารให้มีรสแปลกใหม่ขึ้น แต่ปัจจุบันมีการสำรวจมาแล้วครับว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการดอง ไม่ว่าจะเป็นผักดอง หรือผลไม้ดอง  ส่วนใหญ่ตรวจพบได้ว่ามีสารเจือปนระหว่างการดองทั้งสิ้น แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละสถานประกอบการครับ และวันนี้สิ่งที่กระผมจะพูดถึงนั้นก็คือการทำมะม่วงดองไร้สารพิษครับ

    เมื่อพูดถึงการทำมะม่วงดองแล้ว บ้านเรามีความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาหลากหลายและไม่มีหลักเกณฑ์ทางวิชาการที่แน่นอน ทำให้ปฏิบัติกันอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ ประกอบกับมีการใช้ผงดอง ตลอดจนสารเจือปนต่างๆ ในปริมาณและชนิดที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้มะม่วงดองมีอายุการเก็บนานโดยมิได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค

    ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการทำโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มะม่วงเพื่อเพิ่มมูลค่าและการส่งออก โดยทีมงานนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีคุณมณฑาทิพย์ ยุ่นฉลาด นักวิจัยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร เป็นหัวหน้าโครงการ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรรมวิธีการผลิตมะม่วงดองและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น ยืดอายุการเก็บรักษา และมีความปลอดภัยในการบริโภคครับ

    คุณผู้ฟังครับ การวิจัยได้เริ่มจากการสำรวจกระบวนการผลิตในโรงงานผักผลไม้ดองในภาคกลาง ภาคเหนือ  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ในอุตสาหกรรมการดองมะม่วงส่วนใหญ่ไม่กล้าเสี่ยงต่อการดองโดยใช้เกลือเพียงอย่างเดียว เพราะไม่สามารถควบคุมสภาพการดองไม่ให้เน่าเสีย เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆได้ ส่วนกลุ่มแม่บ้านหลายแห่งก็มีวิธีการเช่นเดียวกันกับที่ใช้ในโรงงาน แต่ส่วนใหญ่นิยมใช้ผงดองมะม่วงที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป ซึ่งพบว่าสารเจือปนต่างๆ ที่ใช้ดองมะม่วงในโรงงานและใช้เป็นส่วนผสมของผงดองนั้นมีเกลือเป็นหลักและผสมสารอื่นอีกหลายชนิด ซึ่งสารเจือปนที่ผู้ผลิตนิยมใช้และอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค ได้แก่

              แซคคาริน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ขันฑสกรหรือดีน้ำตาล เป็นสารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน มีราคาถูกกว่าน้ำตาล  จึงทำให้พ่อค้าแม่ค้านิยมนำมาใส่ในผลไม้  เพื่อเพิ่มความหวาน  โดยที่ไม่รู้ว่า  สารชนิดนี้นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้วยังมีโทษอีกด้วย เพราะถ้าร่างกายได้รับสารนี้เข้าไปในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น  จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะได้ครับ

              สารส้ม เป็นสารประกอบของอลูมิเนียม ซึ่งมีผลการวิจัยออกมาว่าอาจมีผลต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์  และจากการศึกษาวิจัยพบว่า มะม่วงที่ดองไว้นานเกิน 3 เดือน จะเริ่มมีสีคล้ำ จึงจำเป็นต้องใส่สีเพื่อทำให้น่ารับประทานมากขึ้น ด้วยเหตุนี้หากร่างกายได้รับสีที่เป็นสารที่ใช้ผสมลงในอาหารอยู่เป็นประจำ อาจจะมีการสะสมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ครับ

              ทั้งนี้ ทางโครงการวิจัยได้ศึกษาทดลองโดยใช้สารเจือปนชนิดที่มีการใช้ในโรงงานมะม่วงดองและใช้ผงดองมะม่วง โดยเจือปนในปริมาณที่กฎหมายอาหารและยากำหนด และหลีกเลี่ยงสารที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อทำให้สามารถนำผลงานวิจัยไปใช้แก้ปัญหาของผู้ประกอบการได้อย่างถูกต้องต่อไป เดี๋ยวช่วงหน้าเรามาฟังวิธีการทำมะม่วงดองไร้สารพิษกันครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ ก่อนอื่นเรามาเลือกพันธุ์มะม่วงกันก่อนครับ ซึ่งมะม่วงที่เหมาะในการดองนั้นควรใช้พันธุ์แก้วเขียว แก้วดำ และแก้วจุกครับ ที่สำคัญมะม่วงต้องแก่จัดและสดครับ หลังจากการเก็บเกี่ยวให้เก็บค้างคืนได้เพียงหนึ่งคืนครับ เพราะถ้านำมาดองด้วยขั้นตอนและวิธีที่ถูกต้อง จะได้มะม่วงที่มีเนื้อในเหลืองสวย เนื้อสัมผัสดีและกรอบแน่นน่ารับประทานครับ

              ส่วนวิธีการดองนั้น ขั้นแรกควรล้างมะม่วงให้สะอาด ก่อนบรรจุใส่ในไหหรือถัง จากนั้นเติมน้ำเกลือที่เติมไว้ในสัดส่วนมะม่วงต่อน้ำเกลือเท่ากับ 1 ต่อ 1 ใช้ถุงพลาสติกบรรจุน้ำหรือน้ำเกลือ รัดยางให้แน่น วางทับมะม่วงให้จมแล้วปิดฝา ดองประมาณ 1 เดือน จึงนำมาบริโภค  หรือทำมะม่วงดองปรุงรสได้ การดองในน้ำเกลือที่ระดับความเข้มของน้ำเกลือ 10-12% หมายถึง น้ำ 9 ส่วน กับเกลือ 1 ส่วน หรือ น้ำ 10 ส่วนกับเกลือ 1.36 ส่วน ซึ่งจะให้ผลในการดองดีที่สุดในช่วงระยะเวลาการดองตั้งแต่เริ่มแรกจนถึง 6 เดือน ถ้าต้องเก็บนานกว่านั้นควรเพิ่มความเข้มข้นของน้ำเกลือ ที่เก็บรักษาให้อยู่ในระดับความเข้มข้น ประมาณ 16 % หรือใช้ผงดอง มก. สูตร 1 โดยละลายผงดองด้วยน้ำ 10 กิโลกรัม ต่อมะม่วง 10 กิโลกรัม สูตรนี้เหมาะสำหรับมะม่วงที่จะเก็บไว้นานกว่า 6 เดือนก่อนนำไปแปรรูปครับ

              คุณผู้ฟังครับ การเลือกภาชนะในการดองก็มีส่วนสำคัญนะครับ ซึ่งภาชนะที่ใช้ในการดอง  สามารถใช้ถังพลาสติกเกรดเอ หรือถังไฟเบอร์กลาสครับ  การใช้ไหดองนั้น ถ้าไหมีคุณภาพต่ำ  เนื่องจากมีการเคลือบบาง ทำให้มีรูรั่วซึมหรือมีเนื้อพรุนมาก จะทำให้มีปัญหาในการดอง เพราะน้ำเกลือสามารถซึมผ่านได้ ระดับน้ำเกลือจึงลดลงเกิดช่องว่างของอากาศ ทำให้เชื้อราสามารถเจริญเติบโตได้ ซึ่งจะมีผลทำให้มะม่วงดองเน่าเสีย และเนื่องจากไหมีรูพรุนจึงมีการสะสมเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งจะทำให้เน่าเสียในการดองครั้งต่อๆ ไป จากการทดลองเปรียบเทียบการดองในไหและถังพลาสติก ในสภาพการดองเหมือนกันทุกประการ พบว่า การดองในถังพลาสติกไม่มีปัญหาการเน่าเสียเลยครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ จากการทดลองของทีมวิจัยพบว่า การดองมะม่วงโดยใช้น้ำเกลือเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอสำหรับการเก็บรักษาและได้มะม่วงดองที่มีคุณภาพดี แต่โดยทั่วไปแล้วโรงงานและผู้ดองมะม่วงส่วนมากไม่สามารถทำได้ เนื่องจากภาชนะดองที่ใช้ไม่สะอาดพอ จึงต้องใส่สารต่างๆ เพื่อป้องกันการเน่าเสีย และที่สำคัญคือการทำให้สภาพอากาศการดองอยู่ในสภาพไร้อากาศ ส่วนมากผู้ดองไม่สามารถปิดภาชนะให้มิดชิดและไม่สามารถควบคุมไม่ให้มีอากาศแทรกซึมเข้าไปในภาชนะที่ใช้ดองมะม่วงได้ ทำให้เชื้อราและฟิล์มยีสต์ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศสามารถเจริญได้และทำให้มะม่วงดองเน่าเสียค่ะ ผลจากการทดลอง กล่าวได้ว่า ถ้าสามารถปกปิดผิวหน้าของน้ำเกลือในภาชนะดอง ไม่ให้สัมผัสกับอากาศ จะไม่พบปัญหานี้เลย ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเติมสารเคมีหรือสารกันเสียใดๆ  เพื่อป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนี้ อุณหภูมิของการดองไม่ควรสูงเกินไป เพราะจะมีผลต่อคุณภาพของมะม่วง ซึ่งไม่ควรเกิน 30 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้การเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่เกี่ยวกับการดองให้ผลดีกับคุณภาพทางด้านกลิ่น รส และลักษณะเนื้อสัมผัสของมะม่วง ถ้าอุณหภูมิในโรงดองสูงขึ้นกว่านี้จะทำให้คุณภาพของการดองมะม่วงด้อยลง

              นอกจากนี้ทีมวิจัยยังเสนอแนะว่า มะม่วงดองสำเร็จ นอกจากจะขายเป็นมะม่วงดองทั้งผลแล้ว ควรทำเป็นผลิตภัณฑ์จากมะม่วงดองเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า และยังเป็นการสร้างงานให้กับคนไทยในท้องที่นั้นๆ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการรับจ้างแปรรูป และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ การทำธุรกิจมะม่วงดองจึงไม่ควรทำเพียงขั้นต้น แต่ควรแปรรูปต่อไปให้เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ได้แก่มะม่วงดองปรุงรส เป็นต้น ทางโครงการได้พัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในด้านกรรมวิธีการผลิต การควบคุมสุขลักษณะในการผลิตและยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเจือปนที่อาจเป็นอันตราย ช่วยเพิ่มปริมาณการจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศได้มากขึ้นด้วย และทำให้เกิดผลดีแก่ผู้บริโภคในประเทศ สามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยในการบริโภคครับ

              คุณผู้ฟังครับ วิธีการทำมะม่วงดองปรุงรสนั้น ทำได้โดยการนำมะม่วงดองมาล้างน้ำ ปอกเปลือก ฝานผ่าซีกและตัดเป็นชิ้นตามความยาวของผล แช่น้ำเพื่อลดความเค็มของเนื้อมะม่วงประมาณ 1 ชั่วโมง เปลี่ยนน้ำหลายๆครั้ง แล้วสรงขึ้นให้สะเด็ดน้ำใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ เตรียมน้ำดองปรุงรสตามสูตรสำหรับการแช่เนื้อมะม่วงดอง 12 กิโลกรัม โดยใช้น้ำตาลทรายขาว 5 กิโลกรัม เกลือ 200 กรัม กรดมะนาว 18 กรัม น้ำสะอาด 5.4 กิโลกรัม ต้มให้เดือด แล้วเติมน้ำส้มสายชู 1.4 กิโลกรัม กรองทิ้งไว้พออุ่น เทใส่เนื้อมะม่วงให้ท่วมแล้ววางถุงน้ำทับไม่ให้มะม่วงลอย แช่มะม่วง 1 คืน วันรุ่งขึ้น แยกเนื้อมะม่วงออก ต้มน้ำปรุงรสที่มีอยู่เดิมให้เดือด จุ่มเนื้อมะม่วงในน้ำปรุงรสและตักขึ้นทันที วางให้สะเด็ดน้ำ บรรจุถุงปิดผนึก แช่ตู้เย็นจะเก็บไว้ได้นานประมาณ 2 สัปดาห์ ถ้าบรรจุในถุงปิดผนึกแบบสุญญากาศแช่ตู้เย็นจะเก็บได้นาน 2-3 เดือน ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              นอกจากการบริโภคมะม่วงดองปรุงรสสด ยังสามารถนำมาทำเป็นมะม่วงปรุงรสอบแห้งได้ โดยนำมาอบที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ในตู้อบลมร้อน เป็นเวลา 6-8 ชั่วโมง ถ้าทำมะม่วงปรุงรสอบแห้งให้หั่นชิ้นมะม่วงเป็น 8 ชิ้น ต่อเนื้อมะม่วง 1 ซีก วางทิ้งไว้ในที่สะอาด ให้มะม่วงเย็นก่อน บรรจุใส่ถุง ปิดผนึกสามารถเก็บได้นาน 4 เดือนที่อุณหภูมิห้องครับ

              ทั้งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่การพัฒนากรรมวิธีการผลิตมะม่วงดองและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น ยืดอายุการเก็บรักษา และมีความปลอดภัยในการบริโภค ทางทีมผู้วิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการดองมะม่วงและการทำผลิตภัณฑ์ ด้วยการสาธิตและฝึกอบรมแก่กลุ่มแม่บ้าน โดยให้สูตรและวิธีการดองมะม่วง แล้วให้แม่บ้านทำการทดลอง และสอนวิธีการแปรรูปเป็นมะม่วงดองปรุงรส บรรจุถุงแช่เย็น และมะม่วงดองปรุงรสบรรจุขวดเก็บไว้ได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ในการสาธิตจะมีการเปรียบเทียบให้เห็นถึงผลดีผลเสียในการใช้วิธีการนี้กับผงดองที่แม่บ้านได้ซื้อมาใช้ ซึ่งจะเห็นว่า วิธีและสูตรของโครงการจะปลอดภัยและราคาถูกกว่า ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกลงได้กำไรมากขึ้นอีกด้วยครับ

              นอกจากการให้ความรู้เกี่ยวกับการทำมะม่วงดองแล้ว งานวิจัยนี้ยังได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหารในการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีในท้องถิ่น ตลอดจนการยืดอายุผลิตภัณฑ์ด้วยครับ เช่น การดองผักกาดเขียวปลี และการแปรรูปต่อเพื่อทำเกี้ยมฉ่าย การทำไข่เค็ม การทำกล้วยฉาบอบเนย การทำถั่วเคลือบน้ำตาล การทำน้ำอ้อย เป็นต้น

              ผลของการอบรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยี กลุ่มแม่บ้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและเห็นด้วยตามคำแนะนำของทีมวิจัย เพราะเล็งเห็นว่าจะทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตและคำนึงถึงผลกระทบที่อาจทำให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ มะม่วงที่ดองสำเร็จแล้วสร้างความพึงพอใจแก่กลุ่มแม่บ้านอย่างมาก เนื่องจากมีการเน่าเสียน้อยกว่าการดองด้วยวิธีเดิม ผลมะม่วงมีสีเหลืองสวย เนื้อกรอบแน่น ส่วนของผลิตภัณฑ์มะมวงปรุงรสตามสูตรที่แนะนำ ทำให้แม่บ้านสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้เป็นจำนวนมากตลอดปี เป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่กลุ่มแม่บ้านและเกิดการจ้างงานซึ่งเป็นอาชีพที่เหมาะและเข้ากับยุคเศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบันนี้เลยล่ะครับ

    เป็นอย่างไรบ้างครับคุณผู้ฟัง ได้ทราบสูตรการทำมะม่วงดองไร้สารพิษกันแล้ว คุณผู้ฟังลองนำเอาสูตรนี้ไปทำกันได้นะครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ และกระผมหวังว่า สาระในวันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ  สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

  • เรื่อง การผลิตมะนาวนอกฤดู

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่29 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การผลิตมะนาวนอกฤดู

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    ………………………………………………………………………………………………………………………………………….

     

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศให้ผู้ฟังได้ฟังกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย        ฝ่ายประยุกต์และถ่ายทอดงานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีกระผม…………………………………………เป็นผู้ดำเนินรายการ วันนี้กระผมขอเสนอเรื่อง “การผลิตมะนาวนอกฤดู”

    คุณผู้ฟังครับ ถึงแม้ว่า “มะนาว” จะเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว แต่ก็เป็นผลไม้ที่ขาดไม่ได้ในครัวเรือนของเราเลยใช่ไหมครับ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ชอบรับประทานอาหารที่มีรสจัด เช่น ต้มยำ ยำ น้ำพริก ส้มตำ ลาบ น้ำตก อาหารเหล่านี้ล้วนใช้น้ำมะนาวมาปรุงรสทั้งสิ้นครับ ทำให้มะนาวเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจที่ตลาดมีความต้องการสูงตลอดทั้งปี ในช่วงฤดูฝนมีมะนาวออกมามากมะนาวก็จะมีราคาถูก แต่ในช่วงฤดูแล้งประมาณเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายนของทุกปี มะนาวจะมีราคาสูงกว่าปกติ ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงฤดูแล้งจะมีผลผลิตมะนาวออกสู่ตลาดน้อย

    จากปรากฏการณ์ดังกล่าว เกษตรกรและนักวิชาการจำนวนมากจึงได้พยายามค้นคว้าและศึกษาหาวิธีการเพื่อที่จะผลิตมะนาวนอกฤดู แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่พบว่ามีวิธีการหรือสูตรสำเร็จใดๆ ที่จะทำให้การผลิตมะนาวนอกฤดูได้ผลอย่างเต็มที่ ซึ่งจะต้องใช้วิธีการหลายๆ อย่างมาประกอบกัน เกษตรกรจึงจะประสบความสำเร็จในการผลิตมะนาวนอกฤดู

    คุณผู้ฟังครับ ก่อนอื่นเรามารู้จักกับมะนาวที่นิยมปลูกในประเทศไทยกันก่อนนะครับ

    มะนาวเป็นไม้ผลตระกูลส้มครับ มีการปลูกอย่างแพร่หลาย โดยมีแหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี นครสวรรค์ กาญจนบุรี สมุทรสาคร นครปฐมและเชียงใหม่  พันธุ์มะนาวที่ปลูกเพื่อการค้าในประเทศไทย ได้แก่

    1.มะนาวหนัง ลักษณะกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ ผลจะมีลักษณะกลมค่อนข้างยาว มีกลมมนบ้างเล็กน้อย ด้านหัวมีจุกเล็กๆ มีเปลือกค่อนข้างหนา จึงทำให้เก็บรักษาผลไว้ได้นาน

    2.มะนาวไข่ มีขนาดและลักษณะคล้ายมะนาวหนังเกือบทุกอย่าง ผลอ่อนมีลักษณะกลมยาว หัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ผลจะมีลักษณะกลมมนเป็นส่วนมาก เปลือกบาง ผลโตกว่ามะนาวหนัง

    3.มะนาวแป้น เป็นมะนาวที่สามารถออกดอกผลตลอดปี ผลมีขนาดกลาง ทรงผลแป้น เปลือกบาง มีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์แป้นรำไพ แป้นทราย เป็นต้น

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ โดยทั่วไปแล้วมะนาวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นดินเหนียว ดินทราย แต่ถ้าต้องการจะปลูกมะนาวให้เจริญงอกงามดี มีผลดกและคุณภาพดี ก็ควรจะปลูกในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุผสมอยู่มาก การปลูกมะนาวนั้นทำได้โดยขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้างและลึกประมาณ 50 ซม. ผสมดิน ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกันในหลุมให้สูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม จากนั้นยกถุงกล้าต้นไม้วางในหลุมโดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย ใช้มีดที่คมกรีดถุงจากก้นขึ้นมาถึงปากถุงทั้งสองด้าน ซ้ายและขวา ดึงถุงพลาสติกออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงไปในหลุม กดดินปริเวณโคนต้นให้แน่น ปักไม้หลักและผูกเชือกยึดเพื่อป้องกันลมพัดโยก จากนั้นหาฟางข้าวหรือหญ้าแห้งมาคลุมดินบริเวณโคนต้น แล้วรดน้ำให้โชก ทำร่มเงาเพื่อช่วยพรางแสงแดด ต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ปลูกใหม่ๆ ควรให้น้ำวันละครั้ง หลังจากต้นมะนาวตั้งตัวได้แล้วการให้น้ำสามารถเว้นระยะให้นานขึ้นได้ และควรหาวัสดุมาคลุมดินบริเวณโคนต้นเพื่อช่วยรักษาความชื้น หลังจากมะนาวออกดอกและกำลังติดผลอ่อนเป็นช่วงที่มะนาวต้องการน้ำมากเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของผล จึงควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ผลมะนาวจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่อผลมีอายุตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป โดยสังเกตจากด้านขั้วของผลเริ่มมีสีเหลืองเล็กน้อยผิวเปลือกจะเรียบบางใส มีสีเขียวอ่อนกว่าผลที่ยังไม่แก่ เมื่อบีบดูจะค่อนข้างนุ่มมือ ไม่ควรเก็บมะนาวที่แก่เกินไปเพราะเปลือกจะบางมาก ทำให้เกิดความเสียหายในการขนส่งได้ง่าย อีกทั้งเมื่อนำไปขายจะทำให้ขายได้ไม่นานผลเน่าเสียหายได้เร็ว

    คุณผู้ฟังครับ ในส่วนของการปลูกมะนาวนอกฤดูนั้น เกษตรกรต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับอายุของการเก็บเกี่ยวมะนาวก่อนครับ โดยอายุการเก็บเกี่ยวของมะนาวนั้น ถ้านับตั้งแต่ดอกบานจนถึงผลแก่จะอยู่ในช่วงประมาณ 4 เดือนครึ่งถึง 5 เดือนครึ่ง โดยเปลือกจะเริ่มบางลงในระยะแรก ต่อมาเปลือกจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลืองเมื่ออายุประมาณ 5 เดือน และเหลืองสดในระยะสุดท้ายก่อนที่จะร่วงหล่นไป ดังนั้น มะนาวจึงมีช่วงอายุการเก็บเกี่ยวที่ยืดหยุ่นอยู่บนต้นได้ประมาณ 1 เดือน แต่ในหน้าหนาวมะนาวจะมีการเปลี่ยนสีเร็วทำให้ผลสุกและร่วงเร็วขึ้น ตามปกติมะนาวจะมีดอกชุดสุดท้ายประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม และออกดอกชุดใหญ่ประมาณปลายมีนาคมและเมษายน จากนั้นจะมีการออกดอกมากอีกครั้งในช่วงสิงหาคมและกันยายน หากเกษตรกรต้องการผลิตมะนาวนอกฤดูจะต้องหลีกเลี่ยงหรือยับยั้งการสร้างดอกของมะนาวในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนให้ได้ครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ หากต้องการผลิตมะนาวนอกฤดูให้ได้ผล ต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับต้นมะนาวก่อนครับ ขั้นแรกคือการปลิดดอกและผลอ่อนของมะนาว ทำได้โดยการตัดแต่งกิ่งซึ่งนอกจากสามารถกำจัดดอกได้บางส่วนแล้วยังช่วยกระตุ้นให้มีการผลิยอดใหม่ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ สำหรับดอกและผลที่เหลือสามารถใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตหรือฮอร์โมนมาช่วยได้ ขั้นที่สองคือการยับยั้งการออกดอกของต้นมะนาวในฤดู เมื่อปลิดดอกและผลอ่อนออกหมดแล้ว หากยังไม่ถึงช่วงที่จะชักนำให้มะนาวออกดอกจึงจำเป็นที่จะต้องยืดระยะนี้ออกไป และสารที่ใช้คือ จิบเบอเรลลิกแอซิด หรือเรียกกันว่า GA หรือ GA3 ซึ่งสารดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางกิ่งก้านและใบ และมีผลในการยับยั้งการออกดอก จากการทดลองใช้ GA พ่นให้กับต้นมะนาวในระยะก่อนผลิยอดอ่อนหรือระยะที่เพิ่งผลิยอดยาวไม่เกิน 3 นิ้ว พบว่า สามารถยับยั้งการออกดอกได้ดี แต่หากพ่นช้ากว่านี้ไม่สามารถยับยั้งได้เนื่องจากมีการสร้างตาดอกขึ้นแล้ว สำหรับความเข้มข้น 25 ส่วนในล้าน จะสามารถยับยั้งได้ประมาณ 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือนครึ่ง ส่วนการใช้ที่ความเข้มข้น 50 ส่วนในล้านนั้น อาจยืดระยะการออกดอกได้มากกว่า 3 เดือน แต่อาจมีผลตกค้างต่อการชักนำให้ต้นมะนาวออกดอกเมื่อถึงเวลาที่ต้องการ ขั้นที่สามคือการกำจัดใบ รูดใบมะนาวออกให้หมดเพื่อชักนำให้มีการออกดอก แม้ว่าการกระทำดังกล่าวสามารถชักนำให้ออกดอกได้ แต่ดอกที่ได้เป็นดอกที่ไม่มีคุณภาพ นอกจากนั้นยังกระทบถึงความสมบูรณ์ของต้นมะนาวอีกด้วย แต่สำหรับต้นมะนาวที่สมบูรณ์มากที่เรียกว่า บ้าใบ การปลิดใบออกบ้างบางส่วน อาจมีผลต่อการปรับระดับไนโตรเจนในต้นให้ต่ำลง ซึ่งอาจช่วยให้การออกดอกดีขึ้น และขั้นสุดท้ายคือการใช้สารเคมีในกลุ่มชะลอการเจริญเติบโตโดยเฉพาะ แพคโคลบิวทราโซล พบว่ามีบทบาทที่จะยับยั้งการสังเคราะห์ GA ในธรรมชาติ ดังนั้นพืชจึงมีการเจริญทางกิ่งใบลดลง ส่งผลให้โอกาสในการออกดอกมีมากขึ้น

    คุณผู้ฟังครับ สิ่งที่กระผมจะกล่าวต่อไปนี้คือ ปฏิทินการผลิตมะนาวนอกฤดูครับ หากเกษตรกรสามารถปฏิบัติได้ตามนี้ ก็จะช่วยให้การผลิตมะนาวนอกฤดูของเกษตรกรได้ผลมากยิ่งขึ้นครับ

    เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นระยะที่มะนาวมีการแตกกิ่งก้านออกมาใหม่ ทำได้โดยการป้องกันกำจัดโรคแมลงอย่างสม่ำเสมอ ในระยะนี้จะมีหนอนชอนใบระบาดมากซึ่งจะทำให้มีการระบาดของโรคแคงเกอร์ตามมาด้วย ส่วนผลที่ติดอยู่ในระยะนี้จะไปแก่ในระยะที่ราคาถูก ควรทำการปลิดผลออกให้หมด

    เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เกษตรกรควรเลือกเก็บเกี่ยวผลที่แก่ตามฤดูกาลปกติไปจำหน่าย ป้องกันกำจัดโรคแมลงอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงเดือนกรกฎาคมให้ตัดแต่งกิ่งอีกครั้ง ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ปริมาณ 1 กก.ต่อต้น เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ของต้น ต้นที่สมบูรณ์ใบจะมีขนาดใหญ่ มีสีเขียวเข้ม ไม่มีอาการเหลืองซีด

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    เมื่อถึงเดือนสิงหาคม     ให้ทำการราดสารเคมี เพื่อกระตุ้นการออกดอกนอกฤดู ซึ่งวิธีเตรียมสาร เพื่อให้ได้อัตราเนื้อสาร 1.5 กรัมต่อเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร มีวิธีการดังนี้

    ขั้นแรก ตวงน้ำใส่ถัง 75 ลิตร ผสมสารพาโคลบิวทราโซล 1 กก.ลงในน้ำที่ตวงไว้ จากนั้นใช้ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร ตวงน้ำที่ผสมสาร เพื่อนำไปราดต้นมะนาวอัตราเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มของต้นมะนาว 1 เมตร ต่อน้ำผสมสารแล้ว 1 ขวด ถ้ามีต้นมะนาวจำนวนไม่มาก ควรเตรียมสารเพื่อราดต้นมะนาวเป็นต้นๆ ไป เช่น ต้นมะนาวที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 3 เมตร ให้ใช้สารพาโคลบิวทราโซล จำนวน 45 ซีซี หรือ 45 กรัมต่อน้ำ 2-3 ลิตร ราดสารลงที่โคนต้นมะนาวโดยรอบ หลังจากราดสาร ควรเป็นช่วงที่ฝนไม่ตกมาแล้ว 2-3 วัน จะช่วยให้ต้นมะนาวดูดสารได้ดีขึ้นกว่าการราดสารขณะที่ฝนตกใหม่ๆ จากนั้นปลิดผลมะนาวขนาดเล็กออกบ้างเพราะผลขนาดเล็กระยะนี้จะไปแก่ในช่วงที่ยังราคาไม่ดี และจะทำให้การออกดอกใหม่ไม่ดีเท่าที่ควรครับ

    เดือนกันยายน           หลังจากที่ราดสารเคมีไปแล้ว 1 เดือน ควรทำการควั่นกิ่ง วิธีการเลือกกิ่งควั่น มีดังนี้      1.เลือกกิ่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 นิ้ว โดยใช้ลวดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1/8 นิ้ว รัดที่กิ่ง ใช้คีมบิดลวดจนเปลือกไม้ยุบตัวถึงเนื้อไม้

    2.ควั่นกิ่งประมาณ 3-5 กิ่ง

    3.ใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-50 อัตรา 0.5 กก.ต่อต้น หรือพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 อัตรา 80 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อช่วยยับยั้งการแตกใบอ่อน

    4.เมื่อครบ 1 เดือนแล้วให้คลายขดลวดออกทิ้งไป ซึ่งจะตรงกับระยะที่ต้นมะนาวจะเริ่มออกดอกพอดี

    เดือนตุลาคม เป็นระยะ 2 เดือนหลังจากราดสารหรือ 1 เดือนหลังจากควั่นกิ่ง ต้นมะนาวจะเริ่มออกดอก ให้สังเกตดูว่ามีการออกดอกสม่ำเสมอทั้งต้นหรือไม่ ถ้ายังออกไม่สม่ำเสมอทั้งต้นควรเร่งการออกดอกด้วยการพ่นสารไธโอยูเรีย อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หากใช้อัตราสูงมากกว่านี้อาจทำให้ใบร่วงได้ และควรพ่นในระยะที่ไม่มีฝน จากนั้นทำการป้องกันกำจัดโรคและแมลงในระยะนี้อย่างสม่ำเสมอ เช่นเพลี้ยไฟ ไรแดง เพลี้ยหอย

    เดือนพฤศจิกายน เป็นระยะที่ดอกบาน จึงไม่ควรพ่นสารเคมีในระยะดอกบานเป็นเวลา 10-15 วัน เพราะจะทำให้การผสมเกสรไม่ดี การติดผลน้อยลง ศัตรูที่มีการระบาดในระยะนี้ ได้แก่ เพลี้ยไฟ ไรแดง โรคแคงเกอร์

    เดือนธันวาคม เป็นระยะที่ติดผลขนาดเล็ก เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของผล หากใบมีอาการเหลืองซีด ควรมีการพ่นปุ๋ยทางใบจะช่วยให้มีความสมบูรณ์ดีขึ้น

    เดือนมกราคม-มีนาคม ระยะนี้ผลจะมีการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอและจะหยุดการเจริญเติบโตหลังติดผลแล้วประมาณ 4 เดือน ผลมีน้ำหนักมากขึ้น เกษตรกรสามารถเลือกเก็บผลออกไปจำหน่ายได้ ในระหว่างนี้ควรมีการป้องกันกำจัดศัตรูมะนาวเป็นระยะ ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและพอเพียง

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ เมื่อถึงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระยะหลังจากติดผลแล้วประมาณ 5 เดือน ผลส่วนใหญ่จะโตเต็มที่สามารถเก็บเกี่ยวไปจำหน่ายได้ บางผลจะเริ่มเปลี่ยนสีผิวเป็นสีเหลืองและร่วงในที่สุด กรณีสีผิวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจะทำให้ขายไม่ได้ราคา เมื่อเก็บเกี่ยวผลออกไปจำหน่ายแล้วเกษตรกรควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปริมาณ 1 กก.ต่อต้น และปุ๋ยคอกจำนวน 10 กก.ต่อต้น หลังตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ต้นมีการสร้างกิ่งใหม่ รวมถึงเป็นการลดปริมาณดอกและผลขนาดเล็กที่เป็นผลผลิตในฤดูปกติได้อีกด้วย

    สำหรับต้นมะนาวที่มีอายุ 4 ปีขึ้นไป ควรตัดแต่งกิ่งออกประมาณ 1 ใน 3 ของทรงพุ่ม เพื่อลดขนาดของทรงพุ่มลงรวมถึงกิ่งกระโดง กิ่งในร่ม กิ่งที่ถูกแมลงและโรคเข้าทำลาย ควรตัดออกให้หมดด้วย โดยสังเกตครึ่งล่างของทรงพุ่มจะโปร่ง เพราะไม่มีกิ่งขนาดเล็กเหลืออยู่เลย

    คุณผู้ฟังครับ ในช่วงที่มะนาวล้นตลาดมากเกินไป เกษตรกรอาจจะประสบปัญหาเกี่ยวกับผลผลิตมะนาวเน่าเสีย เกษตรกรจึงจำเป็นต้องมีวิธีการเก็บรักษามะนาวไว้ให้นานครับ ซึ่งสามารถทำได้โดยทำการคัดผลมะนาวเสียก่อน โดยเลือกเอาผลมะนาวที่แก่พอเหมาะ มีสีเขียวจัด ไม่มีสีเหลืองปน ไม่มีรอยช้ำหรือเน่า และควรมีขั้วผลติดอยู่ด้วย จากนั้นนำมาล้างทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น คลอรอกซ์ ผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 15 แช่ผลมะนาวไว้นานประมาณ 5 นาที แล้วนำผลมะนาวมาผึ่งลมบนตะแกรงเพื่อให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นคัดขนาดและบรรจุเข่งหรือภาชนะบรรจุอื่นๆ ตามที่ตลาดต้องการ

    หลังการเก็บเกี่ยวแล้ว เกษตรกรสามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลมะนาวได้หลายเดือนหากมีกรรมวิธีที่ถูกต้อง ซึ่งมีวิธีการดังนี้ เก็บเกี่ยวผลมะนาวในระยะที่แก่แต่ผิวยังมีสีเขียวหรือเหลืองเล็กน้อยโดยอย่าให้ช้ำ จากนั้นนำมาแช่ในสารละลายที่มี GA 50 ส่วนในล้านผสมกับสารป้องกันและกำจัดเชื้อราความเข้มข้น 500 ส่วนในล้าน ประมาณ 30 นาที  นำมาผึ่งลมให้แห้งหรือซับด้วยฟองน้ำ บรรจุใส่ถุงพลาสติกแล้วเก็บใส่ห้องเย็นที่ควบคุมอุณหภูมิไว้ในระดับ 10 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ควรมีการนำมะนาวออกมาตรวจสอบบ้าง ประมาณ 15 วันต่อครั้ง เพื่อกำจัดผลที่มีเชื้อโรคเข้าทำลาย  เพราะเชื้ออาจลามไปยังผลอื่นๆ และจากการทดลองพบว่า วิธีดังกล่าวสามารถเก็บรักษามะนาวให้สดอยู่ได้นานกว่า 3 เดือน

    เป็นอย่างไรบ้างครับคุณผู้ฟัง กับวิธีการผลิตมะนาวนอกฤดู สิ่งที่จะต้องเน้นย้ำให้คุณผู้ฟังได้ทราบอีกครั้งหนึ่งก็คือ หากเกษตรกรต้องการผลิตมะนาวนอกฤดูจะต้องหลีกเลี่ยงหรือยับยั้งการสร้างดอกของมะนาวในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนซึ่งเป็นช่วงที่มะนาวออกดอกตามฤดูให้ได้ครับ และต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับมะนาว หลังจากนั้นจึงปฏิบัติตามปฏิทินการผลิตมะนาวนอกฤดูครับ กระผมหวังว่า สาระในวันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ  คุณผู้ฟังสามารถติชมรายการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยการเขียนจดหมายและจ่าหน้าซองมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 และ 0-2579-5548 ในวันและเวลาราชการครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

  • เรื่อง ใบมันสำปะหลัง แหล่งโปรตีนโคนมที่น่าสนใจ โดย ดร.ศิริรัตน์ บัวผัน

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 22  เดือน มีนาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง ใบมันสำปะหลัง แหล่งโปรตีนโคนมที่น่าสนใจ

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    วันนี้กระผมมีผลงานที่น่าสนใจมากๆมาฝากครับ เรื่องใบมันสำปะหลัง แหล่งโปรตีนโคนมที่น่าสนใจ ผลงานของ ดร.ศิริรัตน์ บัวผัน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตนม สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจฯ มก.กพส. และข้อมูลดีๆจาก วารสาร ปศุสัตว์เกษตรศาสตร์ มาเริ่มกันเลยครับ การเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่สำคัญอาชีพหนึ่งของประเทศไทย ทั้งนี้เพราะน้ำนมถือว่าเป็นอาหารที่ดีของคนเรา โดยเฉพาะเด็กๆและเยาวชน ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมให้มีร่างกายที่แข็งแรงและมีสมองที่เฉลียวฉลาด ซึ่งเป็นพื้นฐานหลักที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาประชากรในประเทศ

    ในช่วงปี 2549 – 2553 จำนวนโคในประเทศไทย มีอัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 0.13 ต่อปี ในปี 2555 มีจำนวนโคนม 577,841 ตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปี 2553 ส่งผลให้ผลิตน้ำนมดิบเพิ่มขึ้นด้วยครับ ส่วนในปี 2556 ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ขยับราคาสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะวัตถุดิบแหล่งโปรตีน เช่น กากถั่วเหลือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เพราะเมื่อราคาอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบก็จะสูงขึ้นตามอย่างชัดเจน และเมื่อรวมกับการที่ประสิทธิภาพการผลิตของโคนมยังค่อนข้างต่ำ ปริมาณการให้น้ำนมของโคโดยเฉลี่ยทั้งประเทศประมาณ 10-20 กก./ตัว/วัน ซึ่งนับว่ายังต่ำกว่าศักยภาพพันธุกรรมของแม่โคนม เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นโคนมลูกผสมมีสายเลือดโคโฮลสไตน์-ฟรีเซียน มากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้โคนมยังมีปัญหาสุขภาพต่างๆ และการผลิตติดต่ำ ทำให้ต้นทุนการผลิตน้ำนมสูง เกษตรกรจึงขอปรับราคาจำหน่ายน้ำนมดิบให้สูงขึ้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำนมที่ผลิตได้ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับผลิตภัณฑ์นมที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และจะส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงโคนมของประเทศในอนาคตอันใกล้ครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    เมื่อพิจารณาการเลี้ยงโคนมของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่าแม่โคนมได้รับอาหารต่างๆโดยเฉพาะโปรตีนที่เป็นอาหารสำคัญในการสร้างน้ำนมไม่เพียงพอแก่ความต้องการ ทั้งนี้เพราะโคนมเป็นสัตว์ที่กินอาหารหยาบ หรือกินหญ้า การหมักย่อยอาหารในกระเพาะรูเมน หรือกระเพาะผ้าขี้ริว เกิดขึ้นโดยจุลินทรีย์ในกระเพาะรูเมน การเจริญและการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ จะกลายเป็นแหล่งโปรตีน ที่โคนมสามารถใช้ประโยชน์เพื่อการเจริญเติบโต และให้ผลผลิตน้ำนมได้ แต่เนื่องจากอากาศในประเทศไทยค่อนข้างร้อน อุณหภูมิสูงกว่าในประเทศเขตหนาวมาก และอาหารหยาบก็มีคุณภาพต่ำ จึงย่อยได้ต่ำ โคนมจึงกินอาหารหยาบได้น้อย ซึ่งอากาศร้อน มีผลให้การกินอาหารของสัตว์เลี้ยงลดน้อยลง ทำให้การเจริญและเพิ่มของจุลินทรีย์ต่ำ ส่งผลให้โคนมได้รับการย่อยจุลินทรีย์ที่ลำไส้เล็กต่ำไปด้วย โคนมได้รับโปรตีนไม่เพียงพอกับความต้องการในการสร้างน้ำนม ดังนั้นโคนมในเขตร้อนชื้นจึงต้องการโปรตีนจากอาหารข้นมากขึ้น เพื่อชดเชยจุลินทรีย์จากโปรตีนที่ผลิตได้น้อย ทั้งนี้เพื่อให้ได้ปริมาณโปรตีนในแต่ละวันเพียงพอกับการสร้างน้ำนมตามศักยภาพพันธุกรรมของโคนมที่มีอยู่

    วัตถุดิบหลักที่สำคัญที่เป็นแหล่งของโปรตีนในสูตรอาหารข้นสำหรับโคนมที่นิยมใช้กันทั่วไป คือ กากถั่วเหลือง ในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา กากถั่วเหลืองมีราคาสูงขึ้น ปี 2554 ราคากากถั่วเหลือง กิโลกรัมละ 12-14 บาทเพิ่มขึ้นเป็น 22-23 บาท ในปี 2555 และมีราคาลดลงเพียงเล็กน้อยในช่วงต้นปี 2556 คุณผู้ฟังครับ นอกจากนี้วัตถุดิบต่างๆ ที่เป็นแหล่งของพลังงานในอาหารโคนมก็มีราคาสูงขึ้น เนื่องจากถูกนำไปใช้เพื่อการผลิตเอทานอล ส่งผลให้ราคาอาหารสัตว์โดยรวมสูงขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้นการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบแหล่งโปรตีนในสูตรอาหารข้นสำหรับโคนมจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้ผู้เลี้ยงโคนม สามารถลดต้นทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ แล้วช่วงน่ามาฟังการให้อาหารโคด้วยใบสำปะหลังกันนะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ มันสำปะหลังเป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนแล้งได้ดี จัดเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของโลก มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับ 4 ของประเทศไทย และประเทศไทยสามารถผลิตหัวมันสำปะหลังได้ประมาณ 22 ล้านต้น ปริมาณยอดและใบมันสำปะหลังประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของต้นมันสำปะหลังประมาณ 1,212,291 ตัน ยังไม่มีการนำเอาไปใช้ประโยชน์กันอย่างเท่าที่ควร คุณผู้ฟังครับ ใบมันสำปะหลังแห้งมีปริมาณโปรตีนสูงฉลี่ย 28.5 เปอร์เซ็นต์ ของวัตถุแห้ง เหมาะสำหรับใช้เป็นแหล่งโปรตีนสำหรับโค และใบมันสำปะหลังแห้งเป็นแหล่งอาหารที่โคชอบ และสามารถกินได้ถึงวันละ 11.2 กิโลกรัม/ตัว หรือคิดเป็น 32 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว นอกจากนี้ใบมันสำปะหลังยังมีสารแทนนิน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคอนเดนท์แทนนิน ที่สามารถจับกับโปรตีน จะได้สารประกอบโปรตีนแทนนิน-คอมแพล็กซ์ ของน้ำหนักแห้ง จะช่วยป้องกันโปรตีนจากการย่อยของจุลินทรีย์ในกระเพาะรูเมน ซึ่งเป็นการเพิ่มการไหลผ่านของโปรตีนไปยังลำไส้เล็ก แล้วจึงถูกย่อย และดูดซึมที่ลำไส้เล็กโค ถ้าระดับของคอนเดนส์ แทนนิน สูงเกิน 6 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักแห้ง จะพบว่าการกินได้ของโค และการย่อยได้ของโปรตีน คาร์โบไฮเดรท ลดลง ส่งผลให้การเจริญเติบโตของโคลดลงด้วยครับ

    ส่วนกรดไฮโดรไซยานิค หรือไซยาไนด์ เป็นสารพิษอีกชนิดหนึ่งที่พบในมันสำปะหลัง เกิดจากการสลายตัวของสารไซยาโนจินิค ไกลโคไซด์ ซึ่งมันสำปะหลังแตกพันธุ์กัน ก็จะมีไซยาโนจินิค ไกลโคไซด์แตกต่างกัน เช่น ในใบแก่ของมันสำปะหลังชนิดหวาน มีปริมาณสารไซยาโนจินิค ไกลโคไซด์ 468 มิลลิกรัมไซยาไนด์/กิโลกรัมของน้ำหนักสด สัตว์เคี้ยวเอื้องที่ได้รับพิษจากไซยาไนด์ จะเกิดอาการเกร็ง กล้ามเนื้อหดตัวอย่างรุนแรง เจ็บปวด และตายภายในเวลาไม่กี่นาที แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่น้อยจะค่อยๆแสดงอาการ เริ่มจากน้ำลายจะเป็นฟองตามมุมปาก อัตราการหายใจขึ้น ชีพจรเต้นเร็วขึ้นและอ่อนลง กล้ามเนื้อชักกระตุก และจะมีอาการเกร็งก่อนตาย ระดับความเป็นพิษของไซยาไนด์ที่ทำให้โคและแกะตาย จะมีค่าอยู่ที่ 2 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักตัวสัตว์ครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ การทำใบและต้นอ่อนมันสำปะหลังแห้ง หรือมันเฮย์ เพื่อเป็นอาหารโคทำได้โดยการตัดต้นมันสำปะหลัง อายุ 3 เดือน หลังจากการปลูกที่ความสูงเหนือพื้นดิน ประมาณ 10 เซ็นติเมตร และตัดได้ทุกๆ 2 เดือน ผึ่งแดดให้แห้ง 2-3 วัน หรือจะนำมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆก่อนผึ่งแดด ก็จะเป็นการลดความชื้น ช่วยลดปริมาณไซยาไนด์ได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และจะได้ใบและต้นอ่อนมันสำปะหลังแห้งที่มีปริมาณคอนเดนส์ แทนนิน ระดับ 30.5 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักแห้ง ส่วนปริมาณกรดไฮโดรไซนานิคระดับต่ำเพียง 0.38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งปลอดภัยสำหรับเป็นอาหารสัตว์เคี้ยงเอื้อง การตัดในระยะที่ใบยังไม่เจริญเต็มที่จะช่วยเพิ่มความน่ากินสูง โปรตีนรวมประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเมื่อเสริมใบและต้นอ่อนมันสำปะหลังแห้งแก่ให้แม่โคนม จึงสามารถลดปริมาณการให้อาหารข้นลงได้

    ส่วนใบมันสำปะหลังหมัก ปริมาณไซยาไนด์จะมีค่าเท่ากับ 762 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักแห้ง แต่เมื่อนำใบมันสำปะหลังหมักนั้นมาทำให้แห้ง จะเหลือปริมาณไซยาไนด์เพียง 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักแห้ง ซึ่งใกล้เคียงกับใบสำปะหลังผึ่งแดด

    คุณผู้ฟังครับ แม้จุลินทรีย์ในกระเพาะรูเมนสามารถลดพิษของไซยาไนด์ได้ แต่ถ้ามีไซยาไนด์บางส่วนถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เนื้อเยื่อทุกชนิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมถึงโคจะมีกลไกในการลดความเป็นพิษของไซยาไนด์ โดยเฉพาะในตับ ไต ต่อมหมวกไต ต่อมไธรอยด์ และตับอ่อนโดยทำปฏิกิริยากับสารไธโอซิสเตอีน หรือไธโอซัลเฟต ซึ่งมีเอนไซม์โรดานีส เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเมื่อสิ้นสุดปฏิกิริยานี้ก็จะให้สารไธโอไซยาเนท แล้วสารตัวนี้เองจะถูกขับออกทางต่อมน้ำนม น้ำลาย น้ำตา และน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร รวมทั้งของเหลวบริเวณเยื่อบุผิวของระบบทางเดินหายใจ ถ้าสารไธโอไซยาเนทถูกขับออกทางต่อมน้ำนม จะเข้าร่วมปฏิกิริยากับระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดส เพื่อช่วยยับยั้งการเจริญเติบโต หรือทำลายจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนในน้ำนมได้

    ระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดส เป็นระบบที่มีตามธรรมชาติในต่อมน้ำนม ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เอนไซม์แลคโตเพอร์ออกซิเดส ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ และสารไธโอไซยาเนท การทำปฎิกิริยาของระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดส จะให้สารที่มีคุณสมบัติต่อต้าน ยับยั้งจุลินทรีย์หลายชนิด ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส

    เอนไซม์แลคโตเพอร์ออกซิเดส มักจะพบในต่อมน้ำนม น้ำลายและน้ำตาของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสารคัดหลั่งจากสัตว์เหล่านี้จะมีปริมาณแลคโตเพอร์ออกซิเดส แตกต่างกัน ในน้ำนมโคมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.4 ยูนิต/มิลลิตร

    ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ เป็นสารที่จำเป็นต่อปฏิกิริยาการยับยั้งจุลินทรีย์ร่วมกับเอนไซม์แลคโตเพอร์ออกซิเดส ในการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ในน้ำนมดิบ ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ พบปริมาณน้อยในเนื้อเยื่อ ส่วนแบคทีเรียพวก Lactobacilli, Lactococciและ Streptococci หลายชนิดสามารถผลิตไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ภายใต้สภาวะที่ใช้ออกซิเจนได้เพียงพอต่อปฏิกิริยาในระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดส ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    สารไธโอไซยาเนท จะพบทั่วไปในเนื้อเยื่อของสัตว์ เช่น เต้านม ต่อมน้ำลาย ต่อมไธรอยด์และสารคัดหลั่ง เช่น น้ำนม น้ำลาย ปริมาณสารไธโอไซยาเนทในน้ำนมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระดับสารไธโอไซยาเนทในเลือด ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลง และแตกต่างกันไปตามชนิด พันธุ์ และอาหารที่สัตว์ได้รับ

    ปริมาณไธโอไซยาเนทในน้ำนมดิบ เปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับอาหารที่แม่โคได้รับ พืชต่างๆ ประมาณ 3,000-12,000 ชนิด รวมทั้งมันสำปะหลัง จากการศึกษาจะพบว่าแม่โคที่ได้รับใบ และต้นอ่อนมันสำปะหลังแห้งเป็นอาหาร จะทำให้ปริมาณไธโอไซยาเนทในน้ำนมดิเพิ่มขึ้นจาก 5.3 พีพีเอ็ม เป็น 13 และ 17 พีพีเอ็ม โดยไธโอไซยาเนทที่เหมาะสมต่อระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดสในน้ำนมดิบไม่ควรเกิน 20 พีพีเอ็ม ครับ

    และคุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า ระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดสในน้ำนม มีผลยับยั้งและทำลายเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในน้ำนมได้หลายชนิดเลยนะครับ

    คุณผู้ฟังครับ ในการประชุม Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additive (JECFA) ครั้งที่ 35 ปี 1989 และ Codex Alimentarius Commission ปี 1991 อนุญาตให้ใช้วิธีการกระตุ้นการทำงานของระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดสเพื่อรักษาคุณภาพน้ำนมดิบได้ โดยการเติมไธโอไซยาเนท ในรูปผงประมาณ 10 พีพีเอ็ม ผสมให้เข้ากันประมาณ 30 วินาที จากนั้นเติมไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ในรูปของโซเดียมคาร์บอเนทเพอร์ออกซิไฮเดรท ปริมาณ 8.5 พีพีเอ็ม สามารถยืดอายุน้ำนมดิบได้นานถึง 6 ชั่วโมง โดยไม่ต้องทำความเย็น ซึ้งวิธีนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในแถบภูมิประเทศที่ห่างไกล ไม่มีไฟฟ้าสำหรับเครื่องทำน้ำเย็น เช่น เคนยา ศรีลังกา และจีน สามารถใช้วิธีนี้เพื่อรักษาคุณภาพของน้ำนมดิบก่อนส่งถึงโรงงานได้ ส่วนในประเทศไทยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไม่ได้รับอนุญาตให้เติมสารใดๆ ลงในน้ำนมดิบได้

    ดังนั้นการใช้ใบมันสำปะหลังแห้งเป็นอาหารของโคนม จะช่วยเพิ่มปริมาณไธโอไซยาเนท และกระกตุ้นการทำงานของระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดสในต่อมน้ำนมและน้ำนมดิบ เพื่อยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ต่างๆในน้ำนม เพื่อช่วยลดการเกิดโรคเต้านมอับเสบในโคนม และรักษาคุณภาพน้ำนมดิบได้ และผลของการจับตัวของแทนนิน-โปรตีนคอมเพล็กซ์ ในใบสำปะหลังแห้งที่ได้กล่าวมา ก็เป็นเพิ่มการไหลผ่านของโปรตีน ไปสู่ส่วนของกระเพาะแท้ และลำไส้เล็ก โปรตีนจะถูกย่อยละดูดซึมเข้าสู่ร่างกายสัตว์ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและสร้างน้ำนมได้ดีขึ้น

    คุณผู้ฟังครับ กระผมหวังว่าสาระในวันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ คุณผู้ฟังสามารถติชมรายการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยการเขียนจดหมายและจ่าหน้าซองมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903” หรือ โทรสอบถามได้ที่                    0-2561-1474 ครับ และสำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

     

     

     

  • Kasetsart Journal

    CoverNatSciNew
    CoverSocSciNew
    Vol.48 Issue 2
    Vol.34 Issue 1