รางวัล

Filter

จากแฟ้มงานวิจัย มก.

รายการวิทยุ

  • การพัฒนาการปลูกสตรอเบอร์รี่ในประเทศไทย

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่22  เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การพัฒนาการปลูกสตรอเบอร์รี่ในประเทศไทย

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    ………………………………………………………………………………………………………………………………………….

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศให้ผู้ฟังได้ฟังกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย        ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีกระผม…………………………………………เป็นผู้ดำเนินรายการ วันนี้กระผมขอเสนอเรื่อง “การพัฒนาการปลูกสตรอเบอร์รี่ในประเทศไทย”

    คุณผู้ฟังครับสตรอเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงได้ง่ายมาก ทำให้สตรอเบอร์รี่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างกว้างขว้าง และจัดเป็นไม้ผลเศรษฐกิจชนิดหนึ่งด้วยสาเหตุดังกล่าวเลยทำให้พบว่ามีการปลูกสตรอเบอร์รี่อย่างกว้างขว้างมากมายทั่วโลกเลยครับ สามารถพบได้แทบทุกประเทศตั้งแต่แถบขั้วโลกลงมาถึงพื้นที่ในเขตร้อน ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งสภาพภูมิอากาศและชนิดดินที่ใช้ปลูก          ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยบ้านเรา สตรอเบอร์รี่ก็ยังเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่มาก เพราะเนื่องจากมีรสชาติอร่อยเปรี้ยวหวาน เนื้อแน่น และมีกลิ่นหอมสีแดงสดน่ารับประทาน คุณผู้ฟังครับในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้พบว่าผลผลิตที่ใช้สำหรับบริโภคเป็นผลสด และใช้ในเชิงอุตสาหกรรมแปรรูปได้เพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างรวดเร็วตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มีสาเหตุมาจากการผสมพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตยาวนานขึ้น การนำระบบปลูกแบบดูแลอย่างใกล้ชิดมาใช้ ตลอดจนการเลือกพื้นที่ปลูก ที่มีความเหมาะสมมากกว่าแต่ก่อนครับ

    ในปัจจุบัน ได้มีการทดลองวิจัยที่จะหาวิธีการต่างๆ เพื่อที่จะทำให้การปลูกสตรอเบอร์รี่นั้นง่ายขึ้น โดยเน้นการให้ผลผลิตสูงและสามารถทำรายได้ตอบแทนเป็นที่พอใจแก่เกษตรกรผู้ปลูกในประเทศไทย แม้ว่าจะมีพื้นที่ปลูกสตรอเบอร์รี่ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือ เช่น บางอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย และในพื้นที่บางจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดเลยและจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่ยังมีแนวโน้มที่สามารถปลูกได้ผลพอสมควร ในพื้นที่สูงของภาคกลาง เช่น แถบบนภูเขาของจังหวัดกาญจนบุรี และเนื่องมาจากความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ในขณะนี้ สตรอเบอร์รี่จึงถูกพิจารณาให้จัดเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ ซึ่งสามารถช่วยยกฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกนับเป็นพันครอบครัวให้ดีขึ้นทั้งพื้นที่ราบและบนที่สูง นอกจากนี้ยังพบว่ามีศักยภาพสูงมากสำหรับการผลิตสตรอเบอร์รี่เพื่อจุดประสงค์ในการขยายช่วงของการเก็บเกี่ยวหรือผลิตให้ผลออกนอกฤดูกาลบนพื้นที่สูงของประเทศไทยซึ่งมีสภาพอากาศหนาวเย็นพอเหมาะตลอดทั้งปีและมีโอกาสที่ดีในการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศในอนาคตอีกด้วยครับคุณผู้ฟังครับ เดี๋ยวในช่วงหน้าเรากลับมาทำความรู้จักกับสตรอเบอร์รี่พันธุ์ต่างๆที่ชาวเกษตรกรนิยมปลูกกันมากแต่จะเป็นสตรอเบอร์รี่พันธุ์อะไรนั้นติดตามในช่วงหน้า ตอนนี้พักสักครู่นะครับ…

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ การปลูกสตรอเบอร์รี่ในประเทศไทยได้มีการปลูกสตรอเบอร์รี่มานานหลายปีแล้วครับโดยเริ่มแรกคือมีชาวอังกฤษที่มาทำงานเกี่ยวกับป่าไม้ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้นำต้นสตรอเบอร์รี่เข้ามาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2477 ซึ่งต่อมาสตรอเบอร์รี่พันธุ์นี้ถูกเรียกว่า พันธุ์พื้นเมือง เพราะไม่ทราบชื่อพันธุ์ที่แน่นอน ผลของพันธุ์นี้จะมีลักษณะนิ่ม มีขนาดเล็ก สีผลออกเป็นสีปูนแห้ง และให้ผลผลิตต่อพื้นที่ต่ำ ต่อมาหลังจากที่ได้มีการแนะนำวิธีการปลูกสตรอเบอร์รี่แล้ว ก็มีการแพร่ขยายการปลูกในฐานะเป็นผลไม้ชนิดใหม่ภายในส่วนของโรงเรียน และสถานีทดลองเกษตรของส่วนราชการต่าง ๆ

    แต่อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการปลูกเพื่อการค้าอย่างจริงจังก่อนถึงปี พ.ศ. 2522 มีเกษตรกรบางรายพยายามปลูกเป็นการค้าในพื้นที่ใหญ่ ๆ แต่ก็ไม่ได้รับความ สำเร็จเท่าที่ควร ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้ทรงก่อตั้งโครงการหลวงซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า มูลนิธิโครงการหลวง โดยมี หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นประธานมูลนิธิฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์ต้นน้ำลำธารของพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศ หยุดยั้งการปลูกฝิ่นของชาวไทยภูเขา โดยหาพืชอื่นทดแทนให้ปลูกและช่วยยกระดับการครองชีพ ตลอดจนความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขาให้ดีขึ้น ดังนั้นโครงการวิจัยสตรอเบอร์รี่จึงเป็นอีกโครงการหนึ่งที่เริ่มดำเนินการในระหว่างปี พ.ศ. 2517- 2522 โดยมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้รับผิดชอบโครงการและได้รับทุนวิจัยจากทางฝ่ายงานวิจัยกระทรวงเกษตร ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างการวิจัยนี้ได้มีการนำสตรอเบอร์รี่พันธุ์ต่าง ๆ เข้ามามากมาย เพื่อทดลองปลูกตามสถานีทดลองเกษตรที่มีระดับความสูงที่ต่างกัน รวมทั้งศึกษาเรื่องของโรคแมลงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การบรรจุหีบห่อ และตลอดจนทางด้านของการตลาด ผลของความสำเร็จและข้อมูลที่ได้มาจากโครงการวิจัยสตรอเบอร์รี่นี้ได้นำไปใช้ในงานส่งเสริมให้แก่ชาวไทยภูเขา รวมทั้งเกษตรกรพื้นราบในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ทำให้มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตสตรอเบอร์รี่และต้นไหลด้วย ปัจจุบันสตรอเบอร์รี่จึงถูกจัดเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ทำรายได้ค่อนข้างดี และให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วแก่เกษตรกรผู้ปลูกในทั้งสองจังหวัดนี้

    คุณผู้ฟังครับตั้งแต่ พ.ศ. 2512 จนถึง พ.ศ. 2541 ได้มีการนำสตรอเบอร์รี่พันธุ์ต่าง ๆ จากต่างประเทศเข้ามาทดลองปลูกมากมาย จากปี พ.ศ. 2515 ปรากฏว่าพันธุ์ Cambridge Favorite, Tioga และ Sequoia โดยรู้จักกันในนามพันธุ์พระราชทานเบอร์ 13, 16 และ 20ได้ถูกพิจารณาว่าสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายมากกว่าพันธุ์อื่น ๆ ต่อมาพบว่า พันธุ์ Tioga สามารถปรับตัวได้ดีทั้งพื้นที่ปลูกบนภูเขาสูงระดับ 1,200 เมตรและพื้นที่ราบของทั้งสองจังหวัด เกษตรกรขณะนั้นเกือบทั้งหมดใช้พันธุ์นี้ปลูกเป็นการค้ากันทั่วไปโดยไม่มีพันธุ์อื่นมาแทนที่ จนกระทั่งมีการตั้งพันธุ์ Toyonokaเป็นพันธุ์พระราชทาน 70 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 2540 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา และพันธุ์ B5 เป็นพันธุ์พระราชทาน 50ในปี พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นปีฉลองศิริราชสมบัติครบ 50 ปี ปัจจุบันสตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 16, 20, 50 และ 70 จึงนับได้ว่าเป็นพันธุ์สตรอเบอร์รี่ที่มีการปลูกเป็นการค้าส่วนใหญ่ของประเทศเลยทีเดียวครับ…

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ.. และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 จนถึงขณะนี้ก็ได้มีหน่วยงานหนึ่งที่คอยดูแลและศึกษาหาวิธีการเพื่อที่จะหาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมการค้า ในการปลูกสตรอเบอร์รี่ให้มากขึ้น และหน่วยงานนั่นก็คือ ศูนย์ค้นคว้าและพัฒนาระบบเกษตรในเขตที่สูง และสถานีวิจัยดอยปุยของสำนักงานโครงการจัดตั้งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบเกษตรในเขตวิกฤต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่กำลังดำเนินการวิจัยศึกษาหาข้อมูลของสตรอเบอร์รี่เพิ่มเติมมาโดยตลอด และได้คิดค้นหาเทคนิควิธีการปลูกและการดูแลแบบสมัยใหม่ให้เหมือนในต่างประเทศที่ผลิตเป็นอุตสาหกรรมการค้า โดยจะนำผลงานที่ได้เหล่านี้ทำการส่งเสริมเผยแพร่หรือจัดฝึกอบรมให้เกษตรกรผู้ปลูกสตอเบอร์รี่ในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป

    สำหรับพื้นที่การปลูกสตรอเบอร์รี่ของประเทศไทยนั้นได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา เนื่องมาจากการขยายตัวของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศโดยเฉพาะในด้านการนำมาแปรรูปพื้นที่การผลิตส่วนใหญ่จะอยู่ในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย เพราะมีอากาศเย็นที่สตรอเบอร์รี่สามารถให้ผลผลิตได้ในระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคมรวมพื้นที่การผลิตทั้งประเทศประมาณ 2,600-3,000 ไร่ต่อปี

    นอกจากนี้สตรอเบอร์รี่ยังถูกปลูกกันโดยทั่วไปบนที่สูงในหลายจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ทางตะวันตก เช่น เทือกเขาในอำเภอทองผาภูมิและอำเภอสังขละ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญต่อไปในอนาคตสำหรับการปลูกสตรอเบอร์รี่ของประเทศไทย

    สตรอเบอร์รี่จัดเป็นพืชที่มีความสำคัญในระดับท้องถิ่นชนิดหนึ่งของเกษตรกรทางภาคเหนือของประเทศไทยโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายผลผลิตที่ได้เกษตรกรส่วนใหญ่นำไปจำหน่ายในตลาดเพื่อการบริโภคสดและส่งเข้าโรงงานอุตสาหกรรมอาหารเพื่อแปรรูปและจำหน่ายต่อนอกจากการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกโดยการจำหน่ายผลผลิตและทำรายได้ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปแล้วยังเป็นพืชที่สร้างงานและอาชีพให้กับเกษตรกรกลุ่มผู้ทำการผลิตต้นไหลอีกด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูปสตรอเบอร์รี่ของโรงงานอุตสาหกรรมอาหารมีทั้งการใช้ภายในประเทศและส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศโดยมีประเทศญี่ปุ่นเป็นตลาดหลักแต่หลังจากนั้นปริมาณการส่งออกได้ลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันทั้งนี้เป็นผลมาจากการมีประเทศคู่แข่งขันทางด้านการตลาดเพิ่มมากขึ้น

    ในด้านของการตลาดและเศรษฐกิจ ประเทศไทยมีการส่งออกผลสตรอเบอร์รี่ในเชิงอุตสาหกรรมไปยังต่างประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 และสามารถทำรายได้หลายร้อยล้านบาทต่อปี โดยประเทศหลักที่ส่งไปจำหน่ายได้แก่ ญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีปริมาณการส่งออกในระยะสองสามปีที่ผ่านมานี้มีการลดลงเนื่องมาจากมีประเทศคู่แข่งคือ สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลี  ที่สามารถส่งออกสตรอเบอร์รี่ได้เหมือนกัน และการที่ไม่ได้มีพัฒนาทางด้านการปลูกแบบสมัยใหม่เพื่อให้ผลผลิตมากขึ้น หรือไม่มีการเปลี่ยนเป็นพันธุ์ใหม่ที่ตลาดต้องการรวมทั้งภายในประเทศเองก็มีการใช้บริโภคทั้งผลสดและแปรรูปมากขึ้นก็นับว่าเป็นหลาย ๆ สาเหตุประกอบกัน

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    สำหรับการปลูกสตรอเบอร์รี่นั้น ด้วยระบบการปลูกสตรอเบอร์รี่ในปัจจุบันของประเทศไทย ต้นไหลจะถูกบังคับให้เกิดการพัฒนาของตาดอกและเพื่อความแข็งแรงก่อนปลูก โดยการปล่อยให้ได้รับอุณหภูมิเย็นในเวลากลางคืนบนที่สูง ซึ่งจะทำให้ออกดอกได้เร็วกว่าต้นไหลที่ผลิตบนพื้นราบ การปลูกบนพื้นราบ หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว ตอนปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ต้นไหลทั้งหมดที่ออกมาจะถูกปลูกลงในถุงพลาสติกเล็กที่บรรจุดินแล้วขนาด 3 x 5 ซม. และปล่อยให้เจริญเติบโตในแปลงจนกระทั่งเดือนมิถุนายน จึงขนขึ้นไปปลูกบนที่สูงประมาณ1,200-1,400 เมตร เพื่อผลิตต้นไหลต่อไปซึ่งจะตรงกับช่วงฤดูฝน หลังจากที่ปล่อยให้ต้นไหลที่เจริญอยู่ในถุงพลาสติก และได้รับความหนาวเย็นบนที่สูงจนเพียงพอแล้วจะนำลงไปปลูกในแปลงที่พื้นราบไม่เกินต้นเดือนตุลาคม เพราะถ้าหากปลูกช้าเกินไปจะทำให้ผลผลิตออกช้าตามไปด้วย ต้นไหลที่ผลิตได้จากบนที่สูงนี้จะสามารถตั้งตัวและออกดอกได้เร็วกว่า ปกติเกษตรกรจะใช้ระยะปลูก 30 x 40 ซม. สำหรับการปลูกแบบสองแถว และระยะปลูก 25 x 30 ซม. สำหรับการปลูกแบบสี่แถว ใช้จำนวนต้นไหลทั้งหมดประมาณ 8,000-10,000 ต้นต่อไร่ การคลุมแปลงนั้นจะใช้ฟางข้าว ใบตองเหียง หรือใบตองตึงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือร่วมกันก็ได้คลุมระหว่างแถวในแปลงยกร่อง โดยจะทำการคลุมก่อนหรือหลังจากปลูกได้ 1-2 สัปดาห์แล้วแต่พื้นที่ ดอกแรกจะบานได้ในราวต้นเดือนพฤศจิกายน และสามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคมในพื้นที่ปลูกของจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนจังหวัดเชียงรายซึ่งมีสภาพอากาศที่เย็นกว่าจะเก็บเกี่ยวต่อไปได้อีกจนถึงเดือน เมษายน เมื่อถึงปลายฤดูการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงขึ้น ต้นไหลที่เจริญออกมาก็จะถูกบังคับให้เจริญในถุงพลาสติกขนาดเล็กใส่ดินเหมือนที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และเตรียมไว้ใช้เป็นต้นแม่สำหรับการขนขึ้นไปขยายต้นไหลบนที่สูงต่อไปเป็นวงจรเหมือนกันทุก ๆ ปี

    การปลูกบนที่สูง เมื่ออากาศร้อนขึ้นในปลายช่วงของการเก็บเกี่ยวคือประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ต้นสตรอเบอร์รี่จะมีการสร้างไหลและต้นไหลออกมา ต้นไหลเหล่านี้จะถูกขุดขึ้นมาปลูกลงในถุงพลาสติกเหมือนในพื้นที่ราบราวกลางเดือนสิงหาคมและปล่อยให้เจริญอยู่ในแปลง จนกระทั่งปลายเดือนกันยายนเพื่อให้แน่ใจว่าต้นไหลเหล่านี้ได้รับความหนาวเย็นจนเพียงพอต่อการเกิดตาดอกสำหรับเป็นต้นที่ใช้ปลูกในคราวต่อไป ก่อนปลูกนั้นเกษตรกรบนที่สูงซึ่งส่วนมากจะเป็นชาวไทยภูเขาจะทำการยกแปลงปลูกและคลุมแปลงด้วยใบตองเหียงหรือใบตองตึง ต่อจากนั้นจึงเจาะรูโดยใช้กระป๋องนมที่ทำการเปิดปากออกแล้วกดลงไปบนวัสดุคลุมแปลงให้เป็นรูช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมเพื่อให้ได้รับผลผลิตสูงที่สุดคือก่อนปลายเดือนกันยายนเป็นอย่างช้าปกติจะปลูกเป็นแบบแถวเดี่ยวหรือแถวคู่ บางพื้นที่จะทำการปลูกเป็นแบบขั้นบันไดจึงทำให้แถวแคบกว่าการปลูกในพื้นราบ ผลผลิตจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ระหว่างต้นเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม โดยในระหว่างกลางเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนมกราคม ต้นสตรอเบอร์รี่อาจจะชะงักการเจริญเติบโต เล็กน้อยและไม่ให้ผลผลิตเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นเกินไปในเวลากลางคืน คือต่ำกว่า 10 ํCเป็นเวลาหลาย ๆ ชั่วโมง

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับการปลูกสตรอเบอร์รี่ทั้งในพื้นที่ราบและบนที่สูงจะให้น้ำโดยการปล่อยให้ไหลผ่านไปตามร่องของแปลงปลูก แหล่งน้ำที่ได้อาจมาจากบ่อ สระ หรือคลองเล็ก ๆ ซึ่งไม่จัดว่าเป็นน้ำที่สะอาดและอาจมีเชื้อโรคต่าง ๆ สะสมอยู่ในน้ำนั้น อย่างไรก็ดีมีบางพื้นที่มีการให้น้ำแบบสปิงเกอร์ โดยใช้น้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาซึ่งนับว่าเป็นระบบที่ดีกว่าที่กล่าวข้างต้น เพราะทำให้ลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่จะไหลไปยังแปลงอื่นๆ โดยมีน้ำเป็นตัวพา ปกติเกษตรกรจะทำแปลงปลูกต้นสตรอเบอร์รี่ให้อยู่ในแนวเหนือ-ใต้ ทั้งนี้เพื่อให้ต้นได้รับแสงเต็มที่เป็นการเพิ่มการเจริญเติบโต และสีของผลก็จะพัฒนาได้ดีขึ้น สภาพพื้นที่ปลูกสตรอเบอร์รี่โดยทั่วไปจะอยู่ใกล้ตลาดหรือโรงงานแปรรูป หรือเป็นพื้นที่เดิมที่ใช้ต่อเนื่องกันมาทุก ๆ ปี โดยมีการปลูกพืชอื่นหมุนเวียนเป็นส่วนใหญ่ โดยทั่วไปก่อนทำการปลูกสตรอเบอร์รี่นั้นเกษตรกรไม่ได้ทำการอบดินในแปลงปลูกด้วยสารเคมีเพื่อควบคุมโรคในดิน ไส้เดือนฝอย หรือวัชพืชแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการปลูกสตรอเบอร์รี่ที่ถูกต้อง ตลอดจนถึงการดูแลรักษา และการควบคุมศัตรูพืชด้วย

    การเก็บเกี่ยวสตรอเบอร์รี่นั้น ผลผลิตรวมทั้งประเทศส่วนใหญ่ประมาณ 40% จะถูกขนส่งเข้าสู่ตลาดกรุงเทพมหานครเพื่อจำหน่ายเป็นผลสดอีก 40% จะส่งเข้าโรงงานเพื่อทำการแปรรูปสำหรับใช้ภายในและส่งออกต่างประเทศ และส่วนที่เหลืออีกประมาณ 20% จะจำหน่ายเป็นผลสดและแปรรูปในอุตสาหกรรมแบบครัวเรือนให้กับนักท่องเที่ยวภายในท้องถิ่นนั้น ๆ ผลที่ใช้รับประทานสดจะถูกเก็บเกี่ยวและแบ่งเกรดโดยเกษตรกรเองในโรงเรือนชั่วคราวใกล้แปลงปลูก ผลจะถูกแบ่งเกรดตาม การพัฒนาของสีออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 61-80 % สำหรับจำหน่ายในท้องถิ่น 41-60 % สำหรับจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวและ 21-40 % สำหรับขนส่งเข้ากรุงเทพมหานคร เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับการขนส่งจากพื้นที่ปลูกบนที่สูงสู่ตลาดพื้นราบ ทำให้เกษตรกรบางราย เก็บเกี่ยวขณะที่สีของผลพัฒนาเพียง 10-15 % ตามร้านขายผลไม้ในตลาดสดและร้านจำหน่ายข้างทางจะจำหน่ายโดยชั่งน้ำหนักเป็นกิโลกรัมแล้วบรรจุลงในถุงพลาสติก สำหรับการจำหน่ายเป็นผลรับประทานสดของมูลนิธิโครงการหลวงนั้นผลจะถูกแบ่งเกรดตามน้ำหนักและคุณภาพแล้วบรรจุวางเรียงสองชั้นในถาดพลาสติกใส หุ้มด้วยพลาสติกบางเพื่อไม่ให้ผลเคลื่อนที่ในขณะเวลาขนส่งและใส่รวมกันชั้นเดียวในกล่องกระดาษแข็งสำหรับใส่ผลไม้ ปกติจะบรรจุถาดละ 250-260 กรัม เพื่อขายตามซุปเปอร์มาเกตหรือร้านค้าทั่วไป

    คุณผู้ฟังครับผลสตรอเบอร์รี่ที่ใช้ในการแปรรูปจะถูกเก็บมาจากแปลงปลูกและขนส่งมาที่โรงงาน ซึ่งผลอาจจะจะถูกตัดขั้วออกก่อนนำมาส่งหรือตัดที่โรงงานและแบ่งคัดตามเกรดแล้วล้างด้วยน้ำที่สะอาด หลังจากนั้นผลบางส่วนจะถูกแช่แข็งเลยทันที และบางส่วนจะนำมาใส่ถุงพลาสติกที่บรรจุอยู่ในภาชนะเช่น ปี๊บแบบที่ใส่น้ำมันก๊าด และนำมาใส่น้ำตาลบนผลสตรอเบอร์รี่ตามสัดส่วนที่ตลาดเป็นผู้กำหนดมาเช่น น้ำหนักผล 14 กก. ต่อน้ำตาลทรายขาว 1.2 กก. เป็นต้น หลังจากนั้นจะทำการปิดฝาและรีบนำเข้าห้องเย็นแบบแช่แข็งเตรียมขนส่งไปยังต่างประเทศต่อไปครับ

    คุณผู้ฟังครับ การพัฒนาการปลูกสตรอเบอร์รี่ในประเทศไทยยังคงมีความเป็นไปได้ในการส่งเสริมให้เป็นการค้าอย่างจริงจังในประเทศไทยครับ เกษตรกรผู้ปลูกทั้งหมดกำลังรอความหวังจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐและเอกชนเพื่อช่วยพวกเขาในการแก้ปัญหาการรวมกันขององค์ประกอบ เช่น ภายใต้สภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยทางเศรษฐกิจ ตัวเกษตรกรเองและการทำงานกันอย่างเต็มที่ของทีมงานวิจัยจากทางมหาวิทยาลัย ก็คาดได้ว่าจะส่งผลทำให้การปลูกสตรอเบอร์รี่ของประเทศไทยสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมการค้าที่สดใส และเกิดมีชื่อเสียงมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

    สัปดาห์หน้า กระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆมาฝาก คุณผู้ฟังอีก  อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ได้ในวัน เวลาเดียวกันนี้

    หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่  0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

     

  • จุลินทรีย์ควบคุมโรคพืชและเพิ่มผลผลิตพืชในรูปปุ๋ยชีวภาพ

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่15 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

    เรื่อง  จุลินทรีย์ควบคุมโรคพืชและเพิ่มผลผลิตพืชในรูปปุ๋ยชีวภาพ

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………………………………………………………….

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการนี้เป็นรายการที่จะนำเสนอผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ วันนี้กระผมขอเสนอเรื่อง “ชีวมวลจุลินทรีย์ควบคุมโรคพืชและเพิ่มผลผลิตพืชในรูปปุ๋ยชีวภาพ ” ซึ่งเป็นผลงานของ นางกณิษฐา สังคะหะ ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนากำแพงแสน

    มาเริ่มกันเลยนะครับ คุณผู้ฟังครับ ทราบไหมครับว่า จุลินทรีย์ในดินมีหลายชนิด ได้แก่ แบคทีเรีย รา แอคติโนไมซีด สาหร่าย โปรโตซัว โรติเฟอร์ ไมโคพลาสมา และไวรัส เป็นต้นครับ จุลินทรีย์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญทั้งในแง่การส่งเสริมการเจริญเติบโต และการทำลายพืช กล่าวโดยรวมแล้วจุลินทรีย์ในดินมีความสำคัญดังต่อไปนี้ ครับ

              1. ทำหน้าที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ให้มีขนาดของโมเลกุลเล็กลง

              2. มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงรูปของธาตุอาหารพืช  เช่น   เปลี่ยนจากรูปที่เป็นสารอินทรีย์ไปเป็นสารอนินทรีย์ เพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืช ในบางกรณีจุลินทรีย์อาจมีกิจกรรมที่สามารถลดความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชได้ครับ

              3. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชโดยการสร้างสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช

              4. การตรึงไนโตรเจน จุลินทรีย์หลายชนิดสามารถตรึงไนโตรเจนได้

              5. จุลินทรีย์หลายชนิดมีบทบาทในการสร้างกรดอินทรีย์บางชนิด บ้างสามารถสร้างกรดอนินทรีย์ ในปริมาณที่พอเหมาะที่จะละลายแร่ธาตุอาหารพืช และเป็นประโยชน์ต่อพืชต่อไป

              6. จุลินทรีย์หลายชนิดอาจเป็นเชื้อสาเหตุของโรคพืชทำความเสียหายให้แก่ผลผลิตได้ ในทางตรง กันข้ามมีจุลินทรีย์หลายชนิดที่ทำหน้าที่กำจัด และยับยั้งการเจริญเติบโตจุลินทรีย์ชนิดอื่น รวมทั้งจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืช จึงมีผลทำให้การระบาดของโรคพืชบางชนิดลดลงได้ครับ

              7. บทบาทของจุลินทรีย์บางชนิดในดินสามารถผลิต และปลดปล่อยสารปฎิชีวนะ กรณีนี้นำไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ครับ คุณผู้ฟังครับ เราได้ทราบความสำคัญของจุลินทรีย์บ้างแล้ว ช่วงนี้ขอพักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากในดินที่มีจุลินทรีย์มากมายหลายชนิดแตกต่างกันออกไป การจัดการดินที่ดีและเหมาะสมจะส่งเสริมให้มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพืชในปริมาณที่มาก   หากมีการจัดการที่ไม่ดีแล้ว  การสะสมของเชื้อสาเหตุโรคพืชก็จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้แล้ว สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ในดิน    เช่น  ปริมาณออกซิเจน  ธาตุอาหารในดิน อินทรียวัตถุ   pH  ของดิน  อุณหภูมิ  และความชื้น   ก็เป็นสาเหตุสำคัญในการกำหนดชนิด  ปริมาณ   และบทบาทของจุลินทรีย์ในดินได้ด้วยครับ

               คุณผู้ฟังครับ การที่จุลินทรีย์มีคุณประโยชน์มากมายต่อทางการเกษตรเช่นนี้ โดยเฉพาะเพื่อเพิ่มผลผลิตพืชทั้งทางด้านการควบคุมโรคพืช และการช่วยเพิ่มแร่ธาตุอาหารให้กับพืชนั้น   หน่วยโรคพืชและศาสตร์สัมพันธ์   ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง   สถาบันวิจัยและพัฒนา กำแพงแสน      มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์    จังหวัดนครปฐม    ดำเนินงานวิจัยทางด้านฐานข้อมูลการวินิจฉัยโรคพืช   และการใช้จุลินทรีย์ควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคพืชในดิน   จึงได้ร่วมงานกับอาจารย์ ภาควิชาปฐพีวิทยา   คณะเกษตร  กำแพงแสน   มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ซึ่งมีผลงานวิจัยการใช้จุลินทรีย์เป็นปุ๋ยชีวภาพ และสามารถละลายฟอสเฟตในดินได้    ดังนั้นทางคณะผู้วิจัยเห็นว่าการถ่ายทอดแนวความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้  โดยนำผลงานวิจัยมาประยุกต์ ใช้ร่วมกับความรู้และประสบการณ์   นำมาจัดโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีความรู้ทางด้านจุลินทรีย์      และการนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านการควบคุมเชื้อราในดินสาเหตุโรคพืช และปุ๋ยชีวภาพ รวมทั้งจุลินทรีย์ในดิน ที่มีคุณประโยชน์ด้านการเพิ่มปริมาณแร่ธาตุอาหารให้กับพืช ให้แก่   เกษตรกร ผู้นำเกษตรกร  เจ้าหน้าที่ของ รัฐ ครู อาจารย์จะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวความคิดซึ่งกันและกันหรือถ้ามีปัญหาข้อเสนอแนะ  ก็พร้อม ที่จะดำเนินการวิจัยเพื่อตอบหรือแก้ไขปัญหาในทันที  เพื่อใช้เป็นข้อมูลทางด้านการวิจัยต่อไปครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ การปลูกพืชเศรษฐกิจทั้งพืชผัก พืชสวน  พืชไร่  และไม้ดอกไม้ประดับ   มักประสบปัญหาพืชแสดง อาการเป็นโรค โดยระบบรากพืชถูกทำลายทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช ตั้งแต่ระยะต้นกล้าจนกระทั่งเติบ โตให้ผลผลิต   พืชจะแสดงอาการรากเน่าหรือโคนเน่า  เนื่องจากเชื้อราในดินสาเหตุโรคพืชเข้าทำลาย   เช่น  เชื้อราสเคลอโรเทียม (Sclerotium rolfsii) หรือเรียกว่าราเมล็ดผักกาด  เชื้อราไรซ็อคโทเนีย (Rhizoctonia sp.)  เชื้อราพิเทียม (Pythium sp.)    เชื้อราฟัยท็อปโทรา   (Phytophthora sp.)   และเชื้อราฟูซาเรียม (Fusarium sp.)  เป็นต้นครับ  เมื่อเชื้อโรคพืชเหล่านี้เข้าทำลายระบบรากพืช  ทำให้พืชแสดงอาการเหี่ยวแห้งหรือตายเป็นกิ่ง ๆ  จน กระทั่งตายยืนต้นในที่สุด   ทั้งนี้พืชจะแสดงอาการเป็นโรครุนแรงหรือไม่นั้น  ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อสาเหตุของโรคและช่วงระยะการเจริญเติบโตของพืชเป็นสำคัญ   นอกจากนี้แล้วเชื้อราสาเหตุโรคพืชในดินสามารถ เป็นโรคกับพืชได้หลายวงศ์เลยครับ

    คุณผู้ฟังครับ ในปัจจุบันการควบคุมโรคพืชโดยใช้จุลินทรีย์ จะช่วยลดปริมาณและกิจกรรมของเชื้อโรค     โดยส่ง เสริมพัฒนาการใช้สิ่งมีชีวิต    รวมทั้งจุลินทรีย์ที่อยู่ตามสภาพธรรมชาติในดินและที่ผิวรากพืช     ให้สามารถทำลายหรือยับยั้งการเจริญของเชื้อสาเหตุโรคพืชลงได้ จนเกิดสมดุลทางชีวภาพ คือการไม่เกิดการระบาดของโรคนั่นเอง   โดยเชื่อมั่นได้ว่าจากการปรับปรุงพัฒนาวิธีทางเขตกรรมที่เหมาะสม    เพื่อปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยและส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ หรือเพิ่มความต้านทานของพืชต่อเชื้อโรคนี้   จะสามารถลดระดับการเกิดโรคได้ อย่างไรก็ตาม วิธีที่เป็นที่นิยมปฏิบัติศึกษาทดลองมากที่สุด นั่นก็คือการใช้จุลินทรีย์ในรูปเซลล์ที่มีชีวิตเจริญแข่งขันกับพวกเชื้อโรค    ตลอดจนการใช้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในการส่งเสริม การเจริญเติบโตของพืช    เพื่อให้พืชแข็งแรงต้านทานต่อการเข้าทำลายของเชื้อโรค     วิธีการเหล่านี้เป็นวิธีที่ประหยัดปลอดภัยไร้มลภาวะครับ และได้ผลเป็นระยะเวลานาน      เนื่องจากมีข้อดีที่ว่าจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สามารถเพิ่มปริมาณ และมีชีวิตคงทนอยู่ในดินในระยะเวลาที่นานกว่าสารเคมีครับ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma sp.)    เป็นเชื้อราที่สามารถ

     1)  แข่งขันการใช้แหล่งอาหารสำหรับการเจริญเติบโต

     2)  เส้นใยเชื้อรา Trichoderma  sp.   เจริญพันรัดเส้นใยเชื้อราสาเหตุโรคพืช  โดยแทงทะลุเส้นใยเชื้อโรคและปล่อยน้ำย่อยหรือเอนไซม์ออกมาย่อยผนังเซลล์เชื้อโรค ทำให้เส้นใยสปอร์และส่วนพักตัวเชื้อโรคแฟบเหี่ยว   ไม่สามารถเจริญได้ตามปกติ

     3) บางสายพันธุ์สามารถสร้างสารปฏิชีวนะออกมายับยั้งการเจริญของเชื้อสาเหตุโรคพืช     ส่วนการพัฒนาผลิตและการใช้เชื้อรา Trichoderma  sp. ในระยะแรกนั้น เป็นผลงานวิจัยเริ่มต้นจากการคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพต่อการควบคุมเชื้อราในดินสาเหตุโรคพืช โดยใช้เมล็ดข้าวฟ่างเป็นวัตถุดิบ มีการใช้แกลบ และรำข้าวผลิตเชื้อรา   Trichoderma  sp.  ในรูปหัวเชื้อสด    ต่อมาได้มีการพัฒนาใช้ปลายข้าวเมล็ดข้าวโพด และธัญพืชชนิดอื่น ๆ เป็นแหล่งอาหารในการผลิตเชื้อรา Trichoderma  sp.ในรูปหัวเชื้อสด เผยแพร่สู่เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านการเกษตรครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ เดี๋ยวช่วงหน้าเรามาเรียนรู้ต่อกันในเรื่องของปุ๋ยชีวภาพกันครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าปุ๋ยชีวภาพ เป็นปุ๋ยที่มีจุลินทรีย์ชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นส่วนผสมอยู่มากขึ้น   หรืออาจทำให้พืชได้รับประโยชน์จากธาตุอาหารในดินมากขึ้น อันเนื่องมาจากกิจกรรมของจุลินทรีย์นั้น ๆ มีการศึกษาวิจัยการ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพกันอย่างจริงจังเมื่อไม่นานมานี้นี่เองครับ  คือ  ในช่วงประมาณ ปี พ.ศ. 2510    เน้นการ ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการใช้ประโยชน์จากเชื้อไรโซเบียมในหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์    รวม ทั้งสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่มีการเรียนการสอนทางด้านการเกษตร     ต่อมาก็มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้เชื้อเร่งปุ๋ยหมักและปุ๋ยชีวภาพทั้งสองชนิดนี้     ปัจจุบันประเทศไทยมีความก้าวหน้าไปมาก   และมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย   นอกจากนี้แล้ว   ยังมีการศึกษาวิจัยปุ๋ยชีวภาพกันอีกหลายชนิด  ได้แก่  แหนแดง  สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน  ผงเชื้อไมคอร์ไรซา   เป็นต้น  มีการผลิตผงเชื้อออกมาสู่ตลาดและเผยแพร่สู่ประชาชนทั่วไปแล้วหลายชนิด    ในขณะที่การศึกษาวิจัยก็ยังดำเนินต่อไป   เพื่อค้นหา สายพันธุ์จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูง และเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ กัน    การศึกษาและพัฒนาเกี่ยว กับการนำสารอินทรีย์เหลือใช้  และเศษเหลือจากการแปรรูปผลผลิตทางการ osphobacterin  จุลินทรีย์นั้น ครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนนไทยเกษตรก็เป็นเรื่องสำคัญที่นักวิชาการที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่องครับ

              คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าในดินจะมีเชื้ออะโซโตแบคเตอร์แตกต่างกันทั้งชนิดและปริมาณ    ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของดินและสิ่งแวดล้อม  แต่จะพบมากที่สุดในบริเวณรากพืช  ปัจจัยหลัก ๆ ที่มีอิทธิพลต่อจำนวนเชื้ออะโซโตแบคเตอร์ในดิน  มีอยู่ 2 ประ การ คือ

    1)  การเกื้อกูลและการปฎิปักษ์ต่อกันของจุลินทรีย์

    2) ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน จุลินทรีย์หลายชนิดเร่งการเจริญเติบโตของอะโซโตแบคเตอร์และการตรีงไนโตรเจน     ในทางตรงกันข้ามก็มีจุลินทรีย์บางพวก ยับยั้งการเจริญเติบโตและการตรึงไนโตรเจน นอกจากนี้เชื้ออะโซโตแบคเตอร์สามารถ สร้างสารซึ่งยับยั้งการเติบโตของราบางชนิดได้ เมื่อทดสอบบนอาหารวุ้นในห้องปฏิบัติการ   นอกจากนี้แล้วการเติมอินทรียวัตถุสู่ดิน    จะทำให้ปริมาณและการเติบโตรวมทั้งการตรึงไนโตรเจนของเชื้อนี้เพิ่มมากขึ้นได้ครับ

              ปริมาณฟอสฟอรัสในดินที่อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช     จะมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่มีทั้งหมดในดิน  จึงทำให้สารละลายดินมีฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชยิ่งน้อยลงไปอีก  ส่วนใหญ่ แล้วฟอสฟอรัสในดินจะถูกตรึงโดยปฏิกิริยาทางเคมีแล้วไม่ละลาย  เช่น ตกตะกอนกับ เหล็ก   อลูมินัม  แคล เซียมและแมกนีเซียม  เป็นต้น ซึ่งละลายได้น้อยมาก     อย่างไรก็ตาม     ในดินมีจุลินทรีย์หลายชนิดที่มีความ สามารถละลายฟอสเฟตจากรูปที่ไม่ละลาย  ให้กลายเป็นฟอสเฟตในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ครับ       จึงได้มี การนำเอาความสามารถของจุลินทรีย์ในข้อนี้มาใช้ประโยชน์ โดยการใส่จุลินทรีย์ลงดินโดยตรง  รวมทั้งการใช้จุลินทรีย์ร่วมกับหินฟอสเฟตบด     เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ฟอสเฟตละลายออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชได้มากขึ้นนั่นเองครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              กลับมาฟังกันต่อนะครับ นอกจากนี้แล้ว   มีกลุ่มเชื้อราไมคอร์ไรซาซึ่งส่วนใหญ่ได้ผลสรุปว่า   พืชที่มีเชื้อราไมคอร์ไรซาจะมีการเจริญเติบโตดีกว่าพืชปกติครับ  จึงอาจกล่าวได้ว่าถ้าสามารถนำเชื้อราไมคอร์ไรซามาใช้ร่วมกับพืชเพื่อเพิ่มผลผลิตของพืชให้สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินที่มีปัญหาเกี่ยวกับการตรึงฟอสฟอรัส ดินที่ขาดฟอสฟอรัส หรือดินที่มีฟอสฟอรัสในรูปที่พืชไม่สามารถนำไปใช้งานได้    ไมคอร์ไรซาจะช่วยดูดฟอสฟอรัสมาให้พืชนำไป ใช้ได้  โดยการซึมผ่านจากเซลล์ของเชื้อราเข้าสู่เซลล์ของรากพืช   และพืชนำเอาไปใช้ประโยชน์ในการเจริญ เติบโตได้ครับ

               การที่มีจุลินทรีย์เหล่านี้ทั้งอะโซโตแบคเตอร์ อะโซสไปริลลัม หรือจุลินทรีย์ละลายฟอสเฟตนั้นอยู่ ในบริเวณรากพืช  ไม่ว่าจะด้วยการจุ่มราก  ชุบราก  การคลุกเมล็ด   หรือใส่ไปพร้อมกับการปลูกพืช   เพื่อให้จุลินทรีย์เหล่านี้อยู่บริเวณรากพืชให้มากขึ้น ความเกื้อกูลกันระหว่างพืชกับจุลินทรีย์ที่มีต่อกันทำให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตดี  ในขณะเดียวกันจุลินทรีย์  ทั้งอะโซโตแบคเตอร์ อะโซสไปริลลัม และจุลิทรีย์ละลายฟอสเฟต ก็ส่งเสริมการ เจริญเติบโตของพืช   โดยอะโซโตแบคเตอร์   และอะโซสไปริลลัม สามารถตรึงไนโตรเจนให้ กับพืชได้    ส่วนจุลินทรีย์ละลายฟอสเฟต  ก็สามารถละลายฟอสเฟตให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์พืชสามารถนำไปใช้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วทั้งอะโซโตแบคเตอร์ อะโซสไปริลลัม  และจุลินทรีย์ ละลายฟอสเฟตนั้น สามารถผลิตเป็นผงเชื้อและสามารถคลุกลงไปให้กับการปลูกพืชได้ต่อไปครับ

              จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้   จะเห็นได้ว่ามีจุลินทรีย์หลายชนิดที่สามารถนำมาผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพ เพื่อใช้ในทางการเกษตรและเพิ่มผลผลิตของพืชได้หลายชนิด   จนสามารถผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพและเผยแพร่สู่เกษตรกรบ้างแล้ว   บางชนิดก็ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นของการศึกษาวิจัย   อย่างไรก็ตาม  เป็นที่คาดหมายว่าการใช้ปุ๋ยชีวภาพ   คงได้แพร่หลายต่อไปซึ่งจะสามารถทดแทนปุ๋ยเคมีลงได้ส่วนหนึ่ง   ในทำนองเดียวกัน  การศึกษาวิจัย เพื่อใช้ประโยชน์ปุ๋ยอินทรีย์ในประเทศไทย   ก็ดูเสมือนว่าจะมีอนาคตที่สดใสเช่นกันครับคุณผู้ฟัง

    วันนี้กระผมขอจบรายการไว้เพียงเท่านี้ก่อนครับ สัปดาห์หน้า กระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆมาฝาก คุณผู้ฟังอีก  อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ได้ในวัน เวลาเดียวกันนี้

    หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการ หรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่  0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

  • การย้อมสีละมุดด้วยวิธีธรรมชาติ

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่1 เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การย้อมสีละมุดด้วยวิธีธรรมชาติ

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    …………………………………………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ เรารู้จักการย้อมสีกันมานานมากๆ แล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการย้อมสีผมที่ปัจจุบันเป็นที่นิยมกันมากในหนุ่มสาวสมัยใหม่ การย้อมสีเฟอร์นิเจอร์ การย้อมสีเส้นใยต่างๆ หรือแม้แต่การย้อมสีเสื้อผ้า ที่ในอดีตเรารู้จักกับป๋องแป๋งย้อมผ้า เหล่านี้เป็นต้น จะเห็นได้ว่ามนุษย์เรารู้จักกับการย้อมสีมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เราจะเห็นได้จากหลักฐานต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ว่าเครื่องถ้วยชามหรือแม้แต่เสื้อผ้าของคนโบราณ ล้วนแล้วแต่มีสีสันที่สวยงามทั้งสิ้นครับ และแน่นอนครับ ว่าเรื่องที่เราจะพูดถึงในวันนี้ก็คือเรื่องของการย้อมสี แต่เป็นการย้อมสีของผลไม้นะครับ

    คุณผู้ฟังครับ การย้อมสีผลิตผลที่เก็บเกี่ยวมาแล้ว มีปฏิบัติกันมากในอดีต แต่ลดน้อยลงตามลำดับครับ สำหรับในประเทศไทยนั้นการย้อมสีละมุดด้วยสีส้มภายหลังการขัดเอาขี้ไคลหรือเนื้อเยื่อออกยังคงมีปฏิบัติกัน เพื่อปิดบังร่อยรอยการขูดขีดบนผิว รวมทั้งรอยช้ำที่เกิดจากการขัดขี้ไคล ส่วนในต่างประเทศเมล็ดพิทาสชิโอซึ่งเป็นเมล็ดเคี้ยวมันชนิดหนึ่ง ในอดีตนิยมย้อมเปลือกด้วยสีแดงเพื่อปกปิดตำหนิบนเปลือก ต่อมางานวิจัยหลังการเก็บเกี่ยวทำให้เราทราบว่า ตำหนิเหล่านี้เกิดจากการล่าช้าในการเอาเปลือกชั้นนอกออกภายหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้ยางและสารอื่นๆ ในเปลือกชั้นนอกแปดเปื้อนติดอยู่บนเปลือกชั้นใน จึงทำให้ในปัจจุบันการลอกเอาเปลือกชั้นนอกออกจึงกระทำทันทีหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งจะได้เมล็ดพิทาสชิโอ ที่มีสีนวลเกลี้ยงเกลา และไม่จำเป็นต้องย้อมสีอีกต่อไป

    สำหรับส้มในรัฐแคลิฟอเนียนั้น เมื่อผลสมบูรณ์เต็มที่ จะมีสีส้มสวยงาม เพราะมีสภาพภูมิอากาศที่กลางวันและกลางคืนมีอุณหภูมิแตกต่างกันมาก แต่ส้มในรัฐฟลอริดาซึ่งมีสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกับประเทศไทย แม้ว่าผลส้มจะสมบูรณ์เต็มที่ แต่ก็ยังคงมีสีเขียว เมื่อนำไปบ่มด้วยเอทิลีนก็จะทำให้สีเขียวหายไป แต่ผลจะไม่เป็นสีส้มเหมือนส้มของแคลิฟอเนีย แต่จะมีสีเหลือง ดังนั้นเพื่อให้สามารถแข่งขันได้กับส้มของแคลิฟอเนีย จึงมีการย้อมสีผลส้มด้วยสีแดง ทำให้ส้มมีสีส้มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ส้มที่ผ่านการย้อมสีเช่นนี้จะไม่สามารถขายได้ในแคลิฟอเนีย เพราะเป็นการขัดต่อกฎหมายของรัฐครับ กระแสความนิยมธรรมชาติในสังคมโลกยุคปัจจุบันนั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆครับคุณผู้ฟัง เนื่องจากมนุษย์เริ่มใส่ใจกับการดูแลสุขภาพ และมีการใช้ธรรมชาติบำบัดรักษาโรคกันมากขึ้น ทำให้การย้อมสีผลิตผลเริ่มที่จะหมดไปในอนาคตครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ สำหรับในประเทศไทยนั้น ผลไม้ที่นิยมย้อมสีกันมากหลังการเก็บเกี่ยว ก็คือละมุดครับ การจัดการละมุดหลังเก็บเกี่ยวมีหลายขั้นตอน การย้อมสีผลละมุดเป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งเกษตรกรและผู้ค้าส่ง ทำเพื่อช่วยให้ผลละมุดมีความสวยงาม ดึงดูดใจให้ผู้บริโภคซื้อผลิตผลมากขึ้น แต่ผู้บริโภคจะรู้หรือไม่ว่า ละมุดย้อมสีนั้นอันตรายมากๆ ครับ เรามาค้นหาคำตอบกันครับว่าสีย้อมละมุดเป็นสีที่ได้จากอะไร และขั้นตอนการจัดการละมุดหลังการเก็บเกี่ยวนั้นจะเป็นขั้นตอนอะไรบ้าง เรามาทราบคำตอบกันเดี๋ยวนี้เลยครับ

    คุณผู้ฟังครับ คุณอภิตา  บุญศิริ    นักวิจัยจากงานวิจัยพืชผลหลังเก็บเกี่ยว ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม ได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการละมุดหลังการเก็บเกี่ยวว่ามี 10 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ครับ

    ขั้นตอนที่ 1  คือการเก็บเกี่ยวผลละมุด  เกษตรกรจะใช้ตะกร้อเก็บเกี่ยวผลละมุดจากต้นเมื่อผลละมุดแก่แล้ว จะเห็นได้จากการเปลี่ยนสีเปลือกของผลละมุดจากเขียวไปเป็นสีเหลืองจำปา

    ขั้นตอนที่ 2  การล้างละมุด  ตามปกติแล้ว บนผิวผลละมุดจะปกคลุมไปด้วยคอร์กซึ่งเป็นขนหยาบแข็งทั่วผล เกษตรกรจึงต้องล้างผลิตผลก่อนส่งขายไปยังพ่อค้าแม่ค้าคนกลาง หรือตลาดขายส่ง วิธีการล้างทำโดยการใส่ละมุดลงไปในอุปกรณ์ที่เรียกว่า “ก๊อ” มีลักษณะเป็นทรงกระบอกที่สามารถเปิดบริเวณส่วนหน้าให้ใส่ผลละมุดลงไปได้ ก๊อนี้ทำจากไม้ตีเป็นระแนงไม้ให้มีช่องว่างระหว่างไม้แต่ละแผ่น จากนั้นจะนำก๊อที่มีผลละมุดอยู่แช่ลงไปในน้ำ แล้วจึงเปิดสวิทซ์ของมอเตอร์ ก๊อจะหมุนเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ ผลละมุดจะสีกันไปมาทำให้คอร์กหลุดออกจากผลิตผลจนสะอาด เกษตรกรจะปิดสวิทซ์และตรวจดูว่าผลละมุดสะอาดแล้วหรือยัง หากยังไม่สะอาดดีพอก็จะล้างต่อไปจนกว่าจะสะอาด โดยปกติจะใช้เวลาในการล้างประมาณ 10-15 นาที/ครั้ง ครับ

    ขั้นตอนที่ 3  คือการตักละมุดขึ้นจากก๊อ  เกษตรกรจะใช้สวิงตักละมุดขึ้นจากก๊อ เพื่อนำไปจุ่มในโอ่ง หรือถังที่มีสารละลายสำหรับย้อมสีอยู่

    มาถึงขั้นตอนที่ 4 แล้วครับ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการย้อมสี  เกษตรกรจะนำสวิงที่มีผลละมุดที่ล้างแล้ว จุ่มลงไปในโอ่งหรือถังที่มีสารละลายของสีย้อมอยู่ แล้วรีบยกขึ้นทันที ผลละมุดจะมีสีน้ำตาลส้มสวยงาม การย้อมสีนอกจากจะช่วยทำให้ผลละมุดสวยงามแล้ว ยังช่วยปกปิดรอยช้ำและรอยแผลต่างๆ ที่มีขนาดเล็ก ทำให้ยากในการมองเห็น ยกเว้นแต่จะสังเกตอย่างละเอียด สีย้อมที่ใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นสีย้อมไหม สีนี้เป็นสารสังเคราะห์ขึ้นมา มิใช่สีย้อมตามธรรมชาติ ดังนั้นผู้บริโภคผลละมุดย้อมสีทั้งเปลือกจึงอาจเป็นอันตรายได้ หากบริโภคเป็นระยะเวลานานครับ

    จากการออกแบบสอบถามเกี่ยวกับการย้อมสีโดยคุณวรรยา สุธรรมชัย นิสิตปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าเกษตรกรและผู้ค้าส่งมีความคิดเห็นว่าควรย้อมสีละมุด 84-100 เปอร์เซ็นต์ เพราะจะทำให้ผลดูสวยขึ้น ช่วยรัดผิวผล และประเด็นที่สำคัญคือ ทำให้ขายได้ เมื่อสอบถามผู้บริโภคพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ 46-76 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ทราบว่าผลละมุดมีการย้อมสี และถ้าทราบจะมีผู้บริโภคที่ซื้อผลละมุดย้อมสีเพียง 13-21 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะเกรงว่าสีที่ใช้ย้อมอาจเป็นอันตรายครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ มาถึงขั้นตอนที่ 5  คือการผึ่งแห้ง  หลังจากยกละมุดขึ้นจากสีย้อมแล้ว เกษตรกรจะผึ่งผลละมุดให้แห้งสำหรับคัดขนาดละมุด

    ขั้นตอนที่ 6  การคัดเลือก  ผลละมุดที่เสียหายอย่างมากจากการเก็บเกี่ยว และการล้างทำความสะอาดอย่างมากจะถูกคัดทิ้งไป

    ขั้นตอนที่ 7  การคัดขนาด  เกษตรกรจะทำการคัดแยกผลผลิตขนาดใหญ่ กลาง และเล็กแยกออกจากกัน บรรจุลงในตะกร้าพลาสติกก่อนที่จะนำไปบ่มต่อไป

    ขั้นตอนที่ 8  การบ่ม  ผลละมุดจะถูกบรรจุลงในเข่งพลาสติกที่กรุด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือกระดาษพรู้ฟ และบ่มด้วยถ่านแก๊ส สำหรับการบ่มด้วยถ่านแก๊สนี้ ปัจจุบันบางประเทศได้ประกาศห้ามใช้ถ่านแก๊สในการบ่มผลไม้แล้วครับ เนื่องจากก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ และก่อให้เกิดโรคมะเร็งกับผู้ใช้งานได้ อีกทั้งเมื่อใช้บ่มผลไม้ไปแล้ว หากใช้ในปริมาณที่เข้มข้นสูงเกินไป จะทำให้เกิดกลิ่นและรสชาติผิดปกติขึ้นได้ ดังนั้นเกษตรกรและผู้ประกอบการจึงควรเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ดังกล่าว หากต้องการส่งละมุดไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งต้องศึกษากฎระเบียบของประเทศคู่ค้าอย่างดีว่ายังคงยอมรับการบ่มผลไม้ด้วยถ่านแก๊สหรือไม่ครับ

    ขั้นตอนที่ 9  การขนส่งไปจำหน่ายยังตลาดขายส่ง  การขนส่งไปยังตลาดขายส่งนิยมใช้รถบรรทุกขนส่งไปยังตลาดขายส่งต่างๆ เช่น ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดสุรนคร เป็นต้น

    และขั้นตอนสุดท้าย ขั้นตอนที่ 10  จากตลาดขายส่งสู่ตลาดขายปลีก  โดยพ่อค้าแม่ค้าคนกลางจะรับซื้อจากตลาดขายส่งไปขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าขายปลีก หรือพ่อค้าแม่ค้าขายปลีกมาซื้อโดยตรงจากตลาดขายส่งครับ

    คุณผู้ฟังครับ แม้ว่าการย้อมสีจะทำให้ละมุดดูสวยงาม ดึงดูดใจผู้ซื้อได้อย่างมากก็ตาม แต่สีที่ใช้ย้อมนั้นเป็นสีสังเคราะห์ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ทราบว่าผลละมุดมีการย้อมสี จึงบริโภคทั้งเปลือก ซึ่งอาจมีผลข้างเคียง และเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคในระยะยาวได้ วิธีการแก้ไขคือการหันมาใช้สีย้อมธรรมชาติ ซึ่งต้องมีการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยต่อไป หรือผู้บริโภคหันมาบริโภคละมุดที่ไม่ผ่านการย้อมสีแทน นอกจากนี้แล้วเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่ใช้ถ่านแก๊สบ่มผลไม้ เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและมะเร็ง อีกทั้งยังอาจก่อให้เกิดกลิ่นและรสชาติที่ผิดปกติกับผลิตผลได้ หากใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ถ่านแก๊ส โดยหันมาบ่มโดยวิธีการอื่นๆ เช่น ใช้ก๊าซเอทิลีนมาบ่มผลไม้แทน โดยเฉพาะในปี 2547 ที่รัฐบาลประกาศให้เป็นปีความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันและผลักดันให้ประเทศไทย เป็นที่ยอมรับทั้งภายในและต่างประเทศ และช่วยกันนำไทยสู่ครัวโลกนำรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากขึ้นครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ การย้อมสีละมุดด้วยสีสังเคราะห์นั้นเป็นวิธีการที่ค่อนข้างอันตราย ดังนั้นจึงได้มีการนำสีย้อมที่ได้จากธรรมชาติมาใช้ทดแทน ซึ่งเป็นวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และลดปัญหาการสร้างมลภาวะสิ่งแวดล้อมได้ พร้อมต้องรีบทำการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ได้ออกไปอย่างเร่งด่วน

    ปัจจุบันหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยได้หันมาให้ความสนใจกับเรื่องสุขภาพ และความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คุณอภิตา  บุญศิริ  จึงเห็นความสำคัญของอันตรายจากการใช้สารเคมีที่สามารถส่งผลกระทบต่อผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สีธรรมชาติจึงมีบทบาทสำคัญกับธุรกิจอาหารเพิ่มขึ้น นอกจากนี้สีธรรมชาติยังมีประวัติความเป็นมาของสีแต่ละชนิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ศิลปินจำนวนมากให้ความสนใจ อีกทั้งคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งของสีธรรมชาติที่ละลายน้ำได้และจุลินทรีย์สามารถย่อยสลายได้ง่าย ซึ่งจะช่วยลดภาวะแวดล้อมเป็นพิษ ต่างจากสีสังเคราะห์ที่จะทำให้น้ำในแม่น้ำลำคลองเน่าเสีย สีย้อมจากธรรมชาติแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ   1. สีที่ได้จากสัตว์ ได้แก่ ครั่ง    2. สีที่ได้จากแร่ธาตุ ได้แก่ ดินแดงหรือดินลูกรัง  ดินโคลน  และ 3. สีที่ได้จากพืช เป็นสีที่ได้จากส่วนต่างๆ ของพืช เช่น  ราก  แก่น   เปลือก   ดอก   ผล  และใบ

    ประเทศไทยมีการใช้สีธรรมชาติจากพืชหลายชนิด รวมทั้งกลีบเลี้ยงดอกกระเจี๊ยบแดง และขมิ้นชันด้วย โดยได้มีการนำมาผสมกับอาหารและผลิตข้าวเคลือบสมุนไพร  เพื่อเพิ่มคุณค่าอาหารให้กับข้าวมากขึ้น โดยเฉพาะสรรพคุณในด้านยารักษาโรค กระเจี๊ยบแดงมีคุณสมบัติช่วยขับปัสสาวะ  แก้เสมหะ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ ขับนิ่ว แก้กระหายน้ำ สำหรับขมิ้นชันมีคุณสมบัติช่วยรักษาโรคกระเพาะ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ขับน้ำดี ช่วยให้เจริญอาหาร ต้านอนุมูลอิสระ และยังมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและยับยั้งการเจริญของเชื้อรา

    ขมิ้นชันและกระเจี๊ยบแดงเป็นพืชที่มีขายกันในท้องตลาดทั่วไปที่ให้สารสีเหลืองและสีแดงตามลำดับ พืชทั้งสองชนิดมีสรรพคุณทางสมุนไพร คือ ขมิ้นชันสามารถแก้โรคกระเพาะ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องร่วง บิด หากนำผงขมิ้นมาละลายน้ำทาแก้ผดผื่นคัน พิษมดกัด ยุงกัด เหง้าขมิ้นมีสารประกอบสำคัญเป็นน้ำมันหอมระเหยประมาณ 2-6 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีสารที่ให้สีเช่น เคอร์คิวมีน, โมโนดีมีทอกซี่ เคอร์คิวมิน ซึ่งน้ำมันระเหยมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ต้านการอักเสบของตับ ช่วยขับน้ำดี ลดอาการบวมน้ำ ในการปรุงอาหารผงขมิ้นชันมีคุณสมบัติกันบูดได้ เนื่องจากมีเคอร์คิวมิน และเนื่องจากมีสีจึงนิยมนำมาใช้ในการแต่งสีรสและกลิ่นของอาหาร และยังใช้เป็นสีย้อมผ้าไหม ไหมพรม และเครื่องสำอางด้วย สำหรับกระเจี๊ยบแดงนั้น กลีบดอกกระเจี๊ยบแดงประกอบไปด้วยเม็ดสีแอนโธไซยานินจำนวนมาก ดอกกระเจี๊ยบแดงเมื่อนำมาต้มกับน้ำร้อน นิยมดื่มแก้กระหาย ทำให้สดชื่น นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรเป็นยาแก้นิ่ว ลดไข้ แก้ไอ ขับน้ำดี และขับปัสสาวะ การทำให้สีขมิ้นเปลี่ยนจากสีส้มเหลืองไปเป็นสีแดง สามารถทำได้โดยการปรับความเป็นกรดเป็นด่างด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ตั้งแต่ pH 7.4 ขึ้นไป จะมีการเปลี่ยนแปลงจากสีเหลืองเป็นสีแดง และสีแดงจะยิ่งเข้มมากขึ้นเมื่อ pH เพิ่มมากขึ้นครับ ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้ทำการทดลองโดยการสกัดสีย้อมจากกระเจี๊ยบและขมิ้นมาย้อมสีละมุดทดแทนสีย้อมสังเคราะห์ ซึ่งผลการทดลองจะเป็นอย่างไรนั้นอีกสักครู่มาติดตามกันครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ จากผลการทดลองการย้อมสีละมุดด้วยสีสกัดจากขมิ้นชันและกระเจี๊ยบ ด้วยการนำเอาวัตถุดิบทั้งสองชนิดมาอบให้แห้ง บดให้ละเอียด และนำมาสกัดเอาสีย้อมออกมา สรุปได้ว่า สีย้อมที่สกัดได้จากขมิ้นชันเมื่อนำมาย้อมผลละมุดและเปรียบเทียบกับการใช้สีสังเคราะห์ในการย้อมนั้น มีสีที่ใกล้เคียงกันมาก การทดลองนี้จึงมีความเป็นไปได้ ที่สีย้อมที่สกัดจากขมิ้นจะสามารถนำมาใช้ทดแทนสีย้อมสังเคราะห์ที่เกษตรกรใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ได้ อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีการพัฒนาให้สีย้อมขมิ้นมีสีที่เข้มขึ้น เพื่อให้สีที่เป็นที่พอใจของเกษตรกรมากขึ้น อีกทั้งควรมีการสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคให้มากขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา และเป็นข้อมูลที่แจ้งให้เกษตรกรได้รับทราบความต้องการของผู้บริโภคอย่างถูกต้องมากขึ้น

    และอีกการทดลองหนึ่งคือ การย้อมสีละมุดด้วยสารสกัดจากขมิ้นชันที่มีการปรับความเป็นกรดเป็นด่างด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์

    จากการย้อมสีผลละมุดด้วยสีย้อมสกัดจากขมิ้นปรับสารละลายให้มีฤทธิ์เป็นด่างด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ เปรียบเทียบกับผลละมุดที่ไม่ผ่านการย้อมสี และย้อมสีสังเคราะห์เจือจางและเข้มข้น สรุปได้ว่า การนำสารสกัดจากขมิ้นผสมสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ 0.5-1.0 มิลลิลิตร จึงน่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายจากการเกิดโรคมะเร็ง อันเนื่องมาจากการใช้สีย้อมผ้าสังเคราะห์เจือจางและเข้มข้น แม้ว่าการย้อมสีสกัดจากขมิ้นจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตมากกว่าถึงเกือบ 3 บาท แต่เมื่อพิจารณาถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค และประโยชน์จากการส่งออกผลละมุดไปยังต่างประเทศแล้ว การเพิ่มต้นทุนการผลิตนับว่ามีความจำเป็น และสามารถนำมาใช้ทดแทนสีย้อมสังเคราะห์ได้ครับ

    คุณผู้ฟังครับ กระผมหวังว่าสาระในวันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ คุณผู้ฟังสามารถติชมรายการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยการเขียนจดหมายและจ่าหน้าซองมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903” หรือ โทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 ครับ และสำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

     

    ……………………………………………………………………………………………………………

  • การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันสบู่ดำ

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ จากแฟ้มงานวิจัย มก.

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 25  เดือน มกราคม  พ.. 2557

    เรื่อง การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันสบู่ดำ

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ วันนี้กระผมมีผลงานที่น่าสนใจมีฝากคุณผู้ฟังครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับพลังงานทางเลือกเพราะในปัจจุบันปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไขปัญหาด้านพลังงาน หนึ่งในวิธีการแก้ไขปัญหาพลังงานของประเทศ นั่นก็คือ การจัดหาแหล่งพลังงานหมุนเวียนในประเทศ สบู่ดำเป็นพืชที่มีศักยภาพในการแปรรูปให้เป็นพลังงานทดแทนได้เป็นอย่างดีครับ เมล็ดของสบู่ดำสามารถนำมาสกัด เพื่อให้ได้น้ำมันที่สามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลได้ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันดีเซลกับน้ำมันสบู่ดำ จะเห็นได้ว่าน้ำมันสบู่ดำมีค่าความร้อน และค่าซีเทนนัมเบอร์ ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลเพียงเล็กน้อย เท่านั้นครับ

    และจากผลงานเรื่อง “การศึกษาสารเติมแต่งสำหรับการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันสบู่ดำ”ของ อ.วัชรพล ชยประเสริฐ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน เป็นผลงานที่จะถ่ายทอดความรู้ให้แก่คุณผู้ฟังครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ แล้วพบกันใหม่ในช่วงหน้าครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ อย่างไรก็ดี การใช้น้ำมันสบู่ดำในเครื่องยนต์ดีเซลรอบสูงนับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย เนื่องจากน้ำมันสบู่ดำมีความหนืดสูงมาก ส่งผลให้หัวฉีดเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ดีเซลรอบสูงมีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำ จึงเกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์และเครื่องยนต์มีสมรรถนะลดลง ดังนั้น การใช้งานของน้ำมันสบู่ดำจึงถูกจำกัดอยู่กับเครื่องยนต์ดีเซลรอบต่ำ เช่น รถไถเดินตามเท่านั้น นอกจากนี้น้ำมันสบู่ดำยังมีปริมาณกรดไขมันอิสระอยู่สูง เนื่องจากน้ำมันเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับออกซิเจนในอากาศ โดยกรดที่อยู่ในน้ำมันจะเร่งให้เครื่องยนต์สึกหรออย่างรวดเร็ว ดังนั้น การนำน้ำมันสบู่ดำมาใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลจะต้องนำน้ำมันสบู่ดำมาผ่านกระบวนการเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของน้ำมันสบู่ดำ เพื่อให้ได้ไบโอดีเซลที่มีความหนืดและค่าความเป็นกรดตามมาตรฐานใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลครับ

    ส่วนกระบวนการเปลี่ยนโครงสร้างน้ำมันที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ กระบวนทรานเอสเตอริฟิเคชั่น อย่างไรก็ตาม เพื่อให้กระบวนการเปลี่ยนโครงสร้างของน้ำมันสบู่ดำนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด ผู้ปฏิบัตงานจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานขององค์ประกอบต่าง ๆ ในกระบวนการนี้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การใช้งานกระบวนการนี้ยังเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตให้สูงขึ้นอีกด้วยครับ

    เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย และลดขั้นตอนในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากสบู่ดำ การศึกษาค้นคว้าสารเติมแต่งเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติน้ำมันสบู่ดำ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งงานวิจัยนี้ยังเป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการปรับปรุงคุณสมบัติน้ำมันชนิดอื่นได้เช่นกันครับ

    คุณผู้ฟังครับ โครงการวิจัยนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า การลดค่าความหนืดและความเป็นกรดของน้ำมันสบู่ดำจะช่วยให้สามารถนำน้ำมันสบู่ดำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปรับคุณสมบัติของน้ำมันที่ซับซ้อน ซึ่งการลดค่าความหนืดและค่าความเป็นกรดของน้ำมันสบู่ดำจะทำโดยการเติมของเหลวความหนืดต่ำที่มีคุณสมบัติอี่นใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลและสารเติมแต่งที่ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในน้ำมันลงไปในน้ำมันสบู่ดำครับ

    คุณผู้ฟังครับ น้ำมันสบู่ดำที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้จะเป็นน้ำมันที่ผลิตได้ภายในหน่วยงานของคณะผู้วิจัย ซึ่งจะช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพของน้ำมันที่ได้ครับ ส่วนการใช้สารเติมแต่งจะช่วยลดความซับซ้อนในกระบวนการปรับปรุงคุณสมบัติน้ำมันสบู่ดำได้ครับ และทราบไหมครับว่า น้ำมันเชื้อเพลิงที่จะใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลต้องเป็นน้ำมันซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับค่าคุณสมบัติมาตรฐานของน้ำมันดีเซลที่ใช้อยู่ในท้องตลาดเท่านั้นครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้ามาฟังวิธีการทำวิจัยกันครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ มาฟังวิธีการวิจัยในครั้งนี้กันนะครับว่าทำกันอย่างไรบ้าง

    คุณผู้ฟังครับ โครงการวิจัยนี้ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ส่วนหลัก ตามวัตถุประสงค์    ก็คือ

    ส่วนแรกเป็นการศึกษาสารเติมแต่งที่สามารถลดความหนืด และยับยั้งการเกิดกรดของน้ำมันสบู่ดำให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

    ส่วนที่สองเป็นการศึกษาผลกระทบของการใช้น้ำมันสบู่ดำผสมสารเติมแต่งที่มีต่อเครื่องยนต์ดีเซลครับ

    คุณผู้ฟังครับ เงื่อนไขหลักในการเลือกสารเติมแต่ง นั่นก็คือ ต้องมีราคาที่ต่ำ และหาซื้อได้สะดวก ดังนั้น สารเติมแต่งที่ถูกเลือกมาใช้ เพื่อปรับปรุงค่าความหนืดของน้ำมันสบู่ดำก็คือ เอทิลแอลกอฮอล์และน้ำมันก๊าด เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่มีค่าความหนืดต่ำ สามารถนำมาใช้งานกับเครื่องยนต์จุดระเบิดด้วยกำลังอัดของอากาศ (compression ignition engine) มีราคาใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล ในแง่ของค่าความเป็นกรด เนื่องจากวิตามินซีและวิตามินอี มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงถูกเลือกมาใช้เป็นสารเติมแต่งเพื่อยับยั้งไม่ให้น้ำมันสบู่ดำทำปฏิกิริยากับออกซิเจนจนมีค่าความเป็นกรดมากจนเกินไปครับ

    ส่วนน้ำมันสบู่ดำที่ใช้ในการศึกษาได้มาจากการบีบเมล็ดสบู่ดำ โดยใช้เครื่องบีบแบบสกรูเพรส น้ำมันที่ได้จะถูกบรรจุอยู่ในขวดพลาสติกปิดสนิทและเก็บรักษาที่อุณภูมิห้อง จนกว่าจะถูกนำมาใช้ในการทดลองครับ

    เรามาฟัง การศึกษาผลของสารเติมแต่งต่อความหนืดและความเป็นกรดกันก่อนนะครับ

    การศึกษาผลของสารเติมแต่งต่อความหนืด และความเป็นกรดของน้ำมันสบู่ดำสามารถแบ่งได้เป็น 3 การทดลองครับ น้ำมันสบู่ดำที่ใช้ในแต่ละการทดลองเป็นน้ำมันที่ได้จากเมล็ดสบู่ดำจากการเก็บเกี่ยวครั้งเดียวกันครับ แต่ทำการบีบที่ต่างเวลากัน โดยการบีบน้ำมันจะกระทำก่อนการทดลอง 3 – 7 วัน ในการทดลองแต่ละครั้งน้ำมันสบู่ดำดิบจะถูกปรับปรุงคุณภาพด้านความหนืดโดยการเติมเอทิลแอลกอฮอล์หรือน้ำมันก๊าด และการชะลอปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของน้ำมันจะทำโดยการเติมวิตามินอี หรือวิตามินซี ในอัตราที่แตกต่างกัน ในการหาค่าความหนืดและความเป็นกรด ตัวอย่างน้ำมันจะถูกส่งไปที่ ห้องปฏิบัติการวิจัย โครงการเคยูไบโอดีเซล ภาควิชาวิศวกรรมเคมี ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้ามาติดตามการทดลองกันครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

    ในการทดลองที่ 1

    จะเป็นการศึกษาผลการเติมสารเติมแต่งต่อการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของน้ำมันสบู่ดำในระยะยาว โดยทำการทดสอบน้ำมัน 3 ครั้ง ที่ 3 ช่วงเวลานั่นก็คือ เมื่อน้ำมันสบู่ดำมีอายุ 30, 328, และ 381 วัน วิธีการปรับปรุงคุณสมบัติของน้ำมันสบู่ดำในการทดสอบที่ 1 คือ การเหวี่ยงด้วยเครื่องเซนตริฟิวจ์ (centrifuge) เป็นเวลา 15 นาที เพื่อให้น้ำมันตกตะกอน ในการทดสอบที่ 2 เป็นการหาคุณสมบัติของน้ำมันสบู่ดำที่ถูกปรับปรุงคุณสมบัติโดยการเติมวิตามินซี และวิตามินอี สังเกตว่าการเติมวิตามินได้เติมไว้ก่อนล่วงหน้าเมื่อน้ำมันสบู่ดำมีอายุ 30 วัน และในการทดสอบที่ 3 ได้ทำการทดสอบกับน้ำมันสบู่ดำที่ผ่านและไม่ผ่านการเติมวิตามินอี และถูกปรับปรุงคุณสมบัติโดยการผสมกับเอทิลแอลกอฮอล์ หรือน้ำมันก๊าดในอัตราส่วนต่าง ๆ กันครับ

    การทดลองที่ 3 เป็นการศึกษาผลของอัตราการเติมสารเติมแต่งต่อการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของน้ำมันสบู่ดำ จากผลการทดลองที่ 1 พบว่าเอทิลแอลกอฮอล์และน้ำมันก๊าดสามารถลดค่าความหนืดและความเป็นกรดของน้ำมันสบู่ดำได้ อย่างไรก็ตามการเติมสารเติมแต่งทั้งสองชนิดนี้ที่อัตราส่วนผสม 30 % ก็ยังไม่สามารถทำให้ค่าความหนืดและความเป็นกรดของน้ำมันสบู่ดำต่ำลงถึงระดับค่ามาตรฐานได้ ซึ่งในการทดลองที่ 3 คณะผู้วิจัยจึงเลือกศึกษาการลดความหนืดและความเป็นกรด โดยการผสมน้ำมันสบู่ดำกับเอทิลแอลกอฮอล์กับน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานที่มีจำหน่ายในท้องตลาด น้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานที่เลือกใช้คือ น้ำมันดีเซลสูตรผสมไบโอดีเซล 5% หรือ B5 เนื่องจากน้ำมันก๊าดมีราคาสูงกว่าน้ำมันดีเซล และทางคณะผู้วิจัยก็ได้เลือกเครื่องยนต์ดีเซลสูบเดียวรุ่น ET-110 ของสยามคูโบต้าดีเซล เพื่อใช้ในการทดสอบสมรรถนะ แสดงข้อมูลทางเทคนิคของเครื่องยนต์ เชื้อเพลิงที่ใช้ในการทดสอบคือ น้ำมันสบู่ดำผสมกับน้ำมันดีเซล น้ำมันสบู่ดำดิบที่ใช้ในการทดสอบเป็นน้ำมันชุดเดียวกับที่ใช้ในการทดลองที่ 3 เมื่อใช้น้ำมันสบู่ดำผสมเอทิลแอลกอฮอล์ผสมกับน้ำมัน B5 ในอัตราส่วน 2:1:7 เป็นเชื้อเพลิงแล้ว จะพบว่าเครื่องยนต์ไม่สามารถทำงานได้ จึงต้องยกเลิกการใช้แอลกอฮอล์ในส่วนผสมไปครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    และผู้วิจัยได้พบว่าน้ำมันสบู่ดำบริสุทธิ์สามารถใช้งานได้กับเครื่องยนต์ดีเซลได้ แต่เครื่องยนต์จะมีประสิทธิภาพต่ำลง ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดสอบสมรรถนะเครื่องยนต์ดีเซลในโครงการวิจัยนี้ และคณะผู้วิจัยได้พบว่าเครื่องยนต์ที่ใช้ทดสอบสามารถทำงานได้เป็นปกติ ไม่มีอาการสะดุดแต่อย่างใด เมื่อใช้น้ำมัน B5 เป็นเชื้อเพลิง ที่ 2450 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุดเท่ากับ 7.45 กิโลวัตต์ และเครื่องยนต์ให้แรงบิดสูงสุดเท่ากับ 34.34 นิวตัน-เมตร เมื่ออัตราส่วนผสมของน้ำมันสบู่ดำเพิ่มขึ้น ค่าแรงบิดและกำลังของเครื่องยนต์มีแนวโน้มที่ลดลง แต่อุณหภูมิไอเสีย และอัตราการใช้เชื้อเพลิงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบระหว่างน้ำมัน B5 และน้ำมันผสมที่อัตราส่วนผสมของน้ำมันสบู่ดำ 40 vol% เครื่องยนต์ให้กำลังลดลงโดยเฉลี่ยจากทุกรอบการทำงานประมาณ 7.5% และมีอัตราการใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 15.9% สมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ลดลงมีสาเหตุมาจากค่าความหนืดที่เพิ่มขึ้นครับคุณผู้ฟัง และเมื่อมีการเติมน้ำมันสบู่ดำลงในน้ำมัน B5 ความหนืดที่เพิ่มขึ้นของเชื้อเพลิงทำให้การแตกตัวเป็นละอองเป็นไปได้ไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้ประสิทธิภาพการเผาไหม้เชื้อเพลิงลดลง นอกจากนี้น้ำมันสบู่ดำยังมีค่าความร้อนน้อยกว่าน้ำมัน B5 ซึ่งมีน้ำมันดีเซลเป็นส่วนผสมหลัก ทำให้ได้ค่าความร้อนต่อหนึ่งหน่วยเชื้อเพลิงลดลงเมื่ออัตราส่วนผสมของน้ำมันสบู่ดำมีค่าเพิ่มขึ้นครับ

    คุณผู้ฟังครับ สารเติมแต่งที่เหมาะสมนอกจากจะต้องสามารถปรับปรุงคุณสมบัติของน้ำมันสบู่ดำให้ได้ตามมาตรฐานแล้ว จะต้องไม่ทำให้น้ำมันสบู่ดำที่ปรับปรุงคุณภาพแล้วมีราคาสูงกว่าไบโอดีเซลที่ได้จากกระบวนการทรานเอสเตอริฟิเคชั่น หรือน้ำมันดีเซลที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดด้วย นอกจากนี้ยังต้องสามารถทำให้น้ำมันสบู่ดำใช้งานได้กับเครื่องยนต์อย่างเป็นปกติ ถึงแม้ว่าเอทิลแอลกอฮอล์และน้ำมันก๊าดจะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติด้านความหนืดและความเป็นกรดของน้ำมันสบู่ให้ดีขึ้นได้ ค่าความหนืดและความเป็นกรดของน้ำมันที่ปรับสถาพแล้วยังคงมีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐานสำหรับน้ำมันไบโอดีเซลอยู่มาก นอกจากนี้น้ำมันก๊าดยังมีราคาที่สูง และการใช้เชื้อเพลิงผสมเอทิลแอลกอฮอล์ กับเครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่มีการปรับแต่งก็ไม่สามารถทำได้ ดังนั้นแนวทางการใช้น้ำมันสบู่ดำดิบกับเครื่องยนต์ดีเซลที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ การผสมร่วมกับน้ำมันดีเซลมาตรฐาน โดยเติมสารต้านอนุมูลอิสระเช่น วิตามินอี ลงในน้ำมันสบู่ดำดิบทันทีหลังจากการบีบ เพื่อรักษาคุณภาพของน้ำมันไม่ให้มีค่าความเป็นกรดมากเกินไป ข้อสรุปที่ได้จากโครงการวิจัยนี้คือ นั่นก็คือ

    1. สารต้านอนุมูลอิสระสามารถใช้เพื่อชะลอปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในน้ำมันสบู่ดำได้
    2. เชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมระหว่างน้ำมันสบู่ดำ และน้ำมันดีเซลมาตรฐานสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันดีเซลมาตรฐานได้ครับ

    อย่างไรก็ตามการใช้งานน้ำมันสบู่ดำดิบผสม ยังคงต้องจำกัดอยู่กับเฉพาะเครื่องยนต์รอบต่ำ น้ำมันผสมที่ได้ยังมีความเป็นกรดสูงกว่าค่ามาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้โครงการวิจัยนี้ไม่ได้ศึกษาถึงผลกระทบของการใช้น้ำมันสบู่ดำดิบที่มีต่อการสึกหรอของเครื่องยนต์ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผลงานวิจัยนี้ก็เป็นผลงานวิจัยหนึ่งที่มีการศึกษา เพิ่มเติมประสิทธิภาพของน้ำมันจากสบู่ดำ เพื่อการลดต้นทุนและลดความซับซ้อนในการปรับปรุงคุณสมบัติน้ำมันสบู่ดำ และการส่งเสริมการจัดหาแหล่งพลังงานหมุนเวียนในประเทศ และที่สำคัญเป็นการลดอัตราการใช้แหล่งพลังงานธรรมชาติ และลดมลภาวะได้อีกด้วยครับ วันนี้กระผมขอจบรายการไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ

    สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

  • ปริมาณบีตาแคโรทีนในมะม่วงแห้งเยือกแข็ง

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 18  เดือน มกราคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง ปริมาณบีตาแคโรทีนในมะม่วงแห้งเยือกแข็ง

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………………………………………………

     

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ วันนี้กระผมมีผลงานวิจัยที่น่าสนใจมาฝากคุณผู้ฟังครับ เป็นผลงานของ รศ.สงวนศรี เจริญเหรียญ ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เป็นผลงานเกี่ยวกับการหาผลของสภาวะการแช่เยือกแข็งของกระบวนการทำแห้งเยือกแข็งต่อปริมาณบีตาแคโรทีนในมะม่วงแห้งเยือกแข็ง ก่อนอื่นเรามาฟังเรื่องของมะม่วงกันก่อนนะครับ

    คุณผู้ฟังครับมะม่วงเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมในการบริโภคกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทยครับ และได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากชาวต่างชาติ เนื่องจากกลิ่นและรสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งอันเป็นที่ชื่นชอบ ประกอบกับมะม่วงสุกมีสารอาหารสำคัญ คือ บีตาแคโรทีน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณสมบัติการเป็นวิตามินเอ เมื่อเข้าสู่ร่างกายและเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างไรก็ตาม เมื่อมะม่วงสุกจะมีอายุการเก็บรักษาที่สั้นและเน่าเสียอย่างรวดเร็ว จะมีการแปรรูป เช่น การทำแห้งจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยึดอายุของการเก็บรักษา เพื่อคงคุณค่าทางโภชนาการและเพิ่มมูลค่าให้แก่มะม่วงสุก

    ที่ทำแห้งเยือกแข็ง หรือ Freeze drying ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการแช่เยือกแข็งอาหารแล้วระเหิดน้ำแข็งออกทำให้ได้อาหารแห้ง จัดเป็นวิธีการทำแห้งที่ช่วยรักษาคุณภาพของมะม่วงให้ได้มากที่สุด รวมถึงมีความสามารถในการคืนรูปด้วยน้ำสูง ทำให้ได้มะม่วงที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกับของสด และยังสามารถเก็บรักษาผลผลิตดังกล่าวไว้ได้ที่อุณหภูมิห้องต่างจากการแช่เยือกแข็ง ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส การทำแห้งแบบเยือกแข็งจึงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในวงการอุตสาหกรรมของอาหารไทย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า การทำแห้งเยือกแข็งสามารถถนอมรักษาสารอาหารที่สำคัญที่มีในผลผลิตทางการเกษตรได้ดีกว่าการทำแห้งแบบอื่นๆ เนื่องจากวิธีดังกล่าวเป็นการแปรรูปได้ อย่างไรก็ดีในระหว่างการเก็บรักษาอาหาร สารอาหารต่างๆ ยังคงมีการสลายตัวอย่างต่อเนื่อง ในช่วงนี้เราพักกันก่อนสักครู่นะครับ แล้วกลับมาฟังกันต่อในช่วงหน้าครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับ การทำแห้งเยือกแข็ง และการเก็บรักษาล้วนมีผลต่อการสลายตัวของสารบีต้าแคโรทีนของอาหารแห้ง เนื่องจากผู้บริโภคในปัจจุบันมีความสนใจ และใส่ใจในการบริโภคอาหาร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น การแสวงหาวิธีแปรรูป เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา อาหาร และยังสามารถถนอมสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพไว้ให้ได้มากที่สุด จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสารบีต้าแคโรทีนที่เป็นสารกลุ่มที่ละลายได้ในไขมัน และประกอบด้วยโครงสร้างโมเลกุลไฮโดรคาร์บอนที่ไม่อิ่มตัวขนาดใหญ่ มีฉนวนพันธะคู่ถึง 11 คู่ ทำให้เกิดการสลายตัวด้วยปฏิกิริยาออกซิเดนชันได้ง่าย เมื่อสัมผัสกับออกซิเจน ส่วนปัจจัยที่ช่วยเร่งปฏิกิริยาการสลายตัวดังกล่าว ได้แก่ ความร้อน กรด แสง และ โลหะ เช่นเหล็ก เอ็นไซม์  เป็นต้นครับ

    ซึ่งงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของสภาวะในการทำแห้งเยือกแข็งต่อปริมาณสารเบต้าแคโรทีนในผลิตภัณฑ์มะม่วงแช่เยือกแข็ง ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีผู้ศึกษาถึงปริมาณสารบีต้าแคโรทีนที่มีอยู่ในมะม่วงแห้งเยือกแข็ง งานวิจัยนี้จึงเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการทำแห้งเยือกแข็ง เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตผลในแง่ของคุณค่าทางโภชนนาการครับ

    เรามาฟังวัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้กันนะครับว่ามีอะไรบ้าง โดย รศ.สงวนศรี ได้กล่าวไว้ว่า

    1. เพื่อศึกษาสภาวะในการแช่เยือกแข็งที่สามารถรักษาปริมาณสารบีต้าแคโรทีนในมะม่วงทำแห้งเยือกแข็งไว้ได้มากที่สุด
    2. ศึกษาผลของสภาวะในการแช่เยือกแข็งต่อปริมาณสารบีต้าแคโรทีนในช่วงการเก็บรักษา
    3. ศึกษาผลของสภาวะในการแช่เยือกแข็งที่มีต่อโครงสร้างของมะม่วงแห้งเยือกแข็ง
    4. ตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการระดับนานาชาติอย่างน้อย 1 เรื่อง
    5. สร้างบัณฑิตระดับปริญญาเอกอย่างน้อย 1 คน

    ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ แล้วกลับมาฟังกันต่อช่วงหน้าครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟัง เมื่อมีการเปรียบเทียบวิธีการแช่เยือกแข็ง ในการทำแห้งเยือกแข็งยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องของการประหยัดพลังงาน เนื่องจากเก็บรักษาผลิตภัณฑ์แห้งเยือกแข็งไว้ได้ที่อุณหภูมิห้อง โดยผลผลิตทางงการเกษตรไม่เน่าเสีย ในขณะที่การถนอมอาหาร ด้วยการแช่เยือกแข็ง ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ที่อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียส ดังนั้นการทำแห้งแบบเยือกแข็งจึงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในวงการอุตสาหกรรมอาหารของไทยครับ

    ดังนั้นเรามาฟังรายละเอียดในการทำแข็งเยือกแข็งกันนะครับ กระบวนการทำแห้งเยือกแข็งประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 2ขั้นตอน คือ การแช่เยือกแข็งเพื่อให้น้ำในอาหารที่เปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแข็ง และการกำจัดน้ำออกที่ความดันต่ำ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กระบวนการย่อย คือ การระเหิดน้ำแข็งและระเหยน้ำที่ไม่ถูกแช่แข็ง คุณผู้ฟังครับ โดยทั่วไปแล้วการทำแห้งเยือกแข็งจะรักษาโครงสร้างของอาหารไว้ได้เหมือนของสดหากใช้สภาวะที่เหมาะสม

    คุณผู้ฟังครับ ปรากฎการณ์หนึ่งที่มักเกิดกับลักษณะอาหารแห้งเยือกแข็ง คือ การยุบตัวครับ ซึ่งมีการให้คำนิยามไว้ว่า เป็นการเคลื่อนที่ของโครงสร้าง ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการลดลงของความหนืด เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิของอาหารสูงกว่าอุณหภูมิกลาสทรานซิซัน การยุบตัวหรือการสูญเสียโครงสร้างเกิดขึ้น เนื่องจากโครงสร้างอาหารไม่สามารถรองรับน้ำหนักของตัวโครงสร้างไว้ได้ จึงเกิดการยุบตัวลงครับคุณผู้ฟัง นอกจากนี้ยังมีนักวิจัยบางกลุ่มยังอธิบายความหมายของการยุบตัว รวมไปถึงการลดขนาดของรูพรุนของโครงสร้าง และการหดตัว โดยปริมาตรของอาหารแห้ง กระบวนการทำแห้งเยือกแข็งที่ใช้สภาวะที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดปรากฎการณ์ยุบตัว คุณผู้ฟังครับในระหว่างกระบวนการทำแห้งเยือกแข็งการยุบตัวของโครงสร้างอาหาร อาจเกิดได้จากการมีความดันของไอน้ำในช่วงการระเหิดเพิ่มขึ้น หรือความร้อนจากชั้นวางอาหารสูงเกินกว่าความต้องการในการทำแห้ง

    คุณผู้ฟังครับแม้ว่าจะมีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าการทำแห้งแบบเยือกแข็งสามารถถนอมรักษาสารสำคัญที่มีในผลิตผลทางการเกษตรได้ดีกว่าการทำแห้งแบบอื่นๆ ดังที่ได้กล่าวมาบ้างแล้วนะครับ การที่เราจะเก็บสารสำคัญต่างๆ ก็ยังมีการสลายตัวกันอย่างต่อเนื่อง โดยสภาวะต่างๆ ในช่วงก่อนการทำแห้งเยือกแข็ง ในขณะทำแห้งเยือกแข็ง และการเก็บรักษาล้วนมีผลต่อการสลายตัวของสารบีตาแคโรทีน ของอาหารแห้ง คุณผู้ฟังครับการสลายตัวของสารอาหารต่างๆ ระหว่างการเก็บอาหารที่ผ่านการทำแห้งเยือกแข็งมีการศึกษากันบ้างแล้ว แต่ยังไม่มากเท่าการเปลี่ยนแปลงในระหว่างกระบวนการ การทำเยือกแข็ง และในบางครั้งก็ศึกษาวิจัยในระบบโมเดลอาหาร นอกจากการตรวจเอกสารยังไม่พบงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลของกระบวนการแช่เยือกแข็งต่อลักษณะโครงสร้างของอาหารจริง เช่น เนื้อมะม่วงสุก และโยงถึงปริมาณบีตาแคโรทีนที่เหลืออยู่ในระหว่างการเก็บรักษาที่ระดับความชื้นสัมพัทธ์ต่างกันครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้าเรามาฟังวิธีวิจัยกันนะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ มาฟังวิธีในการวิจัยกันครับ

    ทางผู้วิจัยได้นำมะม่วงน้ำดอกไม้พันธุ์สีทองสุก ซึ่งได้จัดซื้อจากบริษัท จันทบุรีโกลบอลเทรด จำกัด จังหวัดจันทบุรี จำนวน 40 กิโลกรัม แล้วนำมาคัดเลือกเพื่อใช้ในกระบวนการทำแห้งเยือกแข็ง โดยพิจารณาจากลักษณะทางกายภาพ คือ ผลที่ได้ขนาด สีผิวน้ำหนักที่ใกล้เคียงกัน และผลที่ลอยน้ำเกลือ ที่ระดับความเข้มข้น 3-4 เปอร์เซ็นต์ และมีปริมาณของแข็งที่ละลายอยู่ระหว่าง 16-20 บริกซ์ จากนั้นนำมะม่วงที่ผ่านการคัดเลือกมาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกและนำส่วนเนื้อมาหั่นเป็นทรงลูกบาศก์ยาวด้านละ 1 เซนติเมตร และอุณภูมิช่วงทำแห้ง โดยกำหนดสภาวะที่ใช้ในการทำแห้งเยือกแข็งมะม่วงน้ำดอกไม้ ดังนี้ เครื่องทำแห้งเยือกแข็งอยู่ที่อุณภูมิ -35 องศาเซลเซียส มีอุณภูมิของถาดช่วงทำแห้งอยู่ที่ -40 องศาเซลเซียส ให้เป็นสภาวะที่ 1 ส่วน อุณภูมิของถาดช่วงทำแห้งอยู่ที่ -15 องศาเซลเซียส กำหนดเป็น 2 และ แช่ไนโตรเจนเหลว เป็นเวลา 5 นาที  อุณภูมิของถาดช่วงทำแห้งอยู่ที่ -40 องศาเซลเซียส เป็นสภาวะที่ 3 ครับ

    โดยให้แช่มะม่วงในสภาวะการทำแห้งเยือกแข็งที่ 1 และ 2 สำหรับสภาวะที่ 3 ใช้การแช่เยือกแข็งโดยการแช่ในไนโตรเจนเหลว เป็นเวลา 5 นาที จากนั้นจึงนำเข้าเครื่องทำแห้งเยือกแข็ง และทำแห้งโดยกำหนดอุณหภูมิของถาดเป็น -40 องศาเซลเซียส และกำหนดสุดท้ายของผลผลิตภัณฑ์ เป็น 30 องศาเซลเซียส สำหรับทุกสภาวะการทำแห้งเยือกแข็ง

    จากนั้นนำผลิตภัณฑ์มะม่วงแห้งเยือกแข็งมาเก็บที่เดซิเคเตอร์ซึ่งบรรจุซิลิกาเจลเป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อดึงน้ำบางส่วนที่ยังเหลือในมะม่วงแห้งเยือกแข็งออก แล้วนำไปเก็บรักษาในเดซิเคเตอร์ซึ่งบรรจุสารละลายเกลืออิ่มตัวลิเทียมคลอไรด์ และแทสเซียมแอซีเตต เพื่อควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ เก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องและในสภาวะที่มีแสง ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้ามาฟังการวิเคราะห์ผลกันนะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ จากนั้นก็วิเคราะห์โครงสร้างภายในและภายนอกของมะม่วงแห้งเยือกแข็ง และต่อมาวิเคราะห์สารบีต้าแคโรทีน ผลของสภาวะการทำแห้งเยือกแข็งของมะม่วงที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างถายใน ลักษณะปรากฏ และอัตราการสลายตัวของสารบีต้าแคโรทีนในระหว่างการเก็บรักษา คือ การทำแห้งเยือกแข็งที่อุณหภูมิทำแห้งสูงกว่า อุณหภูมิหลอมเหลวของน้ำแข็ง ทำให้เกิดการยุบตัวของโครงสร้าง ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ในขณะเดียวกันการยุบตัวดังกล่าวจะช่วยถนอมสารบีต้าแคโรทีนเอาไว้ ได้ในระหว่างการเก็บรักษา เมื่อเทียบกับโครงสร้างที่มีรูพรุนสูง เนื่องจากชั้นที่ยุบตัวจะป้องกันการซึมผ่านของออกซิเจนเข้าสู่อาหาร นอกจากนี้การทำแห้งเยือกแข็งโดยแช่เยือกแข็งด้วยไนโตรเจนเหลว ทำให้เกิดรอยแตกบนมะม่วงแห้ง ซึ่งช่วยในการซึมผ่านของออกซิเจนเข้าสู่อาหาร นำไปสู่การสลายตัวของสารบีตาแคโรทีนในอัตราสูง และผลออกมาว่า ผู้บริโภคมีความชื่นชอบผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทำแห้งเยือกแข็งในสภาวะที่ 1 มากที่สุดครับ คือจะชอบแบบปานกลางค่อนข้างมาก รองลงมาคือ สภาวะที่ 2 คือ ชอบเล็กน้อย ในขณะที่ 3 อยู่ในระดับที่ไม่ชอบเล็กน้อย คุณผู้ฟังครับ การที่เราศึกษาระดับที่เหมาะสมระหว่างการยุบตัวและความสามารถในการเก็บรักษาสารบีต้าแคโรทีนจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาในการผลิตภัณฑ์ผลไม้แห้งเยือกแข็งต่อไป เพื่อเป็นการส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และแก้ปัญหาการเก็บรักษาผลผลิตให้ยาวนานขึ้น และแน่นอนว่างานวิจัยนี้ต้องได้รับการพัฒนาต่อไปในอนาคตครับ  วันนี้กระผม วิทวัส ยุทธโกศา ขอจบรายการไว้เพียงเท่านี้ครับ

    สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

     

  • การใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ในกระบวนการอบแห้งฟักทอง

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 11  เดือน มกราคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง การใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ในกระบวนการอบแห้งฟักทอง

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………………………………………………

     

    -เพลงประจำรายการ-

              สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ วันนี้กระผมมีผลงานที่น่าสนใจมาฝากคุณผู้ฟังครับ เป็นเรื่องราวของการแปรรูปฟักทองโดยการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ในกระบวนการอบแห้งและแช่อิ่มอบแห้ง เป็นการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางเลือกหนึ่งครับ เป็นผลงานวิจัยของ รศ.เสาวณีย์ เลิศวรสิริกุล ภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนครับ ก่อนอื่นเรามารู้จักกับพืชชนิดนี้กันก่อนนะครับ ฟักทอง ถือว่าเป็นพืชดั้งเดิมของโลกตะวันตก และเป็นพืชที่มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในทุกภาคของประเทศไทย เนื่องจากปลูกง่าย มีความทนทานต่อสภาวะแห้งแล้งสูง ทั้งยังไม่ต้องดูแลรักษามาก และสามารถใช้แทบทุกส่วนเป็นอาหารได้ตั้งแต่ ยอด ดอก ผล และแม้แต่เมล็ดก็มีรสชาติดีและมีคุณค่าทางอาหารสูงครับ ส่วนในเนื้อฟักทองมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิดด้วยกัน เช่น มีเบต้าแคโรทีน และโพแทสเซียมสูงครับ

    คุณผู้ฟังครับ เบต้าแคโรทีนมีประโยชน์ต่อระบบการทำงานของร่างกายนะครับ มีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกิริยา Oxidation ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ ก่อนที่จะทำปฏิกิริยาและทำลายส่วนประกอบต่างๆของเซลล์ ซึ่งที่ถูกทำปฏิกิริยาเหล่านี้เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งกล่องเสียงมะเร็งช่องปาก มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ เป็นต้น ซึ่งคุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าเบต้า-แคโรทีนเป็นสารประกอบแคโรทีนอยถึงร้อยละ 90 โดยแคโรทีนอยเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ที่จะช่วยในเรื่องของการมองเห็น นอกจากนี้ฟักทองยังมีสรรพคุณทางยา โดยเนื้อฟักทองสามารถช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะและโรคท้องร่วงได้ คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าฟักทองเป็นพืชที่มีกรดยูริกต่ำ ซึ่งเป็นกรดชนิดหนึ่งในร่างกาย ที่เกิดจากการเผาผลาญของสารพิวรีน ถ้ามีมากจนเกินไปจะเก็บสะสมตามข้อต่างๆ จนอาจจะเป็นโรคเก๊าท์ได้ และในฟักทองก็ไม่พบสารพิวรีนและกรดออกซาลิค ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภคครับคุณผู้ฟัง ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ แล้วช่วงหน้ากลับมาฟังเรื่องที่น่าสนใจกันต่อนะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับในปัจจุบันมีการนำฟักทองมาใช้ประโยชน์โดยการดัดแปลง หรือเสริมในอาหารอื่นๆ บ้างแล้ว แต่ยังไม่มากถึงขั้นเป็นอุตสาหกรรม และการใช้ประโยชน์จากฟักทองในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นการบริโภคในครัวเรือนทำให้ราคาของฟักทองสดในตลาดมีความผันผวน โดยแปรผันตรงกับความต้องการของตลาดและฤดูกาล ในฤดูเก็บเกี่ยวจะมีฟักทองสดจำนวนมาก ซึ่งฟักทองสดมีอายุการเก็บรักษาที่จำกัด ซึ่งการแปลรูปฟักทองสดเป็นผลิตภัณฑ์ฟักทองอบแห้ง หรือฟักทองแช่อิ่มอบแห้งจึงยึดอายุการเก็บรักษา รวมทั้งเป็นการเพิ่มมูลค่าและช่วยควบคุมราคาของฟักทองในตลาดไม่ให้ผันผวนมากขึ้นครับ และยังทำให้ผู้บริโภคได้อาหารที่มีราคาถูกและมีคุณค่าทางอาหารสูงควบคู่กันไปด้วยครับ

    คุณผู้ฟังครับ ถึงแม้ว่าการทำผลไม้แช่อิ่มอบแห้ง หรือผลไม้อบแห้งรับประทานกันในครัวเรือน หรือการทำเพื่อจำหน่ายกันในชุมชนมีมานานแล้ว แต่มักเป็นการทำที่อาศัยความชำนาญเฉพาะตัว กว่าจะทำใช้ฝีมือคงที่ต้องผ่านการทำหลายๆครั้งครับ เพราะมักจะไม่มีสูตรในการทำที่ตายตัว ต้องอาศัยการสังเกตการประมาณทำให้คุณภาพต่างกันไปในแต่ละครั้งที่ทำ ในการอบแห้งผักและผลไม้โดยทั่วไปจะใช้การตากแดด หรืออบแห้งด้วยลมร้อน ซึ่งอาจต้องการความร้อนในการทำให้แห้งและอาศัยระยะเวลาในการทำอบแห้งที่นาน และหากมีการแช่อิ่มร่วมกับการอบแห้งด้วยแล้ว ผลไม้แช่อิ่มอบแห้งที่ได้มักมีปริมาณน้ำตาลที่สูงครับ

    ซึ่งในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีที่ไม่ใช้ความร้อน มาใช้ในกระบวนการแปรรูปอาหารมากขึ้นยิ่งขึ้นครับ การใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ก็เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่มีการนำมาใช้ในกระบวนการแปรรูปอาหาร ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะแบ่งการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์กำลังต่ำ และความถี่สูง ซึ่งใช้สำหรับการวิเคราะห์เป็นส่วนใหญ่ และการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์กำลังสูงและความถี่ต่ำสำหรับการแปรรรูปอาหาร จึงได้มีการนำคลื่นอุลตร้าซาวด์มาใช้สำหรับกระบวนการแปรรูปอาหาร เช่น ใช้ในการสกัดน้ำผลไม้ ใช้ในการทำความสะอาด ใช้ในการผสมส่วนผสมให้เข้ากัน ใช้ในการเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในกระบวนการหมัก และนอกจากนี้ยังมีการนำคลื่นอัลตร้าซาวด์มาใช้ร่วมกับกระบวนการทำแห้ง ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิการทำแห้งลงได้ และทำให้ปฏิกิริยาการเกิดออกวิเดชัน หรือการสลายตัวของสารลดลง การนำคลื่นอัลตร้าซาวด์มาใช้จะช่วยเพิ่มอัตราของการถ่ายเทความร้อน ระหว่างผิวหน้าของวัตถุดิบที่จะทำแห้ง และของเหลวได้ ดังนั้นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ร่วมกับกระบวนการแช่อิ่ม และในกระบวนการทำแห้งแบบการทำฝอยครับ

    ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมุ่งหมาย เพื่อศึกษาผลของคลื่นอัลตร้าซาวด์มาใช้ในกระบวนการอบแห้งและแช่อิ่มอบแห้งฟักทอง โดยการนำคลื่นอัลตร้าซาวด์มาใช้กับฟักทองในช่วงก่อนนำไปอบแห้ง และการใช้คลื่นอุลตร้าซาวด์ในช่วงของการแช่อิ่มก่อนนำไปอบแห้ง เปรียบเทียบกับการอบแห้งฟักทองโดยที่ไม่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ วิเคราะห์ผลของการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ต่อการเทมวลสารระหว่างการแช่อิ่ม และสัมประสิทธิ์การแพร่ความชื้นประสิทธิผล ในช่วงการอบแห้ง รวมถึงการศึกษาผลของการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ต่อคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตฟักทองอบแห้งที่เหมาะสม ช่วยลดการใช้พลังงานในขั้นตอนการอบแห้ง และทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ฟักทองที่มีคุณภาพดีครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              เรามาเรียนรู้กับกระบวนการอบแห้ง หรือแช่อิ่มอบแห้งอาหารที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นวิธีถนอมอาหารที่ทำให้เราสามารถเก็บอาหารได้นาน โดยปราศจากการเน่าเสีย คุณผู้ฟังครับการทำแห้งจะทำให้น้ำระเหยออกไปจากอาหารโดยให้มีความชื้นเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย จนจุลินทรีย์ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ การทำแห้งยังช่วยให้เอนไซม์หลายชนิดที่ไม่ต้องการ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของสารอาหารได้ครับ

    เรามาฟังสภาวะการอบแห้งอาหารกันนะครับ ซึ่งสามารถจำแนกได้ออกเป็น3 แบบ ครับ

    1. การทำแห้งด้วยความดันบรรยากาศด้วยอากาศร้อน เช่น การตากแดด และเครื่องทำแห้งด้วยการอบลมร้อนเป็นการทำแห้งที่ความร้อนจะถูกถ่ายโอนเข้าไปในอาหารจากลมร้อน หรือผิวสัมผัสร้อนแล้วน้ำจากถูกดึงไปด้วยอากาศที่ไม่อิ่มตัว เป็นวิธีที่รับความนิยมครับคุณผู้ฟัง เนื่องจากต้นทุนในการทำแห้งไม่สูงนัก
    2. การทำแห้งภายใต้สุญญากาศ เป็นการทำด้วยการดึงน้ำออกได้อย่างเร็วรวดครับ ภายใต้ความดันที่ต่ำกว่าวิธีการทำแห้งภายใต้ความดันบรรยากาศ ลักษณะการถ่ายโอนความร้อนที่เกิดขึ้นมักเกิดแบบการพา ในกรณีที่มีอากาศอยู่บ้าง และบางครั้งเกิดร่วมกับการฉายรังสี
    3. การทำแห้งแบบเยือกแข็ง ซึ่งจะแต่งแตกจาก 2 วิธีแรก ตรงที่น้ำที่อยู่ในน้ำแข็งจะกลายเป็นไอโดยการระเหิด ลักษณะโครงสร้างของอาหารจึงยังมีสภาพที่ดีกว่า แต่ข้อเสียความจะมีต้นทุนที่ผลิตที่สูงและได้ผลผลิตที่น้อยกว่า 2 วิธีแรก ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    เรามาฟังปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราการอบแห้งกันนะครับ

    คุณผู้ฟังในการทำอาหารทั่วๆไป มีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้การอบแห้งนั้นเกิดได้เร็ว หรือช้าซึ่งพอสรุปได้ดังนี้ครับ

    1. ลักษณะธรรมชาติของอาหารคุณผู้ฟังครับอาหารที่มีลักษณะเป็นรูพรุนมากๆ จะมีอัตราการอบแห้งเร็วนอกจากนั้นพื้นที่ของอาหารก็จะมีผลต่ออัตราการอบแห้งมาก อาหารที่มีพื้นที่ผิวมากๆการอบแห้งก็จะทำได้เร็วมากขึ้นครับ
    2. ขนาดและรูปร่างของอาหาร ส่วนใหญ่จะคำนึงถึงเฉพาะความหนาของอาหาร เนื่องจากอัตราการอบแห้งจะเป็นสัดส่วนผกผันกับความหนาของอาหาร ยิ่งอาหารหนาขึ้นเท่าไรการอบแห้งก็จะเกิดได้ช้าลงเท่านั้นครับ
    3. ปริมาณอาหาร อาหารที่ใส่ในเครื่องอบแห้ง และการจัดเรียงเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งครับ การใส่ปริมารอาหารมากเกินไปเข้าไปในเครื่องอบแห้ง จะทำให้การอบแห้งทำได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะบริเวณช่วงกลางๆ น้ำจะระเหยออกได้ไม่ดี ความร้อนเข้าไปไม่ค่อยถึง ยิ่งถ้าจัดเรียงตัวกันไม่ดีแล้ว ก็จะทำให้อัตราการอบแห้งเกิดขึ้นได้ช้ามากครับ
    4. ความสัมพันธ์ของอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ และความเร็วของลม คุณผู้ฟังครับทราบไม่ครับว่าความชื้นของอากาศเป็นสิ่งที่สำคัญมากนะครับ การระเหยน้ำออกจะทำได้ดีหรือไม่ดีขึ้นกับความชื้นของอากาศและความเร็วของลม นอกจากนั้นอุณหภูมิที่ใช้อบก็จะเป็นปัจจัยที่สำคัญเช่นกันครับ
    5. ความดันครับ การที่เราทำแห้งใต้ความดันที่ต่ำ จะทำให้อัตราการอบแห้งเร็วขึ้นครับ เนื่องจากนน้ำจะระเหยเร็วขึ้นเมื่อความดันต่ำลง มักนิยมใช้วิธีกับเนื้อสัตว์ที่เติมในอาหารประเภทซุป

    ต่อด้วยประโยชน์ของการอบแห้งมีดังนี้ครับ

    1.  ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ หรืออาจทำให้เกิดความสะดวกในการใช้มากขึ้นครับ

    2.  ช่วยป้องการเน่าเสียจากเชื้อจุลลินทรีย์ ปฏิกิริยาทางเคมี และเอนไซม์

    3.   ช่วยยืดอายุการเก็บรักษา ทำให้มีใช้หรือบริโภคในเวลาที่ขาดแคลนผลผลิต นอกฤดูกาลหรือแหล่งห่างไกล

    4.  ช่วยประหยัดต้นทุนในการเก็บรักษา โดยไม่ต้องแช่ตู้เย็นซึ่งจะเปลืองค่าใช่จ่าย

    5.  ช่วยลดน้ำหนักอาหาร ทำให้สะดวกในการบรรจุ เก็บรักษาและขนส่ง ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ การใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ในกระบวนการอบแห้ง

    อ้างอิงข้อมูลจาก Fernandes และคณะ ได้ศึกษาผลของการแช่อิ่ม และการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ต่อโครงสร้างเนื้อเยื่อของแตง ซึ่งพบว่าการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์จะทำให้โครงสร้างของผลไม้เกิดเป็นรูเล็กๆ แต่ไม่ได้ทำให้เกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อ ดังนั้นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์จะทำให้เกิดการส่งผ่านของน้ำได้ดัขึ้นครับ ในระหว่างการอบแห้งด้วยลมร้อน ในขระที่การแช่อิ่มจะทำให้รุปร่างของพนังเซลล์เปลี่ยนแปลงไปได้ ซึ่งการแช่อิ่มด้วยเวลาต่ำกว่า 30 นาที จะไปลดอัตราการส่งผ่านของน้ำ เนื่องจากการแพร่เข้าของน้ำตาลในผลิตภัณฑ์ แค้ถ้าเพิ่มเวลาในการแช่อิ่มให้มากกว่า 1 ชั่วโมง จะทำให้พนังเซลล์เกิดการฉีกขาด และจะไปลดแรงต้านทำให้อัตราการส่งผ่านของน้ำสงขึ้น

    จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าการนำคลื่นอัลตร้าซาวด์มาประยุกต์ใช้กับกระบวนการทำแห้งผลลิตภัณฑ์ยังมีค่อนข้างน้อย คุณผู้ฟังครับ การนำคลื่นอัลตร้ซาวด์มาใช้ร่วมกับกระบวนการทำแห้งจะช่วยลดอุณหภูมิการทำแห้งลงได้ และทำให้ปฏิกิริยาการเกิดออกซิเดชันหรือการสลายตัวของสารลดลง การนำคลื่นอัลตร้าซาวด์จะช่วยเพิ่มอัตราของการถ่ายเทความร้อน ระหว่างผิวหน้าของวัตถุดิบที่จะทำแห้งและของเหลวได้ ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาผลของคลื่นอัลตร้าซาวด์ที่มาใช้ในกระบวนการอบแห้งและแช่อิ่มอบแห้งฟักทอง โดยการนำคลื่นอัลตร้าซาวด์มาใช้กับฟักทองในช่วงก่อนนำไปอบแห้ง และการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ในช่วงของการแช่อิ่มก่อนนำไปอบแห้ง และมีการเปรียบเทียบกับการอบแห้งฟักทองโดยที่ไม่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ จากนั้นก็วิเคราะห์ผลของการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตฟักทองอบแห้ง และฟักทองแช่อิ่มอบแห้งที่เหมาะสมครับ

    มาฟังผลการทดลองกันนะครับ เมื่อเปรียบเทียบการแช่อิ่มอบแห้งฟักทองแบบที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ในระหว่างการแช่อิ่มและแบบที่ไม่ใช้พบว่าฟักทองที่ผ่านการแช่อิ่มดดยใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์มีค่าร้อยละการสูญเสียน้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าการแช่อิ่มฟักทองโดยไม่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ แต่มีค่าร้อยละของแข็งที่เพิ่มขึ้นต่ำกว่าครับ ดังนั้นแสดงว่าการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ในขณะแช่อิ่มมีผลทำให้น้ำแพร่ออกจากเนื้อฟักทองได้รวดเร็วขึ้น ในขณะที่ของแข็งจากสารละลายออสโมซิสแพร่เข้าสู่ฟักทองได้ช้าลง

    นอกจากนี้ฟักทองแช่อิ่มอบแห้งที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ยังมีคุณลักษณะปรากฎสม่ำเสมอกว่าฟักทองที่แช่อิ่มอบแห้งที่ไม่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์

    สรุปจากการทกลอง คือ กระบวนการอบแห้งฟักทองที่เหมาะสม คือ การอบแห้งโดยไม่ต้องผ่านคลื่นอัลตร้าซาวด์นาน 390 นาที ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส และกระบวนการผลิตฟักทองแช่อิ่มอบแห้งที่เหมาะสม คือ การแช่อิ่มโดยใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ก่อนนำมาอบแห้งที่ 60 องศาเซลเซียส นาน 300 นาที

    คุณผู้ฟังครับ ฟักทองอบแห้งนั้นไม่สามารถบริโภคได้ทันทีต้องผ่านการนำไปคืนตัวในน้ำร้อนก่อน จึงเหมาะกับการใช้บบริโภคร่วมกับอาหารอื่นๆ หรือใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อื่นๆ แต่สำหรับฟักทองแช่อิ่มอบแห้งนั้นสามารถบริโภคได้เลยครับ หรือจะนำไปเป็นส่วนในผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ไอศรีม หรือโยเกิร์ต ก็ได้เช่นกัน เราจะเห็นได้ว่าฟักทองเป็นพืชที่มีประโยชน์มากมาย และที่สำคัญการเพาะปลูก ดูแลรักษาก็ง่าย และถ้าเรานำผลผลิตมาต่อยอดโดยการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าก็จะเป็นการดีขึ้นไปอีกครับ เพราะนั้นคือการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วยครับ วันนี้กระผมขอจบรายการไว้เพียงเท่านี้นะครับ

    สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการ หรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

  • เรื่อง การผลิตกล้ายางพาราเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตยางพาราของประเทศ

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 18  เดือน ตุลาคม  พ.ศ. 2556

    เรื่อง การผลิตกล้ายางพาราเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตยางพาราของประเทศ

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………………………………………………

     

     

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

     

    สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่าน พบกันอีกครั้งน่ะครับ ช่วงนี้ฝนตกบ่อยดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยน่ะครับ วันนี้เรามาฟังกันเรื่องการผลิตกล้ายางพันธุ์ดีที่มีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้นๆที่สามารถส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตน้ำยางให้สูงขึ้นครับ  เนื่องจากต้องมีการปลูกสร้างสวนยางใหม่อยู่ทุกปีไม่ว่าจะเป็นการปลูกในพื้นที่ใหม่หรือการปลูกทดแทนสวนเก่าที่เสื่อมสภาพไป  สถาบันวิจัยยางได้ประเมินการปลูกยางในภาพรวมไว้ที่ประมาณ 3-4 แสนไร่ต่อปีซึ่งจะต้องใช้ต้นกล้ายางพันธุ์ดีถึงปีละกว่า 40 ล้านต้น แต่ด้วย การที่ต้องผลิตเป็นจำนวนมากจึงเป็นไปได้ที่กล้ายางบางส่วนอาจไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งก็จะส่งผลถึงปริมาณและคุณภาพของน้ำยางพาราและเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงขึ้น   การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ การใช้เทคโนโลยีและวิชาการใหม่ๆ ตลอดจนการลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย จึงเป็นแนวทางสำคัญอย่างยิ่งที่จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการผลิตยางพาราของประเทศได้ครับ  ดังนั้นโครงการวิจัยของนางวีระศรี เมฆตรง ศูนย์วิจัยระบบนิเวศเกษตร สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร จึงมีเป้าหมายในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาและปรับปรุงการผลิตกล้ายางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และได้ต้นกล้าที่สมบูรณ์ตามมาตรฐาน มีเปอร์เซ็นต์รอดตายสูง  ซึ่งจะต้องดำเนินการตั้งแต่ การจัดการด้านเมล็ดพันธุ์  การจัดการแปลงเพาะต้นตอตลอดถึงการใช้วัสดุปลูกที่เหมาะสมเพื่อเลี้ยงกล้าให้สมบูรณ์และขนย้ายได้สะดวกในปริมาณมาก ๆ ครับ ช่วงนี้พักกันสักครู่น่ะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ ช่วงนี้เรามาฟังกันในวิธีของการวิจัยกันนะครับ

    วิธีของการวิจัยมีดังนี้ครับ

    การทดลองที่ 1    การพัฒนาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ของยางพาราสำหรับการผลิตต้นตอยาง

    ของขนาดเมล็ดที่มีต่อคุณภาพของเมล็ด

    1. ใช้เมล็ดพันธุ์ RRIM600 ที่เก็บเกี่ยวจากแปลงเกษตรกร บริเวณสถานีวิจัยสิทธิพรกฤดากร จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์   เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2553  และส่งเข้าห้องปฏิบัติการเมล็ดพันธุ์ ภาควิชา พืชสวน คณะเกษตร

    2. ชั่งน้ำหนัก 100 เมล็ด ของเมล็ดที่มีอายุ 2, 5, 10, 15, 20, 25 และ 30 วันหลังเก็บเกี่ยว

    (จำนวน 3 ซ้ำ)

    3. เพาะทดสอบความงอกของเมล็ดในกระบะทรายที่ฆ่าเชื้อแล้ว โดยใช้เมล็ดที่มีอายุ 2, 5, 10, 15 และ 20 วันหลังเก็บเกี่ยว

    การทดลองที่ 2 การศึกษาการจัดการแปลงเพาะต้นตอยางพารา

              ปัจจัยที่ศึกษามี  3 ปัจจัยคือ

    1. ความลึกของแปลงเพาะต้นตอยางพารามี  2  ระดับ คือ

    ลึก  20  เซนติเมตร

    ลึก  30  เซนติเมตร

    1. วัสดุปลูก  7  ชนิด ส่วนผสมเป็นสัดส่วนโดยปริมาตรของดินเดิมแปลงปลูก มีส่วนผสมดังนี้

    ขุยมะพร้าว:ดิน    1:1

    ขุยมะพร้าว:ดิน    2:1

    ขุยมะพร้าว:ดิน:ทราย    1:1:1

    กาบมะพร้าวสับ:ดิน    1:1

    กาบมะพร้าวสับ:ดิน    2:1

    กาบมะพร้าวสับ: ดิน:ทราย    1:1:1

    1. การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินในแปลงเพาะ

    ปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด  200  ก.ก./ไร่

    ปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ด  400  ก.ก./ไร่

    -วางแผนการทดลองโดยใช้แปลงทดลองขนาด  2×4  เมตร  จำนวน   84  แปลง

     

    การทดลองที่ 3 การทดสอบภาชนะปลูกและวัสดุปลูกที่เหมาะสมกับต้นตอยางพารา

    1.  วัสดุปลูกที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ มี 3 ชนิดได้แก่  ดินเหนียว  ขุยมะพร้าว ขี้เลื้อย

    2.  ภาชนะปลูกที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ ได้แก่  ถุงขนาด 4×13 นิ้ว และ 6×14 นิ้ว

    3.  เชื้อไมคอร์ไรซา

    4.  แผนผังการทดลองเป็นแบบ Factorial Randomized Complete Block Design จำนวน 4 ซ้ำแต่ละซ้ำใช้เมล็ดยางพารา 16  ตัวอย่าง  ครับคุณผู้ฟัง ช่วงนี้พักกันสักครู่น่ะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    กลับมาฟังกันต่อน่ะครับ มาฟังผลและวิจารณ์กันน่ะครับ

     

    การทดลองที่ 1    การพัฒนาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ยางพาราสำหรับการผลิตต้นตอยาง  เป็นการศึกษาอิทธิพล

    ของขนาดเมล็ดที่มีต่อคุณภาพของเมล็ด

     

    น้ำหนัก 100 เมล็ด

    ชั่งน้ำหนัก 100 เมล็ดของเมล็ดที่มีอายุ 2, 5, 10, 15, 20, 25 และ 30 วันหลังเก็บเกี่ยว  โดยบันทึกข้อมูลระหว่างวันที่ 6 สิงหาคม – 3 กันยายน พ.ศ. 2553 ในสภาพอุณหภูมิห้องซึ่งมีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 27.5 – 30.5 องศาเซลเซียส พบว่า ในระยะ 5 วันแรก เมล็ดมีอัตราการสูญเสียน้ำหนักสดค่อนข้างสูงและยังลดลงอย่างต่อเนื่อง (ตาราง 1) เมล็ดที่อายุ 2-5 วันหลังเก็บเกี่ยวมีแนวโน้มว่ามีเปอร์เซ็นต์ความชื้นในเมล็ดสูงที่สุด จึงน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนให้เมล็ดยางพารามีเปอร์เซ็นต์ความงอกลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากเมล็ดหล่นจากต้นและเก็บเมล็ดไว้ในสภาพปกติ คือ อุณหภูมิห้อง ทั้งนี้เนื่องจากเมล็ดพืชบางชนิดจะสูญเสีย การเจริญเติบโตได้ ถ้าความชื้นในเมล็ดต่ำลง เช่น จากการศึกษาถึงความชื้นของเมล็ด เมเปิ้ลพบว่าเมล็ดมีความชื้น 58 เปอร์เซ็นต์เมื่อเมล็ดแก่ในเดือนมิถุนายน และจะสูญเสีย การเจริญเติบโตเมื่อความชื้นลดลงมาเหลือ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมล็ดยางจะมีการเจริญเติบโตนานขึ้น

    คุณผู้ฟังครับ ในการประเมินผลการทดสอบการงอกของเมล็ดพิจารณาที่ความสามารถในการงอก ของเมล็ดโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์การงอกทั้งหมดของเมล็ด สำหรับค่าประเมินอัตราการงอก พิจารณาจากค่า Mean Germination Time หรือ MGT ซึ่งเป็นค่าที่ใช้สำหรับการประเมินความแข็งแรงของเมล็ด

    เปอร์เซ็นต์การงอกทั้งหมดของเมล็ด  เมล็ดมีความงอกต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์  ความงอกลดลงตามอายุการเก็บรักษาที่มากขึ้น และสูญเสียความงอกทั้งหมดตั้งแต่อายุ 15 วันหลังเก็บเกี่ยว แสงมีผลต่อเปอร์เซ็นต์ความงอก  คือเมื่ออายุการเก็บรักษามากขึ้นเมล็ดที่เพาะในที่มืดจะมีความงอกสูงกว่าในที่สว่าง และเมื่อพิจารณาค่า MGT พบว่า การเพาะในที่สว่างมีแนวโน้มว่ามีค่า MGT ต่ำกว่าเมื่อเพาะในที่มืด ครับคุณผู้ฟัง

    คุณผู้ฟังครับ เมล็ดที่อายุหลังเก็บเกี่ยวมากขึ้น มีแนวโน้มว่าจะให้จำนวนต้นกล้าปกติลดน้อยลง แต่ต้นกล้าที่ได้มีอัตราการเจริญเติบโตสูงมากกว่าต้นกล้าที่เกิดจากเมล็ดที่เก็บรักษาไว้ในระยะเวลาน้อยกว่า ครับ

     

    มาต่อกันที่การทดลองที่ 2 กันน่ะครับ การศึกษาการจัดการแปลงเพาะต้นตอยางพารา

    1.ขุดดินเดิมในแปลงทดลองออกตามความลึกที่กำหนด 20 และ 30 เซนติเมตร แล้วผสมวัสดุปลูกตามอัตราส่วนของตำรับทดลอง อัดส่วนผสมในแปลงให้แน่นเพื่อป้องกันการยุบตัวระหว่างการทดลอง

     

    2. เพาะเมล็ดยางพาราโดยชักร่องตามความยาวของแปลง แปลงละ 3 แถว   ระยะห่างระหว่างแถวเท่ากับ 90  เซนติเมตร   เว้นขอบแปลงข้างละประมาณ 5 เซนติเมตร    ขุดร่องลึกประมาณ 8-10 เซนติเมตร   โรยปุ๋ยคอกปั้นเม็ดในร่องแปลง ตำรับปุ๋ยอัตรา 200 กก./ไร่  ใช้ปุ๋ยแปลงละ 1 กก.   และตำรับปุ๋ยอัตรา 400 กก./ไร่  ใช้ปุ๋ยแปลงละ 2 กก.

     

    - หยอดเมล็ดวันที่ 10 สิงหาคม 2553     โดยวางเมล็ดยางพาราลงร่องแปลง  ใช้เมล็ดในอัตรา  500 กก./ไร่ (เท่ากับ 1 แปลงใช้เมล็ดยาง  2.5 กก.)  กลบวัสดุปลูกให้เท่าระดับดินในแปลง

    - ใช้เมล็ดยางพาราพันธุ์ RRIM  600  ที่มีอายุ  7  วันหลังเก็บจากต้น

     

    ผลการทดลอง   ยังไม่สามารถบันทึกข้อมูลการเจริญเติบโตได้

     

     

    มาต่อกันกับการทดลองที่ 3 น่ะครับ การทดสอบภาชนะปลูกและวัสดุปลูกที่เหมาะสมกับต้นตอยางพารา

     

    การศึกษาอิทธิพลของภาชนะปลูกและวัสดุปลูกต่อการเติบโตของต้นตอยางพาราได้ทำการเพาะเมล็ดยางพาราเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 และได้ทำการเก็บข้อมูลการเติบโตของต้นตอยางพาราทุกเดือน ซึ่งมีผลการทดลองดังต่อไปนี้

     

    การเติบโตทางความสูง

     

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 1 เดือน ต้นตอยางพารามีความสูงเฉลี่ย  24.80 เซนติเมตร  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ  26.37 เซนติเมตร

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 2 เดือน ต้นตอยางพารามีความสูงเฉลี่ย  36.84 เซนติเมตร  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ 38.52 เซนติเมตร ครับ

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 3 เดือน ต้นตอยางพารามีความสูงเฉลี่ย  41.78 เซนติเมตร  แต่ต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็กมีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ  44.04 เซนติเมตรครับ

    และเมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 4 เดือน ต้นตอยางพารามีความสูงเฉลี่ย  47.06 เซนติเมตร  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็กมีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่ และต้นตอ ยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ 50.46 เซนติเมตร ครับ

    จากการทดสอบทางสถิติพบว่าความสูงเฉลี่ยของต้นตอยางพาราอายุ 1 เดือนและ 4  เดือนที่ปลูกในวัสดุปลูกต่างชนิดกันมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% แต่ความสูงเฉลี่ยต้นตอยางพาราที่ปลูกในภาชนะขนาดต่างกันไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ ครับ ช่วงนี้พักกันสักครู่น่ะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

              อัตราการเติบโตทางความสูง

    ภายหลังการปลูกต้นตอยางพาราได้ 1 เดือน  พบว่า ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ย  24.80 เซนติเมตร/เดือน  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ยต่อเดือนมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีอัตรา การเติบโตทางความสูงเฉลี่ยต่อเดือนมากที่สุด คือ  26.37 เซนติเมตร/เดือน

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 2 เดือน  ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ย  12.06 เซนติเมตร/เดือน โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวผสมขุยมะพร้าวมีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ 12.62 เซนติเมตร/เดือน

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุ 3 เดือน มีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ย  4.41 เซนติเมตร/เดือน  แต่ต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็กมีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวผสมเชื้อไมคอร์ไรซามีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ  5.12 เซนติเมตร/เดือน

    และเมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 4 เดือน ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ย  4.48 เซนติเมตร/เดือน  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็กมีความสูงเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวมีอัตราการเติบโตทางความสูงเฉลี่ยมากที่สุด คือ 5.61 เซนติเมตร/เดือน

    อัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น

    ภายหลังการปลูกต้นตอยางพาราได้ 1 เดือน พบว่า ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางเส้น       ผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย  0.25 เซนติเมตร/เดือน  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวผสมขุยมะพร้าวมีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางมากที่สุด คือ  0.26 เซนติเมตร/เดือน

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุได้ 2 เดือน  ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย  0.04 เซนติเมตร/เดือน  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวผสมเชื้อไมคอร์ไรซา, ดินเหนียวผสมขี้เลื้อย และ ดินเหนียวผสมขี้เลื้อยและเชื้อไมคอร์ไรซามีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากที่สุด คือ 0.05 เซนติเมตร/เดือน

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุ 3 เดือน ต้นตอยางพารามีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย  0.06 เซนติเมตร/เดือน โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก  และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวผสมขุยมะพร้าวมีอัตราการเติบโตทางเส้น ผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากที่สุด คือ  0.08 เซนติเมตร/เดือน

    เมื่อต้นตอยางพาราอายุ 4 เดือน ต้นตอมีอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย 0.05 เซนติเมตร /เดือน  โดยต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่าต้นตอยางพาราที่ปลูกในถุงขนาดเล็ก และต้นตอยางพาราที่ปลูกด้วยดินเหนียวและดินเหนียวผสมเชื้อไมคอร์ไรซามีอัตราการเติบโต ทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยมากที่สุด คือ 0.06 เซนติเมตร/เดือน

    จากการทดสอบทางสถิติพบว่าอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยต้นตอยางพาราที่อายุ 1, 2, 3 และ 4 เดือนที่ปลูกในภาชนะขนาดต่างกันมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95%  และอัตราการเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยของต้นตอยางพาราที่อายุ 1 เดือนที่ปลูกในวัสดุปลูกต่างชนิดกันมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ครับคุณผู้ฟัง

    มาฟังสรุปและข้อเสนอแนะกันครับ

    ในเบื้องต้นสามารถสรุปได้ว่า การลดลงของความชื้นในเมล็ดหลังจากเก็บเกี่ยว มีผลต่อการสูญเสีย  การเจริญเติบโตของเมล็ดยางพารา  ขนาดของภาชนะปลูกและวัสดุปลูกชนิดต่าง ๆ น่าจะมีผลต่อการเจริญ เติบโตของต้นตอยางพาราครับคุณผู้ฟัง

    สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

  • การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแบบประหยัด

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่16 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

    เรื่อง  การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแบบประหยัด

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    ………………………………………………………………………………………………………………………………………….

    -เพลงประจำรายการ-

              สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย        ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม…………………..เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

              คุณผู้ฟังครับ จากปัญหาที่เกษตรกรประสบในการเพาะปลูกในประเทศไทย ทั้งปัญหาความแห้งแล้ง โรคพืชแมลงศัตรูพืชระบาด น้ำท่วม คุณภาพของผลิตผล และที่สำคัญที่สุดปัญหาการใช้สารพิษเพื่อกำจัดแมลง ส่งผลทำให้ดินและระบบนิเวศน์ได้รับผลกระทบอย่างมาก รวมทั้งอันตรายที่เกิดจากสารพิษต่อทั้งเกษตรกรผู้ปลูกเอง และประชาชนผู้บริโภค ซึ่งปัญหาเหล่านี้ได้รับการดูแลแก้ไขน้อยมาก เนื่องจากการที่เกษตรกรขาดความรู้ งบประมาณ และแรงจูงใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย ปัจจุบันรูปแบบการทำการเกษตรได้มีการพัฒนาไปมากแล้ว ซึ่งจะเห็นได้จากประเทศที่เดิมเคยเป็นผู้นำเข้าพืชผลทางการเกษตรเพื่อหล่อเลี้ยงประชากรในประเทศ เช่น อิสราเอล แต่ในปัจจุบันกลับกลายเป็นผู้ส่งออกพืชผลทางการเกษตรรายใหญ่ของโลก ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากการพัฒนาและปลูกฝังให้เยาวชนของชาติ มีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพเกษตรกรรม โดยใช้เทคโนโลยีการเกษตรและการจัดการฟาร์มในรูปแบบใหม่ๆ รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐฯ ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าประเทศไทยมีศักยภาพอย่างมากในการที่จะทำ อุตสาหกรรมการเกษตร เพื่อที่จะเป็นครัวของโลกซึ่งก็เป็นนโยบายของภาครัฐฯอยู่แล้ว และด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น สภาพของภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ความวิริยะอุตสาหะ ความอดทน และที่สำคัญ ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม ความได้เปรียบด้านต่างๆเหล่านี้ถ้าได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องและมีเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ กระผมเชื่อว่าต่อไปประเทศไทยจะเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ได้คุณภาพที่สำคัญของโลกในไม่ช้าแล้วล่ะครับ   แต่ว่าเราจะนำเทคโนโลยีอะไรเข้ามาใช้เพื่อพัฒนา และช่วยเหลือให้แก่ชาวเกษตรกรได้มีทางเลือกมากขึ้น และยังต้องเป็นวิธีการที่จะได้ประโยชน์ คุ้มค่า ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เพื่อจะได้เป็นการตอบโจทย์และช่วยแก้ปัญหาให้แก่พี่น้องชาวเกษตรกรให้ตรงจุดมากที่สุด และเพื่อให้ทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการผลิตพืชแผนใหม่อีกด้วย  … และวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัยของเรามีคำตอบครับ รับรองว่าวิธีการนี้น่าจะเป็นที่ถูกใจของเกษตรกรและผู้บริโภค เพราะว่า เป็นวิธีง่ายๆ ได้ผลแน่นอน แต่วิธีการที่ว่านี้จะเป็นอย่างไร ต้องกลับมาติดตามกันต่อ ในช่วงหน้าครับ อีกสักครู่ครับ …

    -เพลงคั่นรายการ-

     

              คุณผู้ฟังครับ   และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่ก้าวหน้าและได้มีการพัฒนาเพื่อให้การเกษตร การปลูกพืช ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ วิธีการก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อน คุณผู้ฟังพอจะเดาออกไหมครับ ว่าวิธีการที่ว่านี้คือวิธีการใด… วิธีการที่กระผมกำลังจะพูดถึงนั้น นั่นก็คือ การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแบบประหยัด หรือที่เรียกกันว่า “ไฮโดรโพนิคส์” หรือ “ซอยเลสคัลเจอร์” ยังไงล่ะครับ ซึ่งการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน ก็จะมีชื่อเรียกในภาษาไทยหลายชื่อด้วยกัน อย่างเช่น การปลูกพืชไร้ดิน การปลูกพืชในน้ำที่มีธาตุอาหารพืช การปลูกพืชในสารอาหารพืช การปลูกพืชในวัสดุปลูกที่ไม่ใช้ดินที่มีธาตุอาหารพืช การปลูกพืชโดยให้รากพืชสัมผัสสารอาหารโดยตรงที่ไม่มีดินเป็นเครื่องปลูก  คุณผู้ฟังครับ การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน เป็นวิธีการปลูกพืชเลียนแบบการปลูกพืชบนดินโดยไม่ใช้ดินเป็นวัสดุในการปลูก แต่เป็นการปลูกพืชลงบนวัสดุปลูกชนิดต่างๆ ซึ่งวัสดุปลูกแทนดินนี้มีหลายชนิดคือ วัสดุปลูกที่เป็นอนินทรีย์สารและวัสดุปลูกสังเคราะห์ครับ โดยพืชสามารถจะเจริญเติบโตบนวัสดุปลูกจากการได้รับสารละลายธาตุอาหารพืช (หรือสารอาหาร) ที่มีน้ำผสมกับปุ๋ยที่มีธาตุต่างๆ ที่พืชต้องการทางราก  ดังนั้นการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน จึงเป็นการปลูกพืชในลักษณะที่เราไม่เปิดโอกาสให้พืชได้อาหารจากแหล่งอื่นเลย  นอกจากได้จากสารละลายธาตุอาหารที่เราให้แก่พืชเท่านั้น  ทำให้เราง่ายต่อการดูแล เพราะว่าเกษตรกรสามารถควบคุมปริมาณธาตุอาหารให้กับพืชได้อย่างสม่ำเสมอนั่นเองครับ

              ซึ่งการปลูกพืชแบบไร้ดินนี้ เกษตรกรสามารถปลูกผักได้ทุกชนิดครับ และยังปลูกได้ทุกสภาพอากาศทุกพื้นที่การเกษตร ส่วนในเรื่องของขั้นตอนการปลูกก็ไม่ยุ่งยากด้วยนะครับ  การดูแลรักษาก็ง่าย ได้ผลผลิตที่แน่นอน และสูงกว่าการปลูกแบบไร้ดินของต่างประเทศ ผลผลิตที่ได้จะปราศจากสารพิษ 100% ซึ่งในปัจจุบันผู้บริโภคได้ตื่นตัวอย่างมากต่อการบริโภคพืชผักที่ปราศจากสารพิษ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า การปลูกพืชแบบดั้งเดิมไม่อาจหลีกเลี่ยงสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ เพราะการระบาดของศัตรูพืช และการดื้อยาของศัตรูพืช ถึงเวลาแล้วที่ควรจะส่งเสริมให้มีการปลูกพืชผักในรูปแบบใหม่ที่ไม่ยุ่งยาก และได้ผลผลิตที่ปลอดสารพิษ เพื่อให้ทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการผลิตพืชแผนใหม่ ด้วยเหตุผลกล่าวและรวมกับความต้องการของผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมและความนิยมที่ต่างไป ดร.ธรรมศักดิ์ ทองเกตุ และนายจตุรงค์ จันทร์สี่ทิศ จากภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนและศูนย์วิจัยพืชผักเขตร้อน ได้ทำการค้นคว้าวิจัย เรื่อง “การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแบบประหยัด” ซึ่งได้มีการพัฒนาเทคนิคใหม่ในการปลูกพืชไร้ดิน จนประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการเกษตรแผนใหม่ และมีความพร้อมอย่างมากที่จะเผยแพร่เทคโนโลยีการเกษตรแผนใหม่เพื่อให้ภาคการเกษตรไทยมีความก้าวหน้า และรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้ทัน และยกระดับความรู้ให้แก่เกษตรกรเพื่อความก้าวหน้าของวงการเกษตรประเทศไทยต่อ ไป  คุณผู้ฟังครับ เดี๋ยวในช่วงหน้าเรากลับมาฟังในส่วนของประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินดูบ้าง และเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย เพื่อว่าเกษตรกรจะได้นำข้อมูลในส่วนนี้มาช่วยตัดสินใจได้อีกทางหนึ่งครับ  แต่สำหรับตอนนี้เดี๋ยวเราพักกันสักครู่ก่อนครับ…… 

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ..แต่เดิมนั้นวิธีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินในลักษณะปลูกลงน้ำ ก็เพื่อทดลองการปลูกพืชลงในน้ำก่อนและมีการเติมแร่ธาตุต่างๆลงไป โดยมีวัตถุประสงค์ก็เพื่อทำการศึกษาว่าแร่ใดบ้างที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชบ้าง  ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เทคนิคการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินนี้ปลูกพืชเพื่อเป็นการค้าอย่างเช่นในปัจจุบัน และเมื่อการปลูกพืชในโรงเรือนในต่างประเทศ เริ่มมีการมองหาทางเลือกอื่นๆ ในการปลูกพืชในโรงเรือนทดแทนการใช้ดินเป็นวัสดุปลูกที่มีน้ำหนักมาก และต้องยุ่งยากในการเปลี่ยนถ่ายดินบ่อยๆ เพราะมีปัญหาการอัดแน่นและการระบาดของโรคและแมลง  จึงเริ่มหันมาสนใจวิธีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินขึ้น  นอกจากการปลูกลงในน้ำสารละลายอาหารโดยตรงแล้ว ก็มีการทดลองใช้วัสดุหลายชนิดมาเป็นวัสดุปลูก อย่างเช่น ทราย กรวด ใยหิน และเวอร์มิคูไลท์  และการให้สายละลายอาหารไปพร้อมกับการให้น้ำในระบบน้ำหยด วิธีการให้สารละลายแก่รากพืชก็มีการพัฒนารูปแบบต่างๆกันออกไปครับ ซึ่งจากเดิมที่ปล่อยให้รากแช่อยู่ในน้ำสารละลายและเป่าอากาศลงในแม่น้ำ ก็มีการดัดแปลงให้รากพืชนั่งอยู่ในรางที่มีสารละลายอาหารไหลเป็นแผ่นบางๆ หมุนเวียนตลอดเวลาโดยไม่ต้องมีการเป่าอากาศลงในน้ำที่เรียกว่าระบบ NFT  ซึ่งเป็นระบบที่กำลังเป็นที่นิยมในบ้านเราในขณะนี้อีกด้วยล่ะครับ……

              คุณผู้ฟังครับ การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินได้รับการพัฒนาในต่างประเทศ  วัตถุประสงค์ก็เพื่อแก้ปัญหาการปลูกพืชในโรงเรือนโดยการใช้ดินที่มีความยุ่งยากและสิ้นเปลืองแรงงานในการปฏิบัติและเสี่ยงต่อการระบาดของโรคและแมลง ดังนั้นการปลูกโดยไม่ใช้ดินนี้จึงอาจไม่ได้มีประโยชน์หรือเกิดผลดีต่อการปลูกพืชในสถานการณ์อื่นๆเสมอไป จึงต้องควรมีการพิจารณาแล้วแต่ความจำเป็นและเหมาะสมกับสภาพปัญหาในแต่ละแห่งด้วยนะครับ   แต่อย่างไรก็ตามการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแบบประหยัดก็ล้วนแต่มีข้อดีและข้อเสียเหมือนกันนะครับ    เรามาลองเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียกันดูดีกว่านะครับ เริ่มจาก ข้อดี ในการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแบบประหยัดกันก่อนดีกว่าครับ

    1.ให้ผลผลิตต่อพื้นที่ปลูกสูงกว่าและสามารถทำการผลิตได้สม่ำเสมอและต่อเนื่อง

    2.อัตราการใช้แรงงานในการเตรียมดินการกำจัดวัชพืช ประหยัดเวลาในการปลูกจึงทำให้เสียค่าใช้จ่ายต่ำกว่า

    3.ใช้น้ำและธาตุอาหารได้อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เช่น ใช้น้ำลดลงถึง 10 เท่าตัวของการปลูกแบบธรรมดา
    4.ลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการใช้สารป้องกันและกำจัดแมลงได้100%
    5.สามารถปลูกได้ในเมืองเพราะใช้พื้นที่น้อยทำให้ประหยัดค่าขนส่ง
    6.ผลผลิตมีคุณภาพและไม่มีสารพิษตกค้างและไม่มีปัญหาเกี่ยวกับศัตรูพืชที่เกิดจากดิน และยังเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ เช่นสารเคมีตกค้างในดิน ไปจนถึงการบุกรุกทำลายป่าเป็นต้น
    7.ผลผลิตที่ได้นั้นมีคุณภาพ และขายได้ราคาดีกว่าการปลูกบนดินมากเพราะสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างถูกต้องแน่นอนและรวดเร็ว
    8.คนพิการก็สามารถทำการปลูกได้เป็นการส่งเสริมอาชีพให้กับผู้ด้อยโอกาส เพราะว่าเป็นวิธีการที่ง่ายไม่ต้องใช้แรงมากเหมือนวิธีการปลูกแบบใช้ดินที่จะต้องเตรียมดิน ขุดดินหรือแม้กระทั่งการจัดการวัชพืช
    9.สามารถทำการเพาะปลูกพืชได้ในบริเวณพื้นที่ ที่ดินไม่ดีหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก อย่างเช่น ในสภาวะตอนนี้ที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายๆพื้นที่ ทำให้พื้นที่เพาะปลูกต่างๆ เกิดความเสียหาย ไม่สามารถทำการเกษตรได้  และหลังจากน้ำลดก็ยังต้องมีการฟื้นฟู ปรับสภาพให้พื้นที่กลับมาพร้อมสำหรับการเพาะปลูกอีกครั้ง ระหว่างนั้นก็อาจจะใช้วิธีการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินนี้ทำการเพาะปลูก เพื่อจะได้มีอาชีพสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง ไม่แน่นะครับวิธีการนี้อาจจะเหมาะสมกับบางพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง เกษตรกรอาจจะเปลี่ยนจากการปลูกพืชแบบเดิมๆมาเป็นการปลูกพืชแบบนี้เนื่องจากเล็งเห็นถึงความคุ้มทุนในระยะยาว และสามารถลดความเสียหายที่จะเกิดจากภัยธรรมชาติ หลีกหนี้จากน้ำท่วมได้ยังไงล่ะครับ  และยังเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่อยากจะหาวิธีการใหม่ๆเพื่อเป็นการพัฒนาต่อยอดในอนาคตต่อไป

              คุณผู้ฟังครับ และเราก็ทราบถึงข้อดีของการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินกันไปบ้างแล้ว แต่เมื่อมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียเหมือนกันนะครับ แต่ข้อเสียที่ว่านี้จะมีอะไรบ้าง เดี๋ยวเราพักกันสักครู่ก่อน…แล้วช่วงหน้ากลับมาฟังกันต่อ กับรายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ  จริงอยู่ว่าการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินแบบประหยัดนั้นจะมีข้อดีในหลายๆด้าน และยังนับได้ว่าเป็นการพัฒนาการปลูกพืชแบบสมัยใหม่ ที่ตอบสนองความต้องการของเกษตรกรคือมีวิธีการที่ง่าย สะดวกตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมไปจนถึงการปลูก และที่สำคัญคือทำให้ผู้บริโภคได้รับประทานผักที่สด สะอาด ปลอดภัย จากสารเคมี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะว่าปัจจุบันเรื่องของการดูแลสุขภาพ อาหารที่ดี ปลอดจากสารพิษ มักจะเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญในการเลือกซื้อเป็นอันดับต้นๆเลยใช่ไหมครับ…แต่เมื่อมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียเช่นกันครับ  ข้อเสียประการแรกของการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแบบประหยัดมีการลงทุนสูง เพราะต้องการวัสดุอุปกรณ์เฉพาะหลายอย่าง แต่ลงทุนสูงก็แค่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้นนะครับ  2.เป็นระบบที่ต้องพึ่งพาพลังงาน เช่น พลังงานไฟฟ้าตลอดเวลา ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูงและหากไฟฟ้าขัดข้องเป้นเวลานานเกินไปและไม่มีระบบไฟฟ้าสำรอง จะทำให้พืชขาดน้ำและตายได้     3.เป็นระบบที่ต้องการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดและต้องการบุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญและประสบการณ์ในการดูแลรักษาระบบจึงจะประสบความสำเร็จได้ครับ   และสุดท้ายคือวิธีการนี้ เป็นสิ่งใหม่สำหรับเกษตรกรที่ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจเพื่อที่จะได้ ต่อยอดและพัฒนาต่อไปในอนาคตครับ

              คุณผู้ฟังครับ คุณผู้ฟังได้ฟังข้อเสียของการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินกันไปแล้ว ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ใจไปนะครับ การพัฒนาเพื่อสิ่งที่ดีกว่าก็ย่อมที่จะมีการเริ่มต้น กระผมว่าถ้าเราได้มีการศึกษาในส่วนของขั้นตอนต่างๆ มีการเปรียบเทียบ และดูในเรื่องของความคุ้มทุนในอนาคตแล้วนั้น ก็นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าจะมีการพัฒนาต่อไปอีก เพื่อที่จะหาวิธีในการลดข้อเสียในส่วนต่างๆให้หมดไป   คุณผู้ฟังครับ ดร.ธรรมศักดิ์ ทองเกตุ ผู้วิจัย ได้กล่าวในเรื่องของ สถานการณ์การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินในปัจจุบัน เอาไว้ว่า…การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินของบ้านเรามีการปฏิบัติมาเป็นเวลานานแล้ว ส่วนใหญ่เพื่อใช้ในงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับธาตุอาหารพืช และเพื่อเป็นงานอดิเรก ซึ่งไม่ใช่เพื่อการค้า ส่วนสาเหตุก็อาจจะเกิดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ มีผลให้ธุรกิจทางภาคอื่นๆต้องหยุดชะงัก นักธุรกิจจึงหันมาสนใจภาคการเกษตรกันมากขึ้น โดยเฉพาะการทำการเกษตรด้วยเทคนิควิธีใหม่ๆ ที่สามารถดึงความสนใจจากผู้บริโภคได้ นอกจากนี้กระแสการตื่นตัวเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารการกิน ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการอาหารและพืชผักที่ปลอดสารพิษตกค้างมากยิ่งขึ้น จึงทำให้นักลงทุนอาจเห็นว่าการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินเป็นการค้าน่าจะเป็นธุรกิจที่กำลังมีอนาคตที่ดีต่อไป ในขณะนี้จึงมีฟาร์มปลูกพืชโดยวิธีไม่ใช้ดินเกิดขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศ  อย่างเช่น การผลิตผักกาดหอม ผักกินใบต่างๆ นำมาจำหน่ายเป็นผักปลอดสารพิษ  คุณผู้ฟังครับ…มีผู้หันมาสนใจปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน ในปัจจุบันก็อาจจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มครับ คือ กลุ่มแรกจะเป็น กลุ่มที่ปลูกเป็นการค้า โดยปลูกในพื้นที่กว้าง ใช้อุปกรณ์การปลูกที่สมัย และมีการลงทุนสูงมาก เพื่อส่งผลผลิตออกนำไปขายยังต่างประเทศ โรงแรม หรือตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งมีราคาแพงเนื่องมาจากต้นทุนการผลิตที่สูง  ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งนั้นก็ได้แก่ กลุ่มผู้ที่สนใจ ปลูกในพื้นที่ว่างเปล่าภายในบริเวณบ้าน หรือทำเป็นสวนเล็กๆ เพื่อเป็นงานอดิเรกและเพื่อมีผักที่สะอาดเก็บไว้บริโภคเองครับ …. แต่ถ้าคุณผู้ฟัง..มีความสนใจที่จะปลูกผักโดยไม่ใช้ดินแบบเป็นการค้า  แต่ว่ามีงบประมาณอยู่ไม่มากนัก ทั้งพื้นที่ในการปลูกก็น้อยแล้วจะทำอย่างไรดี ก็ไม่ต้องกลุ้มใจไปนะครับ…รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ของเรามีทางออกให้กับคุณผู้ฟังครับ แต่วิธีการจะเป็นอย่างไร ติดตามในรายการของเรา ช่วงหน้าครับ…..

    -เพลงคั่นรายการ-

     

              คุณผู้ฟังครับ  อย่างที่กระผมได้สัญญาไว้ในช่วงที่แล้วว่า กระผมจะนำวิธีการในการปลูกพืชไม่ใช้ดินแบบประหยัดเพื่อเป็นการค้าและในราคาต้นทุนที่ประหยัดนั้น  มีวิธีการดังต่อไปนี้ครับ … วิธีการปลูกพืชผักโดยไม่ใช้ดินซึ่ง เป็นวิธีการปลูกพืชผักในสารละลายธาตุอาหาร โดยเราสามารถจัดหาภาชนะที่สามารถกักเก็บน้ำได้สูง 8-10 นิ้ว และมีขนาดเท่าใดก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับความต้องการและความสะดวกในการทำงาน แต่ต้องมีการเติมอากาศหรือเป่าอากาศลงในน้ำสารละลายนั้นเพื่อการให้ออกซิเจนแก่รากพืช  ในการจะปลูกพืชผักกินใบ อย่างเช่นพวก ผักกาดหอม กวางตุ้ง คะน้า คื่นช่าย ผักชี  โดยวิธีการปลูกแบบนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อนได้มีการออกแบบชุดปลูกพืชไม่ใช้ดินด้วยเทคนิคที่กล่าวมานี้ มีขนาดพอเหมาะและสะดวกต่อการทำงาน 1 ชุด สามารถผลิตผักกินใบได้หลายชนิดเลยนะครับ  ไม่ว่าจะเป็นการปลูกไว้กินเองในครัวเรือนหรือถ้าจะทำเป็นการค้า ก็แค่เพิ่มจำนวนโต๊ะให้มากขึ้นเท่าที่ต้องการและจัดระบบการปลูกหมุนเวียนให้ได้ผลผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องเพียงเท่านี้เองครับ คุณผู้ฟังก็สามารถปลูกเพื่อเป็นการค้า ในแบบลงทุนน้อย และประหยัดพื้นที่ ด้วยวิธีการที่ง่ายๆนี้ได้แล้วล่ะครับ  วิธีการเตรียมจะประกอบด้วย

    1.โต๊ะปลูกทำด้วยโครงเหล็ก ขนาด 1.2 x 2.5 เมตร

    2.ปั๊มอากาศตู้ปลา

    3.แผ่นผ้าพลาสติก 2 หน้า (ขาว – ดำ) อย่างหนา ขนาด 1.6 x 3 เมตร

    4.แผ่นโฟมชนิดหนา 1 นิ้ว ขนาดกว้าง x ยาว = 0.6 x 1.2 เมตร

    5.ท่อ PVC ขนาด 1 นิ้ว ยาว 2 เมตร

    และสิ่งสุดท้ายคือ วัสดุสิ้นเปลืองต่างๆ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์พืชผักที่ต้องการปลูกและสารละลายอาหาร

              คุณผู้ฟังครับ  การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินกับการผลิตเชิงธุรกิจ วิธีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินสามารถใช้ปลูกพืชได้หลายชนิดครับ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการปลูกพืชแต่ละชนิดด้วย ตั้งแต่ผัก ผลไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ พืชไม้เลื้อย ไปจนถึงพืชยืนต้น  แต่การผลิตเชิงธุรกิจส่วนมากจะนิยมปลูกพวกพืชผัก ไม้ผลที่เก็บเกี่ยวช่วงอายุสั้นๆ และใช้เวลาไม่นาน

              หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้  ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่  0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

    …………………………………………………………………………………………………………………..

  • กังหันลมพลังงานทดแทนสู่อนาคต

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 2 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2556

    เรื่อง  กังหันลมพลังงานทดแทนสู่อนาคต

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    …………………………………………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย        ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม…………………..เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันของโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 เป็นต้นมา ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ตื่นตัวและมีความพยายามอย่างจริงจัง ในการเสาะแสวงหาแหล่งพลังงานทดแทนรูปแบบอื่นๆ เพื่อนำมาใช้ทดแทนน้ำมันที่นับวันจะยิ่งมีปริมาณลดน้อยลงไปเรื่อยๆ อีกทั้งปัญหาสภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นมากภายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เป็นปัญหาที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจหาทางแก้ไขอยู่ทุกวันนี้ ทุกวันนี้การผลิตพลังงานในโลกเรายังคงอาศัยเชื้อเพลิงธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ จึงมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นทุกวันและไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไปครับ

    พลังงานทดแทน หมายถึง พลังงานใดๆ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทดแทนพลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิง พลังงานทดแทนสามารถแบ่งได้อย่างกว้างๆ ตามช่วงเวลาในการใช้ได้เป็น 2 ประเภท คือ 1)พลังงานทดแทนที่ใช้แล้วหมดไป หรือเรียกว่าพลังงานสิ้นเปลือง ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ธรรมชาติ หินน้ำมัน เป็นต้น พลังงานสิ้นเปลืองเป็นพลังงานที่มีอยู่ในปริมาณจำกัด หากนำมาใช้งานเรื่อยๆ ก็จะหมดสิ้นไปในที่สุดครับ

    พลังงานอีกประเภทหนึ่งก็คือ พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นพลังงานที่มีอยู่ไม่จำกัดและใช้แล้วไม่หมดไป หรือสามารถหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ส่วนใหญ่พลังงานหมุนเวียนจะเป็นพลังงานที่เกิดจากธรรมชาติ ได้แก่ แสงอาทิตย์ ลม น้ำ ชีวมวล และไฮโดรเจน เป็นต้น พลังงานหมุนเวียนยังเป็นพลังงานที่สะอาด  ส่งกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าพลังงานในรูปแบบอื่น และเป็นแหล่งพลังงานที่มีอยู่ในท้องถิ่น

    พลังงานทดแทนรูปแบบต่างๆ ที่บรรดานักวิทยาศาสตร์และวิศวกรทั่วโลก ให้ความสนใจทำการศึกษาและวิจัยกันมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานขยะ พลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ไบโอดีเซล เอทานอล เป็นต้น สำหรับวันนี้ เราจะมาพูดถึงเรื่องของพลังงานลมกันครับ ดร.ชนินทร์ ตรงจิตภักดี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสมหามงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ตอน กังหันลมเพื่อพลังงานทดแทนไว้ว่า พลังงานลมเป็นพลังงานหมุนเวียนรูปแบบหนึ่งที่สะอาด ปราศจากก๊าซเรือนกระจก ไม่มีค่าต้นทุนของเชื้อเพลิง และยังมีศักยภาพในการพัฒนาทั้งทางด้านเทคโนโลยี และด้านธุรกิจการผลิตพลังงานในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้ของประเทศไทย และกังหันลม ซึ่งเป็นเครื่องจักรกลอย่างหนึ่งที่ใช้เปลี่ยนพลังงานลมให้เป็นพลังงานกล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในงานด้านอื่นต่อไปทั้งทางตรงและทางอ้อมครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ ลม เกิดมาจากอะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร ลมเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่มีผลโดยตรงมาจากพลังงานแสงอาทิตย์และการหมุนรอบตัวเองของโลก กล่าวคือ พลังงานแสงอาทิตย์ที่มาตกกระทบโลก จะก่อให้เกิดความแตกต่างทางอุณหภูมิ และความดันของชั้นบรรยากาศในส่วนต่างๆ ของโลก อากาศในบริเวณที่แสงอาทิตย์ตกกระทบได้มาก เช่น บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร จะมีขนาดอุณหภูมิมากกว่าอากาศในบริเวณขั้วโลก ซึ่งแสงอาทิตย์จะตกกระทบได้น้อยกว่า อากาศที่ร้อนกว่าบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร จะลอยตัวสูงขึ้นไปและเคลื่อนกระจายไปยังบริเวณที่มีอากาศเย็นกว่าใกล้ขั้วโลกเหนือและใต้ และเมื่ออากาศเย็นตัวลง ก็จะลอยต่ำลงมาและเคลื่อนกลับมายังบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร เป็นวงจรลักษณะอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แรงจากการหมุนรอบตัวเองของโลกก็จะช่วยให้อากาศเกิดการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ตามการหมุนไปด้วย

    การเคลื่อนที่โดยรวมของอากาศนี้เองที่ทำให้เกิดลม และจากการที่ลมนั้นมีความเร็วในการเคลื่อนที่ ทำให้ลมมีพลังงานจลน์สะสมอยู่ในตัว พลังงานจลน์นี้เองที่เราเข้าใจโดยทั่วไปว่าเป็นพลังงานลม ซึ่งจะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังงานรูปแบบอื่นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

    คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า ทำไมเราจึงสนใจพลังงานลม จากการที่พลังงานลมเกิดจากอิทธิพลของแสงอาทิตย์และการหมุนรอบตัวเองของโลก จะเห็นได้ว่าพลังงานลมเป็นพลังงานที่สะอาดที่สุดพลังงานหนึ่งจากธรรมชาติที่ได้มาเปล่าๆ และไม่มีวันหมด ปัจจุบันเรานำพลังงานลมมาใช้เพียง 1-2 % ของที่มีอยู่เท่านั้น ซึ่งพลังงานลมนั้นมีปริมาณมากกว่าพลังงานชีวมวลที่ได้จากปริมาณของพืชทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกนี้ประมาณ 50-100 เท่า กล่าวคือ พลังงานลมถือได้ว่าเป็นแหล่งพลังงานทดแทนขนาดใหญ่แหล่งหนึ่ง ที่รอให้มนุษย์เรานำมาใช้งานได้อย่างเต็มที่

    ในส่วนของประเทศไทยนั้น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ศึกษาศักยภาพของพลังงานหมุนเวียน พบว่าประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมทั้งหมดประมาณ 1,600 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันเรามีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมติดตั้งทั้งหมดอยู่เพียงแค่ 0.2 เมกะวัตต์เท่านั้น และจากการศึกษาในแง่ของการลงทุนพบว่า การลงทุนพลังงานลม 1 เมกะวัตต์ จะให้ผลตอบแทนเกือบ 10 ล้านบาทต่อปี และสามารถคืนทุนได้ภายใน 5 ปี กล่าวคือประเทศไทยยังมีศักยภาพการใช้ประโยชน์จากพลังงานลมและการลงทุนในธุรกิจด้านพลังงานลมนี้

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนั้นไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ เพราะไม่มีการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง จึงไม่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ และไม่มีส่วนในการทำให้เกิดวิกฤตโลกร้อนอีกด้วย นอกจากนี้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมยังมีประโยชน์โดยรวมต่อทางสังคมและต่อทางเศรษฐกิจอีกด้วย ได้แก่ การลดการนำเข้าน้ำมัน การทดแทนการผลิตไฟฟ้าในช่วงความต้องการสูงสุด ลดการสูญเสียในระบบสายส่งไฟฟ้า และเพิ่มการสร้างงานและรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ตั้งแต่การวางแผนและก่อสร้างโรงผลิตไฟฟ้าพลังงานลม รวมไปถึงระบบการดำเนินการต่างๆ และการซ่อมบำรุงของโรงงานไฟฟ้า คิดเป็นมูลค่าทั้งหมดประมาณ 9.5 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ต่อปี

    ข้อเสียของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนั้นก็มีบ้างครับ คือ ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยพลังงานที่มีค่าสูงกว่าการผลิตไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานทดแทนอื่น ซึ่งจะมีค่าลดลงในกรณีที่ใช้กังหันลมขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น อย่างไรก็ดีในกรณีที่ใช้กังหันลมขนาดใหญ่ ใบพัดกังหันลมขณะหมุนทำงานอาจก่อให้เกิดเสียงดังรบกวน แต่ก็สามารถลดลงได้ด้วยการออกแบบรูปทรงใบพัดกังหันลมที่เหมาะสม โดยอาศัยความรู้ทางด้านวิศวกรรม และเงาของใบพัดที่พาดผ่านที่อยู่อาศัย รวมทั้งการรบกวนคลื่นวิทยุและคลื่นโทรทัศน์ สามารถสร้างความรำคาญให้แก่ผู้ที่อาศัยบริเวณนั้นได้ ส่วนผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาและการบดบังทัศนียภาพของพื้นที่ในส่วนต่างๆ จะต้องถูกพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการติดตั้งกังหันลมด้วย

    คุณผู้ฟังครับ กังหันลม เป็นเครื่องจักรกลอย่างหนึ่งที่สามารถรับพลังงานจลน์ จากการเคลื่อนที่ของลมให้เป็นพลังงานกลได้ จากนั้นนำพลังงานกลมาใช้ประโยชน์โดยตรง เช่น การบดสีเมล็ดพืช การสูบน้ำ หรือในปัจจุบันใช้ผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า การใช้ประโยชน์จากพลังงานลมในรูปแบบของกังหันลม เริ่มมาตั้งแต่ 1700 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีการพัฒนาใช้ประโยชน์กังหันลมแบบแกนตั้งในแคว้นเมโสโปเตเมีย และในประเทศจีน ต่อมาราว 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวอียิปต์ได้เริ่มพัฒนากังหันลมแบบแกนนอน และมีการพัฒนาต่อเนื่องแพร่หลายเข้าไปในทวีปยุโรปในราวศตวรรษที่ 7 การใช้ประโยชน์ในระยะแรก ๆ นี้เป็นการประยุกต์ใช้งานกลเป็นส่วนใหญ่ การพัฒนาใช้ประโยชน์ในลักษณะกังหันลมผลิตไฟฟ้าเพิ่งจะขยายตัวในระหว่างปี ค.ศ.1930-1960 การค้นพบและการพัฒนาการใช้ประโยชน์จากน้ำมัน ซึ่งเป็นพลังงานที่ใช้สะดวกและราคาถูก ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาด้านพลังงานลมอย่างสูง กล่าวคือการพัฒนากังหันลมลดน้อยลงทั่วทุกภูมิภาคของโลกในช่วงที่น้ำมันราคายังต่ำอยู่ แต่หลังจากวิกฤติการณ์น้ำมันของโลกในปี พ.ศ.2516 ศูนย์วิจัยหลายแห่งทั่วโลกได้หันมาเร่งพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพลังงานธรรมชาติ ซึ่งก็รวมทั้งการพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพลังงานลมด้วย

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ สำหรับประเภทของกังหันลมนั้น กองพัฒนาพลังงานทดแทน ฝ่ายพัฒนาและแผนงานโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้กล่าวไว้ว่ากังหันลมอาจแบ่งประเภทของการจำแนกชนิดออกเป็น 2 วิธี คือจำแนกตามลักษณะการวางตัวของแกนหมุน คือแบบแกนนอน หรือแกนตั้ง  และจำแนกตามลักษณะของแรงขับที่กระแสลมกระทำต่อใบกังหัน คือ การขับด้วยแรงยกและการขับด้วยแรงฉุด หรือแรงหน่วงครับ

    โดยทั่วไปแล้วส่วนประกอบสำคัญ ๆ ของระบบกังหันลมทั่ว ๆ ไปอาจแบ่งได้ดังนี้

    1.ใบกังหัน ใบกังหันนับว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดพลังงานกลที่เพลาของกังหัน จำนวนใบกังหันอาจมีตั้งแต่หนึ่งถึงหลายสิบใบ กังหันลมที่มีจำนวนใบมากส่วนใหญ่จะใช้กับงานที่ต้องการแรงบิดสูง ในทางตรงข้ามกังหันที่มีจำนวนใบน้อยส่วนใหญ่ใช้กับงานที่ต้องการความเร็วรอบสูง เช่น การผลิตไฟฟ้า รูปหน้าตัดของใบกังหันอาจมีตั้งแต่ลักษณะแพนอากาศ หรือลักษณะคล้ายปีกเครื่องบิน เป็นแผ่นโค้งและเป็นแผ่นราบตรง วัสดุที่ใช้ทำใบกังหันควรจะเป็นวัสดุเบาและแข็งแรงซึ่งอาจเป็นอลูมิเนียมอัลลอยด์ แผ่นเหล็ก ไม้ และไฟเบอร์กลาส ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความต้องการของผู้ออกแบบ

    2. ระบบควบคุม ระบบควบคุมในชุดกังหันลมส่วนใหญ่จะมี 2 ชนิด โดยเฉพาะแบบแกนนอน คือควบคุมให้ตัวกังหันหันหน้าเข้าหาทิศทางลมตลอดเวลา และควบคุมเพื่อป้องกันการเสียหายเนื่องจากความเร็วลมแรงจัด ๆ ระบบควบคุมให้กังหันหน้าที่เข้าหาทิศทางลม ส่วนมากระบบนี้จะใช้ระบบหางเสือ โดยเฉพาะกังหันลมชนิดเล็กเพราะระบบนี้เป็นแบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนมาก ส่วนระบบควบคุมเพื่อป้องกันการเสียหายเนื่องจากความเร็วลมแรงจัด ๆ ปกติเมื่อลมพัดแรงจัด ๆ จะมีแรงกระทำกับใบกังหันอย่างมาก ดังนั้นการออกแบบจะออกแบบระบบควบคุมให้ทำงานที่ความเร็วสูงสุดที่กังหันจะรับได้ค่าหนึ่ง การควบคุมจะมีลักษณะการทำงานอยู่ 2 แบบคือ ทำให้กังหันลมหันหน้าเหจากกระแสลมโดยการหันไปข้าง ๆ หรือหันเงยหน้าขึ้น หรือทำให้ใบกังหันหุบตัวเพื่อให้มีพื้นที่ของกังหันที่รับกระแสลมน้อยลง และการทำให้เกิดการหน่วงต่อการหมุนของกังหันลม ซึ่งอาจทำได้โดยการปิดมุมของใบกังหันให้เกิดการหน่วงมากกว่าการขับ หรือเพิ่มชิ้นส่วนที่ทำให้เกิดแรงหน่วงขึ้นอย่างสูงเมื่อความเร็วถึงจุดที่กำหนดไว้

    3. ระบบส่งกำลัง การส่งกำลังจากตัวกังหันเพื่อไปใช้งานอาจต่อกับเพลาได้โดยตรง หรือผ่านระบบส่งกำลัง เช่น เฟือง สายพาน และไฮดรอลิคส์ ซึ่งจะมีการทดรอบให้สอดคล้องกันระหว่างความเร็วรอบของแกนของกังหันกับการใช้งาน เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้า

    4. หอคอย หอคอยทำหน้าที่ยึดตัวกังหันลมให้อยู่ในระดับสูง เพื่อรับกระแสลมได้มากขึ้นทุกทิศทาง หอคอยอาจเป็นท่อตรงที่มีสายยึดหรืออาจเป็นโครงสร้างเหล็ก (หรือไม้) ที่สามารถรับน้ำหนักและการสั่นสะเทือนเนื่องจากตัวกังหันได้

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ และเนื่องจากความไม่สม่ำเสมอของความเร็วลมที่แปรผันตามธรรมชาติ และความต้องการพลังงานที่สม่ำเสมอให้เหมาะสมกับการใช้งานแล้ว จะต้องมีตัวกักเก็บพลังงานและใช้แหล่งพลังงานอื่นที่เชื่อถือได้เป็นแหล่งสำรองหรือใช้ร่วมกับแหล่งพลังงานอื่นครับ เช่น

     ตัวกักเก็บพลังงานมีอยู่หลายชนิด ส่วนมากขึ้นอยู่กับงานที่จะใช้ เช่น ถ้าเป็นกังหันเพื่อผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมักนิยมใช้แบตเตอรี่เป็นตัวกักเก็บ การสูบน้ำไปกักเก็บไว้ในลักษณะของพลังงานศักย์และการเก็บในรูปของพลังงานกล

    การใช้แหล่งพลังงานอื่นที่เป็นตัวหมุน ระบบนี้ปกติกังหันลมจะทำหน้าที่จ่ายพลังงานให้ตลอดเวลาที่มีความเร็วลมเพียงพอ หากความเร็วลมต่ำหรือลมสงบ แหล่งพลังงานชนิดอื่นจะทำหน้าที่จ่ายพลังงานทดแทน

     การใช้ร่วมกับแหล่งพลังงานอื่น ระบบนี้ปกติมีแหล่งพลังงานชนิดอื่นจ่ายพลังงานอยู่แล้ว กังหันลมจะจ่ายพลังงานเมื่อมีความเร็วลมเพียงพอซึ่งในขณะเดียวกันก็ลดการจ่ายพลังงานจากแหล่งอื่น ระบบนี้ต่างกับระบบที่กล่าวถึงในข้อ ข. ตรงที่ว่า ข้อ ข. กังหันลมจ่ายพลังงานเป็นตัวหลักและแหล่งพลังงานส่วนอื่นเป็นแหล่งสำรอง แต่ในระบบข้อ ค. นี้ แหล่งพลังงานอื่นจ่ายพลังงานเป็นหลัก ส่วนกังหันลมทำหน้าที่เสริมพลังงานของต้นพลังงานหลัก พลังงานอย่างอื่นที่กล่าวถึงนี้อาจเป็นเครื่องจักรดีเซล หรือพลังงานน้ำจากเขื่อนครับ

    สำหรับการใช้กังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศไทยนั้น ดร.ชนินทร์ กล่าวว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 -2535 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ติดตั้งกังหันลมขนาดเล็กเพื่อทดสอบการผลิตไฟฟ้าที่สถานีพลังงานทดแทนพรหมเทพ เป็นจำนวนรวม 4 ชุด เป็นกังหันลมขนาด 850 วัตต์ 1 กิโลวัตต์ 2 กิโลวัตต์ และ 18.5 กิโลวัตต์ โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้ถูกนำมาใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ในสถานีทดลอง และในเดือนสิงหาคม 2533 ได้เริ่มมีการนำไฟฟ้าที่ผลิตได้จากกังหันลมชุด 18.5 กิโลวัตต์ เชื่อมโยงเข้าสู่ระบบจำหน่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่สามารถนำไฟฟ้าจากพลังงานลมมาใช้งานในระดับท้องถิ่น จากนั้นในเดือนมีนาคม 2533 ได้ทำการดัดแปลงขนาดและระดับความดันไฟฟ้าจากกังหันลม 3 ชุดที่เหลือ ให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ ต่อมาได้ทำการติดตั้งกังหันลมขนาดกำลังผลิต 10 กิโลวัตต์อีก 2 ชุด และสามารถเชื่อมโยงเข้าระบบสายส่งได้เมื่อเดือนตุลาคม 2536

    ในปี 2539 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ทำการติดตั้งกังหันลมขนาดกำลังผลิต 150 กิโลวัตต์ ซึ่งปัจจุบันยังถือว่ากังหันลมชุดนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยติดตั้งมาในประเทศไทย ขณะเดียวกันก็ได้มีการยกเลิกการใช้งานกังหันลมขนาดเล็กที่ชำรุดเสียหาย และต้องซ่อมบำรุงบ่อยครั้ง ทำให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานรวมทั้งหมด 170 กิโลวัตต์

    คุณผู้ฟังครับ และในปี 2551 นี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีโครงการติดตั้งกังหันลมขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิต 750 กิโลวัตต์เพิ่มขึ้น อีก 3 ชุด ที่บริเวณใกล้กับสถานีพลังงานทดแทนพรหมเทพนี้ ซึ่งทำให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมเพิ่มขึ้นเป็น 2.42 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าต้นทุนค่าไฟฟ้าจะอยู่ที่ 6-7 บาทต่อกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง และกังหันลมชุดใหม่นี้จะกลายเป็นกังหันลมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยต่อไป

    ในส่วนภาคเอกชนนั้น ปัจจุบันมีหลายบริษัทให้ความสนใจที่จะลงทุนในธุรกิจด้านพลังงานลม โดยจะร่วมลงทุนดำเนินการโครงการในพื้นที่แนวชายฝั่งจากแหลมตะลุมพุก               จ.นครศรีธรรมราช ไปจนถึง อ.สทิงพระ จ.สงขลา ระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตร สามารถติดตั้งกังหันลมประมาณ 400 ตัว กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 400-800 เมกะวัตต์ และอาจขยายได้ถึง 3,000 เมกะวัตต์ในปี 2533

    คุณผู้ฟังครับ พลังงานลมเป็นพลังงานที่สะอาด ใช้ไม่มีวันหมดและปราศจากมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม เป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งของการใช้พลังงานทดแทน เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนพลังงานและภาวะโลกร้อน ประเทศไทยมีการใช้ประโยชน์จากพลังงานลมมานานแล้ว เดิมส่วนใหญ่เป็นการใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตร อย่างไรก็ตามการใช้พลังงานลมเพื่อการผลิตไฟฟ้าได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น และการพัฒนาเทคโนโลยีกังหันลมและการลงทุนด้านพลังงานลม ก็ยังคงได้รับความสนใจและได้รับการส่งเสริมจากทางภาครัฐและเอกชนในการดำเนินการต่อไปครับ

    หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้  ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่  0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

  • การใช้มูลโคปลูกหญ้าเนเปียร์ไต้หวัน ในระบบอินทรีย์

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 26 เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2556

    เรื่อง  การใช้มูลโคปลูกหญ้าเนเปียร์ไต้หวัน ในระบบอินทรีย์

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………………………………………………..

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์ และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้รับทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    วันนี้กระผมมีผลงานวิจัยดีๆมาฝากเกษตรกรครับ เป็นการใช้มูลโคในการปลูกหญ้าเนเปียร์ไต้หวัน ในระบบอินทรีย์ ซึ่งเป็นผลงานของ ผศ.ดร.สุริยะ สะวานนท์ คุณ วรเทพ ชมภูนิตย์ และคุณ ชุติพงศ์ เนตรพระ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ ก่อนอื่นเลยเรามารู้จักกับปุ๋ยหมักกันก่อนนะครับ

     

    คุณผู้ฟังครับ ปุ๋ยหมักเป็นการนำเอาเศษพืช หรือวัสดุต่างๆ และมูลสัตว์ มากองรวมกันให้มีความชื้นและอุณหภูมิเหมาะสม จนกระทั้งเศษพืชหรือวัสดุ และมูลสัตว์ต่างๆย่อยสลาย และแปรสภาพไป โดยการทำงานของสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่เรียกว่า “จุลินทรีย์” ซึ่งจะอาศัยอยู่ในปุ๋ยคอกนั้น สิ่งมีชีวิตเล็กๆเหล่านี้มีอยู่มากมายหลายชนิดปะปนกันอยู่ครับ และจุลินทรีย์ที่มีบทบาทในการแปรสภาพวัสดุมากที่สุดได้แก่ เชื้อราและแบคทีเรียครับ จนกระทั่งกองปุ๋ยกลายเป็นปุ๋ยสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม มีลักษณะพรุน ยุ่ยร่วนซุย พร้อมที่จะนำไปใช้งานเป็นปุ๋ยหมัก

    ปุ๋ยหมักที่ละลายตัวได้ดีแล้ว เป็นวัสดุที่ค่อนข้างทนทานต่อการย่อยสลายได้พอสมควร ดังนั้นเมื่อเมื่อนำลงไปในดิน ปุ๋ยหมักจึงสลายตัวไปอย่างช้าๆสม่ำเสมอ ซึ่งนับได้ว่าเป็นลักษณะที่ดีอย่างหนึ่งของปุ๋ยหมัก เพราะทำให้ปุ๋ยหมักสามารถปรับปรุงดินให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ได้เป็นระยะเวลานานๆ ปุ๋ยหมักบางส่วนอาจจะคงทนอยู่ในดินได้นานเป็นปี แต่ก็มีบางส่วนที่ถูกย่อยสลายไป

    คุณผู้ฟังครับ ในการย่อยสลายนี้จะมีแร่ธาตุอาหารพืชถูกปลดปล่อยออกมาจากปุ๋ยหมัก ให้พืชได้ใช้อยู่เรื่อยๆ แม้ว่าจะเป็นปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ก็ถูกปลดปล่อย ออกมาตลอดเวลาและสม่ำเสมอนั่นเองครับ ช่วงนี้เราพักกันก่อนนะครับ แล้วช่วงหน้ามาฟังผลกระทบในการทำปุ๋ยนะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการทำปุ๋ยหมัก มีดังนี้ครับ

    1. อุณหภูมิ อุณหภูมิมีผลโดยตรงกับกิจกรรมย่อยสลายทางชีวภาพของจุลินทรีย์ ถ้าจุลินทรีย์มีการย่อยสลายเร็ว (เจริญเติบโตเร็ว) อุณหภูมิภายในปุ๋ยหมักก็จะสูงขึ้น เราควรรักษาอุณหภูมิของกองปุ๋ยหมักให้อยู่ที่ 55-70 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิของกองปุ๋ยหมักสูงขึ้น ควรปล่อยทิ้งไว้ระยะหนึ่ง จนกระทั่งอุณหภูมิถึงจุดสูงสุด และเริ่มลดลง จึงกลับกองปุ๋ยเพื่อให้ออกซิเจนสามารถเข้าทั่วกองปุ๋ยหมักลงด้วย หลังจากนั้นอุณหภูมิของกองปุ๋ยหมักจะกลับสูงขึ้นอีกครั้ง ให้ปฏิบัติเหมือนเดิมจนกว่าอุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลงแสดงว่าการย่อยสลายสารอินทรีย์ในการปุ๋ยหมักเสร็จสิ้นสมบูรณ์ครับ
    2. อากาศหรือออกซิเจน เป็นสิ่งจำเป็นกับจุลินทรีย์กลุ่มที่ใช้ออกซิเจน เพื่อใช้ในการย่อยสลายวัตถุอินทรีย์ ดังนั้นเราควรกลับกองปุ๋ยหมักเป็นระยะๆ เพื่อให้จุลินทรีย์ได้รับออกซิเจนอย่างพอเพียง ซึ่งจะช่วยเร่งกระบวนการหมักปุ๋ยให้เร็วขึ้น ส่วนกองปุ๋ยหมักที่ไม่ได้กลับกองจะใช้เวลาย่อยสลายนานกว่า ในขณะที่การกลับกองปุ๋ยหมักจะทำให้อุณหภูมิสูงมากกว่าครับ ซึ่งยังจะช่วยทำลายวัชพืชและโรคพืชได้อีกด้วยครับคุณผู้ฟัง
    3. ความชื้น มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่ากองปุ๋ยหมักควรจะมีความชื้นเหมาะสมที่ 50 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกิดกองปุ๋ยหมักแห้งจนเกินไป การย่อยสลายจะไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องมาจากจุลินทรีย์ไม่สามารถที่จะขยายพันธุ์ได้ แต่กองปุ๋ยหมักก็ควรจะมีความชื้นอยู่ในช่วง 40-60 เปอร์เซนต์ครับ
    4. การกลับกองในกระหว่างกระบวนการหมักปุ๋ย จุลินทรีย์จะใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ในขณะที่ออกซิเจนถูกใช้ไปกระบวนการทำงานของจุลินทรีย์ก็จะช้าลงครับ และอุณหภูมิในกองกลับปุ๋ยหมักก็จะลดลง จึงควรจะกลับปุ๋ยหมัก เพื่อให้อากาศหมุนเวียนในกองปุ๋ยหมักนั้นเองครับคุณผู้ฟัง เป็นการเพิ่มออกซิเจนให้แก่จุลินทรีย์และเป็นการกลับวัสดุจากข้างนอกเข้าสู่ข้างใน ซึ่งจะช่วยในการย่อยสลายปุ๋ยหมักให้สม่ำเสมอและรวดเร็วขึ้น ระยะเวลาในการกลับกอง เราจะต้องสังเกตจากอุณหภูมิในกองปุ๋ยหมักที่ขึ้นสูงสุดและเริ่มลดลงครับ แสดงว่าได้เวลากลับกองเพื่อให้อากาศถ่ายเทนั่นเองครับ
    5. อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน จุลินทรีย์ใช้คาร์บอนสำหรับเป็นแหล่งพลังงานและใช้ไนโตรเจนสำหรับการสังเคราะห์โปรตีนหรือเพื่อการเจริญเติบโต ในกองจุลินทรีย์ต้องการใช้คาร์บอน 30 ส่วนต่อไนโตรเจน 1 ส่วน ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ปุ๋ยที่หมักเสร็จแล้วจะมีค่า 20:1 เพื่อป้องกันการดึงไนโตรเจนจากดินเมื่อนำปุ๋ยหมักไปใช้งาน ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ ช่วงหน้าเรามาฟังในเรื่องของประโยชน์กันครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก

    1. ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติต่างๆของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ปุ๋ยหมักเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติในการปรับปรุงสภาพหรือลักษณะของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น ถ้าดินนั้นเป็นดินละเอียดอัดตัวกันแน่น เช่น ดินเหนียว ปุ๋ยหมักก็จะช่วยดินนั้นมีสภาพร่วนซุยมากขึ้น ไม่อัดตัวกันจนแน่นทึบ ทำให้ดินระบายน้ำดี ระบายอากาศดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้ดินมีความสามารถในการอุ้มน้ำ หรือดูดซับน้ำที่เป็นประโยชน์ต่อพืชให้ไว้มากยิ่งขึ้น คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าคุณสมบัติเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากของปุ๋ยหมัก เพราะดินที่มีลักษณะร่วนซุย ระบายน้ำ ระบายอากาศได้ดีนั้นจะทำให้รากพืชเจริญเติบโตได้รวดเร็ว แข็งแรง แตกแขนงได้มาก มีระบบรากที่สมบูรณ์ จึงดูดซับแร่ธาตุอาหารหรือน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

    ส่วนในกรณีที่ดินเป็นดินเนื้อหยาบ เช่น ดินทราย ดินร่วนปนทราย ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีอินทรียวัตถุอยู่น้อย ไม่อุ้มน้ำ การใส่ปุ๋ยหมัก ก็จะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและทำให้ดินเหล่านั้นสามารถอุ้มน้ำ หรือดูดซับความชื้นไว้ให้พืชได้มากขึ้น ในดินเนื้อหยาบจึงควรต้องใส่ปุ๋ยหมักให้มากกว่าปกติ

    1. ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปุ๋ยหมักเป็นแหล่งแร่ธาตุอาหารที่จะปลดปล่อยธาตุอาหาร ออกมาให้แก่ต้นพืชอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอโดยทั่วไปแล้วปุ๋ยหมักจะมีปริมาณแร่ธาตุอาหารที่สำคัญ คือ ธาตุไนโตรเจน ทั้งหมดประมาณ 0.4-2.5 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ประมาณ 0.2-2.5 เปอร์เซ็นต์ และโพแทสเซียมในรูปที่ละลายน้ำได้ ประมาณ 0.5-1.8 เปอร์เซ็นต์ คุณผู้ฟังครับ ปริมาณแร่ธาตุอาหารดังกล่าวจะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นกับชนิดของเศษพืช มูลสัตว์ และวัสดุอื่นๆ ที่ใส่ลงไปในกองปุ๋ย

    แม้ว่าปุ๋ยหมักจะมีธาตุอาหารหลักสำหรับพืชน้อยกว่าปุ๋ยเคมี แต่ปุ๋ยหมักก็มีข้อดีตรงที่มีธาตุอาหารรองและเสริม ที่สำคัญสำหรับพืชหลายชนิด เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก สังกะสี แมงกานีส โบรอน ทองแดง โมลิบดีนัม ฯลฯ ซึ่งปกติแล้วปุ๋ยเคมีจะไม่มีหรือมีแค่เพียงบางธาตุเท่านั้นครับ คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าแร่ธาตุเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช ไม่น้อยกว่าธาตุอาหารหลัก เพียงพืชจะต้องการเพียงปริมาณน้อยเท่านั้นครับ

    1. การปลดปล่อยธาตุอาหาร โดยปกติแล้วปุ๋ยหมักจะมีความคงทนต่อการสลายตัว เพื่อปลดปล่อยธาตุอาหารพืชได้ดีกว่าปุ๋ยคอกที่ยังไม่ผ่านการหมักครับ โดยเฉพาะไนโตรเจนจะมีการปลดปล่อยในปริมาณที่น้อยแต่ค่อนข้างจะสม่ำเสมอ เช่น การใส่ปุ๋ยมูลโคสดให้กับต้นข้าวโพดสามารถสลายตัวปลดปล่อยไนโตรเจนได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์หลังจากใส่ในดินเป็นระยะเวลา 1 ปี และผลตกค้างจากการใส่มีผลทำให้มูลโคสามารถสลายตัวปลดปล่อยไนโตรเจนได้ 18 เปอร์เซ็นต์  ในปีที่ 2 ส่วนปุ๋ยมูลโคที่ผ่านการหมักแล้วสามารถสลายตัวปลดปล่อยไนโตรเจนได้ 15 เปอร์เซ็นต์  หลังจากในดินเป็นระยะเวลา 1 ปี และผลตกค้างหลังจากการใส่มีผลทำให้มูลโคที่ผ่านกระบวนการหมักแล้วสามารถปลดปล่อยไนโตรเจนได้ 8 เปอร์เซ็นต์ในปีที่ 2 ครับ ช่วงนี้เราพักกันก่อนสักครู่นะครับ

     

    –เพลงคั่นรายการ-

    เรามาฟังขั้นตอนการทำปุ๋ยมูลโคหมักกันนะครับ

    ก่อนอื่นทำกองมูลโคและเศษหญ้าที่เหลือจากการกินของโค ให้มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร คลุมกองปุ๋ยหมักด้วยพลาสติกเพื่อที่จะรักษาความชุ่มชื้น แล้วให้กองทิ้งไว้เป็นระยะเวลา 30 วัน ก็จะเกิดความร้อนประมาณ 70 องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนระดับนี้จะช่วยในการทำลายวัชพืช หลังจากนั้นเมื่อครบ 30 วัน ให้พลิกกลับกองมูลโค และตั้งกองใหม่ให้สูงประมาณ 1 เมตร พร้อมกับเติมจุลินทรีย์อีเอ็มน้ำ เพื่อเพิ่มความชื้นและเพิ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยในกระบวนการหมักย่อยเศษพืช แล้วกลับกองมูลหมักอีก 2-3 ครั้ง ห่างกันครั้งละประมาณ 20-30 วัน พร้อมกับเติมจุลินทรีย์อีเอ็มหลังจากกลับกองทุกครั้งครับ

    เรามาฟังการทดลองการใช้ปุ๋ยมูลโคหมักกับการปลูกหญ้าเนเปียร์ไต้หวันกันนะครับ

    เริ่มจากการเตรียมแปลงปลูกหญ้า โดยการไถพรวน 2 รอบ และทำการไถยกร่องกว้าง 1.2 เมตร จากนั้นแบ่งพื้นที่การปลูกหญ้าออกเป็น 5 กลุ่มทดลอง แต่ละกลุ่มการทดลองมีความกว้างของแปลงหญ้า 5 เมตร มีความยาว 30 เมตร โดยแบ่งออกเป็น 5 แปลงย่อย และทำการปลูกหญ้าเนเปียร์ไต้หวัน โดยปลูกแปลงละ 2 ท่อนพันธุ์ และปลูกระยะห่างตามความยาวร่องท่อนละ 0.6 เมตร ทำการปลูกจนเต็มพื้นที่

    หลังจากการปลูกเสร็จแล้ว ทำการสุ่มแปลงหญ้า เพื่อใส่ปุ๋ยมูลโคหมักตามปริมาณที่คำนวณได้ในแต่ละกลุ่มการทดลอง และทำการตัดหญ้า 3 ครั้ง โดยครั้งแรกหลังจากการปลูกแล้วเป็นระยะประมาณ 70 วัน ครั้งที่สองเป็นระยะเวลา 60 วัน และครั้งที่สามตัดหลังจากครั้งที่สองเป็นระยะเวลา 60 วันครับ

    ส่วนการใส่ปุ๋ยหมักแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มตามระดับปริมาณของมูลโคดิบครับ

    กลุ่มที่ 1 ไม่ใส่ปุ๋ยตลอดการทดลอง

    กลุ่มที่ 2 ใส่ปุ๋ยมูลโคหลักกระจายเต็มพื้นที่ทดลอง ในปริมาณ 500 กิโลกรัมน้ำหนักแห้งต่อไร่ในการปลูกครั้งแรก แต่หลังจากตัดครั้งแรกและครั้งที่สองจะใส่ปุ๋ยมูลโคหมัก 250 กิโลกรัมขงองน้ำหนักแห้งต่อไร่ครับ

    กลุ่มที่ 3 ใส่ปุ่ยมูลโคหมักในปริมาณ 1,000 กิโลกรัมน้ำหนักแห้งต่อไร่ในการปลูกครั้งแรก แต่หลังจากการตัดหญ้าครั้งแรกและครั้งที่ 2 ก็ให้ใส่เพียง 500 กิโลกรัม

    กลุ่มที่ 4 ใส่ประมาณ 1,500 กิโลกรัม และหลังจากการตัดครั้งแรกและครั้งที่ 2 ให้ใส่เพียง 750 กิโลกรัมต่อไร่

    กลุ่มที่ 5 ใส่ปุ๋ยมูลโคหนักในปริมาณ 2,000 กิโลกรัม แต่หลังจากการตัดหญ้าครั้งแรกและครั้งที่ 2 ก็ให้เหลือ 1,000 กิโลกรัมของน้ำหนักแห้งต่อไร่ครับ และสถานที่ทำการทดลองในการปลูกหญ้าเนเปียร์ไต้หวัน ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตกระบือและโค สถาบันวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ และวิเคราะห์หาน้ำหนักแห้งของปุ๋ยมูลโค ณ ห้องปฏิบัติการอาหารสัตว์ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางแสน ช่วงนี้พักกันก่อนสักครุ่นะครับ แล้วช่วงหน้ามาติดตามผลการทดลองกันนะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ ผลการทดลองผลผลิตของหญ้าเนเปียร์ไต้หวันจากการตัดครั้งแรก 70 วัน หลังจากเริ่มปลูก ผลผลิตสดต่อไร่ของหญ้าเนเปียร์ที่ใส่ปุ๋ยมูลโคหมักปริมาณ 1,500 และ 2,000 กิโลกรัมน้ำหนักแห้งต่อไร่มีปริมาณที่สูงสุดครับ รวมทั้งความสูงของลำต้น น้ำหนักกอ และจำนวนต้นต่อกองสุงกว่าจำนวนกลุ่มที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ยหรือใส่มูลโคหมักในปริมาณต่ำ ดังนั้นการใส่ปุ๋ยมูลโคหมักในครั้งแรก หรือรองพื้น เพื่อปลูกหญ้าเนเปียร์ไต้หวันควรใส่ในปริมาณ 1,500 – 2,000 กิโลกรัมน้ำหนักแห้งต่อไร่

    ส่วนผลผลิตของหญ้าเนเปียร์ไต้หวันจากการตัดครั้งที่ 2 ควรใส่ปุ๋ยอยู่ที่ 750 – 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งได้ผลผลิตที่สูง ทั้งจำนวนกอและน้ำหนักกอ ความสูง และจะได้ผลผลิตมากกว่าการไม่ใส่ปุ๋ยเลยถึง 3.5 เท่า

    ส่วนหญ้าเนเปียร์ไต้หวันจากการตัดครั้งที่ 3 หลังจากตัดครั้งที่ 2 60 วัน ผลผลิตที่ได้ดีที่สูง คือ การใส่ปุ๋ย 1,000 กิโลกรัม

    ดังนั้นเรามาสรุปผลการทดลองกันครับ การใส่ปุ๋ยมูลโคหมักในครั้งแรกของการปลูกหญ้าเนเปียร์ไต้หวัน หรือการรองพื้น สามารถใส่ปุ๋ยสูงถึงระดับ 2,000 กิโลกรัมน้ำหนักแห้งต่อไร่ และการใส่ในครั้งต่อไปหลังจากการตัด ควรใส่ในปริมาณ 1,000 กิโลกรัมน้ำหนักแห้งต่อไร่

    คุณผู้ฟังครับ จากการศึกษาการใช้ปุ๋ยมูลโคหมักในการปลูกหญ้าเนเปียร์ไต้หวันในระบบเกษตรอินทรีย์ สามารถเพิ่มเพิ่มผลผลิตได้ดีกว่าการนำมูลโคสดมาใส่โดยตรง ในขณะที่กระบวนการทำมูลโคหมักมีวิธีการไม่ยุ่งยากมากนักและต้นทุนก็ไม่สูงครับ ดังนั้นถ้าจะให้ดีเกษตรกรควรทำการหมักมูลโคก่อนนำไปใช้ในแปลงหญ้า และถ้าเกษตรกรมีมูลโคหมักมากเกินความต้องการใช้ในฟาร์ม มูลโคหมักที่เหลือยังสามารถแปรรูปเป็นมูลโคหมักอัดเม็ดเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้การทำปุ๋ยมูลโคหมักยังมีประโยชน์ทางอ้อม ในแง่ของการกำจัดของเสียและกลิ่นที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้าง อีกทั้งยังเป็นการหมุนเวียนอินทรีย์สารกลับสู่ระบบนิเวศ เพื่อความสมดุลตามหลักของเกษตรอินทรีย์ แต่ถ้าเกษตรกรเลือกที่จะใช้มูลโคสด ไม่ควรจะนำไปใช้ในทันทีครับ ก่อนนำไปใช้ควรตั้งกองทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง เพื่อให้ความเค็มจากมูลโคเจือจางลงก่อน หากจะนำไปใช่ทันทีควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ สำหรับวันนี้กระผมขอจบรายการไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากวารสาร ปศุสัตว์เกษตรศาสตร์ ปีที่ 38 ฉบับที่151 ครับ

    สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้ หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

     

     

     

  • วารสาร

    CoverNatSciNew
    CoverSocSciNew
    Vol.47 Issue 2
    Vol.34 Issue 1

    ข่าวกิจกรรม สวพ.มก.