รางวัลวิจัย

Filter

จากแฟ้มงานวิจัย มก.

รายการวิทยุ

  • รายการวิทยุเรื่อง “การผลิตอาหารบรรจุกระป๋อง”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่28 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การผลิตอาหารบรรจุกระป๋อง

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     ………………………………………………………………………………………………………………………………………….

     -เพลงประจำรายการ-

               สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้รับทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

              คุณผู้ฟังครับ    เป็นที่ทราบกันดีว่า การถนอมอาหารด้วยการบรรจุกระป๋อง นอกจากจะทำให้อาหารมีลักษณะใกล้เคียงกับของสดและเก็บรักษาได้นาน 1 ถึง 3 ปีที่อุณหภูมิห้องแล้ว ยังสามารถใช้เทคนิคความร้อนสูงเป็นเครื่องมือ ในการปรับปรุงเนื้อสัมผัสและรสชาติของอาหารได้อีกด้วยครับ เช่น การทำให้ก้างปลาอ่อนนุ่ม การทำให้เนื้อปลาบางชนิดแน่นขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม อาหารกระป๋องจะแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่วางขายในท้องตลาด นั่นก็คือ สำหรับอาหารที่วางขายโดยทั่วไปหากเกิดการเน่าเสียแล้วจะมีสาเหตุมาจากจุลินทรีย์ใช้อากาศในการเจริญเติบโต ทำให้อาหารมีกลิ่นเหม็นเน่า กลิ่นรสเปรี้ยวผิดปกติ มีฟองเกิดขึ้น แต่ในกรณีของอาหารกระป๋องนั้นอาหารภายในกระป๋องอยู่ในสภาวะสุญญากาศ หากมีจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้อากาศในการเจริญเติบโตหลงเหลืออยู่ จุลินทรีย์เหล่านั้นจะทำการสร้างสารพิษ ทำให้อาหารมีความเป็นพิษก่อนที่จะมีการเน่าเสียปรากฏให้เห็น ดังนั้นการผลิตอาหารกระป๋องแม้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ถ้าหากเกิดความผิดพลาดในการผลิตอาจจะทำให้ผู้บริโภคถึงแก่ชีวิตได้ครับ

              ผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในภาชนะปิดสนิทมีความหมายไม่เพียงแต่นำอาหารมาบรรจุในภาชนะแล้วปิดฝาหรือรีดปิดปากถุงเท่านั้น แต่หมายถึงการนำอาหารมาบรรจุใส่ภาชนะที่ปิดสนิทจนอากาศเข้าไม่ได้ครับ จากนั้นนำไปผ่านความร้อนเพื่อทำลายเอนไซม์ และจุลินทรีย์ที่ติดมากับอาหารซึ่งถ้าไม่ทำลายอาจทำให้อาหารเสียได้ในระหว่างการเก็บรักษา สำหรับอาหารบางประเภทที่มีความหนืดมาก ร้อนช้า หรืออาหารที่ไม่อยากให้ถูกความร้อนสูงเป็นเวลานาน เพราะจะสูญเสียคุณภาพทางโภชนาการไป และมีลักษณะปรากฏที่ไม่ดี เช่น น้ำนม น้ำผลไม้ อาจใช้ระบบการให้ความร้อนอย่างรวดเร็วเฉพาะกับอาหารก่อน แล้วจึงบรรจุในภาชนะที่ต้องการทีหลังแต่ต้องบรรจุภายใต้ภาชนะที่ปลอดเชื้อ และภายใต้บรรยากาศที่ปลอดเชื้อเช่นเดียวกัน ระบบดังกล่าวนี้เรียกว่า กระบวนการผลิตแบบปลอดเชื้อครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับ การถนอมอาหารโดยวิธีการบรรจุกระป๋อง เริ่มตั้งแต่รัฐบาลฝรั่งเศสในยุคพระเจ้านโปเลียนทำสงครามทั่วทั้งทวีปยุโรปทำให้ขาดแคลนอาหารสด ต้องรับประทานแต่อาหารแห้ง อาหารรมควันและอาหารหมักดอง อันเป็นสาเหตุให้ทหารอ่อนแอและเป็นโรคขาดวิตามิน จึงได้มีประกาศให้รางวัลแก่ผู้ค้นพบวิธีการถนอมอาหารแบบใหม่ ซึ่งสามารถรักษาอาหารไว้ได้นานและช่วยให้อาหารมีสภาพใกล้เคียงของสดมากที่สุด และในปี ค.ศ.1810 นิโคลัส แอพเพิร์ท ชาวฝรั่งเศส คือผู้ค้นพบคนแรกโดยบรรจุอาหารในขวดแก้ว ต่อมาพ่อค้าชาวอังกฤษที่ชื่อ ปีเตอร์ ดูราน ได้ซื้อลิขสิทธิ์และได้เริ่มนำไปใช้ในการผลิตอาหารอื่นๆ ที่บรรจุในภาชนะที่ทำด้วยแก้วและโลหะ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอาหารกระป๋องขนาดใหญ่ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยชาวอังกฤษที่อพยพเข้าไปในอเมริกาในช่วงปี ค.ศ.1819 ในเวลาต่อมาได้มีการพัฒนาที่สำคัญ นั่นก็คือการปิดผนึกกระป๋องแบบตะเข็บสองชั้น การประดิษฐ์หม้อฆ่าเชื้อไอน้ำภายใต้ความดัน และการพัฒนาวิธีการคำนวณเพื่อกำหนดกระบวนการให้ความร้อนจากการวัดการส่งผ่านความร้อนจากภายนอกกระป๋องเข้าไปภายในกระป๋อง

              ในการผลิตอาหารบรรจุกระป๋องนั้น สิ่งแรกที่เราต้องเตรียมคือ ภาชนะบรรจุ ซึ่งภาชนะบรรจุที่ใช้ต้องทนความร้อนสูงได้ดี ต้องป้องกันการปนเปื้อนกลับของจุลินทรีย์ โดยเฉพาะส่วนรอยต่อของฝากับตัวภาชนะหรือรอยตะเข็บ และถ้าต้องการให้เก็บได้นานต้องป้องกันอากาศ แสง ความชื้นไม่ให้ผ่านเข้าไปในอาหาร รวมทั้งต้องทนทานต่อการเกิดปฏิกิริยากับอาหารที่บรรจุภายใน ที่จะทำให้เกิดลักษณะที่ผู้บริโภคไม่ยอมรับและทนต่อการกัดกร่อนภายนอกภาชนะ เนื่องจากสภาวะการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม ภาชนะบรรจุที่นิยมใช้ ได้แก่ กระป๋องแผ่นเหล็กเคลือบดีบุก ซึ่งเหมาะกับผลไม้บางประเภท กระป๋องแผ่นเหล็กเคลือบดีบุกหรือกระป๋องแผ่นเหล็กทินฟรีที่ผ่านการเคลือบแลคเกอร์ เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างอาหารกับดีบุก หรือเหล็ก ขวดแก้ว ถุงหรือถาดทนความร้อน ในที่นี่เพื่อให้สะดวกในการอธิบายจะขอใช้คำว่า “อาหารกระป๋อง” เป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในภาชนะบรรจุปิดสนิททุกชนิดครับ

              คุณผู้ฟังครับ สำหรับการผลิตอาหารกระป๋องนั้นเพื่อให้อาหารกระป๋องมีคุณภาพดี วัตถุดิบทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นส่วนวัตถุดิบหลัก สารปรุงรส หรือแม้แต่ภาชนะบรรจุที่ใช้ควรเลือกวัสดุที่เหมาะสม คุณภาพดี จากนั้นต้องเตรียมวัตถุดิบให้สะอาด รวดเร็ว และสมบูรณ์เท่าที่จะทำได้ โดยให้มีการสูญเสียทางโภชนาการให้น้อยที่สุด  ในกรณีของวัตถุดิบที่เป็นสัตว์น้ำ มีบางชนิดเท่านั้นที่สามารถนำมาบรรจุกระป๋องได้ ดังนั้น จึงควรพิจารณาถึงชนิดหรือสายพันธุ์ของสัตว์น้ำที่จะนำมาใช้ ชนิดไหนที่ผู้บริโภคยอมรับ นอกจากนั้น วัตถุดิบต้องสดโดยการทำให้เย็นเพียงพอทันทีหลังจากจับ ปราศจากสารพิษที่เป็นอันตราย เช่น สารปฏิชีวนะตกค้างจากการเลี้ยง สารพิษจากธรรมชาติ สารพิษจากโลหะหนักในแหล่งน้ำ ฮิสตามีนในปลาทูน่า เป็นต้นครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับ ขั้นตอนในการผลิตอาหารกระป๋องเริ่มที่การเตรียมวัตถุดิบก่อนครับ โดยวัตถุดิบที่เป็นอาหารมักมีสิ่งแปลกปลอมที่บริโภคไม่ได้ปะปนมา หรือมีคุณสมบัติทางกายภาพหลากหลาย จึงจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ เพื่อให้อาหารมีคุณภาพที่ดีสม่ำเสมอ และเตรียมเพื่อที่จะเข้าสู่กระบวนการผลิตต่อไป ซึ่งขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบที่สำคัญ ได้แก่

              ขั้นแรก คือการทำความสะอาด และขจัดเศษชิ้นส่วนที่บริโภคไม่ได้ ต่อมาจึงทำการคัดเลือกวัตถุดิบให้มีความสม่ำเสมอในด้านขนาด รูปร่าง สี เพื่อสะดวกในการผลิต จากนั้นแยกหรือคัดเลือกวัตถุเป็นหมวดหมู่ตามคุณภาพ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับกระบวนการแปรรูป ความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ข้อกำหนดทางด้านกฎหมาย การยอมรับของผู้บริโภค แล้วทำการตัดแต่ง เพื่อขจัดส่วนที่ไม่ต้องการหรือบริโภคไม่ได้ออกไป และปรับปรุงลักษณะของผลิตภัณฑ์

               ในกรณีของสัตว์น้ำ มีขั้นตอนการตัดแต่งโดยทั่วไปได้แก่ การขอดเกล็ด การตัดหัว-หางและดึงไส้ออก การแช่น้ำเกลือ เพื่อล้างคราบเลือดและเมือก ขณะเดียวกันทำให้เนื้อปลามีรสเค็มและเนื้อแข็งขึ้น ไม่เกาะติดภายในกระป๋องหลังผ่านความร้อน การนึ่งเป็นอีกวิธีการที่ทำให้น้ำบางส่วนแยกออกมา ทำให้เนื้อสุกและแข็ง สะดวกในการแยกเนื้อจากเปลือกแข็งและก้าง เช่น หอย ปู ปลาทูน่า กรณีบรรจุปลาในกระป๋องก่อนนึ่ง หลังจากนึ่งให้เทน้ำที่แยกออกมา ทำให้สามารถลดกลิ่นคาวปลาและสามารถควบคุมความสม่ำเสมอของน้ำปรุงที่เติมลงไปทีหลังได้

              ส่วนการลวก เป็นการให้ความร้อนกับผัก ผลไม้บางชนิด ที่อุณหภูมิและเวลาเหมาะสมแล้วลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็ว เพื่อยับยั้งปฏิกิริยาของเอนไซม์ที่ทำให้อาหารเปลี่ยนสี กลิ่น รสชาติ นอกจากนั้นยังช่วยทำความสะอาดและลดปริมาณจุลินทรีย์เริ่มต้น ไล่อากาศและก๊าซจากเซลล์ เนื้อเยื่อ ทำให้อาหารอ่อนนุ่มและรัดตัวแน่นขึ้น สะดวกในการบรรจุและได้น้ำหนักบรรจุที่สม่ำเสมอ กำจัดกลิ่นคาว ดิบ รสฝาดขม และอาหารที่มีอุณหภูมิสูง ทำให้ลดเวลาในการฆ่าเชื้อในขั้นตอนต่อไป ข้อควรคำนึงคือ อาหารอาจเกิดการสูญเสียวิตามินและสารอาหารที่ว่องไวต่อความร้อนหรือละลายน้ำ และถ้าลวกมากไปอาจทำให้เนื้อสัมผัสเสียสภาพได้ครับ นอกจากนี้ยังมีวิธีการตัดแต่งอื่นๆ อีก เช่น การขูดเนื้อดำของปลาทูน่า การรมควัน การแล่ การบด การกรอง ซึ่งผู้ผลิตต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในการผลิตด้วย

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ ขั้นตอนต่อไปของการผลิตอาหารกระป๋องคือการบรรจุครับ ซึ่งการบรรจุวัตถุดิบและส่วนผสมในภาชนะ ต้องบรรจุให้มีลักษณะสม่ำเสมอทุกกระป๋องและมีช่องว่างเหนือผิวอาหารถึงปากภาชนะที่เหมาะสม จะเป็นบริเวณที่รองรับการขยายตัวของอาหารขณะให้ความร้อน ป้องกันการเกิดแรงดันมากเกินไป ถ้าบรรจุให้มีช่องว่างเหลือมากเกินไป การไล่อากาศในขั้นตอนถัดไปอาจไม่เพียงพอและถ้าช่องว่างน้อยไป นอกจากจะเปลืองวัตถุดิบแล้วยังทำให้เกิดความดันภายในภาชนะมากขณะให้ความร้อน และความร้อนในการฆ่าเชื้อที่กำหนดไว้อาจไม่เพียงพอ ปกติมักจะบรรจุให้มีช่องว่างเหนือผิวอาหารถึงปากภาชนะ 6-10% ของปริมาตรที่บรรจุ ข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ ต้องระวังไม่ให้อาหารไปขวางอยู่บริเวณปากของภาชนะ เพราะจะทำให้การปิดกระป๋องไม่สมบูรณ์ หลังจากฆ่าเชื้อแล้วควรเก็บรักษาอาหารกระป๋องไว้ เพราะอาหารที่ตกค้างบริเวณตะเข็บจะกลายเป็นตัวชักนำการปนเปื้อนกลับเข้าไปในอาหารกระป๋องได้

              ลักษณะอาหารที่บรรจุมีทั้งที่เป็นของเหลว ของเหลวข้นหนืดและของแข็ง ถ้าบรรจุผสมกัน โดยทั่วไปจะใส่ของแข็งในกระป๋องก่อนแล้วจึงเติมส่วนของของเหลวลงไป ของเหลวข้นหนืดเช่น ซอส มีแนวโน้มที่จะกักอากาศไว้ จึงควรให้ความร้อนก่อนเพื่อไล่อากาศออกไป ส่วนของเหลวอื่นๆ เช่น น้ำเกลือ น้ำเชื่อม จะแทรกเข้าไปตามช่องว่างจึงช่วยแทรกอากาศภายในได้ดี นอกจากนั้น ของเหลวนี้จะช่วยในการกระจายความร้อนในกระป๋องขณะฆ่าเชื้อได้เร็วขึ้น และช่วยกระจายส่วนผสมที่มีปริมาณน้อยเช่น สารให้กลิ่นรส ควันเหลว ให้สม่ำเสมอได้ ซึ่งอาหารที่บรรจุแบบแห้งหรือกึ่งแห้งจะขาดคุณสมบัติข้อนี้ไป

              คุณผู้ฟังครับ อาหารที่บรรจุในกระป๋องแล้ว ต้องไล่อากาศภายในกระป๋องออกก่อนปิดฝาเพื่อให้ภายในกระป๋องเป็นสุญญากาศ คือความดันอากาศภายในกระป๋องน้อยกว่าความดันอากาศภายนอกกระป๋อง สาเหตุที่ต้องไล่อากาศออกเพราะว่าถ้ามีอากาศอยู่ขณะให้ความร้อนระหว่างการฆ่าเชื้อ อากาศจะขยายตัวมากทำให้เกิดแรงดันภายในสูง ซึ่งอาจทำให้กระป๋องบวม และรอยปิดผนึกเสียไปได้ นอกจากนั้นถ้ามีอากาศหลงเหลืออยู่ อากาศจะเป็นฉนวนขัดขวางการกระจายความร้อนภายในภาชนะ และออกซิเจนในอากาศจะไปทำปฏิกิริยากับสารอาหารและโลหะในกระป๋อง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ไขมันและวิตามินเสื่อมสภาพ อาหารเปลี่ยนสีและเกิดสนิมภายในกระป๋องได้ ดังนั้นหลังจากไล่อากาศออกไปแล้วต้องปิดฝาและปิดตะเข็บทันที เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศจากภายนอกกลับเข้าไปได้อีก

    สำหรับวิธีการทำให้เกิดสุญญากาศมีหลายวิธี ได้แก่

              วิธีแรก คือ การบรรจุแบบร้อน เหมาะกับอาหารเหลว เช่น น้ำผลไม้ น้ำซุปเหลว โดยการให้ความร้อนอาหารให้มีอุณหภูมิสูง 70-85 องศาเซลเซียส ก่อนบรรจุในภาชนะที่ร้อนแล้วปิดฝาทันที หรือบรรจุอาหารแข็งที่ร้อนในภาชนะที่ร้อนก่อน แล้วใส่ของเหลวที่ร้อนลงไปจนถึงขอบช่องว่างเหนือผิวอาหารถึงปากภาชนะที่กำหนดแล้วปิดฝาทันที ขณะที่อาหารร้อนอาหารจะขยายตัวและไล่อากาศออกจากอาหาร เมื่อเทใส่ภาชนะ ความดันไอน้ำจากอาหารจะทำให้อากาศบริเวณช่องว่างเหนือผิวอาหารเจือจาง จากนั้นปิดฝาทันที ทำการฆ่าเชื้อและทำให้เย็นบรรยากาศในกระป๋องก็จะเป็นสุญญากาศครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ การทำให้เกิดสุญญากาศวิธีที่สอง คือ การนึ่งครับ กรณีนี้จะต้องทำการบรรจุอาหารในกระป๋องก่อน แล้วนำไปนึ่งในลังถึงหรือรางไล่อากาศแบบต่อเนื่อง จนอาหารมีอุณหภูมิ 80-95 องศาเซลเซียส แล้วจึงปิดฝาทันที วิธีการนี้เหมาะกับอาหารที่ร้อนอย่างรวดเร็ว เช่น อาหารที่บรรจุในน้ำเกลือหรือน้ำเชื่อม แต่ไม่เหมาะกับอาหารที่เป็นของแข็งล้วน เช่น เนื้อบด หลักการของวิธีนี้มีอยู่ว่า อาหารจะขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน อากาศจะถูกขับออก และบริเวณช่องว่างเหนือผิวอาหารถูกครอบคลุมด้วยไอน้ำ เมื่อปิดฝาทันที จากนั้นทำการฆ่าเชื้อ แล้วทำให้เย็น อาหารจะหดตัว และไอน้ำจะกลั่นตัวเป็นของเหลวทำให้เกิดสุญญากาศภายในกระป๋อง

              วิธีที่สาม การฉีดพ่นไอน้ำ ทำได้โดยการติดตั้งหัวฉีดไอน้ำ พ่นเข้าไปบริเวณช่องว่างเหนือผิวอาหาร เพื่อไล่อากาศและแทนที่อากาศ สามารถไล่อากาศเฉพาะบริเวณช่องว่างเหนือผิวอาหารเท่านั้น จึงไม่เหมาะกับอาหารที่มีรูพรุนหรือดักก๊าซ เหมาะสำหรับใช้ร่วมกับวิธีอื่นๆ

              และวิธีสุดท้าย คือ การใช้เครื่องดูดอากาศ ดูดอากาศออกจากระป๋องแล้วปิดฝาทันที กรณีบรรจุในถุงทนความร้อนก็ใช้เครื่องดูดอากาศออกเช่นกัน วิธีนี้เหมาะกับอาหารแห้งและอาหารที่มีรูพรุนไวต่อความร้อน ไม่เหมาะกับอาหารที่ข้นหนืดหรือมีการสร้างก๊าซเมื่อให้ความร้อน หรือมีแนวโน้มเป็นฟองเมื่อถูกดูดอากาศ หากเป็นอาหารเหลวอาจจะกระฉอกได้ถ้าปิดด้วยเครื่องความเร็วสูง

              ขั้นตอนต่อไปคือการปิดผนึก ในกรณีของอาหารบรรจุกระป๋องมีการปิดผนึกแบบตะเข็บสองชั้น โดยบีบให้ส่วนโค้งของฝางอสอดเข้าไปอยู่ด้านในของส่วนที่พับของตัวกระป๋อง และรีดให้ตะเข็บแบนและแน่น ต้องมีการตรวจคุณภาพของตะเข็บว่าปิดแน่นสนิท โดยตรวจดูความเรียบร้อยและสม่ำเสมอของตะเข็บภายนอก และใช้อุปกรณ์ฉีกตะเข็บออก คำนวณค่าความแน่นของตะเข็บ การเกยกันของตะขอตัวกับตะขอฝา และข้อบกพร่องอื่นๆ เช่น รอยย่น รอยหย่อนของตะเข็บ เป็นต้น เมื่อทำการปิดผนึกแล้วต่อไปคือการนึ่งฆ่าเชื้อครับ ในการให้ความร้อนแก่อาหาร บางกรณีจะไม่ใช้ความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมด เพราะความร้อนอาจจะรุนแรงไปจนทำลายคุณค่าอาหารและลักษณะของอาหาร จึงควรใช้ความร้อนในปริมาณเพียงพอที่จะทำให้อาหารมีสภาพปลอดเชื้อในทางการค้า ซึ่งหมายถึง การให้ความร้อนที่อุณหภูมิและเวลาเหมาะสมในการทำลายเอนไซม์ จุลินทรีย์หรือสปอร์เป้าหมายที่เป็นอันตรายกับผู้บริโภคซึ่งสามารถเจริญเติบโตและสร้างสารพิษในอาหารระหว่างการเก็บรักษา หลังจากให้ความร้อนอาหารอย่างเพียงพอแล้ว ต้องทำให้อาหารเย็นอย่างรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้อาหารได้รับความร้อนมากเกินไป ป้องกันไม่ให้สปอร์ของจุลินทรีย์ที่ทนความร้อนสูงที่รอดจากการฆ่าเชื้องอกและเพิ่มจำนวนจนทำให้เกิดการเน่าเสียโดยเฉพาะกระป๋องขนาดใหญ่

     -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนวิธีการทำให้เย็นและข้อควรปฏิบัติหลังการทำให้เย็น ได้แก่

    1.น้ำที่ใช้ทำให้เย็น ต้องสะอาดเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพของน้ำบริโภค เพราะขณะกระป๋องร้อน ประเก็นยังอ่อนนิ่ม หยดน้ำอาจถูกดึงโดยสุญญากาศบริเวณช่องว่างเหนือผิวอาหารจากภายนอกผ่านตะเข็บเข้าไปยังภายในกระป๋อง

    2.มีการปรับความดันในหม้อฆ่าเชื้อ ให้สมดุลกับความดันภายในกระป๋อง ซึ่งจะค่อยๆ ลดลงในช่วงการทำให้เย็น

    3.ลดอุณหภูมิของอาหารกระป๋อง ให้ร้อนกว่าอุณหภูมิห้องเล็กน้อย เพื่อให้น้ำที่ผิวกระป๋องระเหย

    4.ไม่ควรใช้มือหรือผ้าที่ไม่สะอาดจับกระป๋อง หลังจากทำความเย็นจนกว่ากระป๋องจะเย็นและแห้งสนิท ควรลำเลียงกระป๋องเปียกไปวางในสถานที่เฉพาะที่สะอาด จนกระทั่งกระป๋องแห้ง อาจใช้พัดลมเป่าก็ได้

    และ 5.สายพานลำเลียงกระป๋องที่สัมผัสตะเข็บกระป๋องไม่ควรใช้วัสดุที่เป็นรูพรุน ก่อนใช้งานควรล้างให้สะอาดครับ

              และสิ่งสุดท้ายของการผลิตอาหารกระป๋องที่เราควรคำนึงถึง นั่นก็คือ การเก็บรักษาครับ ซึ่งผู้ผลิตควรควบคุมอากาศในโรงเก็บไม่ให้มีความชื้นสูงเกินไป เพราะจะทำให้เกิดสนิมภายนอกกระป๋อง แล้วกระจายเข้าไปทำให้กระป๋องรั่ว อุณหภูมิที่เก็บต้องไม่สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส เพราะอุณหภูมิที่สูงเกินไปอาจไปเร่งการเกิดปฏิกิริยาเคมีทำให้อาหารเปลี่ยนสี กลิ่นรสและคุณค่าทางอาหารเปลี่ยน และส่งเสริมการเจริญของสปอร์ของจุลินทรีย์ที่ทนความร้อน ควรมีแสงสว่างในโรงเก็บเพียงพอ มีการหมุนเวียนระบายอากาศ ให้มีสภาพอากาศที่แห้งและอุณหภูมิคงที่ ควรเก็บอาหารกระป๋องที่บรรจุในกล่องกระดาษวางซ้อนกัน เพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย ระวังไม่ให้ตะเข็บกระป๋องเสียหาย แต่ต้องวางไม่ให้ขัดขวางการหมุนเวียนของลม และควรจำหน่ายสินค้าตามลำดับการผลิตก่อนหลังครับ

              ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับคุณผู้ฟัง กับวิธีการผลิตอาหารกระป๋อง ซึ่งวิธีการนี้นับว่าเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้อีกทางหนึ่งเลยล่ะครับ ในสัปดาห์หน้าเรามาติดตามกันครับว่า ปลาน้ำจืดที่จากเดิมมีราคาต่ำ เมื่อเรานำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์บรรจุกระป๋อง จะทำให้มีราคาที่สูงขึ้นได้หรือไม่ และวิธีการผลิตนั้นทำอย่างไร สัปดาห์หน้าห้ามพลาดครับ คุณผู้ฟังสามารถติชมรายการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยการเขียนจดหมายและจ่าหน้าซองมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 และ 0-2579-5548 ในวันและเวลาราชการครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุเรื่อง “การปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลสกุลน้อยหน่า”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557

    เรื่องการปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลสกุลน้อยหน่า

    บทวิทยุ โดย วิทวัส ยุทธโกศา

    …………………………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

               สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่าน พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

              คุณผู้ฟังครับ ผมว่าคุณผู้ฟังต้องเคยรับประทานไม้ผลไม่ชนิดใดก็ชนิดหนึ่ง เพราะในประเทศไทยมีไม้ผลมากมาย และมีให้เลือกรับประทานทุกฤดู กระผมเชื่อว่าทุกคนต้องอยากรับประทานไม้ผลที่มีคุณภาพมีรสชาติอร่อย จึงมีการปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลให้ดีกว่าพันธุ์เดิม แต่การปรับปรุงพันธุ์ต้องใช้ระยะเวลานานมากกว่าพืชไร่ จึงทำให้พันธุ์ไม้ผลที่เกิดมาใหม่มีจำนวนน้อย ไม้ผลมีบทบาทและความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมาก มีพื้นที่ปลูกโดยรวมในปี พ.ศ. 2546 มากถึง 5,719,563 ไร่ ซึ่งไม้ผลสกุลน้อยหน่าเป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกกันมากในประเทศไทยหรือ ในเขตร้อนและเขตอบอุ่นในส่วนต่างๆของโลก โดยเฉพาะน้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสมซึ่งสามารถปรับตัวได้ดีในเขตร้อน พื้นที่ปลูกน้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสมของประเทศไทยรวมปี พ.ศ. 2546เท่ากับ 232,579 ไร่ กระจายปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศและแหล่งปลูกที่สำคัญในปัจจุบันคือ จังหวัดนครราชสีมา ลพบุรี สระบุรี ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด โดยเฉพาะจังหวัดนครราชสีมามีพื้นที่ปลูกมากที่สุดรวมทั้งสิ้น 123,242 ไร่ ปลูกน้อยหน่าพันธุ์หนังและพันธุ์ฝ้ายมากที่สุด ส่วนน้อยหน่าลูกผสมปลูกพันธุ์เพชรปากช่อง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เกษตรกรให้ความสนใจและปลูกกันเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตทำรายได้สูงให้แก่เกษตรกร โดยปลูกกันมากในเขตอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกรวมในปี พ.ศ. 2546 จำนวน 62,987 ไร่ผลผลิตส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศและส่งออกประเทศใกล้เคียงบ้างเล็กน้อยเช่น มาเลเซีย สิงคโปร์และฮ่องกง เป็นต้น

    -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับ น้อยหน่า เป็นผลไม้ที่มีรสชาติดี บริโภคทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ ผลสุกใช้รับประทานโดยตรงหรือ ทำน้ำกะทิ คั้นน้ำ ทำไอศกรีม คนไทยนิยมรับประทานผลสุกเพราะมีรสหอมหวานชวนรับประทาน ผลดิบและเมล็ดมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคและแมลง เมล็ดเอามาสกัดเอาน้ำมันไปทำสบู่ กากเมล็ดที่เหลือใช้ทำปุ๋ย สารสกัดจากเมล็ดสามารถฆ่าไรขาว เพลี้ยแป้งและเพลี้ยอ่อนได้ ใบใช้โขลกพอกตามตัว แก้ฟกซ้ำดำเขียวหรือทาแก้โรคพื้นหนังได้เช่น กลากเกลื้อน เปลือกของต้นใช้ต้มรับประทานแก้โรคลำไส้อักเสบ รากใช้เป็นยาระบาด เปลือกของผลใช้ฝนกับเหล้าแก้พิษงูกัด มีคุณค่าทางอาหารสูงอุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน น้ำตาล และแร่ธาตุหลายชนิด เห็นมั๊ยครับว่าคุณประโยชน์ของไม้ผลชนิดนี้มีมากมายเหลือเกิน กระผมว่าน้อยหน่านี่แหละเป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

              คุณผู้ฟังครับ เรามารู้จักน้อยหน่าอีกสายพันธุ์หนึ่ง คือ น้อยหน่าลูกผสมหรืออะติมัวย่า เป็นลูกผสมผสมระหว่างน้อยหน่ากับเชริมัวย่า อะติมัวย่าซึ่งเป็นน้อยหน่าผสมเกิดจากการปรับปรุงพันธุ์ ลักษณะโดยทั่วไป ลำต้นและใบใหญ่กว่าน้อยหน่าที่นิยมปลูกกัน ต้นมีความทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดีกว่าเชริมัวย่าและเกือบเท่าน้อยหน่า บางพันธุ์ปลูกได้ผลดีในบริเวณที่ปลูกน้อยหน่าแต่บางพันธุ์ต้องการบริเวณที่มีอากาศเย็นและสูงจากระดับน้ำทะเลมากๆจึงจะออกดอกและติดผลได้

              จากการที่น้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสมเป็นพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรให้ความสนใจมาอย่างต่อเนื่องจำนวนพื้นที่ปลูกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทั้งทุกภาคของประเทศไทย แต่ปัญหาที่พบจากการทำสวนน้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสม คือปัญหาด้านการผสมการจัดการสวนที่ด้อยประสิทธิภาพ ขาดการใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยเฉพาะการเลือกใช้พันธุ์ปลูกที่ไม่ผ่านการคัดเลือกหรือปรับปรุงพันธุ์และวิธีขยายพันธุ์ไม่เหมาะสมทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่มีมาตรฐาน คุณภาพไม่ตรงตามความต้องการของตลาดและ จึงควรทำการปรับปรุงพันธุ์น้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสมให้ได้พันธุ์ใหม่ที่มีปริมาณผลผลิตและคุณภาพสูงตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

              คุณผู้ฟังครับ การปรับปรุงพันธุ์น้อยหน่าและน้อยหน่าพันธุ์ลูกผสม ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี     พ.ศ. 2539 -2544 สามารถพัฒนาพันธุ์ลูกผสมขึ้นมาใหม่จำนวน 15 สายพันธุ์ มีพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงแน่ะนำแก่เกษตรกรปลูกเป็นการค้าและได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชทะเบียนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 3 พันธุ์ คือ พันธุ์เพชรปากช่อง พันธุ์เนื้อทองและพันธุ์ปากช่อง 46 ทั้ง 3 สายพันธุ์มีลักษณะที่ดีคือ มีผลขนาดใหญ่ เนื้อมากเมล็ดน้อย ซึ่งเป็นลักษณะที่ตลาดต้องการ แต่ก็ยังมีลักษณะบางประการที่ไม่ดีนักต้องได้รับการปรับปรุง และพัฒนาพันธุ์ให้ได้เพิ่มขึ้น เช่นพันธุ์เพชรปากช่อง มีผลบิดเบี้ยวและเปลือกบางง่ายต่อการทำลายของแมลงวันทอง พันธุ์เนื้อทองมีการติดผลค่อนข้างยากและมีเม็ดทรายอยู่ระหว่างเนื้อกับเปลือก พันธุ์ปากช่อง 46 มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเป็นต้น ดังนั้นการพัฒนาพันธุ์โดยการผสมข้ามพันธุ์โดยวิธีธรรมชาติ จากเชื้อพันธุ์ที่ได้รวบรวมไว้ในโครงการรวบรวมเชื้อพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์น้อยหน่าและน้อยหน่าลูกผสมที่ดำเนินการอยู่ในสถานีวิจัยปากช่อง ให้ได้พันธุ์ใหม่ที่มีผลผลิตและคุณภาพสูง ตรงตามต้องความการของตลาดผู้บริโภค จึงจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อยุทธศาสตร์เพิ่มศักยภาพในการแข็งขันของประเทศ เพิ่มการพัฒนาการผลิตที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพสูง ลดต้นทุนการผลิตและปลอดภัยจากสารเคมี

     -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับ หัวหน้าโครงการในการวิจัย คุณ เรืองศักดิ์ กมขุนทด สถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์ เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ มีขั้นตอนในการวิจัยดังนี้

    ขั้นตอนที่ 1 การคัดเลือกต้นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สำหรับการผสมพันธุ์เพื่อสร้างลูกผสมโดยใช้พันธุ์ดีที่ผ่านการประเมินเชื้อพันธุ์จากงานวิจัย การรวบรวมเชื้อพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์ที่ผ่านมา ที่ปลูกในแปรงรวมพันธุ์ในสถานีวิจัยปากช่อง โดยศึกษาลักษณะประจำพันธุ์ จำแนกลักษณะดีเด่นของแต่ละสายพันธุ์เพื่อทราบศักยภาพของแต่ละสายพันธุ์ แล้วคัดเลือกพันธุ์ดีจำนวน 7 สายพันธุ์ คือ น้อยหน่าหนัง 1 สายพันธุ์ น้อยหน่าฝ้าย 1 สายพันธุ์ และน้อยหน่าลูกผสม 5 สายพันธุ์

    มาต่อขั้นตอนที่ 2 กันนะครับ การผสมข้ามพันธุ์ และการเพาะกล้าเมล็ดลูกผสม

    2.1 การผสมข้ามพันธุ์ เพื่อสร้างสายพันธุ์ใหม่โดยใช้วิธีการผสมพันธุ์ แบบพบกันหมดสลับพ่อและแม่ เพื่อให้ได้เมล็ดลูกผสมอย่างน้อยคู่ผสมละ 200 เมล็ด โดยผสมเกสรอย่างน้อย 25 ดอก/ซ้ำจำนวน 4 ซ้ำ ศึกษาเปอร์เซ็นต์การติดผล ทำการตรวจนับเมื่ออายุ 1 เดือน หลังผสมเกสร โดยตัดแต่งกิ่งเพื่อบังคับให้ออกดอกเดือนมีนาคม พ.ศ. 2548 และเก็บเมล็ดในเดือน กันยายน พ.ศ. 2548 รวมระยะเวลา 6 เดือน

    2.2 การเพาะกล้าเมล็ดลูกผสม เมื่อผลสุกเก็บเอาเมล็ดมาล้างน้ำเอาเนื้อออกคัดเลือกเฉพาะเมล็ดที่แก่สมบูรณ์จำนวน 100 เมล็ดต่อคู่ผสม นำมาเพาะในกระบะเพาะกล้าที่มีส่วนผสมของทรายและถ่านแกลบ อัตราส่วน 1:1 โดยเพาะเมล็ด 25 เมล็ด/ซ้ำ จำนวน 4 ซ้ำ ศึกษาเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ด ทำการตรวจนับเมื่ออายุ 1 เดือนหลังเพาะ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2548 ถึงมีนาคม 2549 รวมระยะเวลา 6 เดือนส่วนเมล็ดที่เหลือทำการเพาะเช่นเดียวกันเพื่อให้ได้จำนวนต้นมากขึ้น

    วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์วิเคราะห์ความแตกต่างทางสถิติด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี กำหนดให้คู่ผสมเป็นทรีทเมนต์ละ 4 ซ้ำ

    ขั้นตอนที่ 3 การปลูกทดสอบและคัดเลือกสายพันธุ์ดี ต้นกล้าที่ได้ทำการคัดเลือกเฉพาะต้นกล้าที่แข็งแรงปลูกลงแปลงทดสอบพันธุ์เบื้องต้นในพื้นที่ 5 ไร่ ระยะปลูก 1×1 เมตร ระยะเวลาทดสอบในแปรงทดสอบพันธุ์ 2 ปี ครึ่ง ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2549 ถึง กันยายน พ.ศ. 2551 เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะการเจริญเติบโตของลำต้นดี การติดผลดก ผลกลม ไม่บิดเบี้ยว ขนาดผลใหญ่ มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 250 กรัม/ผลขึ้นไป เนื้อมากร่วนไม่เหนียว เมล็ดน้อย เปลือกหนาไม่มีส่วนของเม็ดทรายอยู่ระหว่างเนื้อและเปลือก ผลไม่แตกเมื่อแก่หรือสุก อายุหลังเก็บเกี่ยวยาวนาน และมีความหวานมากกว่าองศาบริกซ์ แล้วทำการคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะตรงตามความต้องการมากที่สุดคู่ผสมละ 1 สายพันธุ์ บันทึกลักษณะประจำพันธุ์เบื้องต้น และลักษณะทางการเกษตรที่ดีของสายพันธุ์

    ขั้นตอนที่ 4 การปลูกเปรียบเทียบพันธุ์กับพันธุ์มาตรฐาน นำสายพันธุ์คัดที่ผ่านการคัดเลือก จำนวน 42 สายพันธุ์ คู่ผสมละ 1 สายพันธุ์ มาขยายพันธุ์โดยวิธีการต่อกิ่งบนต้นต่อน้อยหน่าหนังเขียวเพาะเมล็ดอายุ 1 ปี ปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์มาตรฐานหรือพันธุ์พ่อแม่ทั้ง 7 สายพันธุ์ และพันธุ์การค้าจากต่างประเทศอีก 1 สายพันธุ์ คือพันธุ์ African pride เพื่อศึกษาการเจริญเติบโตของลำต้น ผลผลิตและคุณภาพของผลรวมจำนวน 50 สายพันธุ์ ใช้ระยะการปลูก 4×4 เมตร 100 ตัน/ไร่ ในพื้นที่ 5 ไร่ ระยะเวลาทดสอบ 5 ปี แล้วคัดเลือกสายพันธุ์ดีอย่างน้อย 1 สายพันธุ์ สำหรับช่วงนี้พักสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

               ฟังกันต่อนะครับ ช่วงนี้เรามาวางแผนทดสอบแบบสุ่มสมบูรณ์ วิเคราะห์ความแตกต่างทางสถิติด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยวิธีกำหนดให้คู่ผสมเป็นทรีทเมนต์ จำนวน 50 ทรีทเมนต์ๆละ 5 ซ้ำ โดยเก็บข้อมูลดังนี้นะครับท่านผู้ฟัง

    - เส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้น เหนือพื้นดินไม่เกิน 15 เซนติเมตร ทุกๆ 12 เดือน หลังปลูก

    - ขนาดของผลโดยการวัดความกว้างและความยาวของผลด้วย Vernier calipers

    - จำนวนผลต่อต้น

    - น้ำหนักต่อผล

    - เปอร์เซ็นต์เนื้อโดยน้ำหนัก

    - จำนวนเมล็ดต่อผล

    - อายุการสุกหลักการเก็บเกี่ยว

    - ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ โดยใช้ hand refractometer

    - ปริมาณกรดวิเคราะห์ตามวิธีของHume

    - ผลผลิตต่อต้นเป็นกิโลกรัม

    ขั้นตอนที่ 5 การแนะนำพันธุ์และขึ้นทะเบียนพันธุ์

    หลังจากปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์มาตรฐานและพันธุ์พ่อกับพันธุ์แม่ ทำการคัดเลือกพันธุ์ดีเด่นโดยพันธุ์ที่ให้ผลผลิตและคุณภาพของผลสูงตามวัตถุประสงค์อย่างน้อย 1 สายพันธุ์จะได้รับการพิจารณาขอขึ้นทะเบียนพันธุ์พืช โดยทำการขอขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชเป็นพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมกับแนะนำพันธุ์แก่เกษตรกรสำหรับปลูกเป็นการค้า และตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการในการประชุมวิชาการและวารสารภายในประเทศ

    ผลและวิจารณ์

    ผลการคัดเลือกสายพันธุ์ดีเพื่อเป็นตัวแทนของคู่ผสมๆละ 1 สายพันธุ์โดยใช้หลักในการคัดเลือกเบื้องต้นคือ มีผลอย่างน้อย 5 ผล น้ำหนักผลเฉลี่ยอย่างน้อย 250 กรัม ปริมาณเนื้อที่รับประทานได้มากกว่า 50% จำนวนเมล็ดไม่เกิน 50 เมล็ด ต่อผล และอายุการสุกหลังการเก็บเกี่ยวมากกว่า 2 วันขึ้นไป

    สามารถคัดเลือกสายพันธุ์เป็นตัวแทนของคู่ผสมได้จำนวน 42 สายพันธุ์ โดยให้รหัสชั่วคราว เป็นตัวเลข 4 หลักแล้วตามด้วยชื่อคู่ผสมกำกับไว้ สำหรับช่วงนี้พักสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

               คุณผู้ฟังครับมาฟังกันต่อนะครับ การคัดเลือกสายพันธุ์ดีที่มีการติดผลดก ขนาดผลใหญ่ เปอร์เซ็นต์เนื้อสูง จำนวนเมล็ดต่อผลน้อย และอายุการสุกหลังการเก็บเกี่ยวยาวนาน ได้คู่ผสมละ 1 พันธุ์ จำนวนทั้งหมด 42 พันธุ์ หลังจากนั้นนำกิ่งสายพันธุ์ดีที่คัดเลือกได้มาขยายพันธุ์ปลูก พันธุ์ละ 5 ต้น เพื่อศึกษาการเจริญเติบโต ผลผลิตและคุณภาพของผล เปรียบเทียบกับพันธุ์ พ่อ-แม่ 7 สายพันธุ์ พันธุ์การค้าจากต่างประเทศ 1 พันธุ์ รวมทั้งหมด 50 สายพันธุ์ หลังจากวัดการเติบโตของลำต้นเมื่ออายุครบ 1 ปี พันธุ์ที่มีการเติบโตสูงที่สุดคือพันธุ์ 38-26 ปากช่อง 46x เพชรปากช่อง=1.60 ซม.รองลงมา คือพันธุ์09-34 B64xL59=1.48 ซม.ตามลำดับ และน้อยที่สุดคือพันธุ์ 38-38 L59xปากช่อง 46 และพันธุ์24-09 ฝ้ายเขียวxL59=1.12 ซม.เท่ากันและต้นอายุ 1 ปีสามารถออกดอกและติดผลได้ในบางสายพันธุ์ แต่มีจำนวนน้อยไม่สามารถศึกษาคุณภาพของผลได้ การปรับปรุงสายพันธุ์น้อยหน่ายังคงดำเนินต่อไป

    สัปดาห์หน้ากระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันและเวลาเดียวกันนี้

    หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถาม ได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

  • รายการวิทยุเรื่อง “การผลิตพืชผักอินทรีย์จากชีววิธี”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์  ที่14 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง การผลิตพืชผักอินทรีย์จากชีววิธี

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

                     สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม………………………เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    สวัสดีคุณผู้ฟังทุกท่านครับ คุณผู้ฟังครับ เวลาช่วงตอนเย็นเช่นนี้ คุณผู้ฟังคงกำลังรับประทานอาหารเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นะครับ กระผมอยากทราบจังครับ ว่ามื้อเย็นของคุณผู้ฟังวันนี้มีผักรับประทานด้วยหรือเปล่า กระผมขอเดาว่าทุกบ้านต้องมีผักอยู่ในจานข้าวอย่างแน่นอนนะครับ ซึ่งผักจัดว่าอยู่ในหมู่ที่ 3 ของอาหารหลัก 5 หมู่ครับ ผักจะให้สารวิตามิน และแร่ธาตุเพื่อเพิ่มการทำงานของร่างกาย และทราบไหมครับว่าผักที่รับประทานอยู่ทุกวันนี้แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ตามเม็ดสี แต่ละสีให้ประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร กระผมจะขอยกตัวอย่าง ผักสีแดงแล้วกันนะครับ เช่นจำพวก พริกแดง มะเขือเทศ จะช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และเส้นเลือดอุดตันในสมอง ผักสีส้ม สีเหลือง เช่น ฟักทอง แครอท จะช่วยบำรุงสายตา บำรุงหัวใจ และหลอดเลือด ผักสีเขียว เช่น ผักใบเขียวต่างๆ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของร่างกาย และช่วยทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อผลเสียต่อสุขภาพ บำรุงสมอง ความจำ และบำรุงสุขภาพของผู้สูงอายุ ผักสีขาว สีน้ำตาลอ่อน เช่น กระเทียม หอมหัวใหญ่ ช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเรสเตอรอล ต่อต้านการเกิดเนื้องอก ป้องกันมะเร็ง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด …คุณผู้ฟังทราบถึงประโยชน์ของผักแต่ละสีแล้วนะครับ กระผมขอแนะนำให้คุณผู้ฟังเลือกทานผักให้หลากสีสันนะครับ เพื่อที่จะได้รับสารอาหารเพิ่มมากขึ้น

    คุณผู้ฟังครับ ปัจจุบันผู้บริโภคได้หันมาให้ความสนใจกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการรับประทานพืชผักอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการแก่ร่างกาย แต่พบว่าปัญหาในการผลิตผักในปัจจุบันคือ เกษตรกรผู้ผลิตขาดเทคโนโลยีที่เหมาะสม เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพตกต่ำ และสารปนเปื้อนตกค้าง อันมีสาเหตุมาจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์ โรคและแมลงเข้าทำลายเชื้อราในดินเป็นสาเหตุให้เกิดโรคพืชเข้าทำลายระบบรากพืชครับ โดยจะพบว่าพืชแสดงอาการเหี่ยวแห้ง หรือตายเป็นกิ่งๆ จนกระทั่งตายยืนต้นในที่สุด แต่ว่า พืชจะแสดงอาการเป็นโรคขั้นรุนแรงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของสาเหตุ และช่วงระยะเวลาการเจริญของพืช …คุณผู้ฟังครับ เชื้อราในดินที่เป็นสาเหตุของโรคพืชส่วนมากมักจะมีชีวิตอยู่ในดินเป็นระยะเวลานาน และสามารถเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีแหล่งอาหารและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมครับ

    -เพลงประจำรายการ-

                     คุณผู้ฟังครับ การควบคุมโรคพืชนั้นทำได้หลายวิธีครับ เช่น การควบคุมการใช้สารเคมี การปลูกพืชหมุนเวียน และวิธีทางเขตกรรม เช่น การขุดฝัง เผาทำลายส่วนของพืชที่เป็นโรค แต่อย่างไรก็ตามครับ การใช้สารเคมียังเป็นวิธีที่เกษตรกรนิยมใช้กันมากที่สุด และใช้กันอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าการควบคุมโรคจะยังไม่ได้ผลมากนัก อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิต ดังนั้นจึงมีวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยลดต้นทุนของการควบคุมโรคได้ครับ วิธีการที่ว่านั่นก็คือการควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี คุณผู้ฟังครับชีววิธีที่ว่านี้คือ การลดปริมาณ และกิจกรรมเชื้อโรคโดยส่งเสริมและพัฒนาใช้สิ่งมีชีวิตรวมทั้งจุลินทรีย์ ที่อยู่ตามธรรมชาติในดิน และที่ผิวรากพืชให้สามารถทำลายการเจริญของเชื้อสาเหตุโรคพืชลงได้ จนเกิดสมดุลทางชีวภาพ ซึ่งนักวิจัยคุณวุฒิชัย ทองดอนแอ และคณะ จากฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนา กำแพงแสน ได้วิจัยเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผักอินทรีย์โดยวิธีชีววิธีในระดับท้องถิ่น .. โดยจัดฝึกอบรมแก่กลุ่มเกษตรกรผู้สนใจ จำนวน 2 รุ่น แบ่งเป็น รุ่นที่ 1 นั้น คือ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกวางตุ้ง คะน้า พริก แตงกวา ข้าวโพดฝักอ่อน รุ่นที่ 2 นั้น คือเกษตรกรผู้ปลูก พริก แตงกวา ถั่วฝักยาว กระชาย ผักชีฝรั่ง …นอกจากให้เกษตรกรในท้องถิ่นมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีเหมาะสมแล้ว ยังขยายผลให้ชุมชนข้างเคียงต่อไปได้ด้วยครับ

    คุณผู้ฟังครับการผลิตพืชผักอินทรีย์โดยชีววิธีเป็นการแก้ปัญหาสารพิษตกค้างในพืชผัก สุขอนามัยของผู้ผลิต คือเกษตรกร โดยเน้นให้ผลผลิตมีคุณภาพ มีความปลอดภัยต่อผู้ผลิต และผู้บริโภค ตรงกับตามความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ  อีกทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยครับ …เป็นที่เชื่อกันว่า วิธีการผลิตพืชผักอินทรีย์สามารถที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม แม้ว่าการผลิตพืชผักอินทรีย์นั้นจะเน้นใช้วิธีการส่วนใหญ่จากประสบการณ์ของคนในท้องถิ่นที่ได้สะสมมา และจากการถ่ายทอดสืบต่อมาชั่วอายุคน อย่างไรก็ตามนะครับ การผลิตพืชผักอินทรีย์ก็ไม่ได้ปฏิเสธการยอมรับเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ต้องมีข้อแม้ว่า เทคโนโลยีนั้นต้องไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน ใช้หลักการพึ่งพาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่สามารถทำให้ คน สัตว์ ต้นไม้ จุลินทรีย์ อยู่ร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่สะอาด อุดมสมบูรณ์ มีความยั่งยืนได้

    คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าเกษตรอินทรีย์คืออะไร กระผมเดาว่าคุณผู้ฟังต้องมีคำตอบอยู่ในใจแล้วละครับ แต่ลองมาฟังกระผมดูนะครับ เกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรชีวภาพ หรือ Oraganic Agriculture คือการทำเกษตรเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพื่ออนุชนรุ่นหลัง โดยพัฒนาปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ เพื่อผลิตอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ โดยหยุดการใช้สารเคมีที่เป็นพิษทางการเกษตร เช่น ยาปราบศัตรูพืช ครับ

    เกษตรอินทรีย์มีแนวคิดพื้นฐานคือ การบริหารจัดการการผลิตทางการเกษตรแบบองค์รวมครับ แตกต่างจากเกษตรแผนใหม่ ที่มุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตชนิดใดชนิดหนึ่งสูงสุด เกษตรอินทรีย์จะให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน การรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด ไปพร้อมๆ กันครับ

    คุณผู้ฟังครับ. . แล้วทำไมจะต้องเลือกทำเกษตรอินทรีย์ครับ เพราะเกษตรอินทรีย์จะช่วยลดต้นทุนการผลิต เช่น คนในชุมชนผลิตปุ๋ยชีวภาพใช้เอง เพราะในชุมชนมีวัตถุดิบมากพอที่จะนำปุ๋ยมาใช้ได้ อีกทั้งข้อดีของการใช้ปุ๋ยชีวภาพคือ ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น  และอยู่ในดินได้นาน เพราะจะค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้าๆ เมื่อผลผลิตเจริญเติบโต และนำผลผลิตออกมาขายยังตลาด เกษตรกรผู้ผลิตจะมีความภาคภูมิในที่ได้ขายพืชผักที่ไม่มีสารพิษตกค้างแก่ผู้บริโภค เมื่อผู้บริโภคทานเข้าไปก็จะได้รับแต่คุณค่าทางโภชนาการ

    -เพลงประจำรายการ-

                     คุณผู้ฟังครับ เมื่อได้ผลผลิตออกมาแล้วนั้น ผลผลิตนั้นควรจะมีมาตรฐาน ซึ่งจะสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมากครับ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ถือเป็นมาตรฐานที่ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคอย่างมาก โดยมาตรฐานเกษตรอินทรีย์มีทั้งมาตรฐานของงประเทศไทย เช่น มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสำนักมาตรฐานสินค้าเกษตร และมาตรฐานต่างประเทศ เช่น มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศญี่ปุ่น มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา

    สำหรับในประเทศไทยนั้น มีสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นผู้จัดทำมาตรฐานครับ โดยจะให้การรับรองเฉพาะขอบข่ายของ การผลิตพืชเกษตรอินทรีย์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกษตรอินทรีย์ การเลี้ยงสัตว์เกษตรอินทรีย์ การแปรรูปและการจัดการผลผลิตเกษตรอินทรีครับ

    ในเรื่องของประโยชน์ที่ได้รับจากการมีหน่วยงานรองรับนั้น กระผมจะขอยกตัวอย่าง เช่น ลดความซ้ำซ้อนด้านการตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหาร ณ ประเทศ ปลายทาง หรือสร้างความยอมรับในระบบการตรวจประเมิน หรือลดอุปสรรคทางการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เพื่อการส่งออกของสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในตลาดโลก อีกทั้งยังนำมาซึ้งความเชื่อมั่น ชื่อเสียง รายได้แก่ประเทศครับ

    คุณผู้ฟังครับ อย่างที่กล่าวไว้ช่วงต้นรายการว่างานวิจัยชิ้นนี้แบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็น 2 รุ่น นั้น กระผมจะขอเล่าให้ฟังครับ ว่าแต่ละรุ่นนั้น เค้าเรียนรู้อะไรกันไปบ้าง …รุ่นที่ 1 คือเกษตรกรผู้ปลูกกวางตุ้ง ครับน้า พริก แตงกวา ข้าวโพดฝักอ่อน ณ บ้านหนองขโมย ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมครับ พบว่าดินนั้นมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย ค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 6.0-7.5 ดินเป็นกลางในพื้นที่เพาะปลูกครับ  เกษตรกรส่วนใหญ่ ดินขาดความสมบูรณ์ เนื่องจากปลูกผักซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานครับ เช่น ข้าวโพดฝักอ่อนตัดต้นนำไปเลี้ยงโคนม โดยไม่ได้ใส่ปุ๋ยคอกกลับไปปรับปรุงดิน ปลูกติดต่อกันหลายๆ ปีครับ จึงเป็นเหตุให้ดินเสื่อมโทรม ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมีราคาแพง จึงมีต้นทุนการผลิตสูงครับ

    อีกทั้งยังใช้ปุ๋ยคอกแห้ง ใส่ลงแปลงปลูกไม่ถูกวิธีครับ เพราะปุ๋ยนั้นไม่ได้ผ่านขบวนการหมักนำไปใช้กับพืชโดยตรง พอเวลานำไปใช้จึงทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่ากับพืชผักที่ปลูกครับ ปัญหาของเกษตรกรรุ่นที่ 1 ที่พบอีกคือ ประสบปัญหาด้านการตลาด

    คุณผู้ฟังครับ สำหรับรุ่นที่ 2 คือผู้ปลูกพริก แตงกวา ถั่วฝักยาว ณ บ้านดอนตาก่าน ตำบลมาบแค อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม นั้น พบว่าดินมีลักษณะเป็นดินเหนียวปนทราย ค่าความเป็นกรด-ด่าง  อยู่ระหว่าง 5.5 – 6.5 ครับ ดินค่อนข้างเป็นกรดอ่อนในพื้นที่เพาะปลูก และขาดความอุดมสมบูรณ์ด้วยครับ ปัญหาของเกษตรกรส่วนใหญ่คือ ปัญหาดินดินที่ปลูกพืชซ้ำๆ กันมานาน เช่น กระชาย ผักชีฝรั่ง จนเกิดการสะสมของโรคและแมลง อีกทั้งปุ๋ยเคมีและสารเคมี มีราคาแพง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงครับ เช่นเดียวกับรุ่นที่  ครับ สำหรับการใส่ปุ๋ยคอกแห้งลงแปลงปลูกไม่ถูกวิธีนั้น ส่งผลให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าของพริกระบาดกับพืชผักที่ปลูกครับ

    คุณผู้ฟังครับ ทางโครงการจึงได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับกลุ่มเกษตรกรทั้ง 2 รุ่น โดยหลักสูตรที่ถ่ายทอดมีภาคบรรยาย เช่น เรื่อง การตลาดพืชผักอินทรีย์ในประเทศ และต่างประเทศ หรือ เรื่องพันธุ์พืช และการเตรียมแปลงปลูก หรือเรื่องการตรวจคุณภาพ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปุ๋ยอินทรีย์ และธาตุอาหาร เป็นต้นครับ …ในส่วนของภาคปฎิบัตินั้น เน้นเรื่องการตลาดภายในประเทศ และต่างประเทศ การปรับปรุงบำรุงดิน การทำปุ๋ยหมัก และการนำไปใช้ประโยชน์ การใช้สมุนไพรทางการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้เข้าอบรม

     

    -เพลงประจำรายการ-

                     คุณผู้ฟังครับ ผลสรุปจากงานวิจัยชิ้นนี้ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชผักอินทรีย์โดยชีววิธีในระดับท้องถิ่น ได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรและผู้นำชุมชน รวม 2 รุ่น พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีปัญหาด้านระบบการผลิตครับ ขาดความรู้เรื่องการปรับปรุงดิน การดูแลรักษาต้นพืช การวางแผนการผลิตที่เหมาะสม และผลผลิตที่มีคุณภาพให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาด

    นอกจากนั้นนะครับ กลุ่มเกษตรกรยังเข้าไม่ถึงตลาด เพราะต่างคนต่างผลิต ต่างขาย จึงประสพกับปัญหาราคาตกต่ำเป็นบางครั้งบางครา จึงขาดทุนอยู่เป็นประจำครับ ดังนั้นทางโครงการได้ถ่ายทอดความรู้และแนะนำให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันผลิต เพื่อที่จะได้มีอำนาจในการต่อรองราคาได้มากขึ้นครับ และจัดหาตลาดผู้ซื้อ ผู้ขาย ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร เช่น มั่นใจได้ว่าผลผลิตนั้นมีผู้รับซื้อแน่นอน หรือลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคา เป็นต้นครับ อีกทั้งได้วางแผนล่วงหน้าการผลิตให้พืชผักมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานของตลาด ครับ

    สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันเวลาเดียวกันนี้

    หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ.1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง ประโยชน์ของถั่วไมยรา

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 7 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง ประโยชน์ของถั่วไมยรา

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………………………

     

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ
    สวัสดีครับคุณผู้ฟังครับ พบกันอีกครั้งน่ะช่วงนี้อากาศค่อนข้างร้อน อย่างไรก็รักษาสุขภาพด้วยน่ะครับ วันนี้รายการของเราขอนำเสนอผลงานวิจัยดีๆ จากนักวิจัยจากมหาวิทลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้คัดเลือกมาเพื่อนำเสนอแก่คุณผู้ฟังครับ ในวันนี้รายการเปิดแฟ้มงานวิจัย มก. ขอหยิบยกเรื่อง ประโยชน์ของถั่วไมยรา มาถ่ายทอดให้คุณผู้ฟังรับฟังกันนะครับ   คุณผู้ฟังรู้จักถั่วไมยรามากน้อยแค่ไหนครับ ลองมาฟังกันดูนะครับ คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าถั่วไมยราเป็นพืชตระกูลถั่วค้างปี จำพวกกระถิน กระถินณรงค์ และมะขามเทศ เป็นพืชพื้นเมืองที่ปลูกในเขตร้อน มีรายงานว่าพบพืชชนิดนี้ในประเทศไทย ในปีพ.ศ. 2465 และไม่มีชื่อเรียกท้องถิ่นครับ ซึ่งผศ. จิรายุพิน จันทรประสงค์ จึงตั้งชื่อว่าไมยรา ณ ที่นี้คุณผู้ฟังก็ทราบที่มาที่ไปของถั่วไมยราแล้วนะครับ  ลักษณะของถั่วไมยรานั้นเป็นไม้ทรงพุ่ม มีใบ และดอกคล้ายกระถิน แต่มีขนาดเล็กกว่า เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียว ไม่ชอบขึ้นดินทราย ไม่ทนน้ำขัง และปลูกเพื่อนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น โคนม ครับ  คุณผู้ฟังครับกระผมเชื่อว่าคงจะเคยดื่มนมโคพร้อมดื่มกัน และน้ำนมโคที่เราดื่มกันนี้ได้มาจากน้ำนมโคดิบจากการรีดน้ำนมของแม่โคนมครับ โดยน้ำนมดิบที่รีดได้นี้จะต้องเป็นน้ำนมที่รีดจากแม่โคหลังคลอดลูกมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 วัน ลักษณะของน้ำนมต้องมีสีขาว หรือสีขาวนวล ปราศจากสิ่งแปลกปลอม คุณผู้ฟังครับ การที่แม่โคนมจะมีน้ำนมดิบที่เหมาะสมแก่การนำมาผลิตนมพร้อมดื่มนั้น จะต้องได้รับการเลี้ยงดูที่ถูกสุขลักษณะครับ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการอาหารที่ให้โคนมกิน อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่าโคนมเป็นสัตว์สี่กระเพาะที่เรียกว่าสัตว์เคี้ยวเอื้อง อาหารที่ใช้เลี้ยงมี 2 ชนิดคืออาหารหยาบ เช่น หญ้า ถั่ว อาหารสัตว์ ฟางข้าว และอาหารข้น เช่น อาหารผสม อาหารทั้ง 2ชนิดมีความสำคัญเท่าๆ กันครับ และต้องสัมพันธ์กันเพื่อให้โคนมสามารถให้น้ำนมสูงสุดครับ มาถึงตรงนี้คุณผู้ฟังคงกำลังสงสัยใช่ไหมครับ ว่าทำไมกระผมพูดเรื่องอาหารหยาบที่โคนมกินและเกี่ยวข้องอย่างไรกับถั่วไมยรา  คือว่ากระผมกำลังจะนำคุณผู้ฟังรับฟังผลงานวิจัยเรื่อง การปลูกถั่วไมยราเพื่อปรับปรุงทุ่งหญ้าธรรมชาติแบบวิธีไม่ไถ่พรวนร่วมกับการใช้สารกำจัดวัชพืช ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของนางสาวจิราพร เชื้อกูล ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร กำแพงแสน ครับ คุณผู้ฟังครับ แค่ชื่อเรื่องงานวิจัยชิ้นนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยแล้วใช่ไหมครับ  คุณผู้ฟังอย่าเพิ่งหนีไปไหน เดี๋ยวช่วงหน้ากระผมจะกลับมาครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ การเลี้ยงโคนมมีมากขึ้นทุกปี และยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศครับ อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นรายการว่า ตัวอย่างอาหารหยาบที่ใช้เลี้ยงสัตว์คือ หญ้า ครับ แต่การทำแปลงหญ้ายังมีค่อนข้างน้อยมาก เมื่อเทียบกับความต้องการของอาหารโคนมต่อปี เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีการปลูกแปลงหญ้าน้อย ส่วนใหญ่อาศัยหญ้าที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ และเศษเหลือจากการปลูกพืชไว้เป็นแหล่งอาหารหยาบ คุณผู้ฟังทราบไหมครับ ว่าหญ้าที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาตินั้นมีคุณค่าทางอาหารต่อสัตว์ต่ำ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นหญ้าพื้นเมือง แปลงทุ่งหญ้าเหล่านี้มีพื้นที่จำนวนมากกระจายอยู่ตามแหล่งเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยครับ ดังนั้นการเพิ่มคุณภาพอาหารหยาบให้แก่พืชอาหารสัตว์สามารถทำได้โดยการปลูกพืชตระกูลถั่วร่วมด้วย

    คุณผู้ฟังครับ ในบางพื้นที่นั้นไม่สามารถพรวนดินได้เนื่องจากสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมครับ และระยะเวลาการปลูกสร้างแปลงหญ้า จนกระทั่งตัดนำไปใช้เป็นอาหารให้แก่สัตว์เลี้ยงใช้เวลานานครับ ในช่วงเวลานี้ เกษตรกรอาจขาดแคลนอาหารหยาบสำหรับเลี้ยงสัตว์ได้ ดังนั้นจึงมีวิธีการปลูกหญ้าโดยไม่มีการไถ่พรวน เพื่อใช้ลดต้นทุนในการปลูก และใช้กับการปรับปรุงทุ่งหญ้าธรรมชาติ ไปจนถึงทุ่งหญ้าเก่าแก่ที่เสื่อมโทรมให้มีผลผลิตและคุณภาพดีขึ้นครับ

    ยังไม่หมดเท่านี้นะครับ การปลูกหญ้าโดยไม่มีการไถพรวน จะช่วยอนุรักษ์ดินและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน แต่ความสำเร็จของการปลูกถั่วอาหารสัตว์แบบไม่ไถ่พรวนเพื่อเพิ่มคุณค่าแก่ทุ่งหญ้าธรรมชาติขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับ คุณผู้ฟังคครับ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือเกิดการแข่งขันกันระหว่างพืชที่ขึ้นอยู่ก่อน เราจะต้องลดการแข่งขันนั้นโดยมีหลายวิธีด้วยกันครับ เช่น การตัด การเผาแปลงหญ้า การไถ่พรวนปกติ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกใช้วิธีไหน ก็จะต้องมีหญ้าหลงเหลืออยู่บ้างเพื่อที่จะเป็นทุ่งหญ้าผสมได้ดี ภายหลังจากมีการเจริญเติบโตของต้นถั่ว

    คุณผู้ฟังครับ นอกจากการแข่งขันของพืชที่ขึ้นอยู่ก่อนแล้วที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นถั่ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องรู้จักไว้คือ การแข่งขันระหว่างวัชพืชและพืชอาหารสัตว์ครับ  เวลาที่ปลูกพืช นอกจากพืชจะเจริญเติบโตแล้วก็จะมีวัชพืชร่วมด้วย ทั้งวัชพืชและพืชที่ปลูกจะแย่งอาหารกันครับ วัชพืชที่พบในแปลงถั่วอาหารสัตว์มีวัชพืชใบแคบ เช่น หญ้าคา หญ้าขจรจบ เป็นต้น และมีวัชพืชใบกว้าง เช่น ผักโขม ผักเบี้ย ผักยาง และผักปราบ ถ้าไม่มีการควบคุมวัชพืชเหล่านี้จะทำให้ผลผลิตลดลงมาก มีวิธีการที่จะลดการแข่งขันของวัชพืชกับพืชปลูกอยู่ครับ เช่น การตัดและลดจำนวนให้พืชที่ขึ้นอยู่ก่อนมีจำนวนเบาบางลง หรือการปล่อยให้สัตว์แทะเล็มก่อนการหว่านเมล็ด หรือการไถ่พรวนแบบธรรมดา และการใช้สารกำจัดวัชพืช

    ปัจจุบันสารกำจัดวัชพืชมีบทบาทมากต่อการผลิตพืชไร่ เนื่องจากปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรครับ แต่สำหรับในพืชอาหารสัตว์นั้น การศึกษาเรื่องนี้ ยังมีข้อจำกัดอยู่ ในการเลือกใช้สารวัชพืชที่เหมาะสมจะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ผลผลิตเสียหาย เนื่องจากการเบียดเบียนของวัชพืชได้ครับ แต่การใช้สารกำจัดวัชพืชนั้นต้องทำอย่างถูกวิธี เช่น เลือกใช้ให้ตรงตามชนิดที่ปลูก ใช้อัตราที่เหมาะสม ถ้าเป็นสารแบบที่ใช้หลังงอกควรฉีดพ่นในระยะที่วัชพืชอ่อนแอ แต่พืชปลูกมีความทนทาน และไม่มีสารพิษตกค้างเมื่อเก็บเกี่ยว

    ทางด้านพันธุ์พืชอาหารสัตว์ที่นำมาปลูกโดยวิธีไม่ไถพรวนนั้น ต้องมีลักษณะปรับตัวได้กว้าง ขึ้นได้ง่าย และเสียค่าใช้จ่ายน้อยครับ แถมยังต้องมีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมท้องถิ่นได้ดี ผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ดี แข่งขันกับพืชที่มีอยู่แล้วได้ ถั่วไมยราเป็นพืชอาหารสัตว์ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้อย่างครบถ้วนครับ จึงมีโอกาสช่วยเพิ่มคุณภาพอาหารสัตว์แก่การเลี้ยงสัตว์ได้ครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              ในช่วงนี้กระผมจะนำเสนอวิธีการปลูกถั่วไมยราให้คุณผู้ฟังรับฟังกันนะครับ

    การปลูกถั่วไมยรานิยมปลูกด้วยเมล็ด ซึ่งเมล็ดพันธุ์ไมยรามีจำหน่ายที่ศูนย์วิจัยอาหารสัตว์ และสถานีวิจัยอาหารสัตว์ทั่วประเทศครับ โดยเปิดให้จองเมล็ดระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม และรับเมล็ดพันธุ์ได้ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไปครับ…ช่วงเหมาะสมที่ควรปลูกคือ ช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม   การปลูกนั้นจะใช้เมล็ดจำนวน 2 กก./ไร่ สำหรับวิธีการปลูกจะใช้วิธีการหว่าน แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีวัชพืชขึ้นมาก ควรใช้วิธีการโรยเป็นแถว เพื่อง่ายต่อการกำจัดวัชพืชครับ และควรมีระยะห่างระหว่างแถว 30 – 60 ซม. คุณผู้ฟังครับ ก่อนนำเมล็ดถั่วไมยราไปปลูกควรแช่น้ำร้อนนาน 5 นาที เพราะเมล็ดถั่วไมยราส่วนหนึ่งจะมีเมล็ดแข็ง เป็นการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกให้สูงขึ้น แล้วนำมาผึ่งลมให้แห้งก่อนที่จะปลูก

    เรื่องของการกำจัดวัชพืชนั้น ควรกำจัดหลังปลูก 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้ถั่วสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้ เพราะในระยะแรกนั้นถั่วไมยราจะเติบโตช้าครับ ในส่วนของโรคและแมลงที่พบนั้น จะเกิดในช่วงปลายฤดูฝน โดยจะพบเพลี้ยไฟและแมลงหวี่ขาว ทำให้ยอดหงิก การติดฝักลดลง เมล็ดลีบ และพบเชื้อราดำเข้าทำลายมีผลให้ยอดเหี่ยว แต่ไม่เป็นปัญหาที่รุนแรงมักจะหายไปเองครับ

    สำหรับการตัดถั่วครับ ควรจะตัดเมื่อต้นถั่วไมยราสูงจากพื้นดิน 35 ซม. โดยตัดครั้งแรกที่อายุ 60 วัน และต่อมาตัดทุก 30-45 วัน จะได้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 2,200 – 3,150 กก./ไร่ มีโปรตีนประมาณ 19% จัดได้ว่าเป็นพืชอาหารสัตว์ที่ให้ผลผลิตและคุณค่าทางอาหารสูง

    เรื่องของใสปุ๋ยนั้น ควรใส่ปุ๋ยผสมสูตร 12-24-12 อัตราประมาณ 50 กิโลกรัม/ไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้นครับ และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ในปีต่อๆ ไปใส่ปุ๋ยเช่นเดียวกับปีแรกในช่วงฤดูฝน

    คุณผู้ฟังครับ การงอกของเมล็ดถั่วที่ปลูกโดยวิธีไม่เตรียมดินนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของลมฟ้าอากาศภายหลังการหว่านเมล็ดครับ ภายใต้สภาพที่มีปริมาณน้ำฝนและความชื้นต่ำ ซากพืชที่ยังไม่เน่าเปื่อยผุพังจะช่วยปกคลุมผิวดิน และช่วยให้รากอ่อนของพืชชอนไชลงไปในดินได้ง่าย

    แต่สภาพอากาศที่ร้อนและปริมาณน้ำฝนน้อย จะพบการงอกสูงในแปลงที่ได้รับการฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชก่อนการหว่านเมล็ด หรือแปลงที่มีสิ่งปกคลุมมากกว่าแปลงที่ไม่มีสิ่งปกคลุมเลย

    -เพลงคั่นรายการ-

    สำหรับเรื่องการใช้สารกำจัดวัชพืชนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ คุณผู้ฟังครับ กระผมจะกล่าวถึงข้อดีของการใช้สารกำจัดวัชพืชก่อนนะครับ ข้อดีข้อแรกคือ สารกำจัดวัชพืชจะทำลายพืชที่ขึ้นอยู่ทั้งหมดให้ตายลงอย่างรวดเร็ว และช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินจากการเน่าสลายของบรรดาซากพืช ข้อดีข้อที่สองคือ ป้องกันการชะพังทลายของดินได้เป็นอย่างดี ข้อที่สามคือใช้กับพื้นที่ที่ไม่สามารถไถพรวนดินได้ตามปกติ และข้อที่สี่คือต้นถั่วมีเปอร์เซ็นต์การตั้งตัวสูงขึ้น …หลังจากที่ได้ทราบถึงข้อดีของการใช้สารกำจัดวัชพืชแล้ว ที่นี้ลองมาฟังข้อเสียของสารกำจัดวัชพืชกันครับ ข้อเสียของการใช้สารกำจัดวัชพืชนั้น พบว่าผลของการใช้สารเคมีมีผลต่อการงอกและการเจริญเติบโตในระยะแรกของพืช คือไปลดความแข็งแรงของต้นอ่อน คราวนี้คุณผู้ฟังก็ทราบถึงข้อดีข้อเสียของการใช้สารกำจัดวัชพืชแล้วนะครับ ที่นี้ขึ้นอยู่กับว่าคุณผู้ฟังจะเลือกใช้วิธีไหนกันครับ

    การใช้ถั่วไมยราเป็นแหล่งอาหารหยาบนั้น สามารถให้สัตว์กินได้หลายรูปแบบครับ เช่น สภาพถั่วสด โดยตัดสดมากินในคอก หรือปล่อยแทะเล็ม หรือจะทำเป็นถั่วแห้ง ใช้วิธีตัดต้นถั่ว และหั่นให้มีขนาด 2-3 นิ้ว จากนั้นนำไปตากบนลานตากครับ แล้วเกลี่ยบางๆ กลับกองวันละ 1-2 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน เมื่อถั่วไมยราแห้งสนิท นำมาบรรจุใส่กระสอบเก็บไว้ หรือนำถั่วไมยรามาทำเป็นถั่วหมักก็ได้ครับ นอกจากนี้ยังสามารถนำถั่วไมยรามาทำเป็นอาหารผสมเสร็จ ซึ่งเป็นสูตรอาหารรวมที่มีทั้งอาหารหยาบและอาหารข้นอยู่รวมกันครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

                  คุณผู้ฟังครับ ผลสรุปจากงานวิจัยพบว่า การปลูกถั่วไมยราในแปลงหญ้าธรรมชาติ สิ่งที่สำคัญคือ ต้องลดจำนวนวัชพืชให้น้อยลงก่อนปลูกถั่วครับ ส่วนการใช้สารกำจัดวัชพืชร่วมกับการไถพรวนช่วยควบคุมวัชพืชได้ดีในช่วงแรกที่ถั่วเจริญเติบโต และไม่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของถั่ว

    ในสภาพการไถ่พรวนปกติ ถั่วไมยราเจริญเติบโตได้ดีกว่าการปลูกแบบไม่ไถ่พรวน แม้มีการใช้สารกำจัดวัชพืชร่วมด้วยครับ เพราะเกิดการแข่งขันด้านการเจริญเติบโตกับวัชพืชขึ้นอยู่ก่อน ภายหลังที่ได้มีการฉีดสารกำจัดวัชพืช ปรากฏว่ามีเศษซากพืชปกคลุมหนา เลยส่งผลให้ต้นถั่วเจริญเติบโตได้ไม่ดี ดังนั้นนะครับคุณผู้ฟัง หลังจากฉีดสารกำจัดวัชพืชออกแล้ว ควรนำเศษวัชพืชออกจากแปลงเพื่อลดจำนวนวัชพืชให้น้อยลงครับ

    คุณผู้ฟังครับ การเลี้ยงโคนมให้ประสบผลสำเร็จ นอกจากขึ้นอยู่กับเกษตรกรที่ต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างดี ยังเกี่ยวไปถึงอาหารที่ใช้เลี้ยงด้วยครับ เพราะต้นทุนส่วนใหญ่มากกว่า 60% นั้นเป็นค่าอาหารครับ ดังนั้นเกษตรกรจะต้องรู้จักเลือกใช้อาหารที่ดี ราคาถูก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์มากครับ เมื่อโคนมได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ ก็จะผลิตน้ำนมดิบที่มีคุณภาพ เพื่อนำมาผลิตนมพร้อมดื่ม ทำให้เราได้ดื่มนมครับ ท้ายนี้ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจากโครงการหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้านการเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัว จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมูลนิธิสวิตา

    สัปดาห์หน้ากระผมจะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆ มาฝากคุณผู้ฟังอีก อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ในวันเวลาเดียวกันนี้

    หากคุณผู้ฟังมีข้อเสนอแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายังรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ.1077 ปทฝ. เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือโทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

     

     

     

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง การผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก

    YouTube Preview Image  

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม 2557 

    เรื่อง การผลิตเมล็ดผัก

    บทวิทยุโดย นายวิทวัส ยุทธโกศา

    -เพลงประจำรายการ-

           สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับปัจจุบันพืชผักมีความสำคัญทางเศรฐกิจเป็นอย่างมากครับ ทั้งในการบริโภคภายในประเทศ  และการส่งออกจำหน่ายไปยังต่างประเทศซึ่งสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียวครับ  การผลิตและการส่งออกมีทั้งในรูปของผลผลิตสดและอุตสาหกรรมแปรรูปต่าง ๆ อย่างเช่น  การแช่แข็ง  อบแห้ง  และบรรจุกระป๋อง  และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 / 2541  ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกผักเศรษฐกิจทั้งหมด  53  ชนิด  ประมาณ  3  ล้านไร่  ผลผลิตรวมประมาณ  5  ล้านตัน  ซึ่งพืชผักที่ปลูกเกือบทุกชนิดต้องใช้เมล็ดพันธุ์ในการปลูกทั้งสิ้น  ดังนั้นเมื่อมีการปลูกผักเพิ่มมากขึ้นปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ก็มากขึ้นเช่นกัน เราเริ่มจะเห็นความสำคัญของเมล็ดพันธุ์กันแล้วนะครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับสำหรับเมล็ดพันธุ์ผักที่เกษตรกรใช้นั้น  มีทั้งที่เกษตรกรเก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง  หรือต้องซื้อหาจากร้านค้าเมล็ดพันธุ์  หรือส่วนราชการต่าง ๆ สำหรับเมล็ดพันธุ์ผักที่มีบริษัทหรือร้านค้าเมล็ดพันธุ์จำหน่ายนั้น  มีทั้งเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตเองภายในประเทศไทย  และรวมถึงเมล็ดพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศด้วยครับ   ถึงแม้ว่าเมล็ดพันธุ์ผักหลายชนิด   โดยเฉพาะผักเมืองร้อนต่าง ๆ จะสามารถผลิตได้เองภายในประเทศก็ตาม   แต่บางครั้งก็มีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้  จึงต้องมีการนำเข้าเมล็ดผักจากต่างประเทศ หรือเป็นการนำเข้าพันธุ์ใหม่ ๆ   ที่ตลาดมีความต้องการเข้ามา  นอกจากนั้นก็ยังมี  เมล็ดพันธุ์ผักอีกหลายชนิดที่ประเทศไทยสามารถผลิตและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วยเช่นกันครับ คุณผู้ฟังครับ เมล็ดพันธุ์นับได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการผลิตพืชผักให้มีปริมาณและคุณภาพตามมาตราฐานที่ต้องการครับ  การเลือกใช้เมล็ด พันธุ์ที่ดีและเหมาะสมตรงกับความต้องการของตลาด  ถือว่าเป็นการลงทุนในการผลิตที่ต่ำครับ  แต่ก็จะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า  ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าหากเกษตรกรได้มีการใช้พันธุ์ที่ดีแล้ว  ย่อมประสบผลสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้วในการผลิตแต่ละครั้งครับ คุณผู้ฟังครับเมล็ดพันธุ์ผักที่ใช้ในการค้าไทยทั่วไป  สามารถจำแนกออกได้เป็น  2  ประเภทครับ  นั่นก็คือ  เมล็ดพันธุ์ผสมปล่อยหรือเมล็ดพันธุ์ผสมเปิด  คือเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตโดยปล่อยให้ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ  นิยมใช้ในพืชตระกูลแตง  มะเขือและถั่ว  เนื่องจากเป็นพืชที่ผสมตัวเองทำให้เมล็ดพันธุ์ที่ได้เมื่อนำมาปลูกแล้วคุณภาพและปริมาณผลผลิตไม่แตกต่างจากพ่อแม่เดิม  เมล็ดพันธุ์ประเภทนี้ส่วนใหญ่มีราคาถูกครับ ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวเกษตรกรด้วยครับ ส่วนเมล็ดพันธุ์อีกประเภทหนึ่ง นั่นคือ  เมล็ดพันธุ์ลูกผสม  เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากการเจาะจงสายพันธุ์แม่และพ่อ  แล้วทำการผสมเกสรด้วยมือ  หรือปล่อยให้มีการผสมข้ามตามธรรมชาติสายพันธุ์แม่และพ่อที่ใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์  จะได้รับการปรับปรุงและทดสอบจนได้คู่ผสมที่เหมาะสม   แล้วจึงนำมาผสมพันธุ์  และผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นการค้าต่อไป   ลูกผสมที่ได้จะมีคุณภาพและปริมาณที่ดีเด่นกว่าพ่อแม่  และรวมลักษณะที่ดีเด่นของพ่อแม่เอาไว้  เช่นลักษณะการต้านทานโรค  ความหวาน  หรือสี  ในปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมในการผลิตทางการค้ามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับราคาของเมล็ดพันธุ์ลูกผสมจะมีราคาสูงกว่าเมล็ดพันธุ์ผสมปล่อยมากครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     -เพลงคั่นรายการ-

     กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับสถานการณ์การผลิตเมล็ดเมล็ดพันธุ์ผักของประเทศไทย จะมีอยู่สองรูปแบบด้วยกันครับ นั่นก็คือ   เกษตรกรผลิตและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง  ส่วนใหญ่จะเป็นเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมที่เกษตรกรปลูกต่อ ๆ กันมาในท้องถิ่น  และเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดีมีคุณลักษณะที่ตลาดต้องการ  ทำให้เกษตรกรมีการเก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง  โดยเลือกเก็บจากผลที่ปลูกเพื่อขายตลาดสด  แต่มีการคัดเลือกผลที่มีลักษณะดีเก็บไว้ใช้ทำพันธุ์ต่อ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์ผสมปล่อย   ส่วนอีกรูปแบบ คือภาคเอกชนทำการผลิตครับ  ในปัจจุบันธุรกิจการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักของประเทศไทยโดยภาคเอกชน  มีบทบาทและความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ วิธีการดำเนินงานของภาคเอกชน  แบ่งออกได้เป็น  4 ลักษณะ  คือ  รับผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  โดยรับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ให้แก่บริษัทต่างประเทศ  ด้วยการรับสายพันธุ์พ่อแม่  ของบริษัทต่างประเทศมาทำการผลิต  และส่งเมล็ดพันธุ์ทำการจำหน่ายคืนกับบริษัทต่างประเทศทั้งหมด  การรวบรวม  คัดเลือก   และปรับปรุงพันธุ์พืชพื้นเมือง  เมื่อได้พันธุ์ดีจึงผลิตจำหน่ายภายในประเทศ   นอกจากนั้นจะนำสายพันธุ์ดีจากต่างประเทศมาผสมข้ามกับพันธุ์พื้นเมือง  เพื่อใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  สำหรับจำหน่ายภายในและต่างประเทศ           นำเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  หรือพันธุ์ผสมปล่อยจากต่างประเทศมาปลูกทดสอบ  และหากพันธุ์ใดมีลักษณะดีตามความนิยมของตลาด  ก็จะสั่งเมล็ดพันธุ์นั้นเข้ามาจำหน่ายต่อไป รับซื้อเมล็ดพันธุ์จากเกษตรกร  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ง่าย ๆ และเกษตรกรบางแหล่งผลิตเป็นอาชีพมาช้านาน คุณผู้ฟังครับการผลิตเมล็ดพันธุผักเพื่อการค้าในประเทศไทยมี  2  ประเภทด้วยกัน  คือ  1)   การผลิตเมล็ดพันธุ์ผสมเปิดหรือผสมปล่อย  ได้แก่  พืชตระกูลแตง  มะเขือ  ผักบุ้ง  ผักกาดหอม  พริก  และถั่วฝักยาว  โดยปล่อยให้มีการผสมเกสรตามธรรมชาติ  มีการลงทุนและผลตอบแทนต่ำเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้มากจำหน่ายทั้งภายในประเทศและส่งออก  เมล็ดพันธุ์ที่มีการส่งออก  เช่น  แตงโม  ผักบุ้ง  และผักกาดหอม  เมล็ดพันธุ์ผักประเภทนี้มีราคาค่อนข้างถูก  และนิยมใช้ทั่วไป    2)  การผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  ได้แก่  มะเขือเทศ   พริกยักษ์  แตงโมและแตงร้าน  โดยบริษัทเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศจะร่วมลงทุนกับบริษัทเอกชนภายในประเทศ  โดยนำเมล็ดพันธุ์หลักหรือพันธุ์แม่และพ่อมาจากต่างประเทศ  มาทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม  โดยการใช้การผสมเกสรด้วยมือ  และเมล็ดพันธุ์ลูกผสมที่ผลิตได้ต้องส่งออกไปต่างประเทศ   เพื่อนำไปบรรจุและส่งขายทั่วโลกต่อไป    ธุรกิจการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมในประเทศไทยลักษณะนี้   มีการลงทุนมามากกว่า  20  ปีแล้ว   และประสบผลสำเร็จในการส่งเสริม  แก่เกษตรกร   เพราะให้ผลตอบแทนสูง   คุ้มค่า  ทำให้สามารถขยายพื้นที่การผลิตได้มาก   โดยเฉพาะพื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิต  คือ  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ   การผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมมีการลงทุนและผลตอบแทนสูง   และนิยมทำการผลิตในระหว่างปลายฤดูฝนถึงฤดูหนาว  ในพื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณ์และมีน้ำตลอดในระหว่างฤดูปลูก คุณผู้ฟังครับ ในปัจจุบันความต้องการในการใช้และผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมสูงมากขึ้น   ทั้งนี้เนื่องจากพันธุ์ลูกผสมให้ผลผลิตและคุณภาพสูง  และตรงตามสายพันธุ์  สม่ำเสมอและตอบสนองปุ๋ยเคมี  มีความต้านทานโรคและแมลงตลอดจนสามารถปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ

     -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ให้ได้คุณภาพ  จะต้องรู้หลักการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก  คือ  ต้องรู้ลักษณะเฉพาะของการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก  การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักเพื่อการบริโภคสด   ทั้งด้านพันธุ์  การเขตกรรม   และการคัดเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม   การจะผลิตเมล็ดพันธุ์ชนิดใด   ผู้ผลิตจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าเมล็ดพันธุ์นั้นเป็นพันธุ์ผสมเปิดหรือพันธุ์ลูกผสม   และผักชนิดนั้นเป็นผักที่มีการผสมพันธุ์ด้วยตนเองหรือผสมข้าม  เพื่อจะได้มีการวางแผนและจัดการผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ถูกต้อง  และมีคุณภาพดีตรงตามพันธุ์ ต้องรู้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก  พืชบางชนิด  เช่น  ตระกูลกะหล่ำและหอม  ต้องการอากาศเย็นหรืออุณหภูมิต่ำเป็นระยะเวลานานเพียงพอ  คือประมาณ  15 – 30  วัน  เพื่อกระตุ้นให้เกิดตาดอก  พืชตระกูลพริกและมะเขือ  เช่น  มะเขือเทศ  มะเขือ  และพริกยักษ์  ต้องการความแตกต่างของอุณหภูมิกลางวันและกลางคืนสูง   เพื่อการเจริญเติบโต   และเพิ่มผลผลิตเมล็ดพันธุ์           การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักทุกชนิด   เมื่อถึงระยะออกดอก  ติดฝัก  และเก็บเกี่ยว  ไม่ต้องการฝน  เพราะจะทำให้ผลผลิตเสียหายได้  และชักนำให้เกิดโรคระบาด   ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของเมล็ดพันธุ์   ช่วงแสงก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการชักนำให้เกิดตาดอกของผักบางชนิด  สำหรับประเทศไทยสามารถทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักได้ดี  สำหรับพืชประเภทวันสั้น  คือต้องการช่วงแสงน้อยกว่า  12  ชั้วโมงต่อวัน  เช่น  ผักกาดหอม  และพืชตระกูลแตง  และพืชวันปกติ  ต้องการแสงปกติ  12  ชั่วโมงต่อวัน  เช่น  มะเขือเทศ  พริก  มะเขือ  และถั่วฝักยาว     การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักต้องใช้ระยะเวลามากกว่าการผลิตเพื่อบริโภคสด  ดังนั้นสภาพดินต้องมีความอุดมสมบูรณ์สูง  ระบายน้ำได้ดี ต้องรู้พื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก   สภาพอากาศแห้งเป็นปัจจัยสำคัญในระยะออกดอกและติดเมล็ด   ทำให้ผลผลิตและคุณภาพของเมล็ดพันธุ์สูง   พืชใดที่ต้องการอากาศเย็นในการเจริญเติบโตหากนำมาปลูกในสภาพอากากศร้อนจะทำให้ไม่เหมาะสมในการผลิตเมล็ดพันธุ์   เช่น  ตระกูลกะหล่ำหอมและหอม  และพื้นที่ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ต้เองมีระยะห่างที่เหมาะสมจากพันธุ์อื่น ๆ  เพื่อป้องกันการผสมข้ามและการปะปนพันธุ์

    -เพลงคั่นรายการ-

     คุณผู้ฟังครับโดยปกติเมื่อเมล็ดเจริญเติบโตและพัฒนาถึงจุดแก่ทางสรีรวิทยา  ซึ่งเป็นระยะที่เมล็ดมีน้ำหนักแห้งสูงที่สุด  ถึงแม้ว่าสภาพการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาบางประการอาจจะยังไม่สมบูรณ์   แต่การสะสมองค์ประกอบต่าง ๆ ที่สำคัญและจำเป็นภายในเมล็ดได้สิ้นสุดลงแล้ว  ดังนั้นในทางทฤษฎีจึงสามารถทำการเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่จุดแก่ทางสรีรวิทยาเป็นต้นไป   การเก็บเกี่ยวที่ดี  ผู้ปฎิบัติจะต้องทราบข้อจำกัดในการเก็บเกี่ยวของพืชชนิดนั้น ๆ ทราบระยะเวลาที่เหมาะสม   และสามารถแยกเมล็ดหรือเก็บเกี่ยวเมล็ดออกจากต้นพืชได้โดยปราศจากความเสียหายก่อนที่จะเกิดการสูญเสีย  การเก็บเกี่ยวอาจเก็บเกี่ยวที่จุดแก่ทางสรีรวิทยาหรือเก็บเกี่ยวที่ระยะแก่เก็บเกี่ยวก็ได้ โดยทั่วไปที่จุดแก่เมล็ดยังคงมีความชื้นสูง  30 – 60  เปอร์เซ็นต์แล้วแต่ชนิดพืช  พันธุ์  และสภาพแวดล้อม  ณ จุดแก่ทางสรีรวิทยานี้   ระบบท่อน้ำท่ออาหารที่นำอาหารสะสมจะแก่และหยุดทำหน้าที่   ทำให้เมล็ดถูกตัดขาดจากต้นแม่  โดยไม่มีอาหารสะสมในเมล็ดอีกต่อไป  หลังจากจุดนี้ไปน้ำหนักแห้งของเมล็ดจึงคงที่หรืออาจลดลงเล็กน้อยขึ้นอยู่กับระดับความชื้นของเมล็ดและอุณหภูมิของอากาศ   ในพืชบางชนิด  เช่น  ข้าวโพดและข้าวฟ่าง เมล็ดที่พัฒนาถึงจุดนี้  จะมีลักษณะบ่งชี้ปรากฏให้เห็นที่ขั้วเมล็ด   ในทางทฤษฎีการปล่อยให้เมล็ดอยู่บนต้นพืชต่อไป   นอกจากผลผลิตจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว  เมล็ดอาจได้รับความเสียหายจากสาเหตุหลายประการได้แก่  การหักล้ม  การแตกของฝัก  เมล็ดงอกคาต้น  การทำลายของ  นก หนู  และศัตรูอื่น  การระบาดของโรคและแมลง  และสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่เหมาะสมที่เร่งการเสื่อมคุณภาพของเมล็ดพันธุ์   คุณผู้ฟังครับการเก็บเกี่ยวและการปรับปรุงเมล็ดพันธุ์  เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการผลิตเมล็ดพันธุ์  ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ต้องให้ความสำคัญและเอาใจใส่เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี  หากกระทำโดยไม่ระมัดระวังเมล็ดพันธุ์ที่ได้อาจมีคุณภาพต่ำหรืออาจได้รับความกระทบกระเทือน  เสียหายได้นะครับ คุณผู้ฟังครับและวันนี้เวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ”  ในวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้วครับ  พบกับรายการนี้ได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า  ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ   โทรสอบถามได้ที่       0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

    …………………………………………………………………………………………………………

  • รายการวิทยุ เรื่อง”การพัฒนาซุปจากฟลาวมันเทศ สำหรับผู้สูงอายุ”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่ 26 เดือนเมษายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การพัฒนาซุปจากฟลาวมันเทศ สำหรับผู้สูงอายุ

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    …………………………………………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้รับทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ วันนี้กระผมมีผลงานที่น่าสนใจ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องเน้นกันในเรื่องสุขภาพเป็นหลัก กระผมมีทางหนึ่งในการบริโภคอาหารมีนำเสนอครับ เป็นผลงานวิจัยของ รศ.กมลวรรณ แจ้งชัด ภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร บางเขน ในเรื่องการพัฒนาซุปกึ่งสำเร็จรูปทางโภชนาการจากฟลาวมันเทศสำหรับผู้สูงอายุครับ ซึ่งวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ก็เพื่อสำรวจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคสูงอายุต่อการพัฒนาซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปศึกษาคุณภาพทางกายภาพและทางเคมีของวัตถุดิบมันเทศพันธุ์ที่มีเนื้อสีต่างกันพัฒนาสูตรและกระบวนการผลิตซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปศึกษาการยอมรับของผู้บริโภคต่อซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปและซุปมันเทศพร้อมบริโภค มาเริ่มกันเลยครับ

    คุณผู้ฟังครับ ซุปเป็นอาหารชนิดหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้บริโภคเป็นอาหารเช้าหรือเป็นอาหารชุดแรกก่อนที่จะเสริมอาหารหลัก เหมาะที่จะเป็นอาหารสำหรับผู้บริโภคทุกระดับอายุ เช่น ผู้ป่วย เด็ก และคนชรา เพราะเนื่องจากซุปจะเป็นอาหารที่ให้ความสะดวก รับประทานง่าย ย่อยง่าย พร้อมทั้งให้คุณค่าทางอาหารสูง ซุปที่บริโภคโดยทั่วไปมักมีส่วนผสมของเนื้อสัตว์และผักเป็นหลักครับ

    ส่วนซุปกึ่งสำเร็จรูปนั่น คือผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ หรือพืช เช่น เนื้อสัตว์ ธัญชาติ ผัก ถั่ว เต้าหู้ ผสมกับเครื่องปรุงแต่งกลิ่นรส และอาจมีการผสมส่วนประกอบอื่น เช่น แป้ง เส้นบะหมี่ พาสต้า มาผ่านกรรมวิธีทำให้แห้ง หรือใช้ส่วนประกอบที่ทำให้แห้งแล้วมาผสมกัน โดยรักษาคุณภาพและกลิ่นรสของส่วนประกอบไว้ นำมาทำให้สุกตามวิธีที่ระบุไว้ที่ฉลาก รับประทานได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อยะครับ คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าประเภทของซุปสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทครับ ทั้งนี้ก็ตามลักษณะของซุปนั่นแหละครับ นั่นก็คือ ซุปใส และซุปข้น ซุปอาจมีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ เช่น หมู ไก่ ปลา และหอย ส่วนผสมของผัก ก็เช่น แครอท ข้าวโพด ถั่วลันเตา และมันฝรั่งครับ คุณผู้ฟังครับตัวอย่างของซุปใส ได้แก่ คอมซอมเม่ (Consomme) และบรอท (Broth) ส่วนซุปข้นมีลักษณะข้นหนืด

    โดยอาจข้นหนืดด้วยเครื่องปรุงของซุปเอง หรือข้นหนืดด้วยการปรุงแต่งด้วยครีม ไข่แดง หรือแป้ง ตัวอย่างซุปข้น ได้แก่ พิวเร่ซุป (Puree soup) ครีมซุป (Cream soup) และซุปข้นใส่หอยหรือปลาครับ

    คุณผู้ฟังครับ การศึกษาเพื่อพัฒนาซุปพร้อมบริโภคและซุปกึ่งสำเร็จรูปนั้น ส่วนใหญ่จะพัฒนาซุปให้มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น โดยมีการเติมสารประกอบ หรือผลิตภัณฑ์จากส่วนผสมที่มีผลในเชิงสุขภาพ เช่น การเติมวิตามินและแร่ธาตุ เครื่องเทศ สมุนไพร ธัญชาติ และผักชนิดต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ห่วงใยสุขภาพและต้องการความสะดวกในการบริโภคมากขึ้น มูลนิธิสถาบันวิจัยและการพัฒนาผู้สูงอายุไทยจึงได้รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยปี พ.ศ. 2550 ว่าจำนวนประชากรผู้สูงอายุไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องครับ โดยในปี 2550 จำนวนประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไปมีประมาณ 7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10.7 ของจำนวนประชากรทั้งหมด

    ดังนั้นจากสถานการณ์นี้ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งมีสัด ส่วนของผู้สูงอายุเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยมีสัดส่วนเพศหญิงต่อเพศชายร้อยละ 55:45 และสามารถจำแนกตามกลุ่มอายุได้เป็น วัยต้น (60-69 ปี) ร้อยละ 58.8 วัยกลาง (70-79 ปี) ร้อยละ 31.7 และวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) ร้อยละ 9.5 ของจำนวนประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด ข้อมูลที่ได้จากมูลนิธิสถาบันวิจัยและการพัฒนาผู้สูงอายุไทยครับ

    คุณผู้ฟังครับ การศึกษาภาวะโภชนาการและความต้องการสารอาหารในคนสูงอายุจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นและอย่าลืมนะครับว่าผู้สูงอายุต้องการสารอาหารเพื่อซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ ปริมาณอาหารที่บริโภคควรลดลงแต่เน้นในเรื่องคุณภาพด้วย

    คุณผู้ฟังครับ ส่วนอาหารสำหรับผู้สูงอายุต้องทำให้ย่อยง่ายที่สุดครับ ไม่ควรรับประทาน

    อาหารที่เป็นก้อนมากนักเพราะระบบยการย่อยอาหารอาจจะไม่ได้ดีเท่ากับคนวัยหนุ่ม สาว และผู้สูงอายุมักเบื่ออาหารง่ายครับ ดังนั้นควรรับประทานอาหารร้อนๆ เช่น ซุป หรือแกงจืดจะช่วยกระตุ้นระบบการย่อยให้ดีขึ้น อาหารไม่ควรมีรสจัด ไม่ควรใส่เครื่องเทศหรือผงชูรสมากเกินไป

    จากการสำรวจข้อมูลการบริโภคอาหารในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ต่อการบริโภคพืชหัว ได้แก่ มันเทศ มันฝรั่ง เผือก มันสำปะหลัง และมันแกว ได้พบว่ามันเทศเป็นพืชหัวที่ผู้สูงอายุบริโภคมากที่สุด

    มันเทศเป็นพืชอาหารของมนุษย์และสัตว์ ปลูกได้ง่าย ได้ผลเร็ว และมีผลผลิตสูง สามารถปลูกได้ทุก

    ภาคในประเทศไทย เป็นส่วนของรากที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทางอาหารสูง นอกจากเป็นแหล่งของคาร์

    โบไฮเดรตแล้ว ยังมีโปรตีน เส้นใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และสารประกอบที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินซี แคโรทีน และแอนโธไซยานิน สามารถนำมาบริโภคได้โดยตรงครับ แต่การใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารยังมีข้อจำกัดครับ ทั้งที่มันเทศมีศักยภาพในการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด จะเห็นได้จากนักวิจัยในประเทศต่างๆ เช่น ประเทศญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ไนจีเรีย อินเดีย เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ได้ให้ความสนใจในการศึกษาวิจัยทั้งในด้านคุณค่าทางโภชนาการของมันเทศ สมบัติของแป้งจากมันเทศ รวมถึงการใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด มันเทศจึงเป็นวัตถุดิบที่น่าสนใจในการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ส่วนประเทศไทยการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับมันเทศ และการนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมอาหารยังมีน้อยครับ การวิจัยและพัฒนาวิธีการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากมันเทศ เป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศ ดังนั้นจึงได้ทำการศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปที่มีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

     กลับมาฟังกันต่อครับ มาฟังคุณภาพของวัตถุดิบมันเทศกันก่อนนะครับ

    มันเทศที่มีเนื้อสีแตกต่างกันจำนวน 4 สายพันธุ์ นั่นก็คือ มันต่อเผือกเนื้อหลังจากการปอกเปลืกจะมีสีม่วงปนขาว มันเกษตรมีสีเหลือง มันไข่มีสีเหลืองส้ม และแม่โจ้จะมีสีขาวปนครีม และนำมาวิเคราะห์ค่าสี องค์ประกอบทางเคมี และสมบัติการเป็นสารต้านออกซิเดชันที่มีในเนื้อมันเทศได้ผลการ

    วิเคราะห์ดังนี้ครับ มันเทศที่มีเนื้อสีต่างกันส่งผลให้ค่าสีที่วัดได้แตกต่างกัน พันธุ์แม่โจ้มีค่าความสว่างสูงที่สุด ขณะที่ พันธุ์มันต่อเผือกมีค่าความสว่างต่ำที่สุด มันต่อเผือกมีค่าแสดงความเป็นสีแดงมากที่สุด รองมาคือ มันไข่ ส่วนมันเกษตรมีค่าแสดงความเป็นสีเหลืองมากที่สุด รองมาคือมันไข่ และแม่โจ้ ตามลำดับ ซึ่งสัมพันธ์กับค่าสีหลักที่วัดได้

    คุณผู้ฟังครับผลการวิเคราะห์ส่วนประกอบทางเคมี พบว่ามันเทศมีปริมาณความชื้นอยู่ในช่วงร้อยละ 63 – 79 องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นคาร์โบไฮเดรตมากถึงร้อยละ 89 – 92 โดยน้ำหนักแห้ง โดยพันธุ์แม่โจ้มีปริมาณสูงที่สุดครับ ส่วนปริมาณโปรตีนมันต่อเผือกและมันเกษตรมีปริมาณโปรตีนมากกว่ามันไข่และแม่โจ้

    คุณผู้ฟังครับจากการทดลองพบว่าพันธุ์มันไข่มีปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์สูงสุด และพันธุ์แม่โจ้มีน้อยที่สุด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับรสหวานของเนื้อมันเทศต้มสุกเมื่อรับประทาน ซึ่งพบว่าน้ำตาลมีปริมาณแตกต่างกันขึ้นกับสายพันธุ์ และการเก็บรักษาอาจมีกิจกรรมของเอนไซม์อินเวอร์เทส ส่งผลให้น้ำตาลรีดิวซ์เพิ่มขึ้นได้

    และนักวิจัยก็ได้พบอีกว่าสารประกอบฟีนอลิกมีปริมาณผันแปรตามสีของเนื้อมันเทศ และมันเทศเนื้อ

    สีส้มจะมีปริมาณฟีนอลิกมากกว่าพันธุ์เนื้อสีเหลือง

    ส่วนปริมาณแอนโธไซยานิน ซึ่งสามารถตรวจพบในมันต่อเผือกซึ่งมีเนื้อสีม่วง ในขณะที่พันธุ์มันไข่ มันเกษตรและแม่โจ้ วิเคราะห์ไม่พบแอนโธไซยานิน และมันเทศที่มีเนื้อสีส้ม เหลืองปนส้ม อาจสามารถวิเคราะห์พบแอนโธไซยานินได้ แต่มีปริมาณน้อยครับ

    ส่วนปริมาณแคโรทีนในมันเทศ 4 พันธุ์ โดยในพันธุ์มันไข่ซึ่งมีเนื้อสีเหลืองส้มพบปริมาณสูงสุด รองลงมาคือมันเกษตร มันต่อเผือก และพันธุ์แม่โจ้พบน้อยที่สุด คุณผู้ฟังครับแคโรทีนเป็นสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่ง ละลายในไขมันและไม่ละลายในน้ำ สามารถพบในพืชให้สีเหลือง แดง ส้ม ขึ้นอยู่กับจำนวนพันธะคู่ในโมเลกุล และมันเทศเป็นแหล่งของสารประกอบแคโรทีนอยด์ที่ดี โดยเฉพาะพันธุ์ที่มีเนื้อสีส้ม เนื่องจากมีเบต้าแคโรทีนชนิดทรานส์ซึ่งแสดงกิจกรรมเป็นสารเริ่มต้นของวิตามินเอที่ดีที่สุดครับ

    คุณผู้ฟังครับ มันเทศพันธุ์ต่างกันจะมีความสามารถในการต้านออกซิเดชันแตกต่างกันขึ้นกับปริมาณและสัดส่วนของสารประกอบที่มีอยู่ในเนื้อมันเทศ พันธุ์มันต่อเผือกให้ค่า สูงสุดในการวิเคราะห์ทั้งสองวิธี รองลงมาคือมันไข่ มันเกษตร และแม่โจ้

    และเมื่อพิจารณาผลการวิเคราะห์มันเทศทั้งในด้านคุณค่าทางโภชนาการและสมบัติการเป็นสารต้าน

    ออกซิเดชันพบว่ามันเทศพันธุ์ที่มีเนื้อสีต่างกันจะมีองค์ประกอบทางเคมีและความสามารถในการต้าน

    ออกซิเดชันแตกต่างกัน พันธุ์ที่มีสมบัติเด่นที่สุดคือ พันธุ์มันต่อเผือกซึ่งมีปริมาณโปรตีน สารประกอบฟีนอลิก19 และแอนโธไซยานินสูงกว่าพันธุ์อื่น และส่งผลให้มีความสามารถในการต้านออกซิเดชันมีค่าสูงที่สุด พันธุ์ที่มีสมบัติเด่นรองลง มาคือพันธุ์มันไข่ ซึ่งมีปริมาณเส้นใยหยาบ เถ้า และแคโรทีนสูงที่สุด มีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกและความสามารถในการต้านออกซิเดชันโดยวิธี DPPH สูง รองมาจากพันธุ์มันต่อเผือก ดังนั้นจึงคัดเลือกมันเทศพันธุ์มันต่อเผือกซึ่งมีเนื้อสีม่วงปนขาว และพันธุ์มันไข่ซึ่งมีเนื้อสีส้มปนเหลืองเป็นวัตถุดิบในการผลิตแป้งฟลาวมันเทศเพื่อเป็นวัตถุดิบในการพัฒนาซุปในขั้นตอนต่อไปครับคุณผู้ฟัง ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

    มาต่อกันกับการพัฒนาสูตรซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูป

    ซึ่งผลการศึกษาปริมาณฟลาวมันเทศและปริมาณน้ำที่มีต่อคุณภาพของซุปฟลาวมันเทศมีองค์ประกอบหลักเป็นแป้ง ปริมาณการเติมในสูตรซุปจึงมีผลต่อความข้นหนืดของซุป และเนื่องจากการพัฒนาสูตรซุปซึ่งมีฟลาวมันเทศเป็นส่วนผสมหลัก และส่วนผสมอื่นๆในอัตราส่วนคงที่ ได้แก่ นมผง เกลือ โปรตีนจากถั่วเหลือง และครีมเทียม และปริมาณน้ำสำหรับละลายซุป และเมื่อเพิ่มปริมาณฟลาวมันเทศที่ระดับน้ำ

    เดียวกัน พบว่าซุปมีความหนืดเพิ่มขึ้น และเมื่อเพิ่มปริมาณน้ำในอัตราตราส่วนที่มีปริมาณฟลาวมันเทศเท่ากัน ทำให้ซุปมีความหนืดลดลง และจากผลการทดลองจะเห็นได้ว่าฟลาวมันต่อเผือกให้ค่าความหนืดของซุปมากกว่าทำจากฟลาวมันไข่ในสูตรเดียวกัน ทั้งนี้น่าจะเนื่องมาจากองค์ประกอบทางเคมีของฟลาวทั้งสองพันธุ์ที่ต่างกันครับ

    การนำสูตรซุปที่คัดเลือกทั้งสองพันธุ์มันเทศมาประเมินความชอบและความพอดีในแต่ละคุณลักษณะของซุป ผลการประเมินความชอบ พบว่าซุปจากพันธุ์มันไข่มีคะแนนความชอบในระดับชอบปานกลางทุกคุณลักษณะ ส่วนผลการทดสอบความชอบของซุปจากพันธุ์มันต่อเผือก พบว่ามีคะแนนความชอบในระดับชอบปานกลางเหมือนกันครับ ยกเว้นด้านสีของซุปที่มีความชอบเล็กน้อย

    คุณผู้ฟังครับมาฟังคุณภาพของซุปมันเทศกันนะครับ

    การนำผลิตภัณฑ์ซุปมันเทศที่พัฒนาได้จากฟลาวมันเทศพันธุ์มันไข่ และมันต่อเผือกมาวิเคราะห์คุณภาพทางกายภาพได้ว่าซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปพันธุ์มันไข่จะมีสีเหลืองนวล ส่วนซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปพันธุ์มันต่อเผือกมีสีคล้ำกว่าพันธุ์มันไข่

    ส่วนคุณภาพทางด้านเคมีผลการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของซุปกึ่งสำเร็จรูป พบว่าการบริโภคซุปมันเทศในหนึ่งหน่วยบริโภค (25 กรัม) จะได้รับพลังงานประมาณ 97 กิโลแคลอรี่ มี

    โปรตีน คิดเป็นร้อยละ 6.25 ของปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับต่อวัน ซึ่งซุปมันเทศนี้มี

    ปริมาณโปรตีนสูงกว่าซุปกึ่งสำเร็จรูปทางการค้า ดังนั้นการบริโภคซุปมันเทศที่พัฒนาได้จึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้สูงอายุครับคุณผู้ฟัง ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    มาฟังผลการทดสอบการยอมรับของผู้บริโภคกับการประเมินการยอมรับของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ซุปมันเทศกึ่งสำเร็จรูปที่พัฒนาได้จากพันธุ์มันไข่และมันต่อเผือก โดยเตรียมเป็นซุปพร้อมบริโภค ทำการทดสอบกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจำนวน 140 คนแบ่งเป็นกลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 50-59 ปี และกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งอาศัยอยู่ภายในกรุงเทพมหานครครับ

    ซึ่งผู้บริโภคโดยเฉพาะที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะชอบรับประทานซุปอยู่แล้วครับ มีเพียงร้อยละ 5 ของผู้บริโภคทั้งหมดเท่านั้นที่ไม่ชอบซุป แต่ความถี่ในการรับประทานนั้นส่วนใหญ่บริโภคน้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งจะรับประทานในช่วงเวลาอาหารเช้ามากที่สุด และผู้บริโภคส่วนใหญ่มีพฤติกรรม

    การซื้อผลิตภัณฑ์ซุปแบบขนาดเล็กสำหรับบริโภคครั้งเดียว และเมื่อให้ผู้บริโภคทดสอบผลิตภัณฑ์ซุปมันเทศที่จัดเตรียมให้โดยสอบถามผู้บริโภคถึงคะแนนความชอบต่อปัจจัยคุณภาพของซุปมันเทศได้แก่ ลักษณะ

    ปรากฏ กลิ่นโดยรวม กลิ่นรสมันเทศ รสเค็ม ความข้นหนืด และความชอบโดยรวม พบว่า ผู้บริโภคให้คะแนนความชอบเฉลี่ยอยู่ในระดับชอบปานกลางทั้งสองชนิดซุป

    จากผลการทดสอบการยอมรับของผู้บริโภค พบว่า ซุปมันเทศที่พัฒนาได้ทั้งจากฟลาวพันธุ์มันไข่

    และมันต่อเผือกได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ โดยสัดส่วนการยอมรับซุปมันเทศทั้งสองพันธุ์มาจากกลุ่มผู้อายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่ากลุ่มอายุ 50-59 ปี และเมื่อถามถึงชนิดซุปมันเทศที่ชอบมากกว่า

    ผลพบว่า ร้อยละ 54.30 เลือกซุปที่ผลิตจากมันไข่ ร้อยละ 25.70 เลือกซุปที่ผลิตจากมันต่อเผือก ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 20.00 ชอบซุปทั้งสองชนิดเท่ากัน ผู้บริโภคร้อยละ 78.60 ให้ความเห็นว่าซุปมันเทศที่พัฒนาได้นี้ไม่จำเป็น ต้องปรุงแต่งกลิ่นรส มีเพียงร้อยละ 21.40 ซึ่งเป็นความเห็นจากกลุ่มอายุ 50-59 ปี ร้อยละ 14.30 และกลุ่มผู้สูงอายุร้อยละ 7.10 ที่เห็นว่าซุปมันเทศนี้ควรมีการปรับปรุงกลิ่นรส เพิ่มความหอม และเพิ่มรสเค็มเพื่อให้ซุปน่ารับประทานมากขึ้น และมีรสกลมกล่อมขึ้น จากผลการทดสอบผู้บริโภคในครั้งนี้จะเห็นได้ว่า ซุปมันเทศที่ผลิตจากฟลาวมันเทศทั้งสองพันธุ์มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา และกลุ่มผู้สูงอายุได้ให้การตอบสนองที่ดีเลยทีเดียวครับคุณผู้ฟัง คุณผู้ฟังคงเห็นช่องทางการตลาดและกลุ่มเป้าหมายกันบ้างแล้วนะครับ และในทางกลับกันในฐานะผู้บริโภคเราก็ได้รับรู้คุณประโยชน์มากมาย ผลงานวิจัยนี่ก็เป็นการพัฒนาซุปกึ่งสำเร็จรูปทางการโภชนาการจากฟลาวมันเทศสำหรับผู้สูงอายุ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังนะครับ

    คุณผู้ฟังครับและวันนี้เวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ”  ในวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้วครับ  พบกับรายการนี้ได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า  ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ   โทรสอบถามได้ที่       0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

     

  • รายการวิทยุ เรื่อง “มะม่วงดองไร้สารพิษ”

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่12 เดือนเมษายน พ.ศ. 2557

    เรื่อง  มะม่วงดองไร้สารพิษ

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    …………………………………………………………………………………………………………………………….

     

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อนชื้น ด้วยสภาพภูมิอากาศเช่นนี้จึงส่งผลให้ประเทศไทยมีผลิตผลทางการเกษตรอย่างมากมายครับ อย่างเช่นผลไม้ยังไงล่ะครับ คุณผู้ฟังคงจะเห็นด้วยนะครับว่า ประเทศไทยของเรานั้น มีผลไม้หลายชนิด หลายสายพันธุ์ ให้เราได้เลือกรับประทานกันได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น เงาะ ทุเรียน ส้ม มังคุด มะม่วง ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย และอีกมากมายหลายชนิดเลยครับ  แต่ด้วยสภาพอากาศในประเทศไทยที่เป็นภูมิอากาศแบบร้อนชื้นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงส่งผลให้ผลผลิตที่ได้เก็บเกี่ยวมาแล้วไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน ทำให้เกิดการเน่าเสียได้ง่าย ดังนั้น คนไทยจึงได้คิดค้นวิธีการถนอมอาหารในรูปแบบต่างๆ ขึ้น เพื่อเป็นการแปรรูปให้อาหารอยู่ได้นาน และสามารถเก็บไว้รับประทานนอกฤดูกาลได้ครับ ซึ่งการถนอมอาหารเป็นภูมิปัญญาไทยที่มีมาช้านาน ตั้งแต่สมัยโบราณและยังปฏิบัติสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน ซึ่งวิธีการถนอมอาหารที่นิยมวิธีการหนึ่งก็คือ การดอง นั่นเองครับ

    การดอง คือ การถนอมอาหารด้วยการแช่อาหารลงในน้ำเกลือหรือน้ำส้มสายชูครับ ซึ่งน้ำเกลือและน้ำส้มสายชูสามารถยับยั้งการเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุให้อาหารเน่าเสียและยังช่วยเก็บอาหารได้นาน ทำให้อาหารมีรสชาติแปลกขึ้น การใช้น้ำเกลือในการดองจะต้องมีความเข้มข้น 5% – 8% หรือ เกลือ 5 กรัม ต่อ น้ำ 95 กรัม หมักอาหารไว้ 3-5 วัน ก็จะเกิดกรดหรือรสเปรี้ยวป้องกันการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ส่วนการใช้น้ำส้มสายชูในการดอง คือการแช่ชิ้นอาหารในน้ำส้มสายชูหรือปรุงรสน้ำส้มสายชูด้วยน้ำตาล เกลือ และเครื่องเทศให้มีรสชาติกลมกล่อมครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ ถึงแม้การดองจะช่วยถนอมอาหาร และเพิ่มรสชาติของอาหารให้มีรสแปลกใหม่ขึ้น แต่ปัจจุบันมีการสำรวจมาแล้วครับว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการดอง ไม่ว่าจะเป็นผักดอง หรือผลไม้ดอง  ส่วนใหญ่ตรวจพบได้ว่ามีสารเจือปนระหว่างการดองทั้งสิ้น แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละสถานประกอบการครับ และวันนี้สิ่งที่กระผมจะพูดถึงนั้นก็คือการทำมะม่วงดองไร้สารพิษครับ

    เมื่อพูดถึงการทำมะม่วงดองแล้ว บ้านเรามีความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาหลากหลายและไม่มีหลักเกณฑ์ทางวิชาการที่แน่นอน ทำให้ปฏิบัติกันอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ ประกอบกับมีการใช้ผงดอง ตลอดจนสารเจือปนต่างๆ ในปริมาณและชนิดที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้มะม่วงดองมีอายุการเก็บนานโดยมิได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค

    ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการทำโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มะม่วงเพื่อเพิ่มมูลค่าและการส่งออก โดยทีมงานนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีคุณมณฑาทิพย์ ยุ่นฉลาด นักวิจัยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร เป็นหัวหน้าโครงการ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรรมวิธีการผลิตมะม่วงดองและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น ยืดอายุการเก็บรักษา และมีความปลอดภัยในการบริโภคครับ

    คุณผู้ฟังครับ การวิจัยได้เริ่มจากการสำรวจกระบวนการผลิตในโรงงานผักผลไม้ดองในภาคกลาง ภาคเหนือ  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ในอุตสาหกรรมการดองมะม่วงส่วนใหญ่ไม่กล้าเสี่ยงต่อการดองโดยใช้เกลือเพียงอย่างเดียว เพราะไม่สามารถควบคุมสภาพการดองไม่ให้เน่าเสีย เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆได้ ส่วนกลุ่มแม่บ้านหลายแห่งก็มีวิธีการเช่นเดียวกันกับที่ใช้ในโรงงาน แต่ส่วนใหญ่นิยมใช้ผงดองมะม่วงที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป ซึ่งพบว่าสารเจือปนต่างๆ ที่ใช้ดองมะม่วงในโรงงานและใช้เป็นส่วนผสมของผงดองนั้นมีเกลือเป็นหลักและผสมสารอื่นอีกหลายชนิด ซึ่งสารเจือปนที่ผู้ผลิตนิยมใช้และอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค ได้แก่

              แซคคาริน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ขันฑสกรหรือดีน้ำตาล เป็นสารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน มีราคาถูกกว่าน้ำตาล  จึงทำให้พ่อค้าแม่ค้านิยมนำมาใส่ในผลไม้  เพื่อเพิ่มความหวาน  โดยที่ไม่รู้ว่า  สารชนิดนี้นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้วยังมีโทษอีกด้วย เพราะถ้าร่างกายได้รับสารนี้เข้าไปในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น  จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะได้ครับ

              สารส้ม เป็นสารประกอบของอลูมิเนียม ซึ่งมีผลการวิจัยออกมาว่าอาจมีผลต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์  และจากการศึกษาวิจัยพบว่า มะม่วงที่ดองไว้นานเกิน 3 เดือน จะเริ่มมีสีคล้ำ จึงจำเป็นต้องใส่สีเพื่อทำให้น่ารับประทานมากขึ้น ด้วยเหตุนี้หากร่างกายได้รับสีที่เป็นสารที่ใช้ผสมลงในอาหารอยู่เป็นประจำ อาจจะมีการสะสมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ครับ

              ทั้งนี้ ทางโครงการวิจัยได้ศึกษาทดลองโดยใช้สารเจือปนชนิดที่มีการใช้ในโรงงานมะม่วงดองและใช้ผงดองมะม่วง โดยเจือปนในปริมาณที่กฎหมายอาหารและยากำหนด และหลีกเลี่ยงสารที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อทำให้สามารถนำผลงานวิจัยไปใช้แก้ปัญหาของผู้ประกอบการได้อย่างถูกต้องต่อไป เดี๋ยวช่วงหน้าเรามาฟังวิธีการทำมะม่วงดองไร้สารพิษกันครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ ก่อนอื่นเรามาเลือกพันธุ์มะม่วงกันก่อนครับ ซึ่งมะม่วงที่เหมาะในการดองนั้นควรใช้พันธุ์แก้วเขียว แก้วดำ และแก้วจุกครับ ที่สำคัญมะม่วงต้องแก่จัดและสดครับ หลังจากการเก็บเกี่ยวให้เก็บค้างคืนได้เพียงหนึ่งคืนครับ เพราะถ้านำมาดองด้วยขั้นตอนและวิธีที่ถูกต้อง จะได้มะม่วงที่มีเนื้อในเหลืองสวย เนื้อสัมผัสดีและกรอบแน่นน่ารับประทานครับ

              ส่วนวิธีการดองนั้น ขั้นแรกควรล้างมะม่วงให้สะอาด ก่อนบรรจุใส่ในไหหรือถัง จากนั้นเติมน้ำเกลือที่เติมไว้ในสัดส่วนมะม่วงต่อน้ำเกลือเท่ากับ 1 ต่อ 1 ใช้ถุงพลาสติกบรรจุน้ำหรือน้ำเกลือ รัดยางให้แน่น วางทับมะม่วงให้จมแล้วปิดฝา ดองประมาณ 1 เดือน จึงนำมาบริโภค  หรือทำมะม่วงดองปรุงรสได้ การดองในน้ำเกลือที่ระดับความเข้มของน้ำเกลือ 10-12% หมายถึง น้ำ 9 ส่วน กับเกลือ 1 ส่วน หรือ น้ำ 10 ส่วนกับเกลือ 1.36 ส่วน ซึ่งจะให้ผลในการดองดีที่สุดในช่วงระยะเวลาการดองตั้งแต่เริ่มแรกจนถึง 6 เดือน ถ้าต้องเก็บนานกว่านั้นควรเพิ่มความเข้มข้นของน้ำเกลือ ที่เก็บรักษาให้อยู่ในระดับความเข้มข้น ประมาณ 16 % หรือใช้ผงดอง มก. สูตร 1 โดยละลายผงดองด้วยน้ำ 10 กิโลกรัม ต่อมะม่วง 10 กิโลกรัม สูตรนี้เหมาะสำหรับมะม่วงที่จะเก็บไว้นานกว่า 6 เดือนก่อนนำไปแปรรูปครับ

              คุณผู้ฟังครับ การเลือกภาชนะในการดองก็มีส่วนสำคัญนะครับ ซึ่งภาชนะที่ใช้ในการดอง  สามารถใช้ถังพลาสติกเกรดเอ หรือถังไฟเบอร์กลาสครับ  การใช้ไหดองนั้น ถ้าไหมีคุณภาพต่ำ  เนื่องจากมีการเคลือบบาง ทำให้มีรูรั่วซึมหรือมีเนื้อพรุนมาก จะทำให้มีปัญหาในการดอง เพราะน้ำเกลือสามารถซึมผ่านได้ ระดับน้ำเกลือจึงลดลงเกิดช่องว่างของอากาศ ทำให้เชื้อราสามารถเจริญเติบโตได้ ซึ่งจะมีผลทำให้มะม่วงดองเน่าเสีย และเนื่องจากไหมีรูพรุนจึงมีการสะสมเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งจะทำให้เน่าเสียในการดองครั้งต่อๆ ไป จากการทดลองเปรียบเทียบการดองในไหและถังพลาสติก ในสภาพการดองเหมือนกันทุกประการ พบว่า การดองในถังพลาสติกไม่มีปัญหาการเน่าเสียเลยครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังครับ จากการทดลองของทีมวิจัยพบว่า การดองมะม่วงโดยใช้น้ำเกลือเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอสำหรับการเก็บรักษาและได้มะม่วงดองที่มีคุณภาพดี แต่โดยทั่วไปแล้วโรงงานและผู้ดองมะม่วงส่วนมากไม่สามารถทำได้ เนื่องจากภาชนะดองที่ใช้ไม่สะอาดพอ จึงต้องใส่สารต่างๆ เพื่อป้องกันการเน่าเสีย และที่สำคัญคือการทำให้สภาพอากาศการดองอยู่ในสภาพไร้อากาศ ส่วนมากผู้ดองไม่สามารถปิดภาชนะให้มิดชิดและไม่สามารถควบคุมไม่ให้มีอากาศแทรกซึมเข้าไปในภาชนะที่ใช้ดองมะม่วงได้ ทำให้เชื้อราและฟิล์มยีสต์ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศสามารถเจริญได้และทำให้มะม่วงดองเน่าเสียค่ะ ผลจากการทดลอง กล่าวได้ว่า ถ้าสามารถปกปิดผิวหน้าของน้ำเกลือในภาชนะดอง ไม่ให้สัมผัสกับอากาศ จะไม่พบปัญหานี้เลย ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเติมสารเคมีหรือสารกันเสียใดๆ  เพื่อป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนี้ อุณหภูมิของการดองไม่ควรสูงเกินไป เพราะจะมีผลต่อคุณภาพของมะม่วง ซึ่งไม่ควรเกิน 30 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้การเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่เกี่ยวกับการดองให้ผลดีกับคุณภาพทางด้านกลิ่น รส และลักษณะเนื้อสัมผัสของมะม่วง ถ้าอุณหภูมิในโรงดองสูงขึ้นกว่านี้จะทำให้คุณภาพของการดองมะม่วงด้อยลง

              นอกจากนี้ทีมวิจัยยังเสนอแนะว่า มะม่วงดองสำเร็จ นอกจากจะขายเป็นมะม่วงดองทั้งผลแล้ว ควรทำเป็นผลิตภัณฑ์จากมะม่วงดองเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า และยังเป็นการสร้างงานให้กับคนไทยในท้องที่นั้นๆ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการรับจ้างแปรรูป และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ การทำธุรกิจมะม่วงดองจึงไม่ควรทำเพียงขั้นต้น แต่ควรแปรรูปต่อไปให้เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ได้แก่มะม่วงดองปรุงรส เป็นต้น ทางโครงการได้พัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในด้านกรรมวิธีการผลิต การควบคุมสุขลักษณะในการผลิตและยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเจือปนที่อาจเป็นอันตราย ช่วยเพิ่มปริมาณการจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศได้มากขึ้นด้วย และทำให้เกิดผลดีแก่ผู้บริโภคในประเทศ สามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยในการบริโภคครับ

              คุณผู้ฟังครับ วิธีการทำมะม่วงดองปรุงรสนั้น ทำได้โดยการนำมะม่วงดองมาล้างน้ำ ปอกเปลือก ฝานผ่าซีกและตัดเป็นชิ้นตามความยาวของผล แช่น้ำเพื่อลดความเค็มของเนื้อมะม่วงประมาณ 1 ชั่วโมง เปลี่ยนน้ำหลายๆครั้ง แล้วสรงขึ้นให้สะเด็ดน้ำใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ เตรียมน้ำดองปรุงรสตามสูตรสำหรับการแช่เนื้อมะม่วงดอง 12 กิโลกรัม โดยใช้น้ำตาลทรายขาว 5 กิโลกรัม เกลือ 200 กรัม กรดมะนาว 18 กรัม น้ำสะอาด 5.4 กิโลกรัม ต้มให้เดือด แล้วเติมน้ำส้มสายชู 1.4 กิโลกรัม กรองทิ้งไว้พออุ่น เทใส่เนื้อมะม่วงให้ท่วมแล้ววางถุงน้ำทับไม่ให้มะม่วงลอย แช่มะม่วง 1 คืน วันรุ่งขึ้น แยกเนื้อมะม่วงออก ต้มน้ำปรุงรสที่มีอยู่เดิมให้เดือด จุ่มเนื้อมะม่วงในน้ำปรุงรสและตักขึ้นทันที วางให้สะเด็ดน้ำ บรรจุถุงปิดผนึก แช่ตู้เย็นจะเก็บไว้ได้นานประมาณ 2 สัปดาห์ ถ้าบรรจุในถุงปิดผนึกแบบสุญญากาศแช่ตู้เย็นจะเก็บได้นาน 2-3 เดือน ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              นอกจากการบริโภคมะม่วงดองปรุงรสสด ยังสามารถนำมาทำเป็นมะม่วงปรุงรสอบแห้งได้ โดยนำมาอบที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ในตู้อบลมร้อน เป็นเวลา 6-8 ชั่วโมง ถ้าทำมะม่วงปรุงรสอบแห้งให้หั่นชิ้นมะม่วงเป็น 8 ชิ้น ต่อเนื้อมะม่วง 1 ซีก วางทิ้งไว้ในที่สะอาด ให้มะม่วงเย็นก่อน บรรจุใส่ถุง ปิดผนึกสามารถเก็บได้นาน 4 เดือนที่อุณหภูมิห้องครับ

              ทั้งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่การพัฒนากรรมวิธีการผลิตมะม่วงดองและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น ยืดอายุการเก็บรักษา และมีความปลอดภัยในการบริโภค ทางทีมผู้วิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการดองมะม่วงและการทำผลิตภัณฑ์ ด้วยการสาธิตและฝึกอบรมแก่กลุ่มแม่บ้าน โดยให้สูตรและวิธีการดองมะม่วง แล้วให้แม่บ้านทำการทดลอง และสอนวิธีการแปรรูปเป็นมะม่วงดองปรุงรส บรรจุถุงแช่เย็น และมะม่วงดองปรุงรสบรรจุขวดเก็บไว้ได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ในการสาธิตจะมีการเปรียบเทียบให้เห็นถึงผลดีผลเสียในการใช้วิธีการนี้กับผงดองที่แม่บ้านได้ซื้อมาใช้ ซึ่งจะเห็นว่า วิธีและสูตรของโครงการจะปลอดภัยและราคาถูกกว่า ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกลงได้กำไรมากขึ้นอีกด้วยครับ

              นอกจากการให้ความรู้เกี่ยวกับการทำมะม่วงดองแล้ว งานวิจัยนี้ยังได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหารในการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีในท้องถิ่น ตลอดจนการยืดอายุผลิตภัณฑ์ด้วยครับ เช่น การดองผักกาดเขียวปลี และการแปรรูปต่อเพื่อทำเกี้ยมฉ่าย การทำไข่เค็ม การทำกล้วยฉาบอบเนย การทำถั่วเคลือบน้ำตาล การทำน้ำอ้อย เป็นต้น

              ผลของการอบรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยี กลุ่มแม่บ้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและเห็นด้วยตามคำแนะนำของทีมวิจัย เพราะเล็งเห็นว่าจะทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตและคำนึงถึงผลกระทบที่อาจทำให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ มะม่วงที่ดองสำเร็จแล้วสร้างความพึงพอใจแก่กลุ่มแม่บ้านอย่างมาก เนื่องจากมีการเน่าเสียน้อยกว่าการดองด้วยวิธีเดิม ผลมะม่วงมีสีเหลืองสวย เนื้อกรอบแน่น ส่วนของผลิตภัณฑ์มะมวงปรุงรสตามสูตรที่แนะนำ ทำให้แม่บ้านสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้เป็นจำนวนมากตลอดปี เป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่กลุ่มแม่บ้านและเกิดการจ้างงานซึ่งเป็นอาชีพที่เหมาะและเข้ากับยุคเศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบันนี้เลยล่ะครับ

    เป็นอย่างไรบ้างครับคุณผู้ฟัง ได้ทราบสูตรการทำมะม่วงดองไร้สารพิษกันแล้ว คุณผู้ฟังลองนำเอาสูตรนี้ไปทำกันได้นะครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ และกระผมหวังว่า สาระในวันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ  สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

  • เรื่อง การผลิตมะนาวนอกฤดู

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่29 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การผลิตมะนาวนอกฤดู

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    ………………………………………………………………………………………………………………………………………….

     

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศให้ผู้ฟังได้ฟังกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย        ฝ่ายประยุกต์และถ่ายทอดงานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีกระผม…………………………………………เป็นผู้ดำเนินรายการ วันนี้กระผมขอเสนอเรื่อง “การผลิตมะนาวนอกฤดู”

    คุณผู้ฟังครับ ถึงแม้ว่า “มะนาว” จะเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว แต่ก็เป็นผลไม้ที่ขาดไม่ได้ในครัวเรือนของเราเลยใช่ไหมครับ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ชอบรับประทานอาหารที่มีรสจัด เช่น ต้มยำ ยำ น้ำพริก ส้มตำ ลาบ น้ำตก อาหารเหล่านี้ล้วนใช้น้ำมะนาวมาปรุงรสทั้งสิ้นครับ ทำให้มะนาวเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจที่ตลาดมีความต้องการสูงตลอดทั้งปี ในช่วงฤดูฝนมีมะนาวออกมามากมะนาวก็จะมีราคาถูก แต่ในช่วงฤดูแล้งประมาณเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายนของทุกปี มะนาวจะมีราคาสูงกว่าปกติ ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงฤดูแล้งจะมีผลผลิตมะนาวออกสู่ตลาดน้อย

    จากปรากฏการณ์ดังกล่าว เกษตรกรและนักวิชาการจำนวนมากจึงได้พยายามค้นคว้าและศึกษาหาวิธีการเพื่อที่จะผลิตมะนาวนอกฤดู แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่พบว่ามีวิธีการหรือสูตรสำเร็จใดๆ ที่จะทำให้การผลิตมะนาวนอกฤดูได้ผลอย่างเต็มที่ ซึ่งจะต้องใช้วิธีการหลายๆ อย่างมาประกอบกัน เกษตรกรจึงจะประสบความสำเร็จในการผลิตมะนาวนอกฤดู

    คุณผู้ฟังครับ ก่อนอื่นเรามารู้จักกับมะนาวที่นิยมปลูกในประเทศไทยกันก่อนนะครับ

    มะนาวเป็นไม้ผลตระกูลส้มครับ มีการปลูกอย่างแพร่หลาย โดยมีแหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี นครสวรรค์ กาญจนบุรี สมุทรสาคร นครปฐมและเชียงใหม่  พันธุ์มะนาวที่ปลูกเพื่อการค้าในประเทศไทย ได้แก่

    1.มะนาวหนัง ลักษณะกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ ผลจะมีลักษณะกลมค่อนข้างยาว มีกลมมนบ้างเล็กน้อย ด้านหัวมีจุกเล็กๆ มีเปลือกค่อนข้างหนา จึงทำให้เก็บรักษาผลไว้ได้นาน

    2.มะนาวไข่ มีขนาดและลักษณะคล้ายมะนาวหนังเกือบทุกอย่าง ผลอ่อนมีลักษณะกลมยาว หัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ผลจะมีลักษณะกลมมนเป็นส่วนมาก เปลือกบาง ผลโตกว่ามะนาวหนัง

    3.มะนาวแป้น เป็นมะนาวที่สามารถออกดอกผลตลอดปี ผลมีขนาดกลาง ทรงผลแป้น เปลือกบาง มีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์แป้นรำไพ แป้นทราย เป็นต้น

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ โดยทั่วไปแล้วมะนาวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นดินเหนียว ดินทราย แต่ถ้าต้องการจะปลูกมะนาวให้เจริญงอกงามดี มีผลดกและคุณภาพดี ก็ควรจะปลูกในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุผสมอยู่มาก การปลูกมะนาวนั้นทำได้โดยขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้างและลึกประมาณ 50 ซม. ผสมดิน ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกันในหลุมให้สูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม จากนั้นยกถุงกล้าต้นไม้วางในหลุมโดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย ใช้มีดที่คมกรีดถุงจากก้นขึ้นมาถึงปากถุงทั้งสองด้าน ซ้ายและขวา ดึงถุงพลาสติกออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงไปในหลุม กดดินปริเวณโคนต้นให้แน่น ปักไม้หลักและผูกเชือกยึดเพื่อป้องกันลมพัดโยก จากนั้นหาฟางข้าวหรือหญ้าแห้งมาคลุมดินบริเวณโคนต้น แล้วรดน้ำให้โชก ทำร่มเงาเพื่อช่วยพรางแสงแดด ต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ปลูกใหม่ๆ ควรให้น้ำวันละครั้ง หลังจากต้นมะนาวตั้งตัวได้แล้วการให้น้ำสามารถเว้นระยะให้นานขึ้นได้ และควรหาวัสดุมาคลุมดินบริเวณโคนต้นเพื่อช่วยรักษาความชื้น หลังจากมะนาวออกดอกและกำลังติดผลอ่อนเป็นช่วงที่มะนาวต้องการน้ำมากเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของผล จึงควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ผลมะนาวจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่อผลมีอายุตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป โดยสังเกตจากด้านขั้วของผลเริ่มมีสีเหลืองเล็กน้อยผิวเปลือกจะเรียบบางใส มีสีเขียวอ่อนกว่าผลที่ยังไม่แก่ เมื่อบีบดูจะค่อนข้างนุ่มมือ ไม่ควรเก็บมะนาวที่แก่เกินไปเพราะเปลือกจะบางมาก ทำให้เกิดความเสียหายในการขนส่งได้ง่าย อีกทั้งเมื่อนำไปขายจะทำให้ขายได้ไม่นานผลเน่าเสียหายได้เร็ว

    คุณผู้ฟังครับ ในส่วนของการปลูกมะนาวนอกฤดูนั้น เกษตรกรต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับอายุของการเก็บเกี่ยวมะนาวก่อนครับ โดยอายุการเก็บเกี่ยวของมะนาวนั้น ถ้านับตั้งแต่ดอกบานจนถึงผลแก่จะอยู่ในช่วงประมาณ 4 เดือนครึ่งถึง 5 เดือนครึ่ง โดยเปลือกจะเริ่มบางลงในระยะแรก ต่อมาเปลือกจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลืองเมื่ออายุประมาณ 5 เดือน และเหลืองสดในระยะสุดท้ายก่อนที่จะร่วงหล่นไป ดังนั้น มะนาวจึงมีช่วงอายุการเก็บเกี่ยวที่ยืดหยุ่นอยู่บนต้นได้ประมาณ 1 เดือน แต่ในหน้าหนาวมะนาวจะมีการเปลี่ยนสีเร็วทำให้ผลสุกและร่วงเร็วขึ้น ตามปกติมะนาวจะมีดอกชุดสุดท้ายประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม และออกดอกชุดใหญ่ประมาณปลายมีนาคมและเมษายน จากนั้นจะมีการออกดอกมากอีกครั้งในช่วงสิงหาคมและกันยายน หากเกษตรกรต้องการผลิตมะนาวนอกฤดูจะต้องหลีกเลี่ยงหรือยับยั้งการสร้างดอกของมะนาวในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนให้ได้ครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ หากต้องการผลิตมะนาวนอกฤดูให้ได้ผล ต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับต้นมะนาวก่อนครับ ขั้นแรกคือการปลิดดอกและผลอ่อนของมะนาว ทำได้โดยการตัดแต่งกิ่งซึ่งนอกจากสามารถกำจัดดอกได้บางส่วนแล้วยังช่วยกระตุ้นให้มีการผลิยอดใหม่ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ สำหรับดอกและผลที่เหลือสามารถใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตหรือฮอร์โมนมาช่วยได้ ขั้นที่สองคือการยับยั้งการออกดอกของต้นมะนาวในฤดู เมื่อปลิดดอกและผลอ่อนออกหมดแล้ว หากยังไม่ถึงช่วงที่จะชักนำให้มะนาวออกดอกจึงจำเป็นที่จะต้องยืดระยะนี้ออกไป และสารที่ใช้คือ จิบเบอเรลลิกแอซิด หรือเรียกกันว่า GA หรือ GA3 ซึ่งสารดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางกิ่งก้านและใบ และมีผลในการยับยั้งการออกดอก จากการทดลองใช้ GA พ่นให้กับต้นมะนาวในระยะก่อนผลิยอดอ่อนหรือระยะที่เพิ่งผลิยอดยาวไม่เกิน 3 นิ้ว พบว่า สามารถยับยั้งการออกดอกได้ดี แต่หากพ่นช้ากว่านี้ไม่สามารถยับยั้งได้เนื่องจากมีการสร้างตาดอกขึ้นแล้ว สำหรับความเข้มข้น 25 ส่วนในล้าน จะสามารถยับยั้งได้ประมาณ 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือนครึ่ง ส่วนการใช้ที่ความเข้มข้น 50 ส่วนในล้านนั้น อาจยืดระยะการออกดอกได้มากกว่า 3 เดือน แต่อาจมีผลตกค้างต่อการชักนำให้ต้นมะนาวออกดอกเมื่อถึงเวลาที่ต้องการ ขั้นที่สามคือการกำจัดใบ รูดใบมะนาวออกให้หมดเพื่อชักนำให้มีการออกดอก แม้ว่าการกระทำดังกล่าวสามารถชักนำให้ออกดอกได้ แต่ดอกที่ได้เป็นดอกที่ไม่มีคุณภาพ นอกจากนั้นยังกระทบถึงความสมบูรณ์ของต้นมะนาวอีกด้วย แต่สำหรับต้นมะนาวที่สมบูรณ์มากที่เรียกว่า บ้าใบ การปลิดใบออกบ้างบางส่วน อาจมีผลต่อการปรับระดับไนโตรเจนในต้นให้ต่ำลง ซึ่งอาจช่วยให้การออกดอกดีขึ้น และขั้นสุดท้ายคือการใช้สารเคมีในกลุ่มชะลอการเจริญเติบโตโดยเฉพาะ แพคโคลบิวทราโซล พบว่ามีบทบาทที่จะยับยั้งการสังเคราะห์ GA ในธรรมชาติ ดังนั้นพืชจึงมีการเจริญทางกิ่งใบลดลง ส่งผลให้โอกาสในการออกดอกมีมากขึ้น

    คุณผู้ฟังครับ สิ่งที่กระผมจะกล่าวต่อไปนี้คือ ปฏิทินการผลิตมะนาวนอกฤดูครับ หากเกษตรกรสามารถปฏิบัติได้ตามนี้ ก็จะช่วยให้การผลิตมะนาวนอกฤดูของเกษตรกรได้ผลมากยิ่งขึ้นครับ

    เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นระยะที่มะนาวมีการแตกกิ่งก้านออกมาใหม่ ทำได้โดยการป้องกันกำจัดโรคแมลงอย่างสม่ำเสมอ ในระยะนี้จะมีหนอนชอนใบระบาดมากซึ่งจะทำให้มีการระบาดของโรคแคงเกอร์ตามมาด้วย ส่วนผลที่ติดอยู่ในระยะนี้จะไปแก่ในระยะที่ราคาถูก ควรทำการปลิดผลออกให้หมด

    เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เกษตรกรควรเลือกเก็บเกี่ยวผลที่แก่ตามฤดูกาลปกติไปจำหน่าย ป้องกันกำจัดโรคแมลงอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงเดือนกรกฎาคมให้ตัดแต่งกิ่งอีกครั้ง ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ปริมาณ 1 กก.ต่อต้น เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ของต้น ต้นที่สมบูรณ์ใบจะมีขนาดใหญ่ มีสีเขียวเข้ม ไม่มีอาการเหลืองซีด

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    เมื่อถึงเดือนสิงหาคม     ให้ทำการราดสารเคมี เพื่อกระตุ้นการออกดอกนอกฤดู ซึ่งวิธีเตรียมสาร เพื่อให้ได้อัตราเนื้อสาร 1.5 กรัมต่อเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร มีวิธีการดังนี้

    ขั้นแรก ตวงน้ำใส่ถัง 75 ลิตร ผสมสารพาโคลบิวทราโซล 1 กก.ลงในน้ำที่ตวงไว้ จากนั้นใช้ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร ตวงน้ำที่ผสมสาร เพื่อนำไปราดต้นมะนาวอัตราเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มของต้นมะนาว 1 เมตร ต่อน้ำผสมสารแล้ว 1 ขวด ถ้ามีต้นมะนาวจำนวนไม่มาก ควรเตรียมสารเพื่อราดต้นมะนาวเป็นต้นๆ ไป เช่น ต้นมะนาวที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 3 เมตร ให้ใช้สารพาโคลบิวทราโซล จำนวน 45 ซีซี หรือ 45 กรัมต่อน้ำ 2-3 ลิตร ราดสารลงที่โคนต้นมะนาวโดยรอบ หลังจากราดสาร ควรเป็นช่วงที่ฝนไม่ตกมาแล้ว 2-3 วัน จะช่วยให้ต้นมะนาวดูดสารได้ดีขึ้นกว่าการราดสารขณะที่ฝนตกใหม่ๆ จากนั้นปลิดผลมะนาวขนาดเล็กออกบ้างเพราะผลขนาดเล็กระยะนี้จะไปแก่ในช่วงที่ยังราคาไม่ดี และจะทำให้การออกดอกใหม่ไม่ดีเท่าที่ควรครับ

    เดือนกันยายน           หลังจากที่ราดสารเคมีไปแล้ว 1 เดือน ควรทำการควั่นกิ่ง วิธีการเลือกกิ่งควั่น มีดังนี้      1.เลือกกิ่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 นิ้ว โดยใช้ลวดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1/8 นิ้ว รัดที่กิ่ง ใช้คีมบิดลวดจนเปลือกไม้ยุบตัวถึงเนื้อไม้

    2.ควั่นกิ่งประมาณ 3-5 กิ่ง

    3.ใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-50 อัตรา 0.5 กก.ต่อต้น หรือพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 อัตรา 80 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อช่วยยับยั้งการแตกใบอ่อน

    4.เมื่อครบ 1 เดือนแล้วให้คลายขดลวดออกทิ้งไป ซึ่งจะตรงกับระยะที่ต้นมะนาวจะเริ่มออกดอกพอดี

    เดือนตุลาคม เป็นระยะ 2 เดือนหลังจากราดสารหรือ 1 เดือนหลังจากควั่นกิ่ง ต้นมะนาวจะเริ่มออกดอก ให้สังเกตดูว่ามีการออกดอกสม่ำเสมอทั้งต้นหรือไม่ ถ้ายังออกไม่สม่ำเสมอทั้งต้นควรเร่งการออกดอกด้วยการพ่นสารไธโอยูเรีย อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หากใช้อัตราสูงมากกว่านี้อาจทำให้ใบร่วงได้ และควรพ่นในระยะที่ไม่มีฝน จากนั้นทำการป้องกันกำจัดโรคและแมลงในระยะนี้อย่างสม่ำเสมอ เช่นเพลี้ยไฟ ไรแดง เพลี้ยหอย

    เดือนพฤศจิกายน เป็นระยะที่ดอกบาน จึงไม่ควรพ่นสารเคมีในระยะดอกบานเป็นเวลา 10-15 วัน เพราะจะทำให้การผสมเกสรไม่ดี การติดผลน้อยลง ศัตรูที่มีการระบาดในระยะนี้ ได้แก่ เพลี้ยไฟ ไรแดง โรคแคงเกอร์

    เดือนธันวาคม เป็นระยะที่ติดผลขนาดเล็ก เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของผล หากใบมีอาการเหลืองซีด ควรมีการพ่นปุ๋ยทางใบจะช่วยให้มีความสมบูรณ์ดีขึ้น

    เดือนมกราคม-มีนาคม ระยะนี้ผลจะมีการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอและจะหยุดการเจริญเติบโตหลังติดผลแล้วประมาณ 4 เดือน ผลมีน้ำหนักมากขึ้น เกษตรกรสามารถเลือกเก็บผลออกไปจำหน่ายได้ ในระหว่างนี้ควรมีการป้องกันกำจัดศัตรูมะนาวเป็นระยะ ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและพอเพียง

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ เมื่อถึงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระยะหลังจากติดผลแล้วประมาณ 5 เดือน ผลส่วนใหญ่จะโตเต็มที่สามารถเก็บเกี่ยวไปจำหน่ายได้ บางผลจะเริ่มเปลี่ยนสีผิวเป็นสีเหลืองและร่วงในที่สุด กรณีสีผิวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจะทำให้ขายไม่ได้ราคา เมื่อเก็บเกี่ยวผลออกไปจำหน่ายแล้วเกษตรกรควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปริมาณ 1 กก.ต่อต้น และปุ๋ยคอกจำนวน 10 กก.ต่อต้น หลังตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ต้นมีการสร้างกิ่งใหม่ รวมถึงเป็นการลดปริมาณดอกและผลขนาดเล็กที่เป็นผลผลิตในฤดูปกติได้อีกด้วย

    สำหรับต้นมะนาวที่มีอายุ 4 ปีขึ้นไป ควรตัดแต่งกิ่งออกประมาณ 1 ใน 3 ของทรงพุ่ม เพื่อลดขนาดของทรงพุ่มลงรวมถึงกิ่งกระโดง กิ่งในร่ม กิ่งที่ถูกแมลงและโรคเข้าทำลาย ควรตัดออกให้หมดด้วย โดยสังเกตครึ่งล่างของทรงพุ่มจะโปร่ง เพราะไม่มีกิ่งขนาดเล็กเหลืออยู่เลย

    คุณผู้ฟังครับ ในช่วงที่มะนาวล้นตลาดมากเกินไป เกษตรกรอาจจะประสบปัญหาเกี่ยวกับผลผลิตมะนาวเน่าเสีย เกษตรกรจึงจำเป็นต้องมีวิธีการเก็บรักษามะนาวไว้ให้นานครับ ซึ่งสามารถทำได้โดยทำการคัดผลมะนาวเสียก่อน โดยเลือกเอาผลมะนาวที่แก่พอเหมาะ มีสีเขียวจัด ไม่มีสีเหลืองปน ไม่มีรอยช้ำหรือเน่า และควรมีขั้วผลติดอยู่ด้วย จากนั้นนำมาล้างทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น คลอรอกซ์ ผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 15 แช่ผลมะนาวไว้นานประมาณ 5 นาที แล้วนำผลมะนาวมาผึ่งลมบนตะแกรงเพื่อให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นคัดขนาดและบรรจุเข่งหรือภาชนะบรรจุอื่นๆ ตามที่ตลาดต้องการ

    หลังการเก็บเกี่ยวแล้ว เกษตรกรสามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลมะนาวได้หลายเดือนหากมีกรรมวิธีที่ถูกต้อง ซึ่งมีวิธีการดังนี้ เก็บเกี่ยวผลมะนาวในระยะที่แก่แต่ผิวยังมีสีเขียวหรือเหลืองเล็กน้อยโดยอย่าให้ช้ำ จากนั้นนำมาแช่ในสารละลายที่มี GA 50 ส่วนในล้านผสมกับสารป้องกันและกำจัดเชื้อราความเข้มข้น 500 ส่วนในล้าน ประมาณ 30 นาที  นำมาผึ่งลมให้แห้งหรือซับด้วยฟองน้ำ บรรจุใส่ถุงพลาสติกแล้วเก็บใส่ห้องเย็นที่ควบคุมอุณหภูมิไว้ในระดับ 10 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ควรมีการนำมะนาวออกมาตรวจสอบบ้าง ประมาณ 15 วันต่อครั้ง เพื่อกำจัดผลที่มีเชื้อโรคเข้าทำลาย  เพราะเชื้ออาจลามไปยังผลอื่นๆ และจากการทดลองพบว่า วิธีดังกล่าวสามารถเก็บรักษามะนาวให้สดอยู่ได้นานกว่า 3 เดือน

    เป็นอย่างไรบ้างครับคุณผู้ฟัง กับวิธีการผลิตมะนาวนอกฤดู สิ่งที่จะต้องเน้นย้ำให้คุณผู้ฟังได้ทราบอีกครั้งหนึ่งก็คือ หากเกษตรกรต้องการผลิตมะนาวนอกฤดูจะต้องหลีกเลี่ยงหรือยับยั้งการสร้างดอกของมะนาวในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนซึ่งเป็นช่วงที่มะนาวออกดอกตามฤดูให้ได้ครับ และต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับมะนาว หลังจากนั้นจึงปฏิบัติตามปฏิทินการผลิตมะนาวนอกฤดูครับ กระผมหวังว่า สาระในวันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ  คุณผู้ฟังสามารถติชมรายการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยการเขียนจดหมายและจ่าหน้าซองมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 และ 0-2579-5548 ในวันและเวลาราชการครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

  • เรื่อง ใบมันสำปะหลัง แหล่งโปรตีนโคนมที่น่าสนใจ โดย ดร.ศิริรัตน์ บัวผัน

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 22  เดือน มีนาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง ใบมันสำปะหลัง แหล่งโปรตีนโคนมที่น่าสนใจ

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    วันนี้กระผมมีผลงานที่น่าสนใจมากๆมาฝากครับ เรื่องใบมันสำปะหลัง แหล่งโปรตีนโคนมที่น่าสนใจ ผลงานของ ดร.ศิริรัตน์ บัวผัน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตนม สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจฯ มก.กพส. และข้อมูลดีๆจาก วารสาร ปศุสัตว์เกษตรศาสตร์ มาเริ่มกันเลยครับ การเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่สำคัญอาชีพหนึ่งของประเทศไทย ทั้งนี้เพราะน้ำนมถือว่าเป็นอาหารที่ดีของคนเรา โดยเฉพาะเด็กๆและเยาวชน ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมให้มีร่างกายที่แข็งแรงและมีสมองที่เฉลียวฉลาด ซึ่งเป็นพื้นฐานหลักที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาประชากรในประเทศ

    ในช่วงปี 2549 – 2553 จำนวนโคในประเทศไทย มีอัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 0.13 ต่อปี ในปี 2555 มีจำนวนโคนม 577,841 ตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปี 2553 ส่งผลให้ผลิตน้ำนมดิบเพิ่มขึ้นด้วยครับ ส่วนในปี 2556 ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ขยับราคาสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะวัตถุดิบแหล่งโปรตีน เช่น กากถั่วเหลือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เพราะเมื่อราคาอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบก็จะสูงขึ้นตามอย่างชัดเจน และเมื่อรวมกับการที่ประสิทธิภาพการผลิตของโคนมยังค่อนข้างต่ำ ปริมาณการให้น้ำนมของโคโดยเฉลี่ยทั้งประเทศประมาณ 10-20 กก./ตัว/วัน ซึ่งนับว่ายังต่ำกว่าศักยภาพพันธุกรรมของแม่โคนม เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นโคนมลูกผสมมีสายเลือดโคโฮลสไตน์-ฟรีเซียน มากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้โคนมยังมีปัญหาสุขภาพต่างๆ และการผลิตติดต่ำ ทำให้ต้นทุนการผลิตน้ำนมสูง เกษตรกรจึงขอปรับราคาจำหน่ายน้ำนมดิบให้สูงขึ้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำนมที่ผลิตได้ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับผลิตภัณฑ์นมที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และจะส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงโคนมของประเทศในอนาคตอันใกล้ครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    เมื่อพิจารณาการเลี้ยงโคนมของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่าแม่โคนมได้รับอาหารต่างๆโดยเฉพาะโปรตีนที่เป็นอาหารสำคัญในการสร้างน้ำนมไม่เพียงพอแก่ความต้องการ ทั้งนี้เพราะโคนมเป็นสัตว์ที่กินอาหารหยาบ หรือกินหญ้า การหมักย่อยอาหารในกระเพาะรูเมน หรือกระเพาะผ้าขี้ริว เกิดขึ้นโดยจุลินทรีย์ในกระเพาะรูเมน การเจริญและการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ จะกลายเป็นแหล่งโปรตีน ที่โคนมสามารถใช้ประโยชน์เพื่อการเจริญเติบโต และให้ผลผลิตน้ำนมได้ แต่เนื่องจากอากาศในประเทศไทยค่อนข้างร้อน อุณหภูมิสูงกว่าในประเทศเขตหนาวมาก และอาหารหยาบก็มีคุณภาพต่ำ จึงย่อยได้ต่ำ โคนมจึงกินอาหารหยาบได้น้อย ซึ่งอากาศร้อน มีผลให้การกินอาหารของสัตว์เลี้ยงลดน้อยลง ทำให้การเจริญและเพิ่มของจุลินทรีย์ต่ำ ส่งผลให้โคนมได้รับการย่อยจุลินทรีย์ที่ลำไส้เล็กต่ำไปด้วย โคนมได้รับโปรตีนไม่เพียงพอกับความต้องการในการสร้างน้ำนม ดังนั้นโคนมในเขตร้อนชื้นจึงต้องการโปรตีนจากอาหารข้นมากขึ้น เพื่อชดเชยจุลินทรีย์จากโปรตีนที่ผลิตได้น้อย ทั้งนี้เพื่อให้ได้ปริมาณโปรตีนในแต่ละวันเพียงพอกับการสร้างน้ำนมตามศักยภาพพันธุกรรมของโคนมที่มีอยู่

    วัตถุดิบหลักที่สำคัญที่เป็นแหล่งของโปรตีนในสูตรอาหารข้นสำหรับโคนมที่นิยมใช้กันทั่วไป คือ กากถั่วเหลือง ในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา กากถั่วเหลืองมีราคาสูงขึ้น ปี 2554 ราคากากถั่วเหลือง กิโลกรัมละ 12-14 บาทเพิ่มขึ้นเป็น 22-23 บาท ในปี 2555 และมีราคาลดลงเพียงเล็กน้อยในช่วงต้นปี 2556 คุณผู้ฟังครับ นอกจากนี้วัตถุดิบต่างๆ ที่เป็นแหล่งของพลังงานในอาหารโคนมก็มีราคาสูงขึ้น เนื่องจากถูกนำไปใช้เพื่อการผลิตเอทานอล ส่งผลให้ราคาอาหารสัตว์โดยรวมสูงขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้นการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบแหล่งโปรตีนในสูตรอาหารข้นสำหรับโคนมจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้ผู้เลี้ยงโคนม สามารถลดต้นทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ แล้วช่วงน่ามาฟังการให้อาหารโคด้วยใบสำปะหลังกันนะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ มันสำปะหลังเป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนแล้งได้ดี จัดเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของโลก มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับ 4 ของประเทศไทย และประเทศไทยสามารถผลิตหัวมันสำปะหลังได้ประมาณ 22 ล้านต้น ปริมาณยอดและใบมันสำปะหลังประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของต้นมันสำปะหลังประมาณ 1,212,291 ตัน ยังไม่มีการนำเอาไปใช้ประโยชน์กันอย่างเท่าที่ควร คุณผู้ฟังครับ ใบมันสำปะหลังแห้งมีปริมาณโปรตีนสูงฉลี่ย 28.5 เปอร์เซ็นต์ ของวัตถุแห้ง เหมาะสำหรับใช้เป็นแหล่งโปรตีนสำหรับโค และใบมันสำปะหลังแห้งเป็นแหล่งอาหารที่โคชอบ และสามารถกินได้ถึงวันละ 11.2 กิโลกรัม/ตัว หรือคิดเป็น 32 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว นอกจากนี้ใบมันสำปะหลังยังมีสารแทนนิน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคอนเดนท์แทนนิน ที่สามารถจับกับโปรตีน จะได้สารประกอบโปรตีนแทนนิน-คอมแพล็กซ์ ของน้ำหนักแห้ง จะช่วยป้องกันโปรตีนจากการย่อยของจุลินทรีย์ในกระเพาะรูเมน ซึ่งเป็นการเพิ่มการไหลผ่านของโปรตีนไปยังลำไส้เล็ก แล้วจึงถูกย่อย และดูดซึมที่ลำไส้เล็กโค ถ้าระดับของคอนเดนส์ แทนนิน สูงเกิน 6 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักแห้ง จะพบว่าการกินได้ของโค และการย่อยได้ของโปรตีน คาร์โบไฮเดรท ลดลง ส่งผลให้การเจริญเติบโตของโคลดลงด้วยครับ

    ส่วนกรดไฮโดรไซยานิค หรือไซยาไนด์ เป็นสารพิษอีกชนิดหนึ่งที่พบในมันสำปะหลัง เกิดจากการสลายตัวของสารไซยาโนจินิค ไกลโคไซด์ ซึ่งมันสำปะหลังแตกพันธุ์กัน ก็จะมีไซยาโนจินิค ไกลโคไซด์แตกต่างกัน เช่น ในใบแก่ของมันสำปะหลังชนิดหวาน มีปริมาณสารไซยาโนจินิค ไกลโคไซด์ 468 มิลลิกรัมไซยาไนด์/กิโลกรัมของน้ำหนักสด สัตว์เคี้ยวเอื้องที่ได้รับพิษจากไซยาไนด์ จะเกิดอาการเกร็ง กล้ามเนื้อหดตัวอย่างรุนแรง เจ็บปวด และตายภายในเวลาไม่กี่นาที แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่น้อยจะค่อยๆแสดงอาการ เริ่มจากน้ำลายจะเป็นฟองตามมุมปาก อัตราการหายใจขึ้น ชีพจรเต้นเร็วขึ้นและอ่อนลง กล้ามเนื้อชักกระตุก และจะมีอาการเกร็งก่อนตาย ระดับความเป็นพิษของไซยาไนด์ที่ทำให้โคและแกะตาย จะมีค่าอยู่ที่ 2 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักตัวสัตว์ครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ การทำใบและต้นอ่อนมันสำปะหลังแห้ง หรือมันเฮย์ เพื่อเป็นอาหารโคทำได้โดยการตัดต้นมันสำปะหลัง อายุ 3 เดือน หลังจากการปลูกที่ความสูงเหนือพื้นดิน ประมาณ 10 เซ็นติเมตร และตัดได้ทุกๆ 2 เดือน ผึ่งแดดให้แห้ง 2-3 วัน หรือจะนำมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆก่อนผึ่งแดด ก็จะเป็นการลดความชื้น ช่วยลดปริมาณไซยาไนด์ได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และจะได้ใบและต้นอ่อนมันสำปะหลังแห้งที่มีปริมาณคอนเดนส์ แทนนิน ระดับ 30.5 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักแห้ง ส่วนปริมาณกรดไฮโดรไซนานิคระดับต่ำเพียง 0.38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งปลอดภัยสำหรับเป็นอาหารสัตว์เคี้ยงเอื้อง การตัดในระยะที่ใบยังไม่เจริญเต็มที่จะช่วยเพิ่มความน่ากินสูง โปรตีนรวมประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเมื่อเสริมใบและต้นอ่อนมันสำปะหลังแห้งแก่ให้แม่โคนม จึงสามารถลดปริมาณการให้อาหารข้นลงได้

    ส่วนใบมันสำปะหลังหมัก ปริมาณไซยาไนด์จะมีค่าเท่ากับ 762 มิลลิกรัม/กิโลกรัมของน้ำหนักแห้ง แต่เมื่อนำใบมันสำปะหลังหมักนั้นมาทำให้แห้ง จะเหลือปริมาณไซยาไนด์เพียง 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักแห้ง ซึ่งใกล้เคียงกับใบสำปะหลังผึ่งแดด

    คุณผู้ฟังครับ แม้จุลินทรีย์ในกระเพาะรูเมนสามารถลดพิษของไซยาไนด์ได้ แต่ถ้ามีไซยาไนด์บางส่วนถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เนื้อเยื่อทุกชนิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมถึงโคจะมีกลไกในการลดความเป็นพิษของไซยาไนด์ โดยเฉพาะในตับ ไต ต่อมหมวกไต ต่อมไธรอยด์ และตับอ่อนโดยทำปฏิกิริยากับสารไธโอซิสเตอีน หรือไธโอซัลเฟต ซึ่งมีเอนไซม์โรดานีส เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเมื่อสิ้นสุดปฏิกิริยานี้ก็จะให้สารไธโอไซยาเนท แล้วสารตัวนี้เองจะถูกขับออกทางต่อมน้ำนม น้ำลาย น้ำตา และน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร รวมทั้งของเหลวบริเวณเยื่อบุผิวของระบบทางเดินหายใจ ถ้าสารไธโอไซยาเนทถูกขับออกทางต่อมน้ำนม จะเข้าร่วมปฏิกิริยากับระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดส เพื่อช่วยยับยั้งการเจริญเติบโต หรือทำลายจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนในน้ำนมได้

    ระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดส เป็นระบบที่มีตามธรรมชาติในต่อมน้ำนม ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เอนไซม์แลคโตเพอร์ออกซิเดส ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ และสารไธโอไซยาเนท การทำปฎิกิริยาของระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดส จะให้สารที่มีคุณสมบัติต่อต้าน ยับยั้งจุลินทรีย์หลายชนิด ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส

    เอนไซม์แลคโตเพอร์ออกซิเดส มักจะพบในต่อมน้ำนม น้ำลายและน้ำตาของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสารคัดหลั่งจากสัตว์เหล่านี้จะมีปริมาณแลคโตเพอร์ออกซิเดส แตกต่างกัน ในน้ำนมโคมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.4 ยูนิต/มิลลิตร

    ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ เป็นสารที่จำเป็นต่อปฏิกิริยาการยับยั้งจุลินทรีย์ร่วมกับเอนไซม์แลคโตเพอร์ออกซิเดส ในการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ในน้ำนมดิบ ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ พบปริมาณน้อยในเนื้อเยื่อ ส่วนแบคทีเรียพวก Lactobacilli, Lactococciและ Streptococci หลายชนิดสามารถผลิตไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ภายใต้สภาวะที่ใช้ออกซิเจนได้เพียงพอต่อปฏิกิริยาในระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดส ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    สารไธโอไซยาเนท จะพบทั่วไปในเนื้อเยื่อของสัตว์ เช่น เต้านม ต่อมน้ำลาย ต่อมไธรอยด์และสารคัดหลั่ง เช่น น้ำนม น้ำลาย ปริมาณสารไธโอไซยาเนทในน้ำนมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระดับสารไธโอไซยาเนทในเลือด ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลง และแตกต่างกันไปตามชนิด พันธุ์ และอาหารที่สัตว์ได้รับ

    ปริมาณไธโอไซยาเนทในน้ำนมดิบ เปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับอาหารที่แม่โคได้รับ พืชต่างๆ ประมาณ 3,000-12,000 ชนิด รวมทั้งมันสำปะหลัง จากการศึกษาจะพบว่าแม่โคที่ได้รับใบ และต้นอ่อนมันสำปะหลังแห้งเป็นอาหาร จะทำให้ปริมาณไธโอไซยาเนทในน้ำนมดิเพิ่มขึ้นจาก 5.3 พีพีเอ็ม เป็น 13 และ 17 พีพีเอ็ม โดยไธโอไซยาเนทที่เหมาะสมต่อระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดสในน้ำนมดิบไม่ควรเกิน 20 พีพีเอ็ม ครับ

    และคุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า ระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดสในน้ำนม มีผลยับยั้งและทำลายเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในน้ำนมได้หลายชนิดเลยนะครับ

    คุณผู้ฟังครับ ในการประชุม Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additive (JECFA) ครั้งที่ 35 ปี 1989 และ Codex Alimentarius Commission ปี 1991 อนุญาตให้ใช้วิธีการกระตุ้นการทำงานของระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดสเพื่อรักษาคุณภาพน้ำนมดิบได้ โดยการเติมไธโอไซยาเนท ในรูปผงประมาณ 10 พีพีเอ็ม ผสมให้เข้ากันประมาณ 30 วินาที จากนั้นเติมไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ในรูปของโซเดียมคาร์บอเนทเพอร์ออกซิไฮเดรท ปริมาณ 8.5 พีพีเอ็ม สามารถยืดอายุน้ำนมดิบได้นานถึง 6 ชั่วโมง โดยไม่ต้องทำความเย็น ซึ้งวิธีนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในแถบภูมิประเทศที่ห่างไกล ไม่มีไฟฟ้าสำหรับเครื่องทำน้ำเย็น เช่น เคนยา ศรีลังกา และจีน สามารถใช้วิธีนี้เพื่อรักษาคุณภาพของน้ำนมดิบก่อนส่งถึงโรงงานได้ ส่วนในประเทศไทยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไม่ได้รับอนุญาตให้เติมสารใดๆ ลงในน้ำนมดิบได้

    ดังนั้นการใช้ใบมันสำปะหลังแห้งเป็นอาหารของโคนม จะช่วยเพิ่มปริมาณไธโอไซยาเนท และกระกตุ้นการทำงานของระบบแลคโตเพอร์ออกซิเดสในต่อมน้ำนมและน้ำนมดิบ เพื่อยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ต่างๆในน้ำนม เพื่อช่วยลดการเกิดโรคเต้านมอับเสบในโคนม และรักษาคุณภาพน้ำนมดิบได้ และผลของการจับตัวของแทนนิน-โปรตีนคอมเพล็กซ์ ในใบสำปะหลังแห้งที่ได้กล่าวมา ก็เป็นเพิ่มการไหลผ่านของโปรตีน ไปสู่ส่วนของกระเพาะแท้ และลำไส้เล็ก โปรตีนจะถูกย่อยละดูดซึมเข้าสู่ร่างกายสัตว์ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและสร้างน้ำนมได้ดีขึ้น

    คุณผู้ฟังครับ กระผมหวังว่าสาระในวันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ คุณผู้ฟังสามารถติชมรายการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยการเขียนจดหมายและจ่าหน้าซองมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903” หรือ โทรสอบถามได้ที่                    0-2561-1474 ครับ และสำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

     

     

     

  • การผลิตยาและวัคซีนฆ่าเห็บโค โดย รศ.ดร.ณรงค์ จึงสมานญาติ

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่15 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การผลิตยาและวัคซีนฆ่าเห็บโค

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    …………………………………………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ

    คุณผู้ฟังครับ ในการทำฟาร์มเลี้ยงโคนั้น นอกจากโรคระบาดต่างๆ ที่เป็นปัญหากวนใจของเกษตรกรแล้ว ยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่นับได้ว่ากวนใจเกษตรกรและสร้างความเสียหายให้กับโคอยู่ไม่น้อย ปัญหาที่ว่านั่นก็คือ ปัญหาเห็บที่คอยดูดเลือดโคนั่นเองครับ ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเห็บโค ที่มีกระจายตัวอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อนชื้น มีสภาพแวดล้อม ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ของเห็บ ทำให้เกษตรกรไทย ต้องประสบปัญหานี้มาโดยตลอด

    เห็บโค เป็นพยาธิภายนอกที่ก่อความเสียหายต่อการเลี้ยงโคมากที่สุด เห็บโคมีการแพร่กระจายอยู่ทั่วโลก พบในที่ที่มีการเลี้ยงโค และพบในสัตว์ป่า พวกสัตว์กีบและอาจพบได้ในแพะ แกะ สุกรและสุนัขด้วยครับ

    เห็บโคมีการเจริญจากตัวอ่อน เป็นตัวกลางวัยและโตเต็มวัยอยู่บนตัวโคเพียงตัวเดียว ไม่เหมือนกับเห็บสุนัข ที่มีการปล่อยตัวลงพื้นมาลอกคราบ เพื่อเจริญไปเป็นตัวกลางวัย และปล่อยตัวลงพื้นอีกครั้งเพื่อลอกคราบไปเป็นตัวเต็มวัย การปล่อยลงพื้นแล้วขึ้นบนตัวสุนัขใหม่นั้น อาจจะขึ้นบนสุนัขตัวอื่นที่ไม่ใช่ตัวเดิมก็ได้

    เห็บโคตัวเมียที่ดูดเลือดจนตัวเปล่งโตเต็มที่แล้ว จึงปล่อยตัวลงพื้น คลานไปหาที่ออกไข่ ซึ่งจะเป็นที่ที่ไม่มีแดดส่อง ถ้าเห็บหล่นในคอกโค มันจะคลานไปไข่ตามซอกมุมคอก ตามกองมูลสัตว์ ตามกองหญ้า ถ้าเห็บหล่นในแปลงหญ้า มันจะออกไข่บริเวณโคนกอหญ้าหรือใต้มูลโค โดยเห็บตัวเมียจะเริ่มออกไข่ภายใน 2-3 วัน หลังจากหล่นลงพื้น และจะออกไข่หมดภายใน 1 สัปดาห์ เห็บตัวเมียหนึ่งตัวจะออกไข่เฉลี่ย 1800 ฟอง  เมื่อออกไข่หมดก็จะตายครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

              คุณผู้ฟังครับ ไข่เห็บที่อาศัยอยู่ในที่ที่มีความชื้นค่อนข้างสูง  เมื่อครบ 3 สัปดาห์  ไข่จะฟักเป็นตัวเห็บอ่อน มีขา 6 ขา ขนาด 1-2 มิลลิเมตร จากนั้นเห็บตัวอ่อนจะไต่ขึ้นที่สูงไปอยู่บนยอดหญ้า เพื่อรอเกาะติดขาโคที่เดินผ่านมา หรือเมื่อเราเกี่ยวหญ้ามาให้โคกิน เห็บตัวอ่อนก็จะติดมาด้วย เห็บตัวอ่อนสามารถมีชีวิตอยู่ได้นาน 2-3 เดือน หรือถึง 6 เดือน ถ้าในแปลงหญ้านั้นมีความชื้นสูง

    เมื่อเห็บตัวอ่อนขึ้นบนตัวโค เห็บตัวอ่อนจะดูดกินเลือดโค 1 สัปดาห์ แล้วลอกคราบ เป็นเห็บตัววัยรุ่น มีขา 8 ขา ดูดเลือดโคอีก 1 สัปดาห์จึงลอกคราบ เป็นเห็บตัวเต็มวัย แยกเพศเป็นเห็บตัวผู้และเห็บตัวเมียได้ หลังจากนั้นจะผสมพันธุ์กันทันทีหลังลอกคราบ และดูดกินเลือดโคต่ออีกประมาณ 1 สัปดาห์  เห็บตัวเมียจึงจะโตเต็มที่  พร้อมที่จะหล่นลงไปหาที่วางไข่ รวมเวลาที่เห็บดูดกินเลือดอยู่บนตัวโคประมาณ  3-4  สัปดาห์   เห็บตัวเมียตัวเปล่งเท่านั้นที่จะปล่อยตัวหล่นลงพื้นไปออกไข่ เมื่อออกไข่หมดก็จะตาย ไม่สามารถไต่ขึ้นตัวโคเพื่อมาดูดเลือดใหม่ได้ เห็บที่ไต่ขึ้นตัวโคใหม่นั้นจะเป็นเห็บตัวอ่อนเท่านั้น    รวมระยะเวลาวงจรชีวิตของเห็บแล้ว ใช้เวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์  ในกรณีที่เห็บตัวอ่อนนั้นฟักออกมาแล้วหาโคพบและไต่ขึ้นดูดเลือดโคเลย แต่ถ้าเห็บตัวอ่อนตัวไหนที่ยังไม่พบโคและยังไม่ตาย  วงจรของเห็บตัวนั้นโดยรวมแล้วก็จะเกิน 8 สัปดาห์ครับ

    ดังนั้น ในการกำจัดเห็บโค จึงควรฉีดพ่นยาฆ่าเห็บตัวอ่อนที่ขึ้นใหม่ที่ตัวโคทุกสัปดาห์ ก่อนที่เห็บตัวอ่อนจะลอกคราบกลายเป็นเห็บวัยรุ่นครับ

    คุณผู้ฟังครับ คุณผู้ฟังทราบมั้ยครับว่า เห็บ จะดูดเลือดโคอย่างน้อย 0.5 ซีซี ต่อเห็บหนึ่งตัว ดังนั้นถ้าปล่อยให้โคมีเห็บจำนวนมาก จะทำให้โคเสียเลือดมาก ซูบผอม ไม่เจริญเติบโต สุขภาพทรุดโทรม น้ำหนักลด น้ำนมลด ทำให้เป็นโรคโลหิตจาง ถ้าหากเกษตรกรทราบช้าและทำการรักษาช้าโคอาจตายได้ครับ เกษตรกรจึงควรหมั่นตรวจดูว่าโคนั้นมีเห็บเกาะอยู่หรือไม่ หลังจากนั้นจึงรีบทำการรักษาให้ทันท่วงทีครับ

    ในการกำจัดเห็บโคนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมใช้ยาฆ่าเห็บที่มีขายในท้องตลาด ซึ่งเป็นสารเคมีสังเคราะห์ มีฤทธิ์ในการเสื่อมสลายช้า ก่อให้เกิดสายพันธุ์เห็บที่ดื้อยาฆ่าเห็บได้ เนื่องจากเห็บได้สัมผัสกับโครงสร้างทางเคมีที่ไม่เปลี่ยนแปลงของยาฆ่าเห็บสังเคราะห์เป็นเวลานาน จึงมีการพัฒนาสายพันธุ์รุ่นใหม่ที่ดื้อยาหรือทนต่อยาฆ่าเห็บสังเคราะห์นั้นๆ อีกทั้งการเสื่อมสลายช้าของยาฆ่าเห็บสังเคราะห์นี้ ยังทำให้เกิดการตกค้างสะสมของสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นอันตรายต่อผู้ใช้และอาจปนเปื้อนมาถึงผู้บริโภคได้ครับ ดังนั้น รศ.ดร.ณรงค์ จึงสมานญาติ จากคณะสัตวแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะ จึงได้ทำการศึกษาวิจัยหาพืชที่มีฤทธิ์ฆ่าเห็บโค ซึ่งการใช้สารสกัดจากพืชฆ่าเห็บโคนั้น มีข้อดีอยู่หลายประการครับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกร ในการซื้อยาฆ่าเห็บสังเคราะห์ที่มีราคาแพง เพราะเป็นยาที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้เงินไม่ออกนอกประเทศ เป็นการช่วยภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของไทยได้ส่วนหนึ่งครับ และอย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่ายาฆ่าเห็บสังเคราะห์นั้น ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างต่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค จึงเป็นการดีที่เราควรจะใช้สารสกัดจากพืชที่มีฤทธิ์ฆ่าเห็บ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งสนองกับกระแสพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อีกด้วยครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ จากนั้น รศ.ดร.ณรงค์  จึงได้ทำการทดสอบฤทธิ์ฆ่าเห็บ จากพืช 323 ชนิด จากการทดสอบความเข้มข้นของสารสกัดที่เกษตรกรจะนำไปใช้พ่นฆ่าเห็บแล้ว พบว่า ในสารสกัดพืช 6 ชนิด อันได้แก่ เมล็ดน้อยหน่า เมล็ดมันแกว ใบตะไคร้แกง ใบตะไคร้หอม เปลือกผิวส้ม และมะขามเปียกนั้น สารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าจะดีที่สุดครับ รองลงมาคือสารสกัดจากเมล็ดมันแกวและมะขามเปียก เนื่องจากเป็นพืชที่รู้จักกันดี หาง่าย ราคาถูก มีฤทธิ์ฆ่าเห็บเร็ว เสื่อมสลายง่ายและสารสกัดที่ได้สามารถเจือจางได้มาก จึงขอแนะนำให้ใช้สารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าเป็นยาฆ่าเห็บโคแทนยาฆ่าเห็บสังเคราะห์  ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น ส่วนในบางพื้นที่ไม่สามารถหาเมล็ดน้อยหน่าได้ ก็อาจจะใช้เมล็ดมันแกวหรือมะขามเปียกแทน

    ดังนั้น ในท้องถิ่นที่มีพืชดังกล่าวมากหรือหาง่าย เกษตรกรสามารถผลิตเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม นำไปใช้พ่นฆ่าเห็บโค หรือผลิตใช้กับโคนมของตนเองหรือผู้ผลิตสามารถรับบริการปราบเห็บโคให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งอาจจะไม่มีเวลาหรือแรงงานที่จะดำเนินการควบคุมเห็บ ซึ่งต้องพ่นทุกสัปดาห์ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

    คุณผู้ฟังครับ วันนี้กระผมขอเสนอวิธีการทำยาฆ่าเห็บโคด้วยสารสกัดจากพืช 3 ชนิด  นั่นคือ มะขามเปียก เมล็ดมันแกว และเมล็ดน้อยหน่าครับ เพราะพืชเหล่านี้เป็นพืชที่มีราคาถูก และหาได้ง่ายตามท้องถิ่น และที่สำคัญเกษตรกรสามารถทำได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือมากมายด้วยครับ

    สารสกัดตัวแรกที่จะนำเสนอคือ การผลิตสารสกัดที่มีฤทธิ์ฆ่าเห็บโคจากมะขามเปียกครับ เริ่มด้วยการเตรียมวัตถุดิบกันก่อนนะครับ  วัตถุดิบที่ต้องใช้ในการผลิตนี้คือ

    1.มะขามเปียกแกะเมล็ดออก

    และ 2. แอลกอฮอล์ 10% คุณผู้ฟังครับ แอลกอฮอล์ 10% ที่ว่านี้ คือการนำแอลกอฮอล์ 95% ที่สามารถหาซื้อได้ที่องค์การสุราและร้านขายยาทั่วไป มาผสมกับน้ำธรรมดาในอัตราส่วน แอลกอฮอล์ 95%  1 ส่วน ต่อน้ำ 9 ส่วนครับ หรือถ้าไม่ซื้อแอลกอฮอล์ดังกล่าวข้างต้น อาจจะซื้อเหล้าขาว 35 ดีกรี 1 ขวด ผสมกับน้ำ 2 ขวดครึ่งก็ได้เหมือนกันครับ

    ส่วนขั้นตอนในการทำสารสกัดนั้น เริ่มจากการแช่มะขามเปียกในแอลกอฮอล์ 10% ในอัตราส่วน แอลกอฮอล์ 10% ในปริมาตร 5 เท่าของน้ำหนักมะขาม ตัวอย่างเช่น ถ้าใช้มะขามเปียก 100 กรัม ก็จะใช้แอลกอฮอล์ 10%  500 กรัม นั่นเองครับ จากนั้นแช่ค้างไว้ 1 คืน แล้วเทเฉพาะสารละลายมาใส่ขวด เพียงเท่านี้ก็จะได้สารสกัดจากมะขามเปียกที่สามารถฆ่าเห็บโคได้แล้วล่ะครับ ส่วนวิธีการใช้ก็คือ นำสารสกัดจากมะขามเปียกมาฉีดพ่นให้ตัวเห็บเปียกโชกด้วยน้ำมะขามนานๆ ถ้าไม่แน่ใจว่าน้ำมะขามจะแห้งเร็วไปหรือไม่ ให้พ่นซ้ำอีกครั้ง กรดอินทรีย์ที่อยู่ในมะขามอย่างเช่น อ็อกซาลิค มัลลิค ซัคซินิน ซิตริค และทาร์ทาริค กรดเหล่านี้จะเป็นตัวทำให้ผิวหนังเห็บพองเป็นแผลแตกหรือแห้งตายครับ ซึ่งการฉีดพ่นสารสกัดนี้สามารถฉีดได้บ่อยครั้งโดยไม่ต้องกลัวว่าโคจะเป็นแผล เพราะผิวหนังของโคมีไขมันมากกว่าเห็บหลายเท่าครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ สารสกัดจากพืชชนิดต่อไปที่จะกล่าวกับคุณผู้ฟังก็คือ สารสกัดจากเมล็ดมันแกวครับ  ซึ่งมีวิธีการทำดังนี้ครับ ขั้นแรกคือนำเมล็ดมันแกวมาบดให้ละเอียดแล้วห่อด้วยผ้าขาว ซึ่งเมล็ดมันแกวที่ใช้จะมีคุณภาพในการงอกที่ดีหรือไม่ดีก็ได้  จากนั้นนำผงเมล็ดมันแกวที่ห่อด้วยผ้า มาต้มในน้ำ 2 เท่าของน้ำหนักผงเมล็ดมันแกว ต้มนาน 20 นาที ในขณะที่ต้มเราต้องคอยเติมน้ำอย่าให้น้ำแห้งครับ ขั้นตอนต่อไป คือการนำผงเมล็ดมันแกวที่ต้มแล้วมากรองเอาแต่น้ำ เก็บไว้ในตู้เย็น 7-20 วัน แล้วค่อยนำไปใช้  วิธีใช้คือนำน้ำจากเมล็ดมันแกวที่แช่เย็นมาผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 220  ทำการฉีดพ่นฆ่าเห็บตัวอ่อนบนตัวโคทุกสัปดาห์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 5 สำหรับฉีดพ่นเห็บตัวเมียแก่ไม่ให้ออกไข่ ซึ่งสารไฮด๊อกซี่โรตินอยในเมล็ดมันแกวจะมีฤทธิ์ในการฆ่าเห็บตัวอ่อนได้ดีครับ

    และสารสกัดลำดับสุดท้ายที่จะเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบในวันนี้ก็คือ สารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าครับ ซึ่งสารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่านี้ เป็นสารสกัดที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเห็บโคได้ดีที่สุด เพราะหาง่าย  ราคาถูก  มีฤทธิ์ฆ่าเห็บเร็ว เสื่อมสลายง่ายและสารสกัดที่ได้สามารถเจือจางกับสารละลายอื่นๆ ได้มากอีกด้วยครับ  การทำสารสกัดที่มีฤทธิ์ฆ่าเห็บโคจากเมล็ดน้อยหน่านั้น เริ่มต้นด้วยการบดเมล็ดน้อยหน่าให้เป็นผงใส่ไว้ในขวดโหลหรือขวดแก้ว น้ำหรือนำแอลกฮอล์ 10% เทให้ท่วมผงเมล็ดน้อยหน่า หรือในอัตราส่วนของเมล็ดน้อยหน่าบด 1 ส่วนต่อน้ำหรือแอลกอฮอล์ 10% 2 ส่วนครับ จากนั้นปิดฝาขวดแล้วแช่ทิ้งค้างคืนไว้ 1 คืน วันรุ่งขึ้นจึงกรองคั้นเอาแต่น้ำไว้เป็นหัวเชื้อที่จะนำไปผสมน้ำเจือจางฆ่าเห็บต่อไป  วิธีการใช้คือนำสารที่กรองเก็บไว้มาผสมกับน้ำหรือแอลกอฮอล์ 10% ในอัตราส่วน 1 ต่อ 6 ใช้สำหรับฉีดพ่นให้โดนเห็บบนตัวโค สารซควอโมซินในเมล็ดน้อยหน่าจะมีฤทธิ์ฆ่าเห็บได้ทั้งเห็บตัวอ่อน เห็บตัววัยรุ่นและเห็บตัวแก่ครับ

    การพ่นฆ่าเห็บโคให้ได้ผลดีนั้น ให้พ่นฆ่าเห็บทุกวัยในครั้งแรก ด้วยสารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าที่ผสมน้ำ 6 เท่า หลังจากนั้นอาทิตย์ต่อไป จะมีเฉพาะเห็บตัวอ่อนที่ขึ้นโคใหม่เท่านั้น ให้ใช้สารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่ากรองเก็บเฉพาะส่วนน้ำไว้แล้ว มาเจือจางด้วยน้ำ หรือแอลกอฮอล์ 10 % ในอัตราส่วน1 ต่อ 300  พ่นฆ่าเห็บตัวอ่อนเป็นประจำทุกสัปดาห์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง พ่นติดต่อกันทุกสัปดาห์ เป็นเวลาอย่างน้อย 8-16 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวอ่อนที่ขึ้นใหม่บนตัวโคลอกคราบเป็นเห็บวัยรุ่นได้ครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    วิธีการสกัดยาฆ่าเห็บโคจากเมล็ดน้อยหน่า สามารถทำได้โดยการต้มเมล็ดน้อยหน่าที่บดเป็นผงก็ได้ แต่สารสกัดที่ได้จะมีฤทธิ์ฆ่าเห็บอ่อนลงเหลือครึ่งเดียว วิธีการต้มนั้นให้ใส่น้ำในปริมาตรที่มากกว่าผงเมล็ดน้อยหน่า 2 เท่า ต้มเป็นเวลานาน 15 นาที จึงกรองคั้นเก็บส่วนน้ำไว้ แล้วเติมน้ำลงไปล้างผงเมล็ดน้อยหน่าที่ผ่านการกรองแล้วอีก 1 ครั้งด้วยปริมาตรน้ำเท่าเดิม จากนั้นกรองเก็บส่วนน้ำมารวมกัน ใช้ฉีดพ่นฆ่าเห็บได้ทุกวัย หรือผสมสารสกัดที่ต้มได้กับน้ำ 150 เท่าสามารถใช้ฆ่าเห็บตัวอ่อนได้ครับ  การเก็บรักษาสารสกัดที่ได้จากเมล็ดน้อยหน่านั้น ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น เนื่องจากมันสลายตัวไว เมื่อแช่เย็นแล้วสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 3 ปี และยังมีฤทธิ์ฆ่าเห็บได้เหมือนเดิม แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรเก็บแต่เมล็ดน้อยหน่าในสภาพที่เป็นเมล็ดไว้ในที่แห้งจะดีที่สุดครับ

    และที่กล่าวมานี้ก็คือวิธีการผลิตยาฆ่าเห็บโคที่ฉีดพ่นจากภายนอกครับ เป็นวิธีการที่ง่าย สามารถหาวัตถุดิบได้ตามท้องถิ่น และมีประสิทธิภาพดีอีกด้วย แต่ถ้าหากเกษตรกรท่านใดไม่มีเวลามากพอ หรือไม่สะดวกในการที่จะผลิตยาฆ่าเห็บโคด้วยตนเอง วันนี้กระผมมีวิธีการฆ่าเห็บอีกวิธีหนึ่งมาฝากกันครับ

    คุณผู้ฟังครับ ปัจจุบันความปลอดภัยของอาหาร เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย การทำให้อาหารที่ผลิตจากสัตว์ หรือ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปลอดจากเชื้อโรค และปลอกสารเคมีที่มีความเป็นพิษต่อผู้บริโภค เป็นส่วนสำคัญของการผลิตอาหารแบบอินทรีย์ที่มีประโยชน์และมีคุณค่าที่ทุกคนอยากจะใช้บริโภคครับ จึงได้มีนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกท่านหนึ่งครับ ท่านผู้นั้นก็คือ รศ.ดร.สถาพร จิตตปาลพงศ์ จากภาควิชาปรสิตวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   ท่านเป็นผู้คิดค้นวัคซีนต่อต้านเห็บโค ซึ่งมีซื่อเรียกว่า KU-VAC1 วัคซีนต่อต้านเห็บโคนี้เป็นทางเลือกใหม่ที่มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตไทย เนื่องจากการใช้วัคซีนจะสามารถป้องกันสัตว์จากเห็บได้นานกว่าสารเคมี วัคซีนนี้มีข้อดีคือ จะไม่มีอันตรายต่อตัวสัตว์ ไม่มีสารตกค้างในตัวสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ตลอดจนไม่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม รวมทั้งไม่เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ การใช้วัคซีนต่อต้านเห็บโคจะไม่ส่งผลต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย และจะมีผลต่อสุขภาพของคนไทยในระยะยาว เนื่องจากวัคซีนจะช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีในสัตว์ ที่มนุษย์ใช้เป็นแหล่งอาหารและลดการตกค้างของสารเคมีในสภาพแวดล้อมที่จะมีผลดีต่อคนไทยในอนาคต อีกทั้งค่าใช้จ่ายที่ลดลงก็จะกลับมาเป็นผลกำไรที่เพิ่มมากขึ้น ให้กับเกษตรกรได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ

    ขั้นตอนการพัฒนาวัคซีนต่อต้านเห็บโคในประเทศไทย ได้พัฒนาจากองค์ความรู้ภายในประเทศโดยการทดสอบวัคซีนเบื้องต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 โดยเตรียมวัคซีนจากเนื้อเยื่อเห็บโคภายในประเทศไทย ทำการสกัดแยกโปรตีนจากทางเดินอาหารและต่อมน้ำลายของเห็บ นำมาหาพันธุกรรมเพื่อผลิตโปรตีนที่จะใช้เป็นวัคซีนจำนวนมาก และในปี 2551 ได้ทดสอบวัคซีนในห้องปฏิบัติการภาคสนาม เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของวัคซีนในการควบคุมเห็บโค และพัฒนาในเชิงพาณิชย์

    การทำงานของวัคซีนต่อต้านเห็บโคนี้คือ ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนจะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ทางเดินอาหารของเห็บ ทำให้เห็บไม่สามารถเปลี่ยนเลือดไปเป็นไข่ ซึ่งช่วยลดอัตราการขยายพันธุ์ของเห็บตามธรรมชาติ ขัดขวางการทำงานของต่อมน้ำลายที่มีส่วนช่วยในการเกาะดูดเลือดของเห็บ ทำให้เห็บดูดกินเลือดได้ลดลง และภูมิคุ้มกันของวัคซีนจะเข้าไปขัดขวางเชื้อที่อาศัยอยู่ในต่อมน้ำลายของเห็บ ไม่ให้ถ่ายทอดไปยังสัตว์ ทำให้ลดการเกิดโรคจากเห็บ และลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่เจ้าของสัตว์หรือเกษตรกรไทยครับ

    วัคซีนต่อต้านเห็บโค หรือ KU-VAC1 นี้มีศักยภาพในการพัฒนาใช้ประโยชน์มากมายครับ เช่น สามารถใช้ทดแทนการใช้สารเคมีฆ่าเห็บที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี ลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ ลดการนำเข้าสารเคมีที่ถูกกำหนดราคาโดยบริษัทต่างประเทศ  แม้ว่าการพัฒนาวัคซีน KU-VAC1  จะมีต้นทุนสูง แต่มีความคุ้มค่าในเชิงธุรกิจ เนื่องจากมีความยั่งยืนในการใช้มากกว่าสารเคมี เพราะอายุการใช้งานของวัคซีน KU-VAC1 จะอยู่ได้นานกว่าการใช้สารเคมีที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทุก 1-2 ปี เนื่องจากเห็บเกิดการดื้อต่อวัคซีนได้ยากกว่าการใช้สารเคมี หรือไม่มีโอกาสเกิดได้เลย นับว่าเป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่ามากกว่า 10 ปี ย่อมเป็นเหตุผลที่ดีในการลงทุนดังกล่าว นอกจากนี้วัคซีน KU-VAC1 มีศักยภาพพอในการส่งไปขายต่างประเทศโดยมีความเป็นไปได้สูง ของการเกิดภูมิคุ้มกันที่มีต่อเห็บโคชนิดใกล้เคียงกันในภูมิภาคนี้ครับ

    คุณผู้ฟังครับ หากท่านใดสนใจวิธีการผลิตยาฆ่าเห็บโคจากพืช หรือสนใจวัคซีนต่อต้านเห็บโค ท่านสามารถติดต่อได้ที่ รศ.ดร.ณรงค์ จึงสมานญาติ และรศ.ดร.สถาพร จิตตปาลพงศ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 02-579-0524 หรือคุณผู้ฟังจะติดต่อมาทางรายการก็ได้ครับ โดยเขียนจดหมายและจ่าหน้าซองมายัง   “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 ครับ สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

     

    ……………………………………………………………………………………………………………

  • การเพิ่มศักยภาพกล้วยไม้ประดับไทย โดย ผศ.พัชรียา บุญกอแก้ว

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวัน เสาร์ ที่ 8  เดือน มีนาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง การเพิ่มศักยภาพกล้วยไม้ประดับไทย

    บทวิทยุโดย วิทวัส ยุทธโกศา

    ……………………………………………………………………………………………………

     

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการของเราเป็นรายการที่จะนำเสนอเรื่องราวผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้คุณผู้ฟังได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยมีกระผมวิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังวันนี้กระผมมีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากครับ เป็นผลงานวิจัยการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของกล้วยไม้ประดับของไทยครับ ซึ่งเป็นผลงานของ ผศ.พัชรียา บุญกอแก้ว ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร บางเขน ก่อนอื่นเรามาฟังความสำคัญของกล้วยไม้กันก่อนนะครับ ว่ามีความสำคัญต่อการส่งออกอย่างไร และวัตถุประสงค์ในการเพิ่มศักยภาพมีอะไรบ้าง

    คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า กล้วยไม้นับว่าเป็นไม้ดอกที่มีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย ในการส่งออกไปสู่ตลาดโลกเลยทีเดียวครับ โดยที่กล้วยไม้ส่วนใหญ่ที่ทำรายได้เข้าสู่ประเทศได้แก่กล้วยไม้ตัดดอกในสกุลหวาย  แต่ในปัจจุบันนี้ความต้องการไม้ดอกกระถางมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น เมื่อพิจารณาจากตัวเลขการส่งออกกล้วยไม้กระถางในหลายปีที่ผ่านมานี้ ก็จะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และในวงการไม้ดอกไม้ประดับต้องการสินค้าใหม่ที่มีความหลากหลายอยู่ตลอดเวลาครับ ดังนั้นการผลิตกล้วยไม้พันธุ์ใหม่ที่สวยงามและมีคุณภาพจึงนับเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของกล้วยไม้ไทย เนื่องจากกล้วยไม้นับเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของโลก ซึ่งนับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกกล้วยไม้รายใหญ่ของโลกประเทศหนึ่ง และยังมีปริมาณการส่งออกกล้วยไม้ตัดดอก และต้นกล้วยไม้ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ หากนักวิจัยสามารถพัฒนากล้วยไม้พันธุ์ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอจะสามารถขยายตลาดและเพิ่มปริมาณการส่งออกได้มากขึ้นครับ

    คุณผู้ฟังครับ ในปัจจุบันผู้ผลิตและผู้ค้าไม้ดอกไม้ประดับนั้นพยายามหาพืชชนิดใหม่ๆ โดยเฉพาะ พืชพื้นเมืองต่างๆ ที่ไม่เคยได้นำมาจำหน่ายหรือใช้ประโยชน์ การพัฒนาพันธุ์พืชพื้นเมืองจึงเป็นการเพิ่มศักยภาพของการตลาดและการส่งออกกล้วยไม้พื้นเมืองของไทย การปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้พืชเมืองให้เป็นที่ต้องการของตลาดต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์ด้านการปรับปรุงพันธุ์ และในด้านการตลาดพอสมควรครับ ประเทศไทยเป็นถิ่นกำเนิดของกล้วยไม้ดินพื้นเมืองในสกุลต่างๆ หลายชนิด ที่ดอกมีลักษณะสวยงาม และนิยมปลูกกันมาก ได้แก่ กล้วยไม้ดินในสกุล Habenaria สกุล Pecteilis สกุล Calanthe และสกุล Spathoglosttis คุณผู้ฟังครับ มีหลายชนิดที่มีลักษณะช่อดอก และใบที่สวยงามสามารถนำมาพัฒนาทำเป็นไม้ดอกกระถางได้ ซึ่งปัจจุบันการพัฒนาเป็นลักษณะการค้า การส่งออกไปยังต่างประเทศยังมีน้อยมาก และมีเพียงบางชนิดเท่านั้นครับ เช่น นางอั้วสาคริก (Pecteilis sagarikii) และพวกเอื้องดินใบหมาก (Spathoglosttis) การพัฒนาพันธุ์พืชพื้นเมืองจึงเป็นการเพิ่มศักยภาพของการตลาด และการส่งออกกล้วยไม้พื้นเมืองของไทย การปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้พืชเมืองให้เป็นที่ต้องการของตลาด ต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์ด้านการปรับปรุงพันธุ์และด้านการตลาด ปัจจุบันนักปรับปรุงพันธุ์ให้ความสนใจพัฒนาพันธุ์กล้วยไม้สกุล Spathoglottis หรือพวกเอื้องดินใบหมาก เพื่อใช้เป็นไม้กระถาง โดยมีแนวความคิดของการพัฒนา คือ สามารถประดับได้ทุกสถานที่ ทรงต้นกะทัดรัด ออกดอกง่ายและสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี มีสีสันสดใสและดอกบานทนครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

    ส่วนการวิจัยในครั้งนี้จึงใช้กล้วยไม้ลูกผสม 2 สายพันธุ์ คือ ลูกผสม ’จุฬาลักษณ์’ ซึ่งมีลักษณะทรงต้นกะทัดรัด ช่อดอกพรูไม่ยาวจนเกินไป และลูกผสมสีเหลืองซึ่งมีการแตกกอที่ดี มีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อเป็นไม้กระถางในอนาคตได้ แต่ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นในการปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ดินยังมีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในส่วนของความสามารถในการผสมตัวเอง และผสมข้ามสายพันธุ์ การศึกษาทางด้านเซลล์วิทยา ในสภาพธรรมชาติกล้วยไม้ดินมีการเจริญของลำต้นอยู่เหนือผิวดิน และมีการเจริญของรากอยู่ภายในดินทำให้การศึกษาทางเซลล์วิทยาทำได้ยาก เนื่องจากรากของกล้วยไม้ที่เจริญอยู่ในดินนั้น มีลักษณะแข็งมากและเป็นสีน้ำตาล ดังนั้น การศึกษาชนิดของวัสดุปลูกที่เหมาะสมในการเกิดรากที่สมบูรณ์ สะอาด  เหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์ทางเซลล์วิทยาและเทคนิคต่าง ๆ ที่เหมาะในการเตรียมเนื้อเยื่อปลายรากเพื่อการศึกษาจำนวนโครโมโซมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งครับ

     

    มาฟังวิธีของการวิจัยในครั้งนี้กันนะครับ

    การทดลองที่ 1 การศึกษาทางเซลล์วิทยา

    อันดับแรกเลยนะครับ ทำการเลือกต้นพืชที่มีความสมบูรณ์ ปราศจากโรค และมีการเจริญเติบโตเต็มที่ ทำการแยกกอจากต้นเดิมลงกระถางพลาสติกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว เพื่อเปรียบเทียบวัสดุปลูก 5 ชนิด ได้แก่ กาบมะพร้าวสับ กาบมะพร้าวสับและทราย (1:1) ทราย ขุยมะพร้าว และ พีทมอส ปลูกเลี้ยงภายในโรงเรือนพลาสติกเป็นเวลา 2 สัปดาห์บันทึกจำนวนราก และความยาวของราก และลักษณะความสมบูรณ์ของรากที่เจริญในเครื่องปลูกแต่ละชนิดจากนั้นคัดเลือกรากที่สะอาด และสมบูรณ์ตัดเฉพาะส่วนของปลายรากที่กำลังเจริญเติบโต สังเกตจากรากจะมีสีขาว และปลายรากมีสีเหลือง ขั้นแรกศึกษาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บตัวอย่างปลายรากโดยตัวอย่างที่เวลา 9.00-14.00 น. ตัดส่วนปลายรากให้มีความยาว 0.3-0.5 เซนติเมตร ล้างด้วยน้ำสะอาด ขั้นตอนที่สองเปรียบเทียบผลการใช้และไม่ใช้สารละลาย 8-hydroxyquinoline ความเข้มข้น 0.002 M เป็นเวลา 3 และ 6 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส หลังจากแช่ในสารละลาย 8-hydroxyquinoline ล้างรากด้วยน้ำกลั่น 2-3 ครั้ง แช่ปลายรากในน้ำยาคงสภาพเซลล์ที่ประกอบด้วย เอทานอล 95 เปอร์เซ็นต์และกรดอะซิติกเข้มข้น อัตราส่วน 3:1 นาน 8 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ล้างปลายรากให้สะอาดแล้วนำไปย่อยด้วยสารละลาย HCl ความเข้มข้น 1 N นาน 8 นาที ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ล้างด้วยน้ำกลั่น 2-3 ครั้ง ตัดเฉพาะส่วนของปลายรากที่มีสีขาวขุ่น วางบนแผ่นสไลด์ย้อมด้วยสีย้อม นำแผ่นสไลด์ไปศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เลือกเซลล์ที่มีการแบ่งนิวเคลียสในระยะเมตาเฟสนับจำนวนโครโมโซมที่เห็นชัดเจนและกระจายตัวเต็มที่ แล้วบันทึกภาพ หลังจากที่ทราบวิธีการวิจัยกันบ้างแล้วช่วงหน้ามาฟังผลของการวิจัยกันนะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ จากการศึกษาชนิดของวัสดุปลูกที่เหมาะสมในการเกิดรากของลูกผสม ‘จุฬาลักษณ์’ พบว่า ขุยมะพร้าวและพีทมอส ให้จำนวนรากเฉลี่ยระหว่างประมาณ 6-8 ราก ซึ่งเป็นจำนวนรากเฉลี่ยที่มากกว่าการปลูกในวัสดุอื่นๆครับ

    ส่วนลูกผสมสีเหลืองเมื่อปลูกในทรายให้ผลแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในทางสถิติกับทุกวัสดุปลูกชนิดอื่น คือ ให้จำนวนรากเฉลี่ยสูงสุด 5 ราก และมีความยาวของรากมากที่สุดเมื่อปลูกในพีทมอสและกาบมะพร้าวสับ+ทราย (1:1)

    และคุณภาพของรากที่ได้จากการใช้กาบมะพร้าวสับ กาบมะพร้าวสับ+ทราย (1:1) ขุยมะพร้าว และพีทมอสมีลักษณะคล้ายกันคือ มีสีขาว ผิวเรียบ และมีขนาดสม่ำเสมอ ส่วนรากที่ได้จากวัสดุปลูกที่มีทรายเป็นส่วนประกอบเพียงอย่างเดียว พบว่า รากค่อนข้างแข็งและผิวมีลักษณะขรุขระครับ

    จากการเก็บตัวอย่างปลายรากของพืชทดลองในช่วงเวลา 9.00, 10.00, 11.00, 12.00, 13.00 และ 14.00 น. แล้วนำไปผ่านขั้นตอนการเตรียมเนื้อเยื่อ เพื่อศึกษาจำนวนโครโมโซม พบว่า การเก็บตัวอย่างปลายรากของกล้วยไม้ดินใบหมากลูกผสม ‘จุฬาลักษณ์’ และลูกผสมสีเหลือง ที่เวลา 9.00 ถึง 10.00 น. พบเซลล์อยู่ในระยะอินเตอร์เฟสและโปรเฟสมากที่สุด คือ เซลล์และนิวเคลียสที่มีขนาดใหญ่ โครโมโซมเกาะรวมกันเป็นกลุ่มก้อน เวลา 11.00 น. ได้จำนวนเซลล์ที่อยู่ในระยะเมตาเฟสมากที่สุด สามารถตรวจนับจำนวนโครโมโซมได้ง่าย และที่เวลา 12.00 ถึง 14.00 น.  จะพบเซลล์ที่อยู่ในระยะแอนาเฟสและระยะทีโลเฟสเป็นส่วนใหญ่ เมื่อใช้สารละลาย 8-hydroxyquinoline ในการหยุดวงชีพเซลล์เป็นเวลา 3 และ 6 ชั่วโมง พบว่า โครโมโซมหดสั้น และกระจายตัวออกจากกัน ทำให้เห็นรูปร่างของโครโมโซมชัดเจนครับ

    ซึ่งให้ผลไม่แตกต่างกันเมื่อใช้สารละลายหยุดวงชีพเซลล์เป็นเวลา 3 และ 6 ชั่วโมง สำหรับเซลล์ที่ไม่ผ่านการหยุดวงชีพเซลล์แสดงโครโมโซมที่ค่อนข้างยาว และไม่กระจายตัว จากการศึกษาจำนวนโครโมโซมของพืชทดลองโดยใช้เทคนิคการเตรียมเนื้อเยื่อดังที่กล่าวมาข้างต้น พบว่า กล้วยไม้ดินลูกผสม ’จุฬาลักษณ์’ และลูกผสมสีเหลือง มีจำนวนโครโมโซมเท่ากันครับ

    คุณผู้ฟังครับ ส่วนวัสดุปลูกที่เหมาะต่อการเกิดรากควรจะสามารถเก็บกักความชื้นได้ดี ให้รากที่สมบูรณ์และสะอาด เช่น ขุยมะพร้าว กาบมะพร้าว และพีทมอส แต่ไม่ควรใช้วัสดุปลูกที่มีทรายเป็นสวนประกอบหลักเพราะหากล้างไม่สะอาดจะทำให้กระจกปิดสไลด์แตกขณะทำ Squashing อีกทั้งยังทำให้รากแข็ง ไม่สะดวกในการใช้เอนไซม์ย่อยผนังเซลล์ด้วย ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการศึกษาการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสของกล้วยไม้ดินใบหมากลูกผสม ‘จุฬาลักษณ์’ และลูกผสมสีเหลือง คือ  เวลา11.00 น. สอดคล้องกับรายงานการศึกษาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บตัวอย่างปลายรากในกล้วยไม้แผ่นดินเย็นพันธุ์ HKRCO1 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ปลายรากมีการแบ่งเซลล์เป็นจำนวนมาก การใช้สารละลาย 8-hydroxyquinoline ในการหยุดวงชีพเซลล์ช่วยให้การวิเคราะห์ผลมีความถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเกิดเส้นใยสปินเดิล ทำให้โครโมโซมหดสั้นและกระจายตัว จากการทดลอง พบว่า ระยะเวลาในการหยุดวงชีพเซลล์ 3 และ 6 ชั่วโมง ให้ผลไม่แตกต่างกัน ดังนั้นในการปฏิบัติงานควรใช้เวลาในการหยุดวงชีพเซลล์เพียง 3 ชั่วโมงเพื่อเป็นการร่นระยะเวลาในการเตรียมเนื้อเยื่อเพื่อศึกษาจำนวนโครโมโซมต่อไปครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

     

     

    มาต่อกันกับการทดลองที่ 2 กันนะครับ คือ การศึกษาความสามารถในการผสมตัวเองและผสมข้ามสายพันธุ์ เป็นการศึกษาความมีชีวิตของกลุ่มเรณูของกล้วยไม้ดินใบหมากลูกผสม 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ลูกผสม ’จุฬาลักษณ์’ และลูกผสมดอกสีเหลืองโดยการย้อมสี จากนั้นทำการผสมตัวเองและผสมข้ามแบบสลับพ่อ-แม่ระหว่างสายพันธุ์ ผสมเกสรกล้วยไม้ดินใบหมากในช่วงเวลา 7.00-9.00 น. และ 16.00-17.00 น. เลือกดอกที่ยังไม่ได้รับการผสมเกสร ดอกมีสีสันสดใสและสมบูรณ์  ต่อจากนั้นเลือกดอกที่อยู่บริเวณโคนช่อเพื่อให้อาหารไปเลี้ยงฝักอย่างเพียงพอ และป้องกันการหักของก้านช่อดอก เลือกเกสรเพศผู้มีสีเหลืองสดใส จากนั้นใช้ไม้จิ้มฟันที่สะอาดแตะเกสรเพศผู้ออกมาแล้วนำไปใส่ยอดเกสรเพศเมีย ซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งที่มีน้ำเมือกเหนียวคล้ายแป้งเปียก กดเบา ๆ เพื่อให้เกสรเพศผู้ติดสนิท ใช้ไหมพรมผูกที่ก้านดอกที่ทำการผสมเกสรไว้ จากนั้นใช้ถุงกระดาษคลุมดอกไว้ เพื่อป้องกันเกสรที่ไม่ต้องการ หลังการผสมเกสรดูแลรดน้ำต้นกล้วยไม้เป็นประจำทุกเช้า หลังจากติดฝักประมาณ 3 สัปดาห์ บันทึกข้อมูลอัตราการผสมติดและทำการเก็บฝัก เพื่อศึกษาลักษณะทางกายวิภาคต่อไปครับ

    คุณผู้ฟังครับ การศึกษาความสามารถในการผสมตัวเองและผสมข้ามสายพันธุ์ ก่อนทำการผสมเกสรได้ศึกษาความมีชีวิตของกลุ่มเรณูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ด้วยการย้อมสี พบว่า ลูกผสม ‘จุฬาลักษณ์’ และลูกผสมสีเหลือง มีค่าเฉลี่ยความมีชีวิตของกลุ่มเรณูประมาณ 82±5.03 และ 91±2.82 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ การผสมตัวเองของลูกผสม ‘จุฬาลักษณ์’ มีอัตราการผสมติดเป็น 54.00 เปอร์เซ็นต์ และการผสมตัวเองของลูกผสมสีเหลืองมีอัตราการผสมติด 71.43 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการผสมข้ามเมื่อให้ลูกผสม ‘จุฬาลักษณ์’ เป็นต้นแม่พันธุ์ พบว่า มีอัตราการผสมติด 69.23 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อให้ลูกผสมสีเหลืองเป็นต้นแม่พันธุ์ มีอัตราการผสมติดเท่ากับ 50.00 เปอร์เซ็นต์ครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ หลังจากผสมพันธุ์กล้วยไม้ดินลูกผสมแล้ว ต้องรอฝักที่ติดให้เจริญจนถึงอายุที่เหมาะสมจึงจะนำมาเพาะเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์เพื่อให้เมล็ดงอก และพัฒนาจนเป็นต้นกล้า ซึ่งต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ในรายงานความก้าวหน้างานวิจัยในครั้งนี้จึงยังไม่สามารถรายงานผลเกี่ยวกับลักษณะของลูกผสมได้ครับ ไว้เดี๋ยวกระผมจะมาถ่ายทอดความรู้ต่อไปครับ

    คุณผู้ฟังครับครับ จากการทดลองดังกล่าว เราเห็นผลของการเปรียบเทียบผลของวัสดุปลูกทั้ง 5 ชนิดที่เหมาะสมต่อการเพิ่มจำนวนและคุณภาพรากของกล้วยไม้ดินใบหมากลูกผสมทั้ง 2 ชนิด คือ ‘จุฬาลักษณ์’ และลูกผสมสีเหลือง การการนับจำนวนโครโมโซม และการผสมตัวเองของลูกผสม ‘จุฬาลักษณ์’ มีอัตราการผสมติดกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของกล้วยไม้ประดับของไทย เพื่อศึกษาพัฒนาพันธุ์กล้วยไม้พื้นเมืองโดยวิธีการผสมพันธุ์ การชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ให้เป็นที่ต้องการของตลาด และศึกษาปัจจัยต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการผลิต การเจริญเติบโตและพัฒนาของกล้วยไม้พันธุ์พื้นบ้านและลูกผสมในสภาพปลอดเชื้อ เพื่อนำความรู้เรื่องของปัจจัยต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการผลิตกล้วยไม้มาใช้ในการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญเพื่อศึกษาภาชนะและวัสดุปลูกที่เหมาะในการทำเป็นไม้ดอกกระถาง โดยศึกษาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของกล้วยไม้ในสภาพไม้ดอกกระถาง เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการส่งออกต่อไปครับคุณผู้ฟัง

    คุณผู้ฟังครับ กระผมหวังว่าสาระในวันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ คุณผู้ฟังสามารถติชมรายการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยการเขียนจดหมายและจ่าหน้าซองมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903” หรือ โทรสอบถามได้ที่                    0-2561-1474 และสำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ขอลาก่อน สวัสดีครับ

     

     

     

     

     

  • การปลูกเผือก

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ที่ 1 เดือน มีนาคม  พ.ศ. 2557

    เรื่อง การปลูกเผือก

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    ………………………………………………………………………………………………………

     

    -เพลงประจำรายการ-

     

                       สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกับรายการ  “ จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ” ซึ่งออกอากาศ ทางสถานี วิทยุ มก. แห่งนี้ เป็นประจำทุกวันเสาร์  รายการนี้ผลิตโดย  ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย  สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  และสำหรับวันนี้กระผมขอเสนอ เรื่อง  “ การปลูกเผือก”   ครับ                                                                        

                       คุณผู้ฟังครับ เผือกเป็นพืชเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นที่สำคัญอีกพืชหนึ่ง   คนไทยนิยมบริโภคเผือกเพราะมีกลิ่นหอมและรสชาดดี  เป็นพืชหัวที่เป็นพืชอาหารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง  หัวเผือกจะมีส่วนประกอบเป็นพวกแป้งและแร่ธาตุต่าง ๆ  ส่วนใบประกอบไปด้วยโปรตีนและแร่ธาตุ   ซึ่งใบเผือกสามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ได้อีกด้วย   และมีเผือกบางประเภทที่ใช้ใบสำหรับบริโภคซึ่งหัวจะมีขนาดเล็กไม่เหมาะต่อการบริโภค   ปัจจุบันเผือกกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศครับ

                    คุณผู้ฟังครับ เผือกเป็นพืชหัวที่มีต้นคล้ายบอน  มีความต้องการน้ำ  หรือความชื้นในการเจริญเติบโตค่อนข้างสูง   เผือกจึงชอบดินที่อุดมสมบูรณ์   และสามารถอุ้มน้ำไว้ได้มาก   สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยในแหล่งที่มีระบบน้ำชลประทานดีจะสามารถปลูกเผือกได้ตลอดทั้งปี    ส่วนในแหล่งที่มีน้ำจำกัดควรปลูกเผือกในช่วงฤดูฝนเท่านั้น   เผือกปลูกได้ทั้งที่ลุ่มและที่ดอน   สภาพไร่  ที่ราบสูงไหล่เขา   และปลูกได้ในดินหลายชนิด   ยกเว้นดินลูกรัง   ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกเผือกมากที่สุด นั่นก็คือ  ดินร่วนปนทราย   มีอินทรีย์วัตถุสูง  หน้าดินลึก  ระบายน้ำดี   โดยปกติจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์    เช่น ปุ๋ยคอก  หรือปุ๋ยหมักจำนวนมากก่อนปลูกโดนหว่าน  และไถกลบก่อนปลูก  2 – 3  เดือน  และเพิ่มปุ๋ยไนโตรเจน  และโปรแตสเซียม  ระหว่างพืชเจริญเติบโตจะให้ผลดีครับ  ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน  อยู่ที่ระหว่าง  5.5 – 6.5  อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตประมาณ  21 – 27  องศาเซลเซียส   โดยทั่วไปจะปลูกเผือกในระดับความสูงไม่เกิน  1,000  เมตรจากระดับน้ำทะเลครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

                     กลับมาฟังกันต่อนะครับ เผือกเป็นพืชหัวที่มีลำต้นใต้ดินสะสมอาหารเรียกว่า  หัวซึ่งเกิดจากการขยายของลำต้นใต้ดิน  พร้อมกับความยาวของลำปล้องลดลง  เมื่อหัวมีขนาดใหญ่จะมีรากช่วยดึงหัวให้ลึกลงในดิน   ที่ปลายรากเหล่านี้จะพองโตขึ้นเป็นหัวย่อยที่มีขนาดเล็ก   หรือเรียกว่า ลูกเผือก   ซึ่งจะทำหน้าที่ยึดลำต้น    ช่วยดูดน้ำและแร่ธาตุ   และสามารถใช้เป็นส่วนที่ขยายพันธุ์ได้ต่อไปครับ

                   คุณผู้ฟังครับ ใบเผือกมีรูปร่างคล้ายหูช้าง  หรือคล้ายหัวใจ   ขนาดใบกว้างประมาณ  25 – 30  เซนติเมตร  ยาว  35 – 45  เซนติเมตร   ก้านใบยาว  45 – 150  เซนติเมตร   เผือกต้นหนึ่งจะมีก้านใบประมาณ   12 – 18  ก้าน  สีของก้านใบ  ลักษณะใบและขอบใบจะแตกต่างกันไปตามพันธุ์  เช่น  ก้านใบจะมีสีเขียวอ่อนเขียวเข้ม   ม่วง  หรือจุดสีม่วง   ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น   ปลายใบอาจแหลมหรือมน  ตัวใบอาจจะหนาและเป็นมันหรือบางและด้านครับ

                       ดอกจะมีลักษณะเป็นช่อดอก   มีดอกย่อยเกาะติดกับก้านดอกเดียวกัน   ดอกย่อยจะเริ่มบานจากดอกที่อยู่ล่างสุดขึ้นไปทางปลายช่อ   ไม่มีก้านดอกย่อย   ดอกจะเกาะติดกับก้านดอกเดี่ยว  ซึ่งลักษณะยาวและมีจานหุ้มช่อดอกไว้   ช่อดอกมีขนาดยาว  10 – 15  เซนติเมตร  จำนวนช่อดอกประมาณ  5 – 15  ช่อต่อต้น  ช่อดอกมีก้านยาว  15 – 30  เซนติเมตร  ดอกเผือกมีสีขาวครีม   และสีเหลืองอ่อน   แตกต่างกันไปตามพันธุ์    บางพันธุ์ออกดอกง่าย  แต่บางพันธุ์ออกดอกยาก  เผือกที่ปลูกในประเทศไทยส่วนใหญ่จะไม่ออกดอกครับ

                        ผลของเผือกมีขนาดเล็ก  เป็นผลเล็ก ๆ เกาะกลุ่มอยู่ในก้านดอกเดี่ยวกัน   ผลจะมีสีขาวเปลือกบาง  เนื้อผลอวบน้ำ  เมื่อแก่มีสีน้ำตาลดำภายในผลจะมีเมล็ดเล็ก ๆ  อยู่จำนวนมากครับช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

                 

                       กลับมาฟังกันต่อครับ คุณผู้ฟังครับ ประเทศไทยมีเผือกมากมายหลายพันธุ์อยู่ด้วยกัน    ทางศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตรได้รวบรวมพันธุ์เผือกจากแหล่งต่าง ๆ  ทั้งในและต่างประเทศประมาณ  50  พันธุ์  สามารถจำแนกพันธุ์เผือกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ  ได้ดังนี้ครับ     จำแนกตามกลิ่นของหัว  มีสองประเภท คือ  เผือกหอม  เผือกชนิดนี้เวลาต้มหรือประกอบอาหารจะมีกลิ่นหอมได้แก่  เผือกหอมเชียงใหม่  พันธุ์ พจ. 016  พจ.08 และพจ.019    อีกประเภทหนึ่งคือ  เผือกชนิดไม่หอม  เผือกชนิดนี้เวลาต้มหรือประกอบอาหารจะไม่มีกลิ่นหอม   แต่เผือกชนิดนี้บางพันธุ์ถึงแม้จะไม่มีกลิ่นหอมแต่ก็มีข้อดีตรงที่มีลักษณะเนื้อเหนียวแน่น  น่ารับประทานเช่นกัน  ได้แก่  เผือกพันธุ์  พจ.06 และพจ.012

                        และการจำแนกอีกวิธีหนึ่ง คือ  จำแนกตาม  สีของเนื้อเผือก  มี 2 ประเภทด้วยกันครับ คือ   เผือกเนื้อสีขาวหรือสีครีม  เผือกชนิดนี้เมื่อผ่าดูเนื้อในจะพบว่ามี  สีขาว  หรือสีขาวครีม   ได้แก่เผือกพันธุ์  พจ.06 พจ.07 พจ.025 พจ.014  พันธุ์ศรีปาลาวี  และพันธุ์ศรีรัศมี                                                       

                        เผือกเนื้อสีขาวปนม่วง   เผือกชนิดนี้เมื่อผ่าหัวดูเนื้อ   จะพบว่ามีสีขาวลายม่วงปะปนอยู่  ซึ่งจะมีสีม่วงมากหรือน้อยแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ได้แก่  เผือกหอมเชียงใหม่  พันธุ์  พจ.016  พจ.08  พจ.05  และพจ.020 

                        นอกจากนี้  ยังมีการจำแนกเผือกตามจำนวนหัวขนาดใหญ่ต่อต้น   คือ  เป็นหัวใหญ่หนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งหัวต่อต้น   จำแนกตามการแตกกอ  เช่น  แตกกอน้อย  3 – 10  ต้น  ปานกลาง  10 – 20  ต้น  และมาก  คือมากกว่า  20  ต้นขึ้นไป

                       คุณผู้ฟังครับ เผือกเป็นพืชหัวที่สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี   ดังนี้  การเพาะเมล็ด  เป็นวิธีที่ง่ายแต่ใช้เวลานานกว่าจะย้ายปลูกลงแปลงได้  และในประเทศไทยเผือกแต่ละพันธุ์มีการออกดอกและติดเมล็ดน้อยเกษตรกรไม่นิยมขยายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเมล็ด     การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ  เป็นวิธีการขยายพันธุ์เผือกที่ปลอดจากเชื้อที่ติดมากับต้นพันธุ์ได้เป็นปริมาณครั้งละมาก ๆ  แต่ต้นทุนการผลิตสูงเกษตรกรยังไม่นิยมขยายพันธุ์โดยวิธีนี้       การขยายพันธุ์โดยการใช้หน่อ   เป็นส่วนที่แตกออกมาเป็นต้นเผือกขนาดเล็กอยู่รอบ ๆ  ต้นใหญ่    เมื่อแยกออกมาจากต้นใหญ่   หรือต้นแม่แล้วสามารถนำไปลงแปลงได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเพาะชำ      การขยายพันธุ์โดยการใช้หัวพันธุ์  หรือที่เกษตรกรเรียกว่า  ลูกซอหรือลูกเผือก   ซึ่งเป็นหัวขนาดเล็กที่อยู่รอบ ๆ  หัวเผือกขนาดใหญ่   วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมทั่วไปทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ   แต่ในการปลูกในแต่ละครั้ง   ควรเลือกเผือกที่มีขนาดปานกลางไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป   หัวพันธุ์ที่มีขนาดสม่ำเสมอจะทำให้เผือกที่ปลูกแต่ละต้นลงหัวในเวลาใกล้เคียงกัน  เก็บเกี่ยวได้พร้อมกัน   และที่สำคัญจะทำให้ไม่มีหัวขนาดเล็กและใหญ่แตกต่างกันมาก

                        ประเทศไทยสามารถปลูกเผือกได้ทั่วทุกภาค และทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี   ซึ่งถ้าเป็นแหล่งที่มีน้ำชลประทานดีอยู่แล้ว  เกษตรกรจะปลูกเผือกเมื่อไรก็ได้   แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมปลูกเผือกในช่วงต้นฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน และฤดูแล้งช่วงหลังการทำนาเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์     ในช่วงฤดูฝนจะปลูกมากในสภาพพื้นที่ดอน  อาศัยน้ำฝน  มีบางท้องที่ปลูกในสภาพพื้นที่ลุ่ม หรือที่นา     ฤดูแล้ง  ปลูกหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว   หากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วภายในเดือนธันวาคม จะปลูกผักก่อนการปลูกเผือก ในเขตชลประทานจะสามารถปลูกเผือกได้ตลอดทั้งปีครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

                       คุณผู้ฟังครับ  เผือก  เป็นพืชหัวที่เก็บรักษาได้นานพอสมควร  หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว  ควรนำเผือกไปไว้ในที่ร่มเงามีอากาศถ่ายเทได้สะดวก  ไม่อับลมเป็นที่ที่มีอากาศค่อนข้างเย็น   เช่น  ใต้ร่มไม้  หรือใต้ถุนบ้านเป็นต้นครับ   ต่อจากนั้นทำการแยกดินที่ติดกับหัวและแยกรากแขนง  คัดแยกหัวแต่ละขนาด   เช่น ใหญ่พิเศษ  ใหญ่  กลาง  และเล็ก  แล้วบรรจุใส่ภาชนะที่เหมาะสม  เช่น  ถุงพลาสติกขนาดใหญ่   แบบเจาะรูได้   หรืออาจเป็นเข่งหรือลังพลาสติก

                       ข้อควรปฏิบัติเพื่อเก็บรักษาหัวเผือกไว้ให้ได้นานที่สุดและไม่เน่าเสียง่ายมีดังนี้ครับ   ก่อนขุดหัวเผือกประมาณ  15 – 30  วัน  ไม่ควรเอาน้ำเข้าแปลงหรือรดน้ำแปลงเผือก เพราะเผือกจะดูดซึมน้ำไว้มาก  เก็บไว้ไม่ได้นาน   ขุดเผือกเฉพาะเมื่อเผือกมีอายุเก็บเกี่ยวผลผลิตได้  ไม่ควรเก็บเกี่ยวเผือกเมื่อมีอายุน้อยเกินไปจะเน่าเสียได้ง่าย     ในการขุดเผือกในแต่ละครั้ง   ควรขุดเผือกด้วยความระมัดระวังอย่าให้หัวเผือกมีบาดแผลบอบซ้ำเผือกจะเน่าเสียได้ง่าย  เมื่อพบว่าเผือกมีบาดแผลควรแยกไว้ต่างหากไม่ปะปนกัน กรณีที่จะขนส่งเผือกไปไกลๆ หรือจะเก็บเผือกไว้นานหลายเดือนไม่ควรล้างดินออก  ผึ่งให้แห้งสนิทอย่าให้เปียกชื้นก่อนที่จะนำเข้าไปเก็บในโรงเก็บ หรือขนส่งไกล ๆ ต่อไป   ในการขนส่งควรมีภาชนะใส่เผือกที่เหมาะสม  ซึ่งในต่างประเทศ  เช่น  ญี่ปุ่นจะใส่กล่องกระดาษสามารถใส่เผือกซ้อนกันได้   โดยเผือกไม่ทับถมกันเป็นปริมาณมาก  ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะนำเผือกใส่ถุงพลาสติกแล้วขนซ้อนกันเป็นปริมาณมาก  จึงมีผลหรือเป็นส่วนหนึ่งที่จะเก็บรักษาเผือกได้ไม่นาน ไม่ควรนำเผือกที่เก็บเกี่ยวได้มาสุมกองกันเป็นปริมาณมาก หรือขึ้นไปเหยียบย้ำเผือก   ควรนำเผือกที่จะเก็บรักษาไว้นาน ๆ  มาเก็บไว้เป็นชั้น ๆ  ห้องที่เก็บรักษาหัวเผือกนั้น  จะต้องมีการระบายอากาศได้สะดวกอุณหภูมิประมาณ  10 – 15   องศาเซลเซียส  

                       หากมีความจำเป็นต้องเก็บรักษาควรตัดใบ และรากทั้งหมดออกไม่ควรล้างน้ำ  การเก็บรักษาหัวเผือก  โดยการจุ่มลงไปในสารป้องกันเชื้อรา  แคปแทน  หรือ เบนเลท  ความเข้มข้น  500  ส่วนในล้านส่วน   แล้วเก็บรักษาไว้ในบ่อดินจะทำให้หัวเผือกเน่าเสียลดลง  ได้ผลกว่าการเก็บรักษาในขี้เลื่อยแห้ง   ขี้เลื่อยชื้นและถุงพลาสติก   หัวย่อยหรือลูกเผือกที่เก็บรักษาไว้ในบ่อดินใต้สภาพร่มและป้องกันน้ำฝนได้จะเก็บรักษาไว้ได้นาน   6 – 10  เดือน  อายุการเก็บรักษาขึ้นอยู่กับขนาดหัว   คือเผือกที่มีขนาดหัวเล็กจะเก็บรักษาไว้ได้นานกว่าเผือกที่มีขนาดหัวใหญ่    นอกจากจะเก็บรักษาเผือกในรูปหัวเผือกสดแล้ว   ยังสามารถเก็บรักษาเผือกในรูปเผือกแห้ง  โดยทำการปอกเปลือกแล้วผ่าเผือกเป็นแผ่นบาง ๆ  ตากเผือกให้แห้งสนิท  เมื่อจะนำมาบริโภค  ก็สามารถนำไปนึ่ง  ทอด  หรือบด  เป็นแป้งเผือกได้ครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

                       กลับมาฟังกันต่อนะครับ คุณผู้ฟังครับ โรคของเผือกที่สำคัญ  คือ โรคใบไหม้  สาเหตุเกิดจากเชื้อรา  อาการที่พบ คือ  เกิดจุดสีน้ำตาลฉ่ำน้ำ  ขนาดหัวเข็มหมุด  ถึงขนาดเหรียญบาท  ปรากฏเห็นชัดบนผิวใบแผลขยายใหญ่ขึ้นเป็นวง ๆ ต่อกัน   ลักษณะพิเศษ  คือ  บริเวณขอบแผลมีหยดสีเหลืองข้น  ซึ่งต่อมาแห้งเป็นเม็ด  ๆ   เกาะอยู่เป็นวง ๆ  เมื่อบีบจะแตกเป็นผงละเอียด   สีสนิม   ในระยะที่รุนแรงแผลขยายติดต่อกัน  และทำให้ใบม้วนพับเข้าและแห้งเหี่ยว  หรืออาจเน่าและถ้าอากาศชื้นมีฝนพรำ   สำหรับอาการที่บนก้านใบ  จะเกิดแผลฉ่ำน้ำยาวรี  สีน้ำตาลอ่อน  แผลขยายใหญ่ขึ้นเป็นวง ๆ  เช่นกัน  ต่อมาจะเน่า  แห้ง  เป็นสีน้ำตาล  มีหยดสีเหลืองข้นด้วยทำให้ก้านต้านทานน้ำหนักใบไม่ได้จึงหักพับ  มีผลทำให้ใบแห้ง  พบมากในระยะโรครุนแรง  และมีลมพัด   อาการเป็นระยะนี้ทำให้ผลผลิตลดลง  และเชื้อนี้อาจเข้าทำลายหัวเผือกด้วยทำให้หัวเผือกเน่าเสียหายได้

    ความสัมพันธ์ของความชื้นและอุณหภูมิจะมีผลต่อการเกิดโรคเชื้อราทำให้โรคมีการระบาดรุนแรงหากช่วงที่ได้รับเชื้อ   มีฝนตกพรำตอนใกล้รุ่ง  และตอนเช้าติดต่อกัน   มีฝนพรำทั้งวัน  และมีลมอ่อน ๆ เนื่องจากสภาพดังกล่าวเหมาะสมต่อการสร้างสปอร์เชื้อรา  ซึ่งเชื้อสร้างสปอร์บนใบเผือกได้ดีหากมีความชื้นสูง  และอุณหภูมิต่ำ

                        โรคนี้เป็นโรคที่รุนแรงที่สุดของเผือกที่พบในประเทศไทยและในต่างประเทศ  โรคนี้เริ่มระบาดเมื่อมีฝนตกและอากาศชุ่มชื้น  ถ้ามีฝนตกหนักและติดต่อกันหลาย ๆ วัน   โรคจะระบาดอย่างรวดเร็ว  ในแปลงที่เป็นรุนแรง   เผือกจะมีใบเหลือประมาณต้นละ  3 – 4  ใบ  เท่านั้น  เผือกที่เป็นโรคนี้ถ้ายังไม่เริ่มลงหัว  หรือลงหัวไม่โตนักจะเสียหายหมด  หัวที่จะลงไม่ขยายเพิ่มขนาดขึ้น  ในช่วงที่หมอกลงจัดเผือกจะเป็นโรคนี้ได้ง่ายเช่นกัน

                   ป้องกันได้โดย หากพบว่าในเผือกเริ่มเป็นโรคใบจุดตาเสือ  ให้ตัดใบเผือกที่เป็นโรคไปเผาทำลายให้หมด  ไม่ควรปล่อยทิ้งหลงเหลืออยู่ในแปลง  เชื้อราจะปลิวไปยังต้นเผือกต้นอื่น ๆ ได้   ใช้พันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคใบจุดตาเสือ   ในแหล่งที่มีโรคนี้ระบาดมาก ๆ  ควรเปลี่ยนใช้พันธุ์เผือกที่ทนทานต่อโรคใบจุดตาเสือมาปลูกแทน  เช่น พันธุ์ พจ. 06    แยกแปลงปลูกเผือกให้ห่างกันเพื่อลดการแพร่กระจายของโรค    ไม่ควรเดินผ่านแถวเผือกในขณะที่แปลงเผือกชื้นแฉะ   เพราะทำให้เพิ่มการะบาดของเชื้อ     ใช้สารเคมี  ได้แก่ ริโดมิล  อัตรา  2 – 3 กรัมต่อต้น  หยอดลงไปที่โคนต้นจะสามารถป้องกันโรคได้ประมาณ  1  เดือน  หรือใช้สารคูปราวิท  50  %  อัตรา  80  กรัมต่อน้ำ  20  ลิตร  พ่นให้ทั่วทั้งต้น   5 – 7  วันต่อครั้ง   และเนื่องจากเผือกมีใบลื่นมาก  การฉีดสารเคมีทุกครั้งจึงควรใช้สารจับใบผสมลงไปด้วย   เพื่อให้สารเคมีจับใบเผือกได้นาน

                   และอีกโรคหนึ่งคือ  โรคหัวเน่า  โรคนี้อาจเกิดได้ระหว่างการเก็บรักษาหัวเผือก   หรือปล่อยทิ้งไว้ในแปลงปลูกนานเกินไป   หรือมีน้ำท่วมขังแปลงปลูกเผือกในช่วงเผือกใกล้เก็บเกี่ยว  ป้องกันได้โดย  พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้หัวเผือกที่ใกล้ช่วงเก็บเกี่ยวได้รับน้ำหรือความชื้นมากเกินไป  ถ้ามีน้ำท่วมขังควรสูบน้ำออก    ในระหว่างการเก็บรักษาหัวเผือกในโรงเก็บน้ำควรระมัดระวังไม่ให้หัวเผือกชื้น  และไม่ควรกองหัวเผือกสุมกันมาก ๆ  ควรทำเป็นชั้น ๆ  จะได้ระบายถ่ายเทอากาศได้สะดวก

                       คุณผู้ฟังครับ แมลงศัตรูพืชที่พบในเผือก นั่นก็คือ หนอนกระทู้ผัก  เป็นแมลงศัตรูเผือกที่ระบาดเฉพาะแหล่ง  ไม่พบทั่วไป  แมลงชนิดนี้มีพืชอาศัยหลายชนิด  เช่น  บัวหลวง  และพืชผักชนิดต่าง ๆ   ลักษณะและการทำลาย  เริ่มแรกผีเสื้อจะวางไข่ไว้ตามใบเผือก  แล้วฟักตัวออกเป็นตัวหนอนอยู่เป็นกลุ่มกัดกินใบเผือกด้านล่าง   เหลือไว้แต่ผิวใบด้านบน  เมื่อผิวใบแห้งจะมองเห็นเป็นสีขาว   ถ้าหนอนกระทู้ผักระบาดมากจะกัดกินใบเผือกเสียหายทั่วทั้งแปลงได้  ทำให้เผือกลงหัวน้อย ผลผลิตต่ำ    ส่วนเพลี้ยอ่อนเป็นแมลงศัตรูของเผือกอีกชนิดหนึ่งที่ระบาดเฉพาะแหล่ง  มีขนาดเล็กตัวอ่อนมีสีน้ำตาล  โดยเพลี้ยอ่อนจะดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบและยอดอ่อนของเผือกทำให้เผือกแคระแกรน  ไม่ค่อยเจริญเติบโตได้    ส่วน ไรแดง  เป็นแมลงศัตรูขนาดเล็กที่ระบาดเฉพาะแหล่ง  ไม่พบทั่วไป  ไรแดงมีรูปร่างคล้ายแมงมุม   ตัวเล็กมาก  ลำตัวสีแดง   พบอยู่ตามใต้ใบเผือกและยอดอ่อน  โดยไรแดงจะใช้ปากดูดกินน้ำเลี้ยง   บริเวณใต้ใบเผือก   ทำให้เกิดเป็นรอยจุด  สีน้ำตาลหรือสีขาวอยู่ทั่วไป     ถ้าระบาดมากใบเผือกจะเปลี่ยนจากสีเขียวกลายเป็นสีเทา  แล้วแห้งในที่สุด  ไรแดงเผือกจะพบระบาดมากในช่วงฤดูแล้ง  หรือในช่วงเผือกขาดน้ำครับ

                   คุณผู้ฟังครับและเวลาสำหรับรายการ  “  จากแฟ้มงานวิจัย  มก. ”  ในวันนี้ก็หมดเวลาลงแล้วครับ  พบกับรายการนี้ได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า  ทางสถานีวิทยุ  มก. แห่งนี้  หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ   โทรสอบถามได้ที่       0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

     

     

     

    …………………………………..

     

     

     

     

     

     

  • การพัฒนาการปลูกสตรอเบอร์รี่ในประเทศไทย

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่22  เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การพัฒนาการปลูกสตรอเบอร์รี่ในประเทศไทย

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

     

    ………………………………………………………………………………………………………………………………………….

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศให้ผู้ฟังได้ฟังกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย        ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีกระผม…………………………………………เป็นผู้ดำเนินรายการ วันนี้กระผมขอเสนอเรื่อง “การพัฒนาการปลูกสตรอเบอร์รี่ในประเทศไทย”

    คุณผู้ฟังครับสตรอเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงได้ง่ายมาก ทำให้สตรอเบอร์รี่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างกว้างขว้าง และจัดเป็นไม้ผลเศรษฐกิจชนิดหนึ่งด้วยสาเหตุดังกล่าวเลยทำให้พบว่ามีการปลูกสตรอเบอร์รี่อย่างกว้างขว้างมากมายทั่วโลกเลยครับ สามารถพบได้แทบทุกประเทศตั้งแต่แถบขั้วโลกลงมาถึงพื้นที่ในเขตร้อน ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งสภาพภูมิอากาศและชนิดดินที่ใช้ปลูก          ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยบ้านเรา สตรอเบอร์รี่ก็ยังเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่มาก เพราะเนื่องจากมีรสชาติอร่อยเปรี้ยวหวาน เนื้อแน่น และมีกลิ่นหอมสีแดงสดน่ารับประทาน คุณผู้ฟังครับในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้พบว่าผลผลิตที่ใช้สำหรับบริโภคเป็นผลสด และใช้ในเชิงอุตสาหกรรมแปรรูปได้เพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างรวดเร็วตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มีสาเหตุมาจากการผสมพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตยาวนานขึ้น การนำระบบปลูกแบบดูแลอย่างใกล้ชิดมาใช้ ตลอดจนการเลือกพื้นที่ปลูก ที่มีความเหมาะสมมากกว่าแต่ก่อนครับ

    ในปัจจุบัน ได้มีการทดลองวิจัยที่จะหาวิธีการต่างๆ เพื่อที่จะทำให้การปลูกสตรอเบอร์รี่นั้นง่ายขึ้น โดยเน้นการให้ผลผลิตสูงและสามารถทำรายได้ตอบแทนเป็นที่พอใจแก่เกษตรกรผู้ปลูกในประเทศไทย แม้ว่าจะมีพื้นที่ปลูกสตรอเบอร์รี่ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือ เช่น บางอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย และในพื้นที่บางจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดเลยและจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่ยังมีแนวโน้มที่สามารถปลูกได้ผลพอสมควร ในพื้นที่สูงของภาคกลาง เช่น แถบบนภูเขาของจังหวัดกาญจนบุรี และเนื่องมาจากความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ในขณะนี้ สตรอเบอร์รี่จึงถูกพิจารณาให้จัดเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ ซึ่งสามารถช่วยยกฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกนับเป็นพันครอบครัวให้ดีขึ้นทั้งพื้นที่ราบและบนที่สูง นอกจากนี้ยังพบว่ามีศักยภาพสูงมากสำหรับการผลิตสตรอเบอร์รี่เพื่อจุดประสงค์ในการขยายช่วงของการเก็บเกี่ยวหรือผลิตให้ผลออกนอกฤดูกาลบนพื้นที่สูงของประเทศไทยซึ่งมีสภาพอากาศหนาวเย็นพอเหมาะตลอดทั้งปีและมีโอกาสที่ดีในการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศในอนาคตอีกด้วยครับคุณผู้ฟังครับ เดี๋ยวในช่วงหน้าเรากลับมาทำความรู้จักกับสตรอเบอร์รี่พันธุ์ต่างๆที่ชาวเกษตรกรนิยมปลูกกันมากแต่จะเป็นสตรอเบอร์รี่พันธุ์อะไรนั้นติดตามในช่วงหน้า ตอนนี้พักสักครู่นะครับ…

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ การปลูกสตรอเบอร์รี่ในประเทศไทยได้มีการปลูกสตรอเบอร์รี่มานานหลายปีแล้วครับโดยเริ่มแรกคือมีชาวอังกฤษที่มาทำงานเกี่ยวกับป่าไม้ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้นำต้นสตรอเบอร์รี่เข้ามาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2477 ซึ่งต่อมาสตรอเบอร์รี่พันธุ์นี้ถูกเรียกว่า พันธุ์พื้นเมือง เพราะไม่ทราบชื่อพันธุ์ที่แน่นอน ผลของพันธุ์นี้จะมีลักษณะนิ่ม มีขนาดเล็ก สีผลออกเป็นสีปูนแห้ง และให้ผลผลิตต่อพื้นที่ต่ำ ต่อมาหลังจากที่ได้มีการแนะนำวิธีการปลูกสตรอเบอร์รี่แล้ว ก็มีการแพร่ขยายการปลูกในฐานะเป็นผลไม้ชนิดใหม่ภายในส่วนของโรงเรียน และสถานีทดลองเกษตรของส่วนราชการต่าง ๆ

    แต่อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการปลูกเพื่อการค้าอย่างจริงจังก่อนถึงปี พ.ศ. 2522 มีเกษตรกรบางรายพยายามปลูกเป็นการค้าในพื้นที่ใหญ่ ๆ แต่ก็ไม่ได้รับความ สำเร็จเท่าที่ควร ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้ทรงก่อตั้งโครงการหลวงซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า มูลนิธิโครงการหลวง โดยมี หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นประธานมูลนิธิฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์ต้นน้ำลำธารของพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศ หยุดยั้งการปลูกฝิ่นของชาวไทยภูเขา โดยหาพืชอื่นทดแทนให้ปลูกและช่วยยกระดับการครองชีพ ตลอดจนความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขาให้ดีขึ้น ดังนั้นโครงการวิจัยสตรอเบอร์รี่จึงเป็นอีกโครงการหนึ่งที่เริ่มดำเนินการในระหว่างปี พ.ศ. 2517- 2522 โดยมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้รับผิดชอบโครงการและได้รับทุนวิจัยจากทางฝ่ายงานวิจัยกระทรวงเกษตร ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างการวิจัยนี้ได้มีการนำสตรอเบอร์รี่พันธุ์ต่าง ๆ เข้ามามากมาย เพื่อทดลองปลูกตามสถานีทดลองเกษตรที่มีระดับความสูงที่ต่างกัน รวมทั้งศึกษาเรื่องของโรคแมลงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การบรรจุหีบห่อ และตลอดจนทางด้านของการตลาด ผลของความสำเร็จและข้อมูลที่ได้มาจากโครงการวิจัยสตรอเบอร์รี่นี้ได้นำไปใช้ในงานส่งเสริมให้แก่ชาวไทยภูเขา รวมทั้งเกษตรกรพื้นราบในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ทำให้มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตสตรอเบอร์รี่และต้นไหลด้วย ปัจจุบันสตรอเบอร์รี่จึงถูกจัดเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ทำรายได้ค่อนข้างดี และให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วแก่เกษตรกรผู้ปลูกในทั้งสองจังหวัดนี้

    คุณผู้ฟังครับตั้งแต่ พ.ศ. 2512 จนถึง พ.ศ. 2541 ได้มีการนำสตรอเบอร์รี่พันธุ์ต่าง ๆ จากต่างประเทศเข้ามาทดลองปลูกมากมาย จากปี พ.ศ. 2515 ปรากฏว่าพันธุ์ Cambridge Favorite, Tioga และ Sequoia โดยรู้จักกันในนามพันธุ์พระราชทานเบอร์ 13, 16 และ 20ได้ถูกพิจารณาว่าสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายมากกว่าพันธุ์อื่น ๆ ต่อมาพบว่า พันธุ์ Tioga สามารถปรับตัวได้ดีทั้งพื้นที่ปลูกบนภูเขาสูงระดับ 1,200 เมตรและพื้นที่ราบของทั้งสองจังหวัด เกษตรกรขณะนั้นเกือบทั้งหมดใช้พันธุ์นี้ปลูกเป็นการค้ากันทั่วไปโดยไม่มีพันธุ์อื่นมาแทนที่ จนกระทั่งมีการตั้งพันธุ์ Toyonokaเป็นพันธุ์พระราชทาน 70 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 2540 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา และพันธุ์ B5 เป็นพันธุ์พระราชทาน 50ในปี พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นปีฉลองศิริราชสมบัติครบ 50 ปี ปัจจุบันสตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 16, 20, 50 และ 70 จึงนับได้ว่าเป็นพันธุ์สตรอเบอร์รี่ที่มีการปลูกเป็นการค้าส่วนใหญ่ของประเทศเลยทีเดียวครับ…

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ.. และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 จนถึงขณะนี้ก็ได้มีหน่วยงานหนึ่งที่คอยดูแลและศึกษาหาวิธีการเพื่อที่จะหาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมการค้า ในการปลูกสตรอเบอร์รี่ให้มากขึ้น และหน่วยงานนั่นก็คือ ศูนย์ค้นคว้าและพัฒนาระบบเกษตรในเขตที่สูง และสถานีวิจัยดอยปุยของสำนักงานโครงการจัดตั้งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบเกษตรในเขตวิกฤต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่กำลังดำเนินการวิจัยศึกษาหาข้อมูลของสตรอเบอร์รี่เพิ่มเติมมาโดยตลอด และได้คิดค้นหาเทคนิควิธีการปลูกและการดูแลแบบสมัยใหม่ให้เหมือนในต่างประเทศที่ผลิตเป็นอุตสาหกรรมการค้า โดยจะนำผลงานที่ได้เหล่านี้ทำการส่งเสริมเผยแพร่หรือจัดฝึกอบรมให้เกษตรกรผู้ปลูกสตอเบอร์รี่ในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป

    สำหรับพื้นที่การปลูกสตรอเบอร์รี่ของประเทศไทยนั้นได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา เนื่องมาจากการขยายตัวของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศโดยเฉพาะในด้านการนำมาแปรรูปพื้นที่การผลิตส่วนใหญ่จะอยู่ในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย เพราะมีอากาศเย็นที่สตรอเบอร์รี่สามารถให้ผลผลิตได้ในระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคมรวมพื้นที่การผลิตทั้งประเทศประมาณ 2,600-3,000 ไร่ต่อปี

    นอกจากนี้สตรอเบอร์รี่ยังถูกปลูกกันโดยทั่วไปบนที่สูงในหลายจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ทางตะวันตก เช่น เทือกเขาในอำเภอทองผาภูมิและอำเภอสังขละ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญต่อไปในอนาคตสำหรับการปลูกสตรอเบอร์รี่ของประเทศไทย

    สตรอเบอร์รี่จัดเป็นพืชที่มีความสำคัญในระดับท้องถิ่นชนิดหนึ่งของเกษตรกรทางภาคเหนือของประเทศไทยโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายผลผลิตที่ได้เกษตรกรส่วนใหญ่นำไปจำหน่ายในตลาดเพื่อการบริโภคสดและส่งเข้าโรงงานอุตสาหกรรมอาหารเพื่อแปรรูปและจำหน่ายต่อนอกจากการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกโดยการจำหน่ายผลผลิตและทำรายได้ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปแล้วยังเป็นพืชที่สร้างงานและอาชีพให้กับเกษตรกรกลุ่มผู้ทำการผลิตต้นไหลอีกด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูปสตรอเบอร์รี่ของโรงงานอุตสาหกรรมอาหารมีทั้งการใช้ภายในประเทศและส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศโดยมีประเทศญี่ปุ่นเป็นตลาดหลักแต่หลังจากนั้นปริมาณการส่งออกได้ลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันทั้งนี้เป็นผลมาจากการมีประเทศคู่แข่งขันทางด้านการตลาดเพิ่มมากขึ้น

    ในด้านของการตลาดและเศรษฐกิจ ประเทศไทยมีการส่งออกผลสตรอเบอร์รี่ในเชิงอุตสาหกรรมไปยังต่างประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 และสามารถทำรายได้หลายร้อยล้านบาทต่อปี โดยประเทศหลักที่ส่งไปจำหน่ายได้แก่ ญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีปริมาณการส่งออกในระยะสองสามปีที่ผ่านมานี้มีการลดลงเนื่องมาจากมีประเทศคู่แข่งคือ สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลี  ที่สามารถส่งออกสตรอเบอร์รี่ได้เหมือนกัน และการที่ไม่ได้มีพัฒนาทางด้านการปลูกแบบสมัยใหม่เพื่อให้ผลผลิตมากขึ้น หรือไม่มีการเปลี่ยนเป็นพันธุ์ใหม่ที่ตลาดต้องการรวมทั้งภายในประเทศเองก็มีการใช้บริโภคทั้งผลสดและแปรรูปมากขึ้นก็นับว่าเป็นหลาย ๆ สาเหตุประกอบกัน

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    สำหรับการปลูกสตรอเบอร์รี่นั้น ด้วยระบบการปลูกสตรอเบอร์รี่ในปัจจุบันของประเทศไทย ต้นไหลจะถูกบังคับให้เกิดการพัฒนาของตาดอกและเพื่อความแข็งแรงก่อนปลูก โดยการปล่อยให้ได้รับอุณหภูมิเย็นในเวลากลางคืนบนที่สูง ซึ่งจะทำให้ออกดอกได้เร็วกว่าต้นไหลที่ผลิตบนพื้นราบ การปลูกบนพื้นราบ หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว ตอนปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ต้นไหลทั้งหมดที่ออกมาจะถูกปลูกลงในถุงพลาสติกเล็กที่บรรจุดินแล้วขนาด 3 x 5 ซม. และปล่อยให้เจริญเติบโตในแปลงจนกระทั่งเดือนมิถุนายน จึงขนขึ้นไปปลูกบนที่สูงประมาณ1,200-1,400 เมตร เพื่อผลิตต้นไหลต่อไปซึ่งจะตรงกับช่วงฤดูฝน หลังจากที่ปล่อยให้ต้นไหลที่เจริญอยู่ในถุงพลาสติก และได้รับความหนาวเย็นบนที่สูงจนเพียงพอแล้วจะนำลงไปปลูกในแปลงที่พื้นราบไม่เกินต้นเดือนตุลาคม เพราะถ้าหากปลูกช้าเกินไปจะทำให้ผลผลิตออกช้าตามไปด้วย ต้นไหลที่ผลิตได้จากบนที่สูงนี้จะสามารถตั้งตัวและออกดอกได้เร็วกว่า ปกติเกษตรกรจะใช้ระยะปลูก 30 x 40 ซม. สำหรับการปลูกแบบสองแถว และระยะปลูก 25 x 30 ซม. สำหรับการปลูกแบบสี่แถว ใช้จำนวนต้นไหลทั้งหมดประมาณ 8,000-10,000 ต้นต่อไร่ การคลุมแปลงนั้นจะใช้ฟางข้าว ใบตองเหียง หรือใบตองตึงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือร่วมกันก็ได้คลุมระหว่างแถวในแปลงยกร่อง โดยจะทำการคลุมก่อนหรือหลังจากปลูกได้ 1-2 สัปดาห์แล้วแต่พื้นที่ ดอกแรกจะบานได้ในราวต้นเดือนพฤศจิกายน และสามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคมในพื้นที่ปลูกของจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนจังหวัดเชียงรายซึ่งมีสภาพอากาศที่เย็นกว่าจะเก็บเกี่ยวต่อไปได้อีกจนถึงเดือน เมษายน เมื่อถึงปลายฤดูการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงขึ้น ต้นไหลที่เจริญออกมาก็จะถูกบังคับให้เจริญในถุงพลาสติกขนาดเล็กใส่ดินเหมือนที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และเตรียมไว้ใช้เป็นต้นแม่สำหรับการขนขึ้นไปขยายต้นไหลบนที่สูงต่อไปเป็นวงจรเหมือนกันทุก ๆ ปี

    การปลูกบนที่สูง เมื่ออากาศร้อนขึ้นในปลายช่วงของการเก็บเกี่ยวคือประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ต้นสตรอเบอร์รี่จะมีการสร้างไหลและต้นไหลออกมา ต้นไหลเหล่านี้จะถูกขุดขึ้นมาปลูกลงในถุงพลาสติกเหมือนในพื้นที่ราบราวกลางเดือนสิงหาคมและปล่อยให้เจริญอยู่ในแปลง จนกระทั่งปลายเดือนกันยายนเพื่อให้แน่ใจว่าต้นไหลเหล่านี้ได้รับความหนาวเย็นจนเพียงพอต่อการเกิดตาดอกสำหรับเป็นต้นที่ใช้ปลูกในคราวต่อไป ก่อนปลูกนั้นเกษตรกรบนที่สูงซึ่งส่วนมากจะเป็นชาวไทยภูเขาจะทำการยกแปลงปลูกและคลุมแปลงด้วยใบตองเหียงหรือใบตองตึง ต่อจากนั้นจึงเจาะรูโดยใช้กระป๋องนมที่ทำการเปิดปากออกแล้วกดลงไปบนวัสดุคลุมแปลงให้เป็นรูช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมเพื่อให้ได้รับผลผลิตสูงที่สุดคือก่อนปลายเดือนกันยายนเป็นอย่างช้าปกติจะปลูกเป็นแบบแถวเดี่ยวหรือแถวคู่ บางพื้นที่จะทำการปลูกเป็นแบบขั้นบันไดจึงทำให้แถวแคบกว่าการปลูกในพื้นราบ ผลผลิตจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ระหว่างต้นเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม โดยในระหว่างกลางเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนมกราคม ต้นสตรอเบอร์รี่อาจจะชะงักการเจริญเติบโต เล็กน้อยและไม่ให้ผลผลิตเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นเกินไปในเวลากลางคืน คือต่ำกว่า 10 ํCเป็นเวลาหลาย ๆ ชั่วโมง

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับการปลูกสตรอเบอร์รี่ทั้งในพื้นที่ราบและบนที่สูงจะให้น้ำโดยการปล่อยให้ไหลผ่านไปตามร่องของแปลงปลูก แหล่งน้ำที่ได้อาจมาจากบ่อ สระ หรือคลองเล็ก ๆ ซึ่งไม่จัดว่าเป็นน้ำที่สะอาดและอาจมีเชื้อโรคต่าง ๆ สะสมอยู่ในน้ำนั้น อย่างไรก็ดีมีบางพื้นที่มีการให้น้ำแบบสปิงเกอร์ โดยใช้น้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาซึ่งนับว่าเป็นระบบที่ดีกว่าที่กล่าวข้างต้น เพราะทำให้ลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่จะไหลไปยังแปลงอื่นๆ โดยมีน้ำเป็นตัวพา ปกติเกษตรกรจะทำแปลงปลูกต้นสตรอเบอร์รี่ให้อยู่ในแนวเหนือ-ใต้ ทั้งนี้เพื่อให้ต้นได้รับแสงเต็มที่เป็นการเพิ่มการเจริญเติบโต และสีของผลก็จะพัฒนาได้ดีขึ้น สภาพพื้นที่ปลูกสตรอเบอร์รี่โดยทั่วไปจะอยู่ใกล้ตลาดหรือโรงงานแปรรูป หรือเป็นพื้นที่เดิมที่ใช้ต่อเนื่องกันมาทุก ๆ ปี โดยมีการปลูกพืชอื่นหมุนเวียนเป็นส่วนใหญ่ โดยทั่วไปก่อนทำการปลูกสตรอเบอร์รี่นั้นเกษตรกรไม่ได้ทำการอบดินในแปลงปลูกด้วยสารเคมีเพื่อควบคุมโรคในดิน ไส้เดือนฝอย หรือวัชพืชแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการปลูกสตรอเบอร์รี่ที่ถูกต้อง ตลอดจนถึงการดูแลรักษา และการควบคุมศัตรูพืชด้วย

    การเก็บเกี่ยวสตรอเบอร์รี่นั้น ผลผลิตรวมทั้งประเทศส่วนใหญ่ประมาณ 40% จะถูกขนส่งเข้าสู่ตลาดกรุงเทพมหานครเพื่อจำหน่ายเป็นผลสดอีก 40% จะส่งเข้าโรงงานเพื่อทำการแปรรูปสำหรับใช้ภายในและส่งออกต่างประเทศ และส่วนที่เหลืออีกประมาณ 20% จะจำหน่ายเป็นผลสดและแปรรูปในอุตสาหกรรมแบบครัวเรือนให้กับนักท่องเที่ยวภายในท้องถิ่นนั้น ๆ ผลที่ใช้รับประทานสดจะถูกเก็บเกี่ยวและแบ่งเกรดโดยเกษตรกรเองในโรงเรือนชั่วคราวใกล้แปลงปลูก ผลจะถูกแบ่งเกรดตาม การพัฒนาของสีออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 61-80 % สำหรับจำหน่ายในท้องถิ่น 41-60 % สำหรับจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวและ 21-40 % สำหรับขนส่งเข้ากรุงเทพมหานคร เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับการขนส่งจากพื้นที่ปลูกบนที่สูงสู่ตลาดพื้นราบ ทำให้เกษตรกรบางราย เก็บเกี่ยวขณะที่สีของผลพัฒนาเพียง 10-15 % ตามร้านขายผลไม้ในตลาดสดและร้านจำหน่ายข้างทางจะจำหน่ายโดยชั่งน้ำหนักเป็นกิโลกรัมแล้วบรรจุลงในถุงพลาสติก สำหรับการจำหน่ายเป็นผลรับประทานสดของมูลนิธิโครงการหลวงนั้นผลจะถูกแบ่งเกรดตามน้ำหนักและคุณภาพแล้วบรรจุวางเรียงสองชั้นในถาดพลาสติกใส หุ้มด้วยพลาสติกบางเพื่อไม่ให้ผลเคลื่อนที่ในขณะเวลาขนส่งและใส่รวมกันชั้นเดียวในกล่องกระดาษแข็งสำหรับใส่ผลไม้ ปกติจะบรรจุถาดละ 250-260 กรัม เพื่อขายตามซุปเปอร์มาเกตหรือร้านค้าทั่วไป

    คุณผู้ฟังครับผลสตรอเบอร์รี่ที่ใช้ในการแปรรูปจะถูกเก็บมาจากแปลงปลูกและขนส่งมาที่โรงงาน ซึ่งผลอาจจะจะถูกตัดขั้วออกก่อนนำมาส่งหรือตัดที่โรงงานและแบ่งคัดตามเกรดแล้วล้างด้วยน้ำที่สะอาด หลังจากนั้นผลบางส่วนจะถูกแช่แข็งเลยทันที และบางส่วนจะนำมาใส่ถุงพลาสติกที่บรรจุอยู่ในภาชนะเช่น ปี๊บแบบที่ใส่น้ำมันก๊าด และนำมาใส่น้ำตาลบนผลสตรอเบอร์รี่ตามสัดส่วนที่ตลาดเป็นผู้กำหนดมาเช่น น้ำหนักผล 14 กก. ต่อน้ำตาลทรายขาว 1.2 กก. เป็นต้น หลังจากนั้นจะทำการปิดฝาและรีบนำเข้าห้องเย็นแบบแช่แข็งเตรียมขนส่งไปยังต่างประเทศต่อไปครับ

    คุณผู้ฟังครับ การพัฒนาการปลูกสตรอเบอร์รี่ในประเทศไทยยังคงมีความเป็นไปได้ในการส่งเสริมให้เป็นการค้าอย่างจริงจังในประเทศไทยครับ เกษตรกรผู้ปลูกทั้งหมดกำลังรอความหวังจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐและเอกชนเพื่อช่วยพวกเขาในการแก้ปัญหาการรวมกันขององค์ประกอบ เช่น ภายใต้สภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยทางเศรษฐกิจ ตัวเกษตรกรเองและการทำงานกันอย่างเต็มที่ของทีมงานวิจัยจากทางมหาวิทยาลัย ก็คาดได้ว่าจะส่งผลทำให้การปลูกสตรอเบอร์รี่ของประเทศไทยสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมการค้าที่สดใส และเกิดมีชื่อเสียงมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

    สัปดาห์หน้า กระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆมาฝาก คุณผู้ฟังอีก  อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ได้ในวัน เวลาเดียวกันนี้

    หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่  0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

     

  • จุลินทรีย์ควบคุมโรคพืชและเพิ่มผลผลิตพืชในรูปปุ๋ยชีวภาพ

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่15 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

    เรื่อง  จุลินทรีย์ควบคุมโรคพืชและเพิ่มผลผลิตพืชในรูปปุ๋ยชีวภาพ

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    ………………………………………………………………………………………………………………………………………….

    -เพลงประจำรายการ-

     

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งกับรายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายการนี้เป็นรายการที่จะนำเสนอผลงานวิจัยดีๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีกระผม วิทวัส ยุทธโกศา เป็นผู้ดำเนินรายการครับ วันนี้กระผมขอเสนอเรื่อง “ชีวมวลจุลินทรีย์ควบคุมโรคพืชและเพิ่มผลผลิตพืชในรูปปุ๋ยชีวภาพ ” ซึ่งเป็นผลงานของ นางกณิษฐา สังคะหะ ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนากำแพงแสน

    มาเริ่มกันเลยนะครับ คุณผู้ฟังครับ ทราบไหมครับว่า จุลินทรีย์ในดินมีหลายชนิด ได้แก่ แบคทีเรีย รา แอคติโนไมซีด สาหร่าย โปรโตซัว โรติเฟอร์ ไมโคพลาสมา และไวรัส เป็นต้นครับ จุลินทรีย์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญทั้งในแง่การส่งเสริมการเจริญเติบโต และการทำลายพืช กล่าวโดยรวมแล้วจุลินทรีย์ในดินมีความสำคัญดังต่อไปนี้ ครับ

              1. ทำหน้าที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ให้มีขนาดของโมเลกุลเล็กลง

              2. มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงรูปของธาตุอาหารพืช  เช่น   เปลี่ยนจากรูปที่เป็นสารอินทรีย์ไปเป็นสารอนินทรีย์ เพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืช ในบางกรณีจุลินทรีย์อาจมีกิจกรรมที่สามารถลดความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชได้ครับ

              3. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชโดยการสร้างสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช

              4. การตรึงไนโตรเจน จุลินทรีย์หลายชนิดสามารถตรึงไนโตรเจนได้

              5. จุลินทรีย์หลายชนิดมีบทบาทในการสร้างกรดอินทรีย์บางชนิด บ้างสามารถสร้างกรดอนินทรีย์ ในปริมาณที่พอเหมาะที่จะละลายแร่ธาตุอาหารพืช และเป็นประโยชน์ต่อพืชต่อไป

              6. จุลินทรีย์หลายชนิดอาจเป็นเชื้อสาเหตุของโรคพืชทำความเสียหายให้แก่ผลผลิตได้ ในทางตรง กันข้ามมีจุลินทรีย์หลายชนิดที่ทำหน้าที่กำจัด และยับยั้งการเจริญเติบโตจุลินทรีย์ชนิดอื่น รวมทั้งจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืช จึงมีผลทำให้การระบาดของโรคพืชบางชนิดลดลงได้ครับ

              7. บทบาทของจุลินทรีย์บางชนิดในดินสามารถผลิต และปลดปล่อยสารปฎิชีวนะ กรณีนี้นำไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ครับ คุณผู้ฟังครับ เราได้ทราบความสำคัญของจุลินทรีย์บ้างแล้ว ช่วงนี้ขอพักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากในดินที่มีจุลินทรีย์มากมายหลายชนิดแตกต่างกันออกไป การจัดการดินที่ดีและเหมาะสมจะส่งเสริมให้มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพืชในปริมาณที่มาก   หากมีการจัดการที่ไม่ดีแล้ว  การสะสมของเชื้อสาเหตุโรคพืชก็จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้แล้ว สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ในดิน    เช่น  ปริมาณออกซิเจน  ธาตุอาหารในดิน อินทรียวัตถุ   pH  ของดิน  อุณหภูมิ  และความชื้น   ก็เป็นสาเหตุสำคัญในการกำหนดชนิด  ปริมาณ   และบทบาทของจุลินทรีย์ในดินได้ด้วยครับ

               คุณผู้ฟังครับ การที่จุลินทรีย์มีคุณประโยชน์มากมายต่อทางการเกษตรเช่นนี้ โดยเฉพาะเพื่อเพิ่มผลผลิตพืชทั้งทางด้านการควบคุมโรคพืช และการช่วยเพิ่มแร่ธาตุอาหารให้กับพืชนั้น   หน่วยโรคพืชและศาสตร์สัมพันธ์   ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง   สถาบันวิจัยและพัฒนา กำแพงแสน      มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์    จังหวัดนครปฐม    ดำเนินงานวิจัยทางด้านฐานข้อมูลการวินิจฉัยโรคพืช   และการใช้จุลินทรีย์ควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคพืชในดิน   จึงได้ร่วมงานกับอาจารย์ ภาควิชาปฐพีวิทยา   คณะเกษตร  กำแพงแสน   มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ซึ่งมีผลงานวิจัยการใช้จุลินทรีย์เป็นปุ๋ยชีวภาพ และสามารถละลายฟอสเฟตในดินได้    ดังนั้นทางคณะผู้วิจัยเห็นว่าการถ่ายทอดแนวความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้  โดยนำผลงานวิจัยมาประยุกต์ ใช้ร่วมกับความรู้และประสบการณ์   นำมาจัดโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีความรู้ทางด้านจุลินทรีย์      และการนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านการควบคุมเชื้อราในดินสาเหตุโรคพืช และปุ๋ยชีวภาพ รวมทั้งจุลินทรีย์ในดิน ที่มีคุณประโยชน์ด้านการเพิ่มปริมาณแร่ธาตุอาหารให้กับพืช ให้แก่   เกษตรกร ผู้นำเกษตรกร  เจ้าหน้าที่ของ รัฐ ครู อาจารย์จะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวความคิดซึ่งกันและกันหรือถ้ามีปัญหาข้อเสนอแนะ  ก็พร้อม ที่จะดำเนินการวิจัยเพื่อตอบหรือแก้ไขปัญหาในทันที  เพื่อใช้เป็นข้อมูลทางด้านการวิจัยต่อไปครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    กลับมาฟังกันต่อนะครับ การปลูกพืชเศรษฐกิจทั้งพืชผัก พืชสวน  พืชไร่  และไม้ดอกไม้ประดับ   มักประสบปัญหาพืชแสดง อาการเป็นโรค โดยระบบรากพืชถูกทำลายทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช ตั้งแต่ระยะต้นกล้าจนกระทั่งเติบ โตให้ผลผลิต   พืชจะแสดงอาการรากเน่าหรือโคนเน่า  เนื่องจากเชื้อราในดินสาเหตุโรคพืชเข้าทำลาย   เช่น  เชื้อราสเคลอโรเทียม (Sclerotium rolfsii) หรือเรียกว่าราเมล็ดผักกาด  เชื้อราไรซ็อคโทเนีย (Rhizoctonia sp.)  เชื้อราพิเทียม (Pythium sp.)    เชื้อราฟัยท็อปโทรา   (Phytophthora sp.)   และเชื้อราฟูซาเรียม (Fusarium sp.)  เป็นต้นครับ  เมื่อเชื้อโรคพืชเหล่านี้เข้าทำลายระบบรากพืช  ทำให้พืชแสดงอาการเหี่ยวแห้งหรือตายเป็นกิ่ง ๆ  จน กระทั่งตายยืนต้นในที่สุด   ทั้งนี้พืชจะแสดงอาการเป็นโรครุนแรงหรือไม่นั้น  ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อสาเหตุของโรคและช่วงระยะการเจริญเติบโตของพืชเป็นสำคัญ   นอกจากนี้แล้วเชื้อราสาเหตุโรคพืชในดินสามารถ เป็นโรคกับพืชได้หลายวงศ์เลยครับ

    คุณผู้ฟังครับ ในปัจจุบันการควบคุมโรคพืชโดยใช้จุลินทรีย์ จะช่วยลดปริมาณและกิจกรรมของเชื้อโรค     โดยส่ง เสริมพัฒนาการใช้สิ่งมีชีวิต    รวมทั้งจุลินทรีย์ที่อยู่ตามสภาพธรรมชาติในดินและที่ผิวรากพืช     ให้สามารถทำลายหรือยับยั้งการเจริญของเชื้อสาเหตุโรคพืชลงได้ จนเกิดสมดุลทางชีวภาพ คือการไม่เกิดการระบาดของโรคนั่นเอง   โดยเชื่อมั่นได้ว่าจากการปรับปรุงพัฒนาวิธีทางเขตกรรมที่เหมาะสม    เพื่อปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยและส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ หรือเพิ่มความต้านทานของพืชต่อเชื้อโรคนี้   จะสามารถลดระดับการเกิดโรคได้ อย่างไรก็ตาม วิธีที่เป็นที่นิยมปฏิบัติศึกษาทดลองมากที่สุด นั่นก็คือการใช้จุลินทรีย์ในรูปเซลล์ที่มีชีวิตเจริญแข่งขันกับพวกเชื้อโรค    ตลอดจนการใช้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในการส่งเสริม การเจริญเติบโตของพืช    เพื่อให้พืชแข็งแรงต้านทานต่อการเข้าทำลายของเชื้อโรค     วิธีการเหล่านี้เป็นวิธีที่ประหยัดปลอดภัยไร้มลภาวะครับ และได้ผลเป็นระยะเวลานาน      เนื่องจากมีข้อดีที่ว่าจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สามารถเพิ่มปริมาณ และมีชีวิตคงทนอยู่ในดินในระยะเวลาที่นานกว่าสารเคมีครับ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma sp.)    เป็นเชื้อราที่สามารถ

     1)  แข่งขันการใช้แหล่งอาหารสำหรับการเจริญเติบโต

     2)  เส้นใยเชื้อรา Trichoderma  sp.   เจริญพันรัดเส้นใยเชื้อราสาเหตุโรคพืช  โดยแทงทะลุเส้นใยเชื้อโรคและปล่อยน้ำย่อยหรือเอนไซม์ออกมาย่อยผนังเซลล์เชื้อโรค ทำให้เส้นใยสปอร์และส่วนพักตัวเชื้อโรคแฟบเหี่ยว   ไม่สามารถเจริญได้ตามปกติ

     3) บางสายพันธุ์สามารถสร้างสารปฏิชีวนะออกมายับยั้งการเจริญของเชื้อสาเหตุโรคพืช     ส่วนการพัฒนาผลิตและการใช้เชื้อรา Trichoderma  sp. ในระยะแรกนั้น เป็นผลงานวิจัยเริ่มต้นจากการคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพต่อการควบคุมเชื้อราในดินสาเหตุโรคพืช โดยใช้เมล็ดข้าวฟ่างเป็นวัตถุดิบ มีการใช้แกลบ และรำข้าวผลิตเชื้อรา   Trichoderma  sp.  ในรูปหัวเชื้อสด    ต่อมาได้มีการพัฒนาใช้ปลายข้าวเมล็ดข้าวโพด และธัญพืชชนิดอื่น ๆ เป็นแหล่งอาหารในการผลิตเชื้อรา Trichoderma  sp.ในรูปหัวเชื้อสด เผยแพร่สู่เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านการเกษตรครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ เดี๋ยวช่วงหน้าเรามาเรียนรู้ต่อกันในเรื่องของปุ๋ยชีวภาพกันครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าปุ๋ยชีวภาพ เป็นปุ๋ยที่มีจุลินทรีย์ชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นส่วนผสมอยู่มากขึ้น   หรืออาจทำให้พืชได้รับประโยชน์จากธาตุอาหารในดินมากขึ้น อันเนื่องมาจากกิจกรรมของจุลินทรีย์นั้น ๆ มีการศึกษาวิจัยการ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพกันอย่างจริงจังเมื่อไม่นานมานี้นี่เองครับ  คือ  ในช่วงประมาณ ปี พ.ศ. 2510    เน้นการ ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการใช้ประโยชน์จากเชื้อไรโซเบียมในหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์    รวม ทั้งสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่มีการเรียนการสอนทางด้านการเกษตร     ต่อมาก็มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้เชื้อเร่งปุ๋ยหมักและปุ๋ยชีวภาพทั้งสองชนิดนี้     ปัจจุบันประเทศไทยมีความก้าวหน้าไปมาก   และมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย   นอกจากนี้แล้ว   ยังมีการศึกษาวิจัยปุ๋ยชีวภาพกันอีกหลายชนิด  ได้แก่  แหนแดง  สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน  ผงเชื้อไมคอร์ไรซา   เป็นต้น  มีการผลิตผงเชื้อออกมาสู่ตลาดและเผยแพร่สู่ประชาชนทั่วไปแล้วหลายชนิด    ในขณะที่การศึกษาวิจัยก็ยังดำเนินต่อไป   เพื่อค้นหา สายพันธุ์จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูง และเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ กัน    การศึกษาและพัฒนาเกี่ยว กับการนำสารอินทรีย์เหลือใช้  และเศษเหลือจากการแปรรูปผลผลิตทางการ osphobacterin  จุลินทรีย์นั้น ครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนนไทยเกษตรก็เป็นเรื่องสำคัญที่นักวิชาการที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่องครับ

              คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่าในดินจะมีเชื้ออะโซโตแบคเตอร์แตกต่างกันทั้งชนิดและปริมาณ    ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของดินและสิ่งแวดล้อม  แต่จะพบมากที่สุดในบริเวณรากพืช  ปัจจัยหลัก ๆ ที่มีอิทธิพลต่อจำนวนเชื้ออะโซโตแบคเตอร์ในดิน  มีอยู่ 2 ประ การ คือ

    1)  การเกื้อกูลและการปฎิปักษ์ต่อกันของจุลินทรีย์

    2) ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน จุลินทรีย์หลายชนิดเร่งการเจริญเติบโตของอะโซโตแบคเตอร์และการตรีงไนโตรเจน     ในทางตรงกันข้ามก็มีจุลินทรีย์บางพวก ยับยั้งการเจริญเติบโตและการตรึงไนโตรเจน นอกจากนี้เชื้ออะโซโตแบคเตอร์สามารถ สร้างสารซึ่งยับยั้งการเติบโตของราบางชนิดได้ เมื่อทดสอบบนอาหารวุ้นในห้องปฏิบัติการ   นอกจากนี้แล้วการเติมอินทรียวัตถุสู่ดิน    จะทำให้ปริมาณและการเติบโตรวมทั้งการตรึงไนโตรเจนของเชื้อนี้เพิ่มมากขึ้นได้ครับ

              ปริมาณฟอสฟอรัสในดินที่อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช     จะมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่มีทั้งหมดในดิน  จึงทำให้สารละลายดินมีฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชยิ่งน้อยลงไปอีก  ส่วนใหญ่ แล้วฟอสฟอรัสในดินจะถูกตรึงโดยปฏิกิริยาทางเคมีแล้วไม่ละลาย  เช่น ตกตะกอนกับ เหล็ก   อลูมินัม  แคล เซียมและแมกนีเซียม  เป็นต้น ซึ่งละลายได้น้อยมาก     อย่างไรก็ตาม     ในดินมีจุลินทรีย์หลายชนิดที่มีความ สามารถละลายฟอสเฟตจากรูปที่ไม่ละลาย  ให้กลายเป็นฟอสเฟตในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ครับ       จึงได้มี การนำเอาความสามารถของจุลินทรีย์ในข้อนี้มาใช้ประโยชน์ โดยการใส่จุลินทรีย์ลงดินโดยตรง  รวมทั้งการใช้จุลินทรีย์ร่วมกับหินฟอสเฟตบด     เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ฟอสเฟตละลายออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชได้มากขึ้นนั่นเองครับ ช่วงนี้พักกันก่อนสักครู่นะครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

              กลับมาฟังกันต่อนะครับ นอกจากนี้แล้ว   มีกลุ่มเชื้อราไมคอร์ไรซาซึ่งส่วนใหญ่ได้ผลสรุปว่า   พืชที่มีเชื้อราไมคอร์ไรซาจะมีการเจริญเติบโตดีกว่าพืชปกติครับ  จึงอาจกล่าวได้ว่าถ้าสามารถนำเชื้อราไมคอร์ไรซามาใช้ร่วมกับพืชเพื่อเพิ่มผลผลิตของพืชให้สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินที่มีปัญหาเกี่ยวกับการตรึงฟอสฟอรัส ดินที่ขาดฟอสฟอรัส หรือดินที่มีฟอสฟอรัสในรูปที่พืชไม่สามารถนำไปใช้งานได้    ไมคอร์ไรซาจะช่วยดูดฟอสฟอรัสมาให้พืชนำไป ใช้ได้  โดยการซึมผ่านจากเซลล์ของเชื้อราเข้าสู่เซลล์ของรากพืช   และพืชนำเอาไปใช้ประโยชน์ในการเจริญ เติบโตได้ครับ

               การที่มีจุลินทรีย์เหล่านี้ทั้งอะโซโตแบคเตอร์ อะโซสไปริลลัม หรือจุลินทรีย์ละลายฟอสเฟตนั้นอยู่ ในบริเวณรากพืช  ไม่ว่าจะด้วยการจุ่มราก  ชุบราก  การคลุกเมล็ด   หรือใส่ไปพร้อมกับการปลูกพืช   เพื่อให้จุลินทรีย์เหล่านี้อยู่บริเวณรากพืชให้มากขึ้น ความเกื้อกูลกันระหว่างพืชกับจุลินทรีย์ที่มีต่อกันทำให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตดี  ในขณะเดียวกันจุลินทรีย์  ทั้งอะโซโตแบคเตอร์ อะโซสไปริลลัม และจุลิทรีย์ละลายฟอสเฟต ก็ส่งเสริมการ เจริญเติบโตของพืช   โดยอะโซโตแบคเตอร์   และอะโซสไปริลลัม สามารถตรึงไนโตรเจนให้ กับพืชได้    ส่วนจุลินทรีย์ละลายฟอสเฟต  ก็สามารถละลายฟอสเฟตให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์พืชสามารถนำไปใช้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วทั้งอะโซโตแบคเตอร์ อะโซสไปริลลัม  และจุลินทรีย์ ละลายฟอสเฟตนั้น สามารถผลิตเป็นผงเชื้อและสามารถคลุกลงไปให้กับการปลูกพืชได้ต่อไปครับ

              จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้   จะเห็นได้ว่ามีจุลินทรีย์หลายชนิดที่สามารถนำมาผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพ เพื่อใช้ในทางการเกษตรและเพิ่มผลผลิตของพืชได้หลายชนิด   จนสามารถผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพและเผยแพร่สู่เกษตรกรบ้างแล้ว   บางชนิดก็ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นของการศึกษาวิจัย   อย่างไรก็ตาม  เป็นที่คาดหมายว่าการใช้ปุ๋ยชีวภาพ   คงได้แพร่หลายต่อไปซึ่งจะสามารถทดแทนปุ๋ยเคมีลงได้ส่วนหนึ่ง   ในทำนองเดียวกัน  การศึกษาวิจัย เพื่อใช้ประโยชน์ปุ๋ยอินทรีย์ในประเทศไทย   ก็ดูเสมือนว่าจะมีอนาคตที่สดใสเช่นกันครับคุณผู้ฟัง

    วันนี้กระผมขอจบรายการไว้เพียงเท่านี้ก่อนครับ สัปดาห์หน้า กระผม จะนำเรื่องราวผลงานวิจัยอะไรดีๆมาฝาก คุณผู้ฟังอีก  อย่าลืมติดตามรับฟังได้ในรายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”  ได้ในวัน เวลาเดียวกันนี้

    หากคุณผู้ฟังมีข้อแนะนำติชมรายการ หรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเขียนจดหมายมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903 หรือ โทรสอบถามได้ที่  0-2561-1474 สำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้วครับ  แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า  สำหรับวันนี้ ลาไปก่อน สวัสดีครับ…….

  • การย้อมสีละมุดด้วยวิธีธรรมชาติ

    YouTube Preview Image

    บทวิทยุ รายการ  “จากแฟ้มงานวิจัย มก.”

    ออกอากาศวันเสาร์ ที่1 เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ. 2557

    เรื่อง  การย้อมสีละมุดด้วยวิธีธรรมชาติ

    บทวิทยุโดย  วิทวัส ยุทธโกศา

    …………………………………………………………………………………………………………………………………………

    -เพลงประจำรายการ-

    สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านครับ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ “จากแฟ้มงานวิจัย มก.” ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุ มก. แห่งนี้ครับ รายการนี้ผลิตโดยฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. เป็นรายการที่นำเสนอผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งในด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่างๆ  มานำเสนอให้คุณผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังในการนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือกับอาชีพของตนเอง โดยมีกระผม……………………………….รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการครับ

    คุณผู้ฟังครับ เรารู้จักการย้อมสีกันมานานมากๆ แล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการย้อมสีผมที่ปัจจุบันเป็นที่นิยมกันมากในหนุ่มสาวสมัยใหม่ การย้อมสีเฟอร์นิเจอร์ การย้อมสีเส้นใยต่างๆ หรือแม้แต่การย้อมสีเสื้อผ้า ที่ในอดีตเรารู้จักกับป๋องแป๋งย้อมผ้า เหล่านี้เป็นต้น จะเห็นได้ว่ามนุษย์เรารู้จักกับการย้อมสีมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เราจะเห็นได้จากหลักฐานต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ว่าเครื่องถ้วยชามหรือแม้แต่เสื้อผ้าของคนโบราณ ล้วนแล้วแต่มีสีสันที่สวยงามทั้งสิ้นครับ และแน่นอนครับ ว่าเรื่องที่เราจะพูดถึงในวันนี้ก็คือเรื่องของการย้อมสี แต่เป็นการย้อมสีของผลไม้นะครับ

    คุณผู้ฟังครับ การย้อมสีผลิตผลที่เก็บเกี่ยวมาแล้ว มีปฏิบัติกันมากในอดีต แต่ลดน้อยลงตามลำดับครับ สำหรับในประเทศไทยนั้นการย้อมสีละมุดด้วยสีส้มภายหลังการขัดเอาขี้ไคลหรือเนื้อเยื่อออกยังคงมีปฏิบัติกัน เพื่อปิดบังร่อยรอยการขูดขีดบนผิว รวมทั้งรอยช้ำที่เกิดจากการขัดขี้ไคล ส่วนในต่างประเทศเมล็ดพิทาสชิโอซึ่งเป็นเมล็ดเคี้ยวมันชนิดหนึ่ง ในอดีตนิยมย้อมเปลือกด้วยสีแดงเพื่อปกปิดตำหนิบนเปลือก ต่อมางานวิจัยหลังการเก็บเกี่ยวทำให้เราทราบว่า ตำหนิเหล่านี้เกิดจากการล่าช้าในการเอาเปลือกชั้นนอกออกภายหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้ยางและสารอื่นๆ ในเปลือกชั้นนอกแปดเปื้อนติดอยู่บนเปลือกชั้นใน จึงทำให้ในปัจจุบันการลอกเอาเปลือกชั้นนอกออกจึงกระทำทันทีหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งจะได้เมล็ดพิทาสชิโอ ที่มีสีนวลเกลี้ยงเกลา และไม่จำเป็นต้องย้อมสีอีกต่อไป

    สำหรับส้มในรัฐแคลิฟอเนียนั้น เมื่อผลสมบูรณ์เต็มที่ จะมีสีส้มสวยงาม เพราะมีสภาพภูมิอากาศที่กลางวันและกลางคืนมีอุณหภูมิแตกต่างกันมาก แต่ส้มในรัฐฟลอริดาซึ่งมีสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกับประเทศไทย แม้ว่าผลส้มจะสมบูรณ์เต็มที่ แต่ก็ยังคงมีสีเขียว เมื่อนำไปบ่มด้วยเอทิลีนก็จะทำให้สีเขียวหายไป แต่ผลจะไม่เป็นสีส้มเหมือนส้มของแคลิฟอเนีย แต่จะมีสีเหลือง ดังนั้นเพื่อให้สามารถแข่งขันได้กับส้มของแคลิฟอเนีย จึงมีการย้อมสีผลส้มด้วยสีแดง ทำให้ส้มมีสีส้มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ส้มที่ผ่านการย้อมสีเช่นนี้จะไม่สามารถขายได้ในแคลิฟอเนีย เพราะเป็นการขัดต่อกฎหมายของรัฐครับ กระแสความนิยมธรรมชาติในสังคมโลกยุคปัจจุบันนั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆครับคุณผู้ฟัง เนื่องจากมนุษย์เริ่มใส่ใจกับการดูแลสุขภาพ และมีการใช้ธรรมชาติบำบัดรักษาโรคกันมากขึ้น ทำให้การย้อมสีผลิตผลเริ่มที่จะหมดไปในอนาคตครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ สำหรับในประเทศไทยนั้น ผลไม้ที่นิยมย้อมสีกันมากหลังการเก็บเกี่ยว ก็คือละมุดครับ การจัดการละมุดหลังเก็บเกี่ยวมีหลายขั้นตอน การย้อมสีผลละมุดเป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งเกษตรกรและผู้ค้าส่ง ทำเพื่อช่วยให้ผลละมุดมีความสวยงาม ดึงดูดใจให้ผู้บริโภคซื้อผลิตผลมากขึ้น แต่ผู้บริโภคจะรู้หรือไม่ว่า ละมุดย้อมสีนั้นอันตรายมากๆ ครับ เรามาค้นหาคำตอบกันครับว่าสีย้อมละมุดเป็นสีที่ได้จากอะไร และขั้นตอนการจัดการละมุดหลังการเก็บเกี่ยวนั้นจะเป็นขั้นตอนอะไรบ้าง เรามาทราบคำตอบกันเดี๋ยวนี้เลยครับ

    คุณผู้ฟังครับ คุณอภิตา  บุญศิริ    นักวิจัยจากงานวิจัยพืชผลหลังเก็บเกี่ยว ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม ได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการละมุดหลังการเก็บเกี่ยวว่ามี 10 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ครับ

    ขั้นตอนที่ 1  คือการเก็บเกี่ยวผลละมุด  เกษตรกรจะใช้ตะกร้อเก็บเกี่ยวผลละมุดจากต้นเมื่อผลละมุดแก่แล้ว จะเห็นได้จากการเปลี่ยนสีเปลือกของผลละมุดจากเขียวไปเป็นสีเหลืองจำปา

    ขั้นตอนที่ 2  การล้างละมุด  ตามปกติแล้ว บนผิวผลละมุดจะปกคลุมไปด้วยคอร์กซึ่งเป็นขนหยาบแข็งทั่วผล เกษตรกรจึงต้องล้างผลิตผลก่อนส่งขายไปยังพ่อค้าแม่ค้าคนกลาง หรือตลาดขายส่ง วิธีการล้างทำโดยการใส่ละมุดลงไปในอุปกรณ์ที่เรียกว่า “ก๊อ” มีลักษณะเป็นทรงกระบอกที่สามารถเปิดบริเวณส่วนหน้าให้ใส่ผลละมุดลงไปได้ ก๊อนี้ทำจากไม้ตีเป็นระแนงไม้ให้มีช่องว่างระหว่างไม้แต่ละแผ่น จากนั้นจะนำก๊อที่มีผลละมุดอยู่แช่ลงไปในน้ำ แล้วจึงเปิดสวิทซ์ของมอเตอร์ ก๊อจะหมุนเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ ผลละมุดจะสีกันไปมาทำให้คอร์กหลุดออกจากผลิตผลจนสะอาด เกษตรกรจะปิดสวิทซ์และตรวจดูว่าผลละมุดสะอาดแล้วหรือยัง หากยังไม่สะอาดดีพอก็จะล้างต่อไปจนกว่าจะสะอาด โดยปกติจะใช้เวลาในการล้างประมาณ 10-15 นาที/ครั้ง ครับ

    ขั้นตอนที่ 3  คือการตักละมุดขึ้นจากก๊อ  เกษตรกรจะใช้สวิงตักละมุดขึ้นจากก๊อ เพื่อนำไปจุ่มในโอ่ง หรือถังที่มีสารละลายสำหรับย้อมสีอยู่

    มาถึงขั้นตอนที่ 4 แล้วครับ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการย้อมสี  เกษตรกรจะนำสวิงที่มีผลละมุดที่ล้างแล้ว จุ่มลงไปในโอ่งหรือถังที่มีสารละลายของสีย้อมอยู่ แล้วรีบยกขึ้นทันที ผลละมุดจะมีสีน้ำตาลส้มสวยงาม การย้อมสีนอกจากจะช่วยทำให้ผลละมุดสวยงามแล้ว ยังช่วยปกปิดรอยช้ำและรอยแผลต่างๆ ที่มีขนาดเล็ก ทำให้ยากในการมองเห็น ยกเว้นแต่จะสังเกตอย่างละเอียด สีย้อมที่ใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นสีย้อมไหม สีนี้เป็นสารสังเคราะห์ขึ้นมา มิใช่สีย้อมตามธรรมชาติ ดังนั้นผู้บริโภคผลละมุดย้อมสีทั้งเปลือกจึงอาจเป็นอันตรายได้ หากบริโภคเป็นระยะเวลานานครับ

    จากการออกแบบสอบถามเกี่ยวกับการย้อมสีโดยคุณวรรยา สุธรรมชัย นิสิตปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าเกษตรกรและผู้ค้าส่งมีความคิดเห็นว่าควรย้อมสีละมุด 84-100 เปอร์เซ็นต์ เพราะจะทำให้ผลดูสวยขึ้น ช่วยรัดผิวผล และประเด็นที่สำคัญคือ ทำให้ขายได้ เมื่อสอบถามผู้บริโภคพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ 46-76 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ทราบว่าผลละมุดมีการย้อมสี และถ้าทราบจะมีผู้บริโภคที่ซื้อผลละมุดย้อมสีเพียง 13-21 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะเกรงว่าสีที่ใช้ย้อมอาจเป็นอันตรายครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

    คุณผู้ฟังครับ มาถึงขั้นตอนที่ 5  คือการผึ่งแห้ง  หลังจากยกละมุดขึ้นจากสีย้อมแล้ว เกษตรกรจะผึ่งผลละมุดให้แห้งสำหรับคัดขนาดละมุด

    ขั้นตอนที่ 6  การคัดเลือก  ผลละมุดที่เสียหายอย่างมากจากการเก็บเกี่ยว และการล้างทำความสะอาดอย่างมากจะถูกคัดทิ้งไป

    ขั้นตอนที่ 7  การคัดขนาด  เกษตรกรจะทำการคัดแยกผลผลิตขนาดใหญ่ กลาง และเล็กแยกออกจากกัน บรรจุลงในตะกร้าพลาสติกก่อนที่จะนำไปบ่มต่อไป

    ขั้นตอนที่ 8  การบ่ม  ผลละมุดจะถูกบรรจุลงในเข่งพลาสติกที่กรุด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือกระดาษพรู้ฟ และบ่มด้วยถ่านแก๊ส สำหรับการบ่มด้วยถ่านแก๊สนี้ ปัจจุบันบางประเทศได้ประกาศห้ามใช้ถ่านแก๊สในการบ่มผลไม้แล้วครับ เนื่องจากก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ และก่อให้เกิดโรคมะเร็งกับผู้ใช้งานได้ อีกทั้งเมื่อใช้บ่มผลไม้ไปแล้ว หากใช้ในปริมาณที่เข้มข้นสูงเกินไป จะทำให้เกิดกลิ่นและรสชาติผิดปกติขึ้นได้ ดังนั้นเกษตรกรและผู้ประกอบการจึงควรเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ดังกล่าว หากต้องการส่งละมุดไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งต้องศึกษากฎระเบียบของประเทศคู่ค้าอย่างดีว่ายังคงยอมรับการบ่มผลไม้ด้วยถ่านแก๊สหรือไม่ครับ

    ขั้นตอนที่ 9  การขนส่งไปจำหน่ายยังตลาดขายส่ง  การขนส่งไปยังตลาดขายส่งนิยมใช้รถบรรทุกขนส่งไปยังตลาดขายส่งต่างๆ เช่น ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดสุรนคร เป็นต้น

    และขั้นตอนสุดท้าย ขั้นตอนที่ 10  จากตลาดขายส่งสู่ตลาดขายปลีก  โดยพ่อค้าแม่ค้าคนกลางจะรับซื้อจากตลาดขายส่งไปขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าขายปลีก หรือพ่อค้าแม่ค้าขายปลีกมาซื้อโดยตรงจากตลาดขายส่งครับ

    คุณผู้ฟังครับ แม้ว่าการย้อมสีจะทำให้ละมุดดูสวยงาม ดึงดูดใจผู้ซื้อได้อย่างมากก็ตาม แต่สีที่ใช้ย้อมนั้นเป็นสีสังเคราะห์ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ทราบว่าผลละมุดมีการย้อมสี จึงบริโภคทั้งเปลือก ซึ่งอาจมีผลข้างเคียง และเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคในระยะยาวได้ วิธีการแก้ไขคือการหันมาใช้สีย้อมธรรมชาติ ซึ่งต้องมีการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยต่อไป หรือผู้บริโภคหันมาบริโภคละมุดที่ไม่ผ่านการย้อมสีแทน นอกจากนี้แล้วเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่ใช้ถ่านแก๊สบ่มผลไม้ เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและมะเร็ง อีกทั้งยังอาจก่อให้เกิดกลิ่นและรสชาติที่ผิดปกติกับผลิตผลได้ หากใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ถ่านแก๊ส โดยหันมาบ่มโดยวิธีการอื่นๆ เช่น ใช้ก๊าซเอทิลีนมาบ่มผลไม้แทน โดยเฉพาะในปี 2547 ที่รัฐบาลประกาศให้เป็นปีความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันและผลักดันให้ประเทศไทย เป็นที่ยอมรับทั้งภายในและต่างประเทศ และช่วยกันนำไทยสู่ครัวโลกนำรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากขึ้นครับ

     

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ การย้อมสีละมุดด้วยสีสังเคราะห์นั้นเป็นวิธีการที่ค่อนข้างอันตราย ดังนั้นจึงได้มีการนำสีย้อมที่ได้จากธรรมชาติมาใช้ทดแทน ซึ่งเป็นวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และลดปัญหาการสร้างมลภาวะสิ่งแวดล้อมได้ พร้อมต้องรีบทำการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ได้ออกไปอย่างเร่งด่วน

    ปัจจุบันหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยได้หันมาให้ความสนใจกับเรื่องสุขภาพ และความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คุณอภิตา  บุญศิริ  จึงเห็นความสำคัญของอันตรายจากการใช้สารเคมีที่สามารถส่งผลกระทบต่อผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สีธรรมชาติจึงมีบทบาทสำคัญกับธุรกิจอาหารเพิ่มขึ้น นอกจากนี้สีธรรมชาติยังมีประวัติความเป็นมาของสีแต่ละชนิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ศิลปินจำนวนมากให้ความสนใจ อีกทั้งคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งของสีธรรมชาติที่ละลายน้ำได้และจุลินทรีย์สามารถย่อยสลายได้ง่าย ซึ่งจะช่วยลดภาวะแวดล้อมเป็นพิษ ต่างจากสีสังเคราะห์ที่จะทำให้น้ำในแม่น้ำลำคลองเน่าเสีย สีย้อมจากธรรมชาติแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ   1. สีที่ได้จากสัตว์ ได้แก่ ครั่ง    2. สีที่ได้จากแร่ธาตุ ได้แก่ ดินแดงหรือดินลูกรัง  ดินโคลน  และ 3. สีที่ได้จากพืช เป็นสีที่ได้จากส่วนต่างๆ ของพืช เช่น  ราก  แก่น   เปลือก   ดอก   ผล  และใบ

    ประเทศไทยมีการใช้สีธรรมชาติจากพืชหลายชนิด รวมทั้งกลีบเลี้ยงดอกกระเจี๊ยบแดง และขมิ้นชันด้วย โดยได้มีการนำมาผสมกับอาหารและผลิตข้าวเคลือบสมุนไพร  เพื่อเพิ่มคุณค่าอาหารให้กับข้าวมากขึ้น โดยเฉพาะสรรพคุณในด้านยารักษาโรค กระเจี๊ยบแดงมีคุณสมบัติช่วยขับปัสสาวะ  แก้เสมหะ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ ขับนิ่ว แก้กระหายน้ำ สำหรับขมิ้นชันมีคุณสมบัติช่วยรักษาโรคกระเพาะ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ขับน้ำดี ช่วยให้เจริญอาหาร ต้านอนุมูลอิสระ และยังมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและยับยั้งการเจริญของเชื้อรา

    ขมิ้นชันและกระเจี๊ยบแดงเป็นพืชที่มีขายกันในท้องตลาดทั่วไปที่ให้สารสีเหลืองและสีแดงตามลำดับ พืชทั้งสองชนิดมีสรรพคุณทางสมุนไพร คือ ขมิ้นชันสามารถแก้โรคกระเพาะ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องร่วง บิด หากนำผงขมิ้นมาละลายน้ำทาแก้ผดผื่นคัน พิษมดกัด ยุงกัด เหง้าขมิ้นมีสารประกอบสำคัญเป็นน้ำมันหอมระเหยประมาณ 2-6 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีสารที่ให้สีเช่น เคอร์คิวมีน, โมโนดีมีทอกซี่ เคอร์คิวมิน ซึ่งน้ำมันระเหยมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ต้านการอักเสบของตับ ช่วยขับน้ำดี ลดอาการบวมน้ำ ในการปรุงอาหารผงขมิ้นชันมีคุณสมบัติกันบูดได้ เนื่องจากมีเคอร์คิวมิน และเนื่องจากมีสีจึงนิยมนำมาใช้ในการแต่งสีรสและกลิ่นของอาหาร และยังใช้เป็นสีย้อมผ้าไหม ไหมพรม และเครื่องสำอางด้วย สำหรับกระเจี๊ยบแดงนั้น กลีบดอกกระเจี๊ยบแดงประกอบไปด้วยเม็ดสีแอนโธไซยานินจำนวนมาก ดอกกระเจี๊ยบแดงเมื่อนำมาต้มกับน้ำร้อน นิยมดื่มแก้กระหาย ทำให้สดชื่น นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรเป็นยาแก้นิ่ว ลดไข้ แก้ไอ ขับน้ำดี และขับปัสสาวะ การทำให้สีขมิ้นเปลี่ยนจากสีส้มเหลืองไปเป็นสีแดง สามารถทำได้โดยการปรับความเป็นกรดเป็นด่างด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ตั้งแต่ pH 7.4 ขึ้นไป จะมีการเปลี่ยนแปลงจากสีเหลืองเป็นสีแดง และสีแดงจะยิ่งเข้มมากขึ้นเมื่อ pH เพิ่มมากขึ้นครับ ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้ทำการทดลองโดยการสกัดสีย้อมจากกระเจี๊ยบและขมิ้นมาย้อมสีละมุดทดแทนสีย้อมสังเคราะห์ ซึ่งผลการทดลองจะเป็นอย่างไรนั้นอีกสักครู่มาติดตามกันครับ

    -เพลงคั่นรายการ-

     

    คุณผู้ฟังครับ จากผลการทดลองการย้อมสีละมุดด้วยสีสกัดจากขมิ้นชันและกระเจี๊ยบ ด้วยการนำเอาวัตถุดิบทั้งสองชนิดมาอบให้แห้ง บดให้ละเอียด และนำมาสกัดเอาสีย้อมออกมา สรุปได้ว่า สีย้อมที่สกัดได้จากขมิ้นชันเมื่อนำมาย้อมผลละมุดและเปรียบเทียบกับการใช้สีสังเคราะห์ในการย้อมนั้น มีสีที่ใกล้เคียงกันมาก การทดลองนี้จึงมีความเป็นไปได้ ที่สีย้อมที่สกัดจากขมิ้นจะสามารถนำมาใช้ทดแทนสีย้อมสังเคราะห์ที่เกษตรกรใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ได้ อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีการพัฒนาให้สีย้อมขมิ้นมีสีที่เข้มขึ้น เพื่อให้สีที่เป็นที่พอใจของเกษตรกรมากขึ้น อีกทั้งควรมีการสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคให้มากขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา และเป็นข้อมูลที่แจ้งให้เกษตรกรได้รับทราบความต้องการของผู้บริโภคอย่างถูกต้องมากขึ้น

    และอีกการทดลองหนึ่งคือ การย้อมสีละมุดด้วยสารสกัดจากขมิ้นชันที่มีการปรับความเป็นกรดเป็นด่างด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์

    จากการย้อมสีผลละมุดด้วยสีย้อมสกัดจากขมิ้นปรับสารละลายให้มีฤทธิ์เป็นด่างด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ เปรียบเทียบกับผลละมุดที่ไม่ผ่านการย้อมสี และย้อมสีสังเคราะห์เจือจางและเข้มข้น สรุปได้ว่า การนำสารสกัดจากขมิ้นผสมสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ 0.5-1.0 มิลลิลิตร จึงน่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายจากการเกิดโรคมะเร็ง อันเนื่องมาจากการใช้สีย้อมผ้าสังเคราะห์เจือจางและเข้มข้น แม้ว่าการย้อมสีสกัดจากขมิ้นจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตมากกว่าถึงเกือบ 3 บาท แต่เมื่อพิจารณาถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค และประโยชน์จากการส่งออกผลละมุดไปยังต่างประเทศแล้ว การเพิ่มต้นทุนการผลิตนับว่ามีความจำเป็น และสามารถนำมาใช้ทดแทนสีย้อมสังเคราะห์ได้ครับ

    คุณผู้ฟังครับ กระผมหวังว่าสาระในวันนี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ คุณผู้ฟังสามารถติชมรายการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โดยการเขียนจดหมายและจ่าหน้าซองมายัง  “รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก.” ตู้ ปณ. 1077 ปทฝ.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10903” หรือ โทรสอบถามได้ที่ 0-2561-1474 ครับ และสำหรับวันนี้รายการจากแฟ้มงานวิจัย มก. ได้หมดเวลาลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  สวัสดีครับ

     

    ……………………………………………………………………………………………………………

  • Kasetsart Journal

    CoverNatSciNew
    CoverSocSciNew
    Vol.48 Issue 2
    Vol.34 Issue 1